Kasetsart University Archives

Oral History

ประวัติศาสตร์บอกเล่า: บันทึกความทรงจำ ประสบการณ์ และเกร็ดประวัติศาสตร์จากบุคคลสำคัญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ ดร. อุบล เรียงสุวรรณ

ศาสตราจารย์ ดร. อุบล เรียงสุวรรณ เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2461 ณ ตำบลสำเพ็ง อ.สัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ เป็นบุตรีคนโตและคนเดียวของนายสิทธิ์ และนางสุภาพ ปภาวสิทธิ ซึ่งเป็นคหบดีและคหปตานีในย่านนั้น ในวัยเยาว์ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนในละแวกบ้าน ได้แก่ โรงเรียนราษฎร์เจริญ และจบชั้นมัธยมบริบูรณ์จากโรงเรียนสายปัญญา เมื่อ พ.ศ. 2477 ในระดับอุดมศึกษา ชั้นแรก ศาสตราจารย์ ดร. อุบล สำเร็จได้รับปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิตจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน พ.ศ. 2482 แล้วศึกษาวิชาครูต่อในคณะครุศาสตร์อีก 1 ปี ก็สำเร็จประโยควิชาครูมัธยม (ป.ม.) หลังจากนั้นได้เข้ารับราชการกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เป็นครูสอนที่โรงเรียนศึกษานารี เป็นครูใหญ่โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดนครราชสีมา และโรงเรียนสตรีพัทลุง โสภณพัทลุงกูล ระหว่างปลาย พ.ศ. 2483 ถึงต้น พ.ศ. 2495 ต่อจากนั้นย้ายไปสังกัดกรมวิสามัญศึกษา เป็นศึกษานิเทศก์ พ.ศ. 2497 ศึกษาต่อวิชาครูประถมที่คณะครุศาสตร์ ได้ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) อีกปริญญาหนึ่ง ก่อนจะได้รับทุนของกระทรวงศึกษาธิการไปศึกษาระดับปริญญาโทและเอกสาขาการประถมศึกษา ณ University of Northern Colorado ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่าง พ.ศ. 2498 - 2502 เมื่อสำเร็จการศึกษากลับมาแล้วได้โอนย้ายไปสังกัดคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์เมื่อพ.ศ. 2506 และอีกเพียง 4 ปีต่อมาท่านก็ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ระหว่าง พ.ศ. 2508 - ต้น พ.ศ. 2514 ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่อาจารย์ใหญ่โรงเรียนสาธิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ดร. อุบล เรียงสุวรรณ ได้โอนย้ายมาสังกัดคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2514 และได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณบดีคณะศึกษาศาสตร์และปฏิบัติหน้าที่อาจารย์ใหญ่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ปีเดียวกันนั้นเอง หลังจากครบวาระใน พ.ศ. 2518 แล้วท่านก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ที่ปรึกษารองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ จนเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2522 ในด้านชีวิตส่วนตัว ศาสตราจารย์ ดร.อุบล เรียงสุวรรณ สมรสและมีบุตรชาย 2 คนและบุตรสาว 2 คน ศาสตราจารย์ ดร. อุบล เรียงสุวรรณ มีคุณสมบัติของ ผู้หญิงเก่ง มาแต่ตั้งแต่เด็ก กล่าวคือท่านเป็นคนเรียนหนังสือเก่ง ได้เรียนข้ามชั้น เมื่อสอบชิงทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศก็สอบได้เป็นที่ 1 ท่านเป็น ผู้นำ ที่สามารถทั้งในชีวิตส่วนตัวและในหน้าที่การงาน อุทิศตนให้แก่การทำงานเพื่อส่วนรวมตลอดชีวิต ลูกๆ ของท่านกล่าวไว้ว่า …แม่เลี้ยงเราทั้งสี่ให้แข็งแกร่งช่วยตัวเองได้ แม่บอกว่าแม่ต้องเอาเวลาไปช่วยลูกคนอื่นอีกหลายคนฉะนั้นเธอสี่คนอย่าสร้างปัญหา นอกเหนือจากความจริงจัง ทำอะไรจะต้องทำให้ได้และสิ่งที่ทำนั้นจะต้องดีที่สุดเสมอ และความเป็น ผู้ที่มีทั้งความฉลาดล้ำลึก มีความเก่งและความกล้าที่ชัดเจน แล้วศาสตราจารย์ ดร. อุบล เรียงสุวรรณ มีธรรมชาติอันอ่อนโยนของครูและแม่ ท่านเป็นคนที่เอาใจใส่คนรอบข้างโดยไม่มียกเว้น นายไมตรี จินดา ลูกศิษย์โรงเรียนสาธิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งต่อมากลายเป็นลูกเขยของท่านเล่าถึงภาพประทับใจเกี่ยวกับท่านไว้ว่า …ในระหว่างทางเดินในโรงเรียน อาจารย์พบใครก็จะทักทายดูแล สนใจ สั่งสอนนักเรียนไปเสียทุกคน ให้คำแนะนำเป็นส่วนตัว ถามถึงทุกข์สุขของนักเรียนแทบจะทุกคนก็ว่าได้ทีเดียว และอีกครั้งที่ลูก ๆ กล่าวถึงแม่ว่า… แม่ช่วยทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแม่โดยไม่คิดถึงสิ่งใดตอบแทน แม่จะบอกลูก ๆ เสมอว่า ใครก็ตามเราช่วยเขาได้มันดีทั้งนั้น ท่านเป็นกัลยาณมิตรกับเพื่อนร่วมงาน เป็นกันเอง ให้คำแนะนำช่วยเหลือ และได้ทำให้ เพื่อนร่วมงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้อ่อนอาวุโสกว่ารู้ซึ้งถึง ความเป็นครู และเห็นเป็นตัวอย่างตามคำที่ท่านกล่าวเสมอว่า การเข้ารับราชการเป็นการเข้าทำงานตามวิชาชีพและเป็นลูกจ้างของราชการ (ด้วยภาษีของประชาชน) ต้องทำงานเต็มสติกำลังความสามารถเพื่องานจะได้สำเร็จและตนเองก็จะเจริญด้วยหน้าที่การงาน …ชีวิตนี้อุทิศให้งานนั้น… ผู้ที่มีโอกาสได้ทำงานกับท่านตระหนักว่าเป็น โชคดี…ที่ได้เห็นกับตาและได้ทำกับมือและได้เรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาด้วยการปฏิบัติจริงมาตั้งแต่ต้น ประสบการณ์ที่ผ่านมาจึงเป็นต้นทุนการทำงานที่แต่ละคนได้รับมา เมื่อเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคจึงสามารถแก้ไขได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหางานหลวงหรือเรื่องส่วนตัว ในฐานะผู้ก่อตั้งคณะศึกษาศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร. อุบล เรียงสุวรรณได้วางรากฐานจัดการศึกษาวิชาชีพศึกษาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้มีความแตกต่างกับสถาบันผลิตครูอื่น ๆ ในประเทศไทยกล่าวคือมุ่งผลิตเฉพาะครูในสาขาที่เด่นและเป็นเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เท่านั้น ความคิดสร้างสรรค์ทางการศึกษาของท่านฉายแววให้เห็นตั้งแต่ครั้งที่ท่านเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้ว นั่นคือท่านดำริให้ขยายชั้นเรียนโรงเรียนแห่งนั้นขึ้นไปถึงมัธยม 8 แม้ว่าในสมัยที่สังคมไทยยังเห็นว่าผู้หญิงไม่จำเป็นต้องเรียนสูงๆ ก็ตาม ในบรรดากิจการงานทั้งปวง ศาสตราจารย์ ดร. อุบล เรียงสุวรรณ ภารกิจเด่นที่สุดดูเหมือนจะเป็นการก่อตั้ง โรงเรียนสาธิต ให้เป็นห้องปฏิบัติการของนิสิตครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ ทั้งที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ลูกๆ ของศาสตราจารย์ ดร. อุบล เรียงสุวรรณ กล่าวว่า โรงเรียนสาธิตเกษตรฯ คือความภาคภูมิใจที่สุดของแม่ นั่นเป็นเพราะท่านได้ทำตั้งแต่ ขัดถูและปรับเปลี่ยนอาคารเก่า ลงมือสร้างอาคารใหม่จริงๆ กับเพื่อนร่วมงาน ไปจนถึงวางระบบระเบียบบริหาร วิชาการ การจัดการให้แก่โรงเรียน และเป็นเพราะท่านย่อมตระหนักดีว่าการก่อตั้งโรงเรียนสำเร็จลงได้ในท่ามกลางความขัดข้องนานัปการด้วยความไว้วางใจของผู้บังคับบัญชา และความรักความศรัทธาที่เพื่อน ผู้ใต้บังคับบัญชา และลูกศิษย์ลูกหามีต่อ แม่งาน คือตัวท่าน การวางแผนงานและการตัดสินใจทุกขั้นตอนอย่างฉับพลันและเฉียบขาดของศาสตราจารย์ ดร. อุบล เรียงสุวรรณ ทำให้โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในวันแรกเปิดเรียนเมื่อภาคต้น ปีการศึกษา 2513 มีความพร้อม …เหมือนโรงเรียนที่ได้ทำการมานานแล้ว ท่านขอให้อาจารย์เปรื่อง เปลี่ยนสายสืบแห่งคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) เป็นผู้ออกแบบเครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้ และด้วยเหตุที่ท่านเกิดวันเสาร์ ท่านชอบสีม่วงมาก ท่านจึงขอให้ใช้สีม่วงเป็นสีกระโปรงนักเรียนและได้กำหนดใช้เป็นสีประจำโรงเรียนต่อมา นี่คือที่มาของ สาธิตกระโปรงม่วง ศาสตราจารย์ ดร.อุบล เรียงสุวรรณ เป็นผู้ริเริ่มในการเปิดสอนหลักสูตร ทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโทในหลายสาขา โดยเฉพาะหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิตทางการสอน (Master of Arts in Teaching) ได้เปิดสอนในปี 2519 รวม 5 สาขา คือ สาขาการสอนคณิตศาสตร์ การสอนวิทยาศาสตร์ การสอนภาษาไทย การสอนภาษาอังกฤษ และการสอนสังคมศึกษา และต่อมาในปี 2520 ได้เปิดเพิ่มอีก2สาขา คือ สาขาการสอนภาษาฝรั่งเศส และจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว ได้ผลิตมหาบัณฑิตไปทำหน้าที่อาจารย์และผู้บริหารในโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย และหน่วยงานต่างๆปีละหลายร้อยคน นอกจากงานวางรากฐานก่อสร้างอาคารสำนักงาน อาคารเรียนทั้งส่วนของคณะศึกษาศาสตร์และโรงเรียนสาธิต ด้วยการจัดหางบประมาณมาสนับสนุนได้จำนวนมากแล้ว ในส่วนการบริหารงานบุคคล ก็มี ความสำคัญยิ่ง ศาสตราจารย์ อุบล เรียงสุวรรณได้สรรหาและโอนบุคลากรจากกระทรวงศึกษาธิการและมหาวิทยาลัยต่างๆ มาปฏิบัติงานในการสร้างคณะและโรงเรียนให้เพียงพอกับจำนวนนิสิตและนักเรียนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี รวมทั้งวางแผนขออัตรากำลังจาก ก.ม. และสำนักงบประมาณได้แต่ละปีมากกว่าคณะอื่นๆในมหาวิทยาลัย ในส่วนคุณภาพของอาจารย์ในคณะและโรงเรียน ก็ได้ส่งเสริมสนับสนุนและจัดหารทุนให้อาจารย์ได้ไปศึกษาต่อในวุฒิที่สูงขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้มีอาจารย์ที่มีคุณวุฒิมาช่วยจัดการศึกษาได้มากขึ้น เมื่อศาสตราจารย์ ดร อุบล เรียงสุวรรณ ปฏิบัติงานเป็นที่ปรึกษาของรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ (ศาสตราจารย์ ดร. สุธรรม อารีกุล)ได้ช่วยวางระบบการพัฒนาอาจารย์ของมหาวิทยาลัยโดยเป็นประธานคณะกรรมการพัฒนการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย โดยจัดให้มีการสัมมนา ประชุมเชิงปฏิบัติการ การฝึกอบรมและการดูงาน ให้อาจารย์และผู้บริหารของทุกคณะของมหาวิทยาลัยได้พัฒนาการเรียนการสอน รวมทั้งการวัดและประเมินผลการศึกษา ในด้านมาตรฐานการศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ ทบวงมหาวิทยาลัยได้แต่งตั้งให้ศาสตราจารย์ ดร.อุบล เรียงสุวรรณเป็นประธานกรรมการจัดสร้างแบบทดสอบสัมฤทธิผลเพื่อเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (พ.ศ.2520 - 2522) เป็นประธานกรรมการจัดปฐมนิเทศและการออกข้อสอบเข้าสถาบันอุดมศึกษา ความสามารถในฐานะนักการศึกษาของศาสตราจารย์ ดร.อุบล เรียงสุวรรณ ทำให้ท่านได้รับยกย่องจากUniversity of Northern Colorado ว่าเป็น ศิษย์เก่าผู้ทรงคุณวุฒิดีเด่น ได้รับเชิญให้ไปรับรางวัล International Recognition Award ณ สถาบันการศึกษาแห่งนั้นในโอกาสวันคืนสู่เหย้าประจำปีของมหาวิทยาลัยในเดือนตุลาคม 2513 ท่านเป็นชาวต่างชาติคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ และท่านได้รับรางวัลนี้ในขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งรองคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และอยู่ในช่วงก่อตั้งโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านได้รับการกล่าวขวัญถึงในฐานะที่เป็นผู้ก่อตั้งและวางแนวการสอนด้วยวิธีแปลกใหม่ไม่เหมือนใครขึ้น ซึ่งปรากฏว่าได้ผลดียิ่งเป็นที่ยอมรับของสังคมไทย นอกจากรางวัลดังกล่าวแล้ว ศาสตราจารย์ ดร.อุบล เรียงสุวรรณ ยังได้รับการยกย่องในวาระอื่นๆ อีกเช่น เมื่อ พ.ศ2526 ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาศึกษาศาสตร์- การสอน จากมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ พ.ศ2537 ได้รับพระราชทานรางวัลแม่ดีเด่นแห่งชาติ สาขาแม่ผู้บำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม และท่านเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับแต่งตั้งให้ร่วมอยู่ในคณะกรรมการ AACTE (American Association Committee for Teacher Education) เครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดที่ได้รับคือ ประถมาภรณ์ช้างเผือก (พ.ศ.2520) ศาสตราจารย์ ดร. อุบล เรียงสุวรรณ ได้ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2541 ณ โรงพยาบาลราชวิถี กรุงเทพมหานคร ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร กล่าวไว้ว่า ...ศาสตราจารย์อุบล เรียงสุวรรณ ไม่ทำให้มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ผิดหวังเลย…ปัจจุบันโรงเรียนสาธิตของเรามีชื่อเสียงดีมาก ก็ต้องขอขอบพระคุณ ศ.อุบล ที่ได้วางรากฐานไว้ดี ต่อมาคุรุสภาได้บันทึกประวัติและผลงานของ ศาสตราจารย์ ดร. อุบล เรียงสุวรรณ ในฐานะผู้ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานอันเป็นประโยชน์แก่การศึกษาของชาติไว้ในหนังสือ ประวัติครู จัดพิมพ์เผยแพร่ในวันครู (10 มกราคม 2543) แหล่งข้อมูล อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ ดร.อุบล เรียงสุวรรณ อุบล เรียงสุวรรณ . สมุดประวิติประจำตัวข้าราชการ กระทรวงธรรมการ,2483.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์

ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ นักเศรษฐศาสตร์ผู้วางรากฐานทางสาขาเศรษฐศาสตร์การเกษตร โดยเฉพาะทางการจัดการฟาร์มให้แก่ประเทศไทยจนเป็นปึกแผ่น มีความฉลาดหลักแหลม ได้ผลิตผลงานทั้งตำราและงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเกษตรออกมามากมาย เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับชาติและนานาชาติ มีศิลปะในการพูด บรรยาย และอภิปรายอย่างน่าพิศวง เป็นนักดนตรีไทยผู้มีความรอบรู้อย่างลึกซึ้ง และสามารถบรรเลงเครื่องดนตรีไทยได้หลายชนิดอย่างเชี่ยวชาญหาผู้เทียบเท่าได้ยาก เป็นผู้ตั้งวงดนตรีไทยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้น ได้ส่งเสริมเผยแพร่ดนตรีไทย และความนิยมไทย จนเป็นที่ประจักษ์และยอมรับกันโดยทั่วไป ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2466 ที่ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นบุตรของนายสังวาลย์ และนางเชย นาคสวัสดิ์ ได้เรียนชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนประชาบาลอำเภออัมพวา และจบชั้นมัธยมปีที่ 6 จากโรงเรียนเทเวศร์วิทยาลัย จากนั้นเข้าเรียนที่วิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้ แล้วต่อที่วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใน พ.ศ. 2484 ได้รับอนุปริญญาเกษตรศาสตร์ทางสหกรณ์ ใน พ.ศ. 2486 จึงออกรับราชการที่กรมสหกรณ์ท่าเตียน ต่อมาได้ลาออกแล้วเข้าเรียนปริญญาตรีสาขาสหกรณ์หลักสูตร5 ปีที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พอเรียนจบปีที่ 4 จะขึ้นปีที่ 5 ก็เกิดมีการประกาศยกเลิกหลักสูตรดังกล่าว เนื่องจากในขณะนั้นมีความเห็นว่ายังไม่มีความต้องการสาขานี้ในระดับปริญญาตรี ผู้เรียนในรุ่นนั้นจึงไม่ได้รับปริญญา เพียงแต่ได้ปรับระดับเงินเดือนเท่านั้น ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์จึงออกมารับราชการต่อ หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในขณะนั้น ได้ขอโอนย้ายมาประจำแผนกคลังที่มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ทำงานได้ระยะหนึ่งก็สมัครเข้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และใช้เวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น ก็สามารถสอบผ่านได้รับปริญญาธรรมศาสตร์บัณฑิตใน พ.ศ. 2495 จากนั้นสมัครเข้าเรียนต่อปริญญาโททางเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน และสามารถสอบผ่านได้หมดทุกวิชาทั้งข้อเขียนและปากเปล่าในเวลาเพียงปีเดียว จึงได้รับปริญญาเศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิต เกียรตินิยม (ดี) ใน พ.ศ. 2496ในช่วงนี้ทางมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ได้เปิดหลักสูตรปริญญาตรีทางสหกรณ์ขึ้นใหม่ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ ซึ่งได้เคยศึกษาทางนี้ครบ 4 ปีแล้ว จึงขอสอบเทียบและทำวิทยานิพนธ์ และได้รับปริญญาเศรษฐศาสตร์สหกรณ์บัณฑิตใน พ.ศ.2496 นั้นเอง ใน พ.ศ.2498 ได้เดินทางไปเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่ Cornell University ประเทศสหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์การเกษตรใน พ.ศ. 2500 จึงเดินทางกลับมารับราชการต่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ผู้รู้จัก ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ มาตั้งแต่ราว พ.ศ. 2483 ที่ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ไปเรียนที่แม่โจ้ และ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร สอนวิชาคำนวณอยู่ที่นั่น ต่อมาได้มีความสนิทสนมกันมากและ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ นับถือ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร เสมือนพี่ชาย โดยเรียก ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ว่า ลุงเสริฐ ตามคำเรียกของลูกๆ ของท่าน ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ได้เล่าว่า …ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์เป็นคนเรียนเก่งมาก ผมเองเป็นคนแนะนำให้เขาสอบชิงทุนไปเรียนนอก ตอนนั้นผมเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ ยังคงเป็นพนักงานคลังอยู่ที่เกษตรศาสตร์ และได้ช่วยสอนวิชาบัญชีด้วย ลูกศิษย์ลูกหาต่างได้เลื่อนเป็นชั้นโทไปตามๆ กัน แต่ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ก็ยังคงเป็นชั้นตรีอยู่นั่นเอง เพราะผู้ใหญ๋ในมหาวิทยาลัยในขณะนั้นเห็นว่าฝ่ายวิชาการถูกทอดทิ้งมานาน และเป็นฝ่ายสร้างผลงานให้แก่มหาวิทยาลัย จึงสนับสนุนฝ่ายวิชาการมากกว่าฝ่ายธุรการ ผมจึงเขียนจดหมายแนะนำให้ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์สอบไปเรียนนอก แต่ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ก็ไม่ยอมสอบสักที จนกระทั่งถูกคนประมาทหน้าว่า หน้าอย่างนี้ไม่มีวันสอบชิงทุนได้ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์จึงไปสมัครสอบชิงทุน ก.พ. ไว้สามแห่ง และสามารถสอบได้เป็นอันดับหนึ่งทั้งสามแห่งนั้น จึงได้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์สามารถเรียนจบปริญญาโทและปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์การเกษตร จากมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ ได้ภายใน 2 ปีเท่านั้นเอง นับว่าเร็วมากสำหรับนักเรียนไทย เกี่ยวกับความสามารถของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ ในทางเศรษฐศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ได้เล่าว่า …ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ เป็นผู้เชี่ยวชาญทางสาขาเศรษฐศาสตร์การเกษตร ได้วางรากฐานวิชาการด้านนี้ให้แก่ประเทศไทยจนเป็นปึกแผ่น ได้เขียนบทความและตำรา รวมทั้งผลงานวิจัยไว้มากมาย เป็นที่ยกย่องนับถือทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกเมื่อเดินทาง ผ่านเมืองไทย จะต้องแวะมาสนทนากับ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ตลอดมา ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้ทุ่มเทในงานสอนและงานวิจัยมาก ได้นำนิสิตไปฝึกงานวิจัยภาคสนาม จนมีลูกศิษย์ลูกหาที่เก่ง ๆ ออกไปทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติมากมาย และในเรื่องนี้ก็ได้ส่งเสริมมาจนกระทั่งมีการจัดตั้งภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเกษตรขึ้นในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และรุ่งเรืองมาจนทุกวันนี้ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติที่ประเทศมาเลเซียถึง 3 ปี กลับมาเป็นรองเลขาธิการสภาวิจัยแห่งชาติฝ่ายสังคมศาสตร์ แล้วลาออกมาอยู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีก ได้ทำคุณประโยชน์และส่งเสริมวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตรให้เป็นที่ประจักษ์ทั่วไป โดยเฉพาะวิชาการจัดการฟาร์มได้ทำไว้มาก ตำราเศรษฐศาสตร์ของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ เป็นตำราที่อ่านสนุกมาก อรรถาธิบายด้วยภาษาพูดที่เข้าใจง่าย ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้กล่าวเสริมในเรื่องนี้ว่า …บางคนอาจจะติว่าภาษาที่ใช้เป็นภาษาปาก ไม่เป็นวิชาการ แต่พวกนิสิตนักศึกษาก็นิยมกันมากทีเดียว ใครที่ไปเรียนทางเศรษฐศาสตร์ที่เมืองนอกยังต้องเอาตำราของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ไปด้วย ส่วนคนที่ไปเรียนแล้วหากยังไม่มีตำราเศรษฐศาสตร์ของศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ก็ต้องขอให้ญาติพี่น้องซื้อส่งไปให้อยู่เสมอ ลีลาการเขียนตำราของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้ที่จะเขียนอย่างนี้ได้ต้องมีความรู้อย่างแตกฉาน ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์มีอารมณ์ขัน และเขียนถ่ายทอดได้อย่างแจ่มแจ้ง ตัวอย่างที่อาจารย์ยกมาประกอบจะใช้ของจริงจากประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน จึงทำให้อ่านเข้าใจง่าย หลายคนใช้วิธีจำตัวอย่างแล้วย้อนกลับไปถึงทฤษฎีหรือแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น จึงจำได้นานและนำมาอธิบายให้เป็นที่เข้าใจกันได้โดยง่าย ตำราด้านเศรษฐศาสตร์ที่ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์เขียนไว้ ได้แก่ หลักและทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทั่วไป หลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น เศรษฐศาสตร์มหภาค เศรษฐศาสตร์จุลภาค เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ชั้นสูงเรื่องทฤษฎีราคาและการผลิต ทฤษฎีการเงินและการจ้างงาน เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเงินและการธนาคาร รายได้ประชาชาติและบัญชีสังคม หลักการบัญชีขั้นต้น หลักเศรษฐศาสตร์การเกษตร หลักการจัดการฟาร์ม และหลักและวิธีการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์การเกษตร (เล่มหลังนี้ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ เขียนร่วมกับศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร) ตำราของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้รับการจัดพิมพ์หลายครั้ง เพราะเป็นที่นิยมมาก และได้รับการกล่าวขานอ้างอิงตลอดมา ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้ทำงานวิจัยกว่า 40 โครงการ ได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยออกเผยแพร่ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เป็นศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์การเกษตรเมื่อปี 2507 และเป็นคนแรกในบรรดาผู้ที่จบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ได้เป็นศาสตราจารย์ โดยใช้เวลาเพียง 7 ปีหลังจบปริญญาเอกและเดินทางกลับมาประเทศไทย ความสามารถพิเศษอีกอย่างหนึ่งของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ก็คือการบรรยายวิชาเศรษฐศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้เล่าถึงเรื่องนี้ว่า …ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ไปสอนเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษาจะฮากันครึนและบ่อยมาก ดร. เดือน บุนนาค มาดูว่า เอ๊ะ! ทำไมนักศึกษาถึงได้ฮากันตลอดเวลา ดร. เดือน ชอบใจมาฟังการสอนอยู่ตลอดด้วย อย่างนี้เป็นต้น เรื่องการสอนที่สนุกสนานเข้าใจง่ายของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์นี้เป็นที่เล่าลือกันมาก เพราะอาจารย์ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ใครที่เรียนเศรษฐศาสตร์กับ ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์จะชอบมาก อาจารย์ไม่ได้สอนที่เกษตรศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสอนให้ที่ธรรมศาสตร์และสถาบันอื่นๆ ด้วย จึงมีลูกศิษย์ลูกหามาก ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ มักสอดแทรกจริยธรรมและคติธรรมในการสอนของท่าน เพื่อให้ลูกศิษย์นำไปคิดและปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสมอยู่เสมอ ท่านมีความเป็นครูอย่างแท้จริง และยังมีจิตวิทยาในการพูดอย่างน่าทึ่ง ด้วยความสามารถของท่านในการพูดนี้ ท่านจึงได้รับเชิญไปแสดงปาฐกถาในเรื่องวิชาการและอื่นๆ อยู่เป็นนิจ และชมรมฝึกพูดแบบการทูตก็ได้เรียนเชิญท่านเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของชมรม รวมทั้งเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหลักสูตรฝึกอบรมการพูดแบบการทูตนี้ด้วย ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้เขียนหนังสือเรื่อง ศิลปะการพูด ว่าด้วยทฤษฎีและหลักปฏิบัติเพื่อการพูดที่สัมฤทธิผลในที่ชุมนุมชนไว้ด้วย 1 เล่ม ตั้งแต่ปี 2519 ผู้ที่สนใจในการพูดต่อที่ชุมนุมชนควรอ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะอาจารย์ได้อรรถาธิบาย พร้อมยกตัวอย่างที่เข้าใจง่าย และได้แนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย ที่ทำให้ผู้ศึกษาสามารถนำไปปรับใช้ได้เป็นอย่างดี นอกจากความรู้ความสามารถทางวิชาการและการพูดแล้ว ยังเป็นที่รู้และยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ มีความเชี่ยวชาญด้านดนตรีไทยอย่างหาใครเทียบได้ยาก โดยสามารถบรรเลงเพลงไทยและอธิบายเครื่องดนตรีต่าง ๆ ได้ทุกชนิด ทั้งเครื่องสาย มโหรี และปี่พาทย์ ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้เรียนจะเข้และเครื่องสายกับบิดาที่อัมพวา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของนักดนตรีที่มีชื่อเสียงหลายท่าน อาทิ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) นายมนตรี ตราโมท และนายเอื้อ สุนทรสนาน ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้เรียนซอสามสายกับพระยาภูมีเสวิน และต่อมาได้เป็นศิษย์ก้นกุฏิของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ตั้งแต่ปี 2488 โดยได้เรียนทั้งทฤษฎีและหลักปฏิบัติ ประวัติเพลงและครูผู้แต่งเพลง ได้เรียนเครื่องปี่พาทย์ รวมทั้งปี่ แล้วยังได้รับการต่อทางเดี่ยวเครื่องดนตรีต่างๆ เพิ่มขึ้นอีก จนสามารถเดี่ยวเครื่องดนตรีได้อย่างเยี่ยมยอดหลายชนิด โดยเฉพาะซอสามสาย ซอด้วง ซออู้ และขลุ่ย เดี่ยวได้ถึงเพลงกราวใน (เถา) เพลงทะยอยเดี่ยว และเพลงเดี่ยวชั้นสูงอื่นๆ อีกด้วย ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้รับการ ครอบจากหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ให้เป็นผู้อ่านโองการและกระทำพิธีไหว้ครูดนตรีและนาฏศิลป์ได้ จึงนับเป็นครูดนตรีโดยสมบูรณ์นับแต่นั้น ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้คิดทางเดี่ยวเครื่องดนตรีต่าง ๆ ไว้ไม่น้อย ทั้งซอสามสายและเครื่องสายอื่นๆ ทางเดี่ยวของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์จะล้ำลึกมาก ผู้ที่จะเดี่ยวได้ดีดังที่ท่านได้แต่งไว้ ต้องมีพื้นฐานการบรรเลงเครื่องดนตรีชนิดนั้นอย่างแน่น และมีฝีมือจัดอยู่ในขั้นสูง จึงจะเดี่ยวได้ไพเราะ และถูกต้องตามความหมายและอารมณ์ของเพลง โดยเฉพาะด้านซอนั้น ผู้สีต้องใช้คันชักได้ถูกหลักจึงจะเดี่ยวทางของ ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้ลึกซึ้ง ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์สามารถใช้คันชักซอสามสายในเพลงเดี่ยวได้ถึงคันชัก 32 ใน ขณะที่คนเดี่ยวซอสามสายโดยทั่วไปใช้คันชักซอได้เพียงคันชัก4 เท่านั้น จะมีคันชัก 8 บ้างก็น้อยมาก นอกจากนี้ยังมีคันชักพิเศษ อาทิ คันชักงูเลื้อย คันชักสายน้ำไหล คันชักสะอึก คันชักสะอื้น และการชะงักคันชัก ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์จะเน้นการใช้คันชักซอมากเนื่องจากเป็นแหล่งกำเนิดของเสียง โดยเสียงซอจะดี กังวาน ลึก ห้าวหาญ ไหลเรื่อย หรือหยุดชะงักในที่ที่ควร (ที่เรียกว่า เชิงซอ) หรือไม่ เพียงใดนั้น ล้วนมาจากการใช้คันชักทั้งสิ้น ส่วนการลงนิ้วบนสายซอนั้น นอกจากการลงนิ้วอย่างธรรมดาแล้ว ยังมีการลงนิ้วชุน นิ้วแอ้ นิ้วครั่น นิ้วนาคสะดุ้ง นิ้วกระทบเสียง และอื่นๆ อีก ดังนี้เป็นต้น เป็นที่น่าเสียดายว่า ปัจจุบันนี้ไม่มีผู้ใดที่มีความ สามารถถึงระดับ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์อีกแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. อังศุมาลย์ จันทราปัตย์ บุตรสาวคนโตของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ ได้เล่าให้ฟังว่า …คุณพ่อพิถีพิถันในการเดี่ยวให้ได้เสียงชัดเจนและได้อารมณ์ถูกต้องตามความหมายและอารมณ์ของเพลงมาก ปกติท่านทำทางเดี่ยวให้เหมาะกับความสามารถของลูกศิษย์แต่ละคน ดังนั้น จึงมีทางเดี่ยวอยู่หลายทาง ดิฉันได้ทางเดี่ยวระนาดเอก 3 ราง เพลงอาหนู เมื่อครั้งยังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้ไปเดี่ยวในงานดนตรีไทยอุดมศึกษาที่ มศว. ประสานมิตรด้วย ส่วนศิษย์คนอื่นๆ นั้น ดร. สุรพล จันทราปัตย์ ได้รับการถ่ายทอดไว้มากที่สุด มากกว่าบรรดาลูกๆ อีก เขาเป็นคนมาถ่ายทอดให้ลูกๆ อีกต่อหนึ่ง เขาได้ทางเดี่ยวขิมชั้นสูง ส่วนซอสามสายนั้นก็ได้ไว้บ้าง ยังไม่ทันครบถ้วนก็เดินทางไปเรียนต่อที่อเมริกาเสียก่อน เรียนยังไม่ทันจบ คุณพ่อก็เสียชีวิตแล้ว จึงน่าเสียดายมาก อย่างไรก็ตาม คุณพ่อได้บันทึกทางเดี่ยวไว้หลายเพลง ทั้งซอสามสาย ซอด้วง ซออู้ ขลุ่ย และขิม บางเครื่องก็เดี่ยวเพลงชั้นสูงไว้ด้วย ทางเดี่ยวซอที่ท่านบันทึกเทปไว้ ท่านไม่ได้เดี่ยวเต็มฝีมือ เพราะปรับทางให้คนนำไปลอกเลียนทำตามได้โดยไม่ยากนัก คนใกล้ชิดคุณพ่อถึงจะรู้ว่าทางเดี่ยวจริงๆ ที่คุณพ่อเดี่ยวนั้นลึกซึ้ง และทำดังนั้นได้ยากมาก นอกจากความสามารถเป็นยอดในการบรรเลงและเดี่ยวเครื่องดนตรีไทยแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ยังแต่งเพลงไทยไว้มากมาย ทั้งเพลงเถา เพลงเกร็ด และเพลงตับ นอกจากนี้ได้ทำเพลงชุดหางเครื่อง มีทั้งทางบรรเลง และทางร้องทางรับ รวมทั้งแต่งเพลงไทยเนื้อเต็ม (เพลงที่มีการบรรจุคำร้องลงแทนการเอื้อน) เพลงไทยประสานเสียง เพลงสอนคติธรรม และเพลงปลุกใจไว้มากมาย ศาตราจารย์ ดร. อังศุมาลย์ จันทราปัตย์เล่าว่า …คุณพ่อแต่งเพลงไว้มากเป็นร้อย และแต่งโดยใช้เวลาไม่นาน แต่ละครั้งจะพรั่งพรู ยกตัวอย่าง ในงานดนตรีไทยอุดมศึกษา พ.ศ.2517 ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นเจ้าภาพ ที่ประชุมตกลงให้แต่ละสถาบันบรรเลงเพลงโหมโรงประจำสถาบัน แทนการบรรเลงเพลงโหมโรงที่โบราณอาจารย์ท่านได้แต่งไว้เดิม ทางเกษตรศาสตร์ยังไม่มีเพลงโหมโรงประจำสถาบัน ดิฉันจึงบอกคุณพ่อ คุณพ่อก็บอกว่า เออ! เดี๋ยวแต่ง แต่ก็ปรากฏว่าไม่มีเวลาแต่งให้สักที จนวันพรุ่งนี้จะมีงานแล้ว กลางคืนสองทุ่มจึงเรียกนักดนตรีมาที่เรือนดนตรีไทย คุณพ่อมาต่อเพลงให้ แต่งเดี๋ยวนั้น ต่อเดี๋ยวนั้นเลย ปีนั้นดิฉันเป็นคนตีระนาดเอกของชมรมดนตรีไทยเกษตรศาสตร์ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงมาขอยืมซอด้วงงาเพื่อถวายเป็นซอทรงของสมเด็จพระเทพฯ ในงาน เขามาถึงก็งงมาก ถามทำอะไรกันนี่ ก็ตอบไปว่ากำลังต่อเพลงโหมโรงอยู่นี่ไง เขางง ถามว่าจะเล่นได้หรือ บอกได้ คุณพ่อแต่งมีลูกล้อลูกขัดเพราะมาก ให้ชื่อว่า โหมโรงศรีเกษตรา มี 2 ท่อน โดยท่อน 1 มีเที่ยวกลับในตัว กลองใช้หน้าทับปรบไก่ 6 ชั้นที่ท่านได้แต่งขึ้นเช่นกันตีกำกับจังหวะ เราท่องเพลงด้วยปากตลอดที่นั่งรถไปที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง แล้วก็บรรเลงได้เรียบร้อย หลังจากนั้นมาอีกสักเดือนหนึ่ง เรากำลังซ้อมเพลงนี้อยู่ที่ชมรมฯ คุณพ่อมาและเข้านั่งซ้อมด้วย แต่จำไม่ได้ พอเพลงจบก็พูดว่า เออ! เพลงนี้ใครแต่งไว้นี่เพราะดี แต่ตามยาก ดิฉันก็ตอบว่าเพลงที่คุณพ่อแต่งให้ไปบรรเลงที่ ม.รามคำแหงไงคะ ก็เลยได้หัวเราะกันใหญ่ ความที่ท่านแต่งเดี๋ยวนั้นต่อให้เดี๋ยวนั้นเลยจำไม่ได้ เพลงนี้ท่านแต่งขึ้นจากเพลงเหาะอัตรา2 ชั้น โดยขยายขึ้นเป็น 6 ชั้นทั้งทำนองเพลงและหน้าทับกำกับจังหวะ มีความพิสดารและไพเราะมาก ต่อมาท่านได้แต่งคำร้องขึ้นด้วย แต่ไม่ได้ทำทางร้องไว้ จนท่านจากไป จึงไม่มีใครร้องได้ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้เป็นผู้จัดตั้งวงดนตรีไทยเกษตรศาสตร์ขึ้น โดยศาสตราจารย์ พิเศษ อินทรี จันทรสถิตย์ อธิการบดีสมัยนั้นได้สนับสนุนอย่างมาก ในปี 2501 ได้สร้างเครื่องมโหรีชุดใหญ่ลงรักปิดทอง มีโต๊ะวางรองเครื่อง และมีเก้าอี้สำหรับผู้บรรเลงนั่งอีกด้วย เครื่องสายก็ทำด้วยงาและประกอบงา ถือเป็นชุดที่มีมาตรฐานและมีความไพเราะมากทีเดียว ใช้เวลาในการสร้างเครื่อง 8 เดือน โดยมีคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ช่วยติดต่อหานายช่างจัดทำเครื่องดนตรีให้ นอกจากนี้ ยังมีเครื่องสายผสมขิม แคนวง และอังกะลุงด้วยอีกอย่างละ 1ชุด จากนั้นสร้างเรือนดนตรีไทยขึ้นหลังหนึ่ง ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2502 จนถึง พ.ศ. 2545 จึงได้ย้ายไปอยู่ที่เรือนใหม่ข้างสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร วงดนตรีไทยเกษตรศาสตร์แต่ก่อนนี้มีชื่อเสียงมาก สามารถบรรเลงและขับร้องได้ทั้งเพลงเถา เพลงเกร็ด และเพลงเนื้อเต็มที่มีท่วงทำนองลีลาที่ถูกใจคนฟังโดยทั่วไป ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้ขอให้ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร แต่งเพลงเนื้อเต็มสำหรับวงเกษตรไว้เป็นจำนวนมาก หลายเพลงท่านได้แต่งเนื้อร้องร่วมกัน และก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้แต่งเองทั้งทำนองและเนื้อร้อง รวมกันแล้วกว่า 100 เพลง ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นครได้เล่าประสบการณ์ที่ไม่เคยลืมในเรื่องนี้ว่า …วันหนึ่ง ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ไปตามผมในชั้นที่สอน ให้ออกมาแต่งเนื้อเพลงให้กระทรวงศึกษาธิการสำหรับใช้ในโรงเรียนประถมโดยรีบด่วน เราช่วยกันแต่งเพลง 3 เพลงจบในสิบนาที แล้วผมก็เข้าไปสอนนิสิตต่อไป ใน 3เพลงนี้ มีเพลงหนึ่งชื่อ แร้งกระพือปีก ซึ่งเมื่อบรรจุเนื้อเต็มแล้ว เราตั้งชื่อใหม่ว่า แรงสามัคคี ให้เด็กนักเรียนประถมใช้ขับร้อง ในขณะเดียวกันก็ให้วงเกษตรใช้บรรเลงและขับร้องด้วย ปรากฏว่าเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมมากเพลงหนึ่ง ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นผู้ที่ทุ่มเทกำลังความสามารถทุกด้าน รวมทั้งกำลังทรัพย์มากมาย ในการส่งเสริมเผยแพร่ดนตรีไทยให้กลับฟื้นยืนยงขึ้นมา ได้ออกรายการวิทยุและโทรทัศน์ ไปบรรยายดนตรีไทยตามโรงเรียนต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ด้วย โดยอธิบายให้รู้จักดนตรีไทยและแนะนำวิธีการบรรเลงเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ทั้งดีด สี ตี เป่า ให้ผู้ฟังเข้าใจ ให้รู้หน้าที่ของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด การขับร้องเพลงไทย และการฟังเพลงไทยให้เป็น ดังนี้เป็นต้น ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้นำวงดนตรีไทยวงใหญ่ไปบรรเลงประกอบการบรรยายด้วยโดยใช้ทุนส่วนตัว ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ได้เล่าให้ฟังว่า …ผมได้ร่วมไปขับร้องประกอบการบรรยายของศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์อยู่เสมอ ทั้งนี้เพื่อให้เยาวชนเห็นว่า ผู้ที่ไปเล่าเรียนจนจบปริญญาเอกจากต่างประเทศอย่างเราสองคนนี้ก็ยังนิยมเพลงไทยอยู่ปรากฏว่านักเรียนทั้งหลายพอใจการบรรยายมาก ปรบมือและหัวเราะเฮฮากันตลอดเวลา เพราะ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์มีลีลาในการบรรยายที่ทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายและสนุกสนาน ทางโรงเรียนใหญ่น้อยทั้งหลายเริ่มตั้งวงดนตรีไทยขึ้น และต่อมามหาวิทยาลัยหลายแห่งก็ได้ตั้งวงขึ้นด้วย ส่วนหนึ่งคงเนื่องมาจากเห็นตัวอย่าง และนิยมชมชอบวงดนตรีไทยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์เป็นผู้ควบคุมอยู่ขณะนั้น งานดนตรีไทยอุดมศึกษาก็ได้เริ่มที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นแห่งแรกใน พ.ศ. 2509 ครั้งนั้นใช้ชื่อว่า งานชุมนุมสังสรรค์ดนตรีไทยระหว่างมหาวิทยาลัย โดยมีสถาบันร่วมในงาน 5 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศิลปากร งานได้งอกงามมาจนถึงปัจจุบัน และมีสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วมกว่า 70 แห่ง นอกจากงานดนตรีไทยระดับอุดมศึกษาแล้ว ทางโรงเรียนต่างๆ ก็ได้จัดงานชุมนุมขึ้นด้วยเช่นกัน ความสามารถของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ในด้านดนตรีไทย ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่าท่านจบดอกเตอร์มาทางดนตรี รายการ ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์แนะดนตรีไทย ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ในช่วง พ.ศ. 2504 - 2525 ได้รับความนิยมอย่างสูง ส่วนรายการทางสถานีวิทยุนั้นก็ได้รับความนิยมไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ทั้งรายการ สังคีตนิยม ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รายการ เพลงไทยระบบสเตริโอ 4 ทิศทางรอบตัวของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ ทางสถานีวิทยุ รด. ภาคเอฟ เอ็ม รายการ กล่อมนิทรา ทางสถานีวิทยุ ม.ก. และรายการอื่นๆ ผลงานส่งเสริมเผยแพร่ดนตรีไทยของ ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ ที่ได้กระทำอย่างต่อเนื่องและยาวนานนี้ ได้รับความสนใจและยอมรับจากสื่อมวลชนมาก ดังจะเห็นได้จากรางวัลที่ท่านได้รับ อาทิ รางวัล รายการดีและเด่นจากสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 5 ใน พ.ศ. 2515 โล่และประกาศนียบัตรจากสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย ใน พ.ศ. 2518 ในฐานะที่เป็นผู้เผยแพร่ดนตรีไทย อันเป็นการดำรงไว้ซี่งวัฒนธรรมอันดีงามของชาติตลอดมา (รางวัลเกียรติคุณนี้ สมาคมฯได้เปลี่ยนเป็นมอบสังข์เงินให้แก่ผู้ได้รับรางวัลในระยะต่อมา) รางวัลตุ๊กตาทองจาก ทีวีตุ๊กตาทองมหาชน ในฐานะผู้จัดรายการรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมไทยดีที่สุด ใน พ.ศ. 2523 และรางวัล เมขลา จากสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ส่งเสริมดนตรีไทยดีเด่นจากรายการ ดร. อุทิศแนะดนตรีไทย ใน พ.ศ. 2523 ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้ผลิตตำราและคู่มือฝึกดนตรีไทยขึ้นด้วยหลายเล่ม อาทิ ทฤษฎีและหลักปฏิบัติดนตรีไทย ภาค 1 (ภาคทฤษฎี) และภาค 2 (ภาคปฏิบัติ) ประมวลบทเพลงไทย (สำหรับบทปี่พาทย์) เพลงตับ และเพลงเนื้อเต็มต่าง ๆ คู่มือฝึกอังกะลุง คู่มือฝึกซอสามสาย ซอด้วง ซออู้ ขลุ่ย จะเข้ และยังมีบทความเกี่ยวกับดนตรีไทยอีกมาก รวมทั้งโน้ตเพลงไทยอีกกว่า 100 เพลง ซึ่งล้วนแต่เป็นคุณประโยชน์แก่วงการดนตรีไทยทั้งสิ้น ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้คิดและปรับปรุงเครื่องดนตรีขึ้นด้วยหลายชนิด ได้แก่ อังกะลุงราวสำหรับบรรเลงคนเดียว ระนาดเอกอะลูมิเนียมในระบบครึ่งเสียง (มี 14 เสียงในหนึ่งคู่แปด) ระนาดทุ้มเหล็กที่ปรับปรุงให้มีเสียงกังวานมากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนลูกระนาดเป็นอะลูมิเนียมแข็ง และเพิ่มหลอดดูดเสียงแทนรางอย่างแต่ก่อน ระฆัง 9 เสียงที่สร้างขึ้นเพื่อใช้กับวงดนตรีไทยประสานเสียง ฆ้องโหม่งราวที่ปรับปรุงให้เคลื่อนย้ายง่ายและสะดวกในการนั่งบรรเลง ดังนี้เป็นต้น มีอีกเรื่องหนึ่งที่สมควรบันทึกไว้ ณ ที่นี้ คือ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้เป็นผู้สนับสนุนให้มีการเรียนการสอนวิชาดนตรีไทยขึ้นใน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นวิชาเลือก 1 หน่วย ตั้งแต่ พ.ศ. 2510 แต่ขณะนั้นไม่มีสาขาวิชานี้ในระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยจึงจัดวิชาดนตรีไทย (กับวิชานาฏศิลป์) เป็นวิชาพลศึกษา สำหรับนิสิตได้เลือกลงทะเบียนด้วย (สมัยนั้น นิสิตเกษตรศาสตร์ทุกคณะและสาขาวิชา ต้องเรียนวิชาพลศึกษา 4 ภาคการศึกษา) ดร. สุรพล จันทราปัตย์ ซึ่งขณะนั้นกำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ปีที่ 4 ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ช่วยสอน ในครั้งกระนั้น ผู้ที่เป็นนักดนตรีหรือขับร้องเพลงไทย และเป็นสมาชิกชมรมดนตรีไทยเกษตรศาสตร์ โดยมีอาจารย์ผู้ควบคุมวงรับรองแล้ว จะได้สิทธิได้รับเกรดเอในวิชาพลศึกษา เช่นเดียวกับนักกีฬาของมหาวิทยาลัยด้วย ในส่วนของการสนับสนุนนักดนตรีและนาฏศิลป์โดยทั่วไป ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้ก่อตั้งสมาคมสงเคราะห์สหายศิลปินขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยสงเคราะห์สมาชิกที่เป็นศิลปินทั้งฝ่ายดนตรีและนาฏศิลป์ทั่วประเทศ และช่วยยกมาตรฐานการแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ให้สูงขึ้น ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้เป็นนายกสมาคมนี้เป็นคนแรกและดำรงตำแหน่งอยู่ 9 ปีจึงลาออก ได้มีการจัดงานไหว้ครูดนตรีและนาฏศิลป์ขึ้นทุกปี มีการแสดงนาฏศิลป์ และมีการบรรเลงดนตรีถวายมือ รวมทั้งประกวดด้วย นอกจากนี้สมาคมยังได้ดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ที่เป็นการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและศิลปกรรมอีกหลายอย่าง ขณะนี้สมาคมยังคงอยู่และมีสำนักงานที่วัดพระพิเรนทร์ วรจักร กรุงเทพมหานคร เกียรติคุณอีกอย่างหนึ่งของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ ที่เป็นที่กล่าวขานกันมาก คือความเป็นผู้เทิดทูนชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์อย่างสูงยิ่ง มีความภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมไทย และไม่ยอมให้ใครมาเหยียบย่ำเป็นอันขาด ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ส่งเสริมความนิยมไทย ให้ใช้สินค้าของไทย และได้เข้าร่วมกับท่านผู้อื่นจัดตั้ง ชมรมผู้นิยมใช้ของไทย ขึ้นในปี 2513 และจดทะเบียนเป็น สมาคมนิยมไทย ในปี 2516 โดย หม่อมหลวงนวลผ่อง เสนาณรงค์ เป็นนายกสมาคม ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์เป็นอุปนายกสมาคมและประธานอนุกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ด้วย ได้มีการรณรงค์อย่างแข็งขันทั้งในหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ การบรรยายและอภิปรายตามสถานที่ต่างๆ รวมทั้งการเขียนบทความและคำขวัญด้วย ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้แต่งเพลงปลุกใจให้นิยมไทยขึ้นหลายเพลง และได้นำออกแสดงในรายการโทรทัศน์เป็นประจำ ทั้งยังบันทึกเทปและแผ่นเสียงโดยใช้ทุนส่วนตัว แล้วแจกจ่ายให้โรงเรียนต่างๆ โดยไม่คิดมูลค่าอีกด้วย ท่านได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ ตลอดจนสติปัญญา เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์นิยมไทย ให้เป็นที่รู้จักและแทรกซึมเข้าไปในจิตใจของเยาวชนและประชาชนคนไทยทุกเพศทุกวัย จนทำให้เกิดการตื่นตัวนิยมไทยมากขึ้นในครั้งนั้น ทั้งรัฐบาล เอกชน และคนทั่วไป ในส่วนของคุณสมบัติส่วนตัวของ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์นั้น เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต รักษาสัจจะยิ่งชีวิต และกตัญญูเป็นที่สุด คุณสมบัติเหล่านี้ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างมากโดยบุคคลต่าง ๆ ที่ได้เขียนระลึกถึงท่าน ในหนังสืออนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพของท่านว่า … ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์มีสมาธิแน่แน่ว ทำอะไรทำจริง มีจิตใจใฝ่ธรรมะและประพฤติธรรมมาโดยตลอด ได้รับใช้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อย่างเต็มกำลังความสามารถ และได้รับใช้ชาติอย่างทุ่มเท เป็นผู้มีจิตใจเป็นไทยอย่างสมบูรณ์ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ได้กล่าวถึง ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์เมื่อถึงส่วนท้ายนี้ว่า …ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์เป็นผู้รักชาติ อุทิศตนเพื่อวิชาการ และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย นิยมไทย อย่างหาผู้เสมอเหมือนได้ยาก ท่านควรได้รับการยกย่องเชิดชู ทั้งในด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตรและด้านดนตรีไทย... ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (พ.ศ.2517) ในส่วนของชีวิตครอบครัว ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้สมรสกับนางวิไล นาคสวัสดิ์ และมีบุตรรวม 5 คน เป็นชาย 1 หญิง 4 ท่านได้ลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2519 รวมเวลารับราชการ 36 ปี 2เดือน ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ได้ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2525 สิริอายุได้ 59 ปี 4 เดือน 20 วัน แหล่งข้อมูล ประเสริฐ ณ นคร และอังศุมาลย์ จันทราปัตย์. สัมภาษณ์, 25 มิถุนายน 2544. อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์. กรุงเทพมหานคร : เจริญวิทย์การพิมพ์, 2526. อุทิศ นาคสวัสดิ์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2487.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์อารย์ นวลอินทร์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์อารย์ นวลอินทร์ เกิดเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2477 ณ บ้านอีเก้ง ตำบลพนา อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรของ นายอินทร์ และ นางดี นวลอินทร์ มีพี่น้องร่วมมารดา เป็นชาย 2 คน หญิง 3 คน พี่ๆ ถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว คงเหลือแต่น้องสาวคนเดียว ผู้ช่วยศาสตราจารย์อารย์ นวลอินทร์ได้สมรสกับนางนกแก้ว พูลเพิ่มสุข มีบุตรธิดา 3 คน คือ นายนพพร นวลอินทร์ นางสาวอมรวรรณ นวลอินทร์ และนางสาวนันทนา นวลอินทร์ การศึกษาในระดับประถมศึกษา จบ ป. 4 เมื่อ พ.ศ. 2488 ที่โรงเรียนบุ่งชาญวิทยา จังหวัดอำนาจเจริญ จบระดับเตรียมอุดมศึกษา ที่โรงเรียนเบญจมมหาราช จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อ พ.ศ. 2495 จบประกาศนียบัตรช่างตรีและอนุปริญญาช่างชลประทาน เมื่อ พ.ศ. 2500 และจบปริญญาช่างชลประทานบัณฑิต จากคณะวิศวกรรมชลประทาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2505 จบอนุปริญญาบรรณารักษ์ศาสตร์ จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. 2506 และได้มาดูแลห้องสมุดคณะวิศวกรรมศาสตร์ ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศจนกระทั่งจบปริญญา Master of Engineering จาก University of Toronto ประเทศแคนาดา เมื่อ พ.ศ. 2514 เมื่อจบอนุปริญญา เริ่มรับราชการเป็นลูกจ้างชั่วคราวในตำแหน่งอาจารย์ตรี ที่คณะวิศวกรรมชลประทาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2500 และได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการสามัญ ในตำแหน่งช่างตรี ที่กองพลังน้ำ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมชลประทาน มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 ในระหว่างนั้นได้ลาศึกษาต่อแบบ Part-time ในระดับปริญญาตรี ระหว่าง พ.ศ. 2501-2505 ที่คณะวิศวกรรมชลประทาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วได้โอนมาเป็นอาจารย์ตรี และได้เลื่อนชั้นเป็นอาจารย์โท ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2509 ได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ด้าน Advanced Survey ในสาขา Geodesy ที่ University of Toronto ประเทศแคนาดา ในระหว่างวันที่ 2 กันยายน 2511-20 เมษายน 2514 รวมทั้งฝึกงานในด้าน Distance Measurement and Electronic Surveying ในระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม 2512 เมื่อจบการศึกษา Master of Engineering (Geodesy) แล้ว ก็ได้รับราชการต่อที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในตำแหน่งอาจารย์โท และได้รับหน้าที่เป็นเลขานุการคณะวิศวกรรมศาสตร์ ดูแลในด้านบริหารและบริการ จากช่วง พ.ศ.2514-2517 ได้รับหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมการประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ ดูแลในด้านวิชาการ ตั้งแต่ พ.ศ. 2514-2521 ทำหน้าที่เป็นประธานอาจารย์ที่ปรึกษากิจกรรมนิสิต คณะวิศวกรรมศาสตร์ ในระหว่าง พ.ศ. 2517-2521 เป็นผู้ช่วยคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ระหว่าง พ.ศ. 2522-2524 เป็นหัวหน้ากองกิจการนิสิต ระหว่าง พ.ศ. 2526-2528 และเป็นผู้ช่วยอธิการบดีในโครงการพิเศษ ในระหว่าง พ.ศ. 2528-2529 ได้เลื่อนชั้นจากอาจารย์โทเป็นอาจารย์เอก และเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ เมื่อ พ.ศ. 2517 จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2537 ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดคือ ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ในระหว่าง พ.ศ. 2526-2532 ได้รับแต่งตั้งจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้เป็นคณะทำงานโครงการศึกษาเพื่อพัฒนาชนบทเกษตรที่บ้านสระเพลง ตำบลยางลาด กิ่งอำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี ซึ่งมีพื้นที่ 48,918 ไร่ ได้เป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งในกลุ่มผู้บุกเบิกโครงการนี้ ได้นำนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกค่ายทำการสำรวจเขียนแผนที่ และนำนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชมรมศิลปการดำรงชีพ ไปเป็นวิทยากรอบรมวิชาชีพและพัฒนาจิตใจ เยาวชนและเกษตรกรในพื้นที่ ประมาณ 6 รุ่น และนำนิสิตออกค่ายอาสาพัฒนาสร้างห้องสุขาและถังเก็บน้ำฝนตลอดจนฝายกั้นน้ำในพื้นที่ในช่วงนั้นด้วย ในระหว่าง พ.ศ. 2532-2533 ได้เป็นประธานโครงการอบรมวิชาชีพและพัฒนาจิตใจประชาชน ในโครงการน้ำพระทัยจากในหลวง (โครงการอีสานเขียว) ที่จังหวัดสกลนคร และนครพนม รวม 3 โครงการ เมื่อกลับจากโครงการอีสานเขียวใน พ.ศ. 2534 แล้ว ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะทำงานพัฒนาพื้นที่วิทยาเขตลพบุรี ที่กิ่งอำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี ได้ร่วมกับคณะกรรมการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และทางจังหวัดลพบุรี ในการกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่จะพัฒนาในกิจกรรมต่าง ๆ ของวิทยาเขต แต่โครงการนี้ไม่สำเร็จเพราะได้รับการต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเข้าไปบุกรุกทำกินในพื้นที่เต็มไปหมดแล้ว คงเหลือพื้นที่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะจัดตั้งเป็นสถานีวิจัยได้ไม่เกิน 2,000 ไร่ ซึ่งต่อมาทางจังหวัดลพบุรีได้จัดหาพื้นที่ให้ใหม่จำนวน 1,700 ไร่ ที่ตำบลเพนียด อำเภอโคกสำโรง ในการรับราชการทั้งที่คณะวิศวกรรมชลประทานและที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นั้น ในสมัยที่ยังเป็นอาจารย์ชั้นผู้น้อย ผู้บังคับบัญชาเห็นว่ายังไม่มีภาระในเรื่องครอบครัวก็มักจะมอบหมายให้นำนิสิตชั้นปีที่ 1 ไปดูงานโครงการชลประทานต่างๆ และนำนิสิตชั้นปีที่ 3 ไปฝึกงานภาคสนามวิชาสำรวจ และแม้จะได้เลื่อนเป็นอาจารย์อาวุโสแล้วผู้บังคับบัญชาก็เห็นว่าอาจารย์ในวัยหนุ่มสาวยังมีภาระในการสร้างเนื้อสร้างตัวและมีภาระครอบครัว ส่วนอาจารย์เองนั้นถือว่าได้พ้นภาระนั้นแล้วจึงมักจะได้รับมอบหมายให้นำนิสิตออกฝึกงานภาคสนามและปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย เพราะอาจารย์มีความพร้อมไม่มีภาระครอบครัว ไม่มีภาระในการรับส่งลูกไปโรงเรียน หรือรับส่งภรรยาไปทำงาน มีความพร้อมที่จะเดินทางได้ตลอด จึงนับว่าเป็นวาสนาหรือชะตาชีวิตของอาจารย์ที่จะต้องรับภาระในการเดินทางไปราชการในต่างจังหวัดตั้งแต่วัยหนุ่มจนถึงวัยสูงอายุ เนื่องจากการที่ได้เดินทางนำนิสิตไปฝึกงานสำรวจนี้ทำให้ได้ใกล้ชิดกับนิสิตมาก มีโอกาสที่จะสอดแทรกจริยธรรมเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ดีงามให้แก่นิสิตซึ่งปรากฎว่านิสิตก็ได้ดีทุกรุ่น แม้แต่ในห้องเรียนเองอาจารย์ก็จะใช้เวลาบางส่วนแทรกจริยธรรมให้แก่นิสิตทุกชั้นเรียน เพราะว่าอาชีพวิศวกรจะต้องมีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ เคารพต่อวิชาชีพ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลในวงการที่เกี่ยวข้อง ด้วยความเป็นกันเองโดยอาศัยความสนิทสนมจากการได้คลุกคลีกับนิสิตทั้งในชั้นเรียน ในกิจกรรม และในการฝึกงานภาคสนาม จึงเป็นโอกาสดีที่นิสิตไม่มีความกดดัน ไม่ต้องเกรงใจ และจะพบอาจารย์เพื่อขอคำปรึกษาได้ทุกโอกาส ซึ่งเป็นการผ่อนคลายความกดดันในชีวิตของนิสิตได้อีกทางหนึ่ง เป็นการป้องกันไม่ให้นิสิตคับแค้นใจจนถึงกับจะต้องฆ่าตัวตาย ในด้านกิจกรรมนิสิต อาจารย์ได้มีโอกาสนำนิสิตออกไปสำรวจรายละเอียดภูมิประเทศนำมาเขียนแผนที่แล้วส่งให้อาจารย์ฝ่ายออกแบบทำการออกแบบอาคารเก็บกักน้ำ แล้วอาจารย์ก็นำนิสิตออกค่ายอาสาพัฒนาไปสร้างฝายทดน้ำ สร้างสะพานแขวน สร้างกังหันลม สร้างคลองส่งน้ำ ตลอดจนอาคารเรียนชั่วคราว ถังเก็บน้ำฝน ทั้งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ นอกจากนั้นก็ได้นำนิสิตออกสำรวจและเขียนแผนที่รายละเอียดภูมิประเทศให้กับสถานีวิจัยต่างๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตลอดจนโครงการหลวง โครงการพระราชดำริ และวัดต่างๆ ตามแต่จะได้รับการร้องขอมา ความประทับใจของผู้ช่วยศาสตราจารย์อารย์ นวลอินทร์ในช่วงที่เป็นนิสิต ก็คือระบบ SOTUS หรือระบบอาวุโส ซึ่งในยุคนั้นรุ่นพี่ๆ ปฏิบัติต่อรุ่นน้องด้วยความรัก ความเอ็นดู และเมตตา จัดงานต้อนรับน้องใหม่ และปฏิบัติต่อน้องใหม่ด้วยความเอื้ออาทรและอบอุ่น จนทำให้น้องใหม่มีความซาบซึ้ง และมีความเคารพยำเกรงในรุ่นพี่เช่นเดียวกับเคารพยำเกรงในครูบาอาจารย์ ความประทับใจของอาจารย์ในช่วงที่รับราชการแล้ว ก็คือการทำงานหนักของอาจารย์อาวุโส และความมีวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของผู้บริหาร เป็นแบบอย่างและเป็นบุคคลในดวงใจให้แก่อาจารย์ชั้นผู้น้อย ความประทับใจอันสูงสุดก็คือความประทับใจในพระบรมบูรพกษัตริย์ที่ทรงนำพระวรกายเข้าต่อสู้ข้าศึกกอบกู้ผืนแผ่นดินไทย ร่วมกับนักรบคู่บารมีของพระองค์ท่าน และรักษาไว้ซึ่งเอกราชและอธิปไตยของประเทศ และประทับใจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชที่ทรงงานหนักเพื่อรบกับความยากจน เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข ของพสกนิกรชาวไทย ซึ่งทำให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์อารย์ นวลอินทร์ได้ยึดถือเอาเป็นกำลังใจในการทำงานเมื่อถึงคราวที่ท้อแท้ ชีวิตจิตใจของผู้ช่วยศาสตราจารย์อารย์ นวลอินทร์ ยึดมั่นในการบำเพ็ญตนเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์ที่เรียกว่า public sense มากกว่าที่จะนึกถึงผลประโยชน์ในด้านธุรกิจ หรือที่เรียกว่า business sense จึงมีความพอใจที่จะรับราชการที่มีเงินเดือนน้อยแต่ได้รับใช้ประชาชนทั่วประเทศ และไม่สนใจว่าวันนั้นจะมีค่าล่วงเวลาหรือไม่มีก็ตาม ขอให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนและองค์กรอาจารย์ก็ยินดีจะทำ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อารย์ นวลอินทร์ถือว่าประชาชนที่เสียภาษีอากรบำรุงประเทศเป็นเจ้าของประเทศ จึงเป็นผู้มีบุญคุณต่ออาจารย์เป็นอย่างยิ่ง แม้จะทำงานรับใช้ชาติจนตลอดชีวิตก็ยังไม่สามารถจะชดใช้หนี้บุญคุณของแผ่นดินได้ การรักษาศีลและการประพฤติดีปฏิบัติชอบเท่านั้นที่จะเป็นการทดแทนบุญคุณเจ้าของประเทศเหล่านั้น เพราะคนที่ไม่มีศีลก็ไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งเจ้าของแผ่นดินจะได้รับอานิสงค์จากการสงเคราะห์ ผู้ที่ไม่มีศีลนั้นได้เพียง 100 เท่า แต่ถ้ามีศีลบ้างไม่มีศีลบ้างก็จะมีอานิสงค์ตอบแทนบุญคุณได้ 1,000 เท่า ถ้ามีศีลบริสุทธิ์ก็จะมีอานิสงค์ทดแทนบุญคุณได้ถึง 100,000 เท่า และถ้ามีศีลบริสุทธิ์และมีสมาธิตั้งมั่นก็จะมีอานิสงค์ทดแทนบุญคุณได้ถึง 100,000 โกฏเท่า ถ้าได้เป็นพระโสดาบันขึ้นไปก็จะได้อานิสงค์ทดแทนบุญคุณนับไม่ถ้วน ฉะนั้นผู้ช่วยศาสตราจารย์อารย์ นวลอินทร์ จึงเห็นว่าข้าราชการทั้งหลายถ้าต้องการจะทดแทนบุญคุณเจ้าของแผ่นดินให้ได้มากก็ต้องพยายามซื่อสัตย์สุจริตรักษาศีลให้บริสุทธิ์ มีสมาธิตั้งมั่น มีสติปัญญาแจ่มใสเฉียบแหลม สามารถระงับกิเลสและตัดกิเลส ความรัก ความโลภ ความหลง ความลำเอียงออกไปจากใจเสียให้หมด ความคาดหมายในอนาคตของมหาวิทยาลัย ก็คาดหมายว่าผู้บริหารจะได้ใช้ธรรมะในการบริหารงานเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของมหาวิทยาลัย และเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขของคนไทยทั้งหลายทุกถ้วนหน้า เป็นเกียรติเป็นศรีแก่มหาวิทยาลัยและวงศ์ตระกูลต่อไป แหล่งข้อมูล อารย์ นวลอินทร์. สัมภาษณ์, 25 มีนาคม 2545. อารย์ นวลอินทร์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตร, 2501.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด

รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด เกิดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2466 พ่อชื่อนายทัด แม่ชื่อนางคี เป็นลูกชายคนหัวปี มีน้องสาวอีก 4 คน ครอบครัวมีอาชีพทำการเกษตร พ่อของ รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด เป็นคนที่ชอบศึกษาเล่าเรียน ติดต่อค้าขายกับพม่าตั้งแต่อายุ 25 ปี พออายุ 30 ปีก็กลับมาแต่งงาน มีเงินซื้อบ้านหลังหนึ่งประมาณ 40 บาท ซึ่งในสมัยนั้นถือว่ามากทีเดียว เมื่อ รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด มีอายุ 12 ปี ใน พ.ศ. 2478 พ่อได้นำตัวมาฝากไว้ให้เป็นลูกศิษย์วัด โดยได้ติดตามพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตตโก ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เพื่อจะได้มาเรียนหนังสือที่โคราช และได้มาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพฯ ซึ่งทำให้ รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด ไม่ได้กลับไปเยี่ยมพ่อ-แม่ เป็นเวลา 9-10 ปี เพราะการเดินทางในสมัยนั้นยังไม่สะดวก หลังจากที่เรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2494 ก็ได้เรียนต่อในระดับปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขณะนั้นได้ทำงานเป็นเสมียนพนักงานที่กรมสหกรณ์ กระทรวงการเกษตรด้วย ขณะที่เรียนปริญญาโทนั้นมีคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ซึ่งเป็นอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ไปสอนปริญญาโท เรื่องเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของวิชาเศรษฐศาสตร์ ซึ่งสอนร่วมกับอาจารย์ ดร. เสริม ศรีกสิพรรณ เกิดความประทับใจในคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ว่าท่านเป็นคนเก่ง สอนเข้าใจ ซึ่งแม้ว่า รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด จะเป็นลูกชาวนายังไม่เข้าใจในเรื่องการเกษตรเลย แต่ท่านถามปัญหาทางการเกษตร เช่น ท่านถามว่าไข่เป็ด ไข่ไก่ จะดูว่ามันใหม่หรือสดทำอย่างไร? ท่านบอกว่าไม่ยาก เพราะในสมัยนั้นการขายไข่ไม่ได้ใส่กล่องเหมือนสมัยนี้ ท่านให้จับส่องแสงตะวันหรือแสงไฟ ถ้ามันเป็นแดงๆ แสดงว่ามันสด ถ้าเป็นเส้นๆ แสดงว่ามันกำลังจะฟักเป็นตัวแล้ว ถ้ามันมีเสียงดังก๊อกแก๊กแสดงว่ามันมีลมข้างในนั้นกำลังจะเน่าเสีย ซึ่งท่านหลวงสุวรรณฯ บอกว่าใครที่ไม่ได้เรียนเกษตรนี่โง่ ถูกต้มได้ง่าย แม้แต่ไปซื้อไข่ซื้ออย่างไรยังไม่รู้เรื่อง บ้านเมืองเกษตรจะต้องรู้เรื่องเกษตร พอเรียนจบปริญญา ธ.บ. จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็สอบเป็นข้าราชการสัญญาบัตรได้ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นพนักงานสหกรณ์ตรี ต่อมาได้โอนมาเป็นอาจารย์ตรี แผนกนิติศาสตร์ ของคณะสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในเดือนเมษายน 2497 ตามคำชักชวนของศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ กอปรกับความเลื่อมใสและนับถือในคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ในช่วงที่ รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้มีบทบาทด้านการสอน โดยสอนวิชากฎหมายสหกรณ์ ซึ่งสมัยนั้นหลักสูตรสหกรณ์จะสอนวิชากฎหมายเป็นส่วนมาก เพราะเป็นหลักสูตรการบริหารจัดการธุรกิจในรูปสหกรณ์เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการบริหารการเงิน การบริหารบุคคล และการบริหารวัตถุทรัพย์สิน เป็นต้น แต่นักเรียนมีไม่มาก ชั้นละ 20 คน ต่อมา รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด สอบได้ทุนช่วยเหลือของรัฐบาลอเมริกันที่ให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปเรียนต่อระดับปริญญาโททางเศรษฐศาสตร์การเกษตร ใน พ.ศ. 2498 ที่ Oregon State University สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 2 ปีครึ่ง ซึ่งเป็นรุ่นแรกของผู้ได้รับทุน หลังจากจบปริญญาโท ก็ได้กลับมาทำงานที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีก 6 ปีต่อมาก็ได้ทุนไปเรียนต่อในระดับปริญญาเอกที่ Cornell University สหรัฐอเมริกา ในปี 2508 เรียนอยู่ 3 ปีครึ่งก็จบหลักสูตรทุกวิชา สอบข้อเขียนและปากเปล่าได้เป็น Ph.D. Candidate แต่เนื่องจากไม่สบายจึงต้องกลับมาประเทศไทย ทำให้ไม่ได้เสนอปริญญาดุษฎีนิพนธ์ที่เขียนไว้ยังไม่เป็นฉบับสมบูรณ์ แต่ได้หลักฐานว่าจบ Course Work และเป็น Ph.D. Candidate ขณะทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ หลายตำแหน่ง แต่ที่ รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด อยากเล่าเป็นพิเศษก็คือ เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นผู้ประสานงานโครงการเงินกู้ธนาคารโลกเพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ Dr. James H. Jensen อดีตอธิการบดี Oregon State University และเคยเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เดินทางมาจากประเทศสหรัฐอเมริกามาเยี่ยมผู้ใหญ่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเยี่ยมคุยกับ รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด เรื่องโครงการเงินกู้ธนาคารโลกฯ Dr. Jensen สนใจโครงการหนึ่งที่ รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด ริเริ่มจะดำเนินการ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่วิทยาเขตกำแพงแสน นครปฐม คือ จะให้ทุนลูกชาวไร่ชาวนามาเรียนเสริมวิชาทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ระดับ ม.4-6 เพราะรู้ว่าโรงเรียนมัธยมต่างๆ ในชนบทในอำเภอต่างๆ รอบบริเวณวิทยาเขตกำแพงแสนขาดแคลนครูผู้มีวุฒิทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์จึงจะหาทุนช่วยเหลือนักเรียน ม.4 ม.5 และ ม.6 ในบริเวณดังกล่าวมาเรียนเสริมวิชาดังกล่าวในฤดูร้อน โดยให้ครูโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่วิทยาเขตกำแพงแสนเป็นผู้สอน โดยให้ค่าสมนาคุณตามสมควร และจะชี้ชวนให้นักเรียนที่มาเรียนเสริมเมื่อสำเร็จการศึกษา ม.6 แล้วให้มาสมัครเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งนี้เพราะโครงการนี้จะสนับสนุนให้ลูกชาวไร่ชาวนาสอบเข้าศึกษาใน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้มากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะกลับไปทำงานเกษตรที่พ่อแม่สร้างรากฐานไว้ รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด ได้เล่าให้ Dr. Jensen ฟังว่าหลังเสร็จโครงการเงินกู้ฯ แล้ว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะทำอะไรบ้างจะขยายและพัฒนาการให้การศึกษาและวิจัยด้านใด จะช่วยสร้างครูอาจารย์และนักวิจัยด้านเกษตรศาสตร์ให้แก่สถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในภูมิภาคอย่างไร เพิ่มนิสิตด้านใด ฟังแล้ว Dr. Jensen พอใจและพูดกับ รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด ว่ามีอะไรที่ชาวต่างประเทศมองอุปนิสัยคนไทย อยากจะบอก Dr. Jensen บอกว่าคนไทยจะมีนิสัยดังนี้ Thai people are very good in bad situation but very bad in good situation และอธิบายเพิ่มว่าครูอาจารย์และเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์จะดีมาก เก่งมาก ตั้งใจทำงานมาก ในขณะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่ในภาวะยากจน แต่เมื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่ในภาวะที่ดีขึ้นจากการพัฒนาด้านต่างๆ ด้วยเงินกู้แล้ว ครูอาจารย์และเจ้าหน้าที่จะดีมาก เก่งมาก และตั้งใจทำงานมาก เหมือนอยู่ในภาวะก่อนนี้หรือเปล่า? เมื่อทำงานใน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มากว่า 30 ปี รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด ก็ขอลาออก เมื่อมิถุนายน พ.ศ. 2525 ก่อนเกษียณอายุราชการประมาณ 3 ปี เพื่อไปเป็นผู้เชี่ยวชาญของบริษัทที่ปรึกษาของเยอรมนีคือ GAE ทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสินเชื่อเกษตร และเป็นหัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญคนไทยอีก 5 คน ในโครงการเงินกู้เพื่อการฝึกอบรมของสหกรณ์การเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ ต่อมาปี 2531 ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจชนบทของโครงการเงินกู้ Oversea Economic Cooperation Fund (OECF) ของประเทศญี่ปุ่น ของกรมชลประทาน สำหรับพัฒนาโครงการชลประทานขนาดเล็กทั่วประเทศ ต่อมาปี 2532 ได้รับติดต่อให้ไปดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ และต่อมาในปี 2533 ได้รับติดต่อให้ไปดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก และลาออกจากมหาวิทยาลัยเกริกเมื่อสิ้นปี 2541 ขณะทำงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกจากตำแหน่งอาจารย์ชั้นตรี ชั้นโท ชั้นเอก และชั้นพิเศษ ตามลำดับแล้ว รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด ยังได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตร (คนที่ 2 ต่อจากศาสตราจารย์ ดร.ไชยยงค์ ชูชาติ) เป็นผู้ประสานงานโครงการเงินกู้ธนาคารโลก เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วงเงินประมาณ 800 ล้านบาท ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบ้านพักและสวัสดิการ ตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการประชากรศึกษาในภาคเกษตรกรรม ตำแหน่งกรรมการจัดตั้งหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ตำแหน่งกรรมการจัดตั้งหลักสูตรปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์เกษตร เป็นต้น สำหรับโครงการเงินกู้ธนาคารโลกเพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด ได้เป็นผู้หนึ่งในคณะผู้แทนประเทศไทยไปเจรจาเรื่องเงินกู้กับธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา โดยมีท่านทูตสุนทร หงส์ลดารมย์ เป็นหัวหน้าคณะ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นรองหัวหน้าคณะ และได้ดำรงตำแหน่งผู้ประสานงานโครงการเงินกู้นี้เป็นเวลา 9 ปี จนการก่อสร้างอาคารสถานที่ ณ วิทยาเขตบางเขน และวิทยาเขตกำแพงแสนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สำเร็จเรียบร้อย การขยายงานของมหาวิทยาลัยเกษตรออกเป็น 2 วิทยาเขตนี้ รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด ได้ติดตามพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ไปศึกษาข้อดีข้อด้อยของมหาวิทยาลัยที่มีหลายวิทยาเขตที่ University of California, Davis ประมาณ พ.ศ. 2514 และได้แวะดูงานพัฒนาของ University of Hawaii ด้วยในเรื่องการออกแบบอาคารสถานที่ว่าการออกแบบอาคารสถานที่ใหม่ในบริเวณมหาวิทยาลัยที่มีอาคารสถานที่เก่าอยู่ก่อนนั้น ทำอย่างไรจึงจะทำให้ของใหม่และของเก่ากลมกลืนกันและกัน รวมทั้งการสร้างศูนย์เรียนรวม และหอพักนิสิตรวมไม่แยกเป็นของแต่ละคณะวิชานั้นให้ประโยชน์ทางสังคม และเศรษฐกิจต่างกันอย่างไร เป็นต้น ใน พ.ศ. 2530 มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ (ขณะนั้นเป็นวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์) ได้เชิญ รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด ไปดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด ได้ริเริ่มให้จัดตั้งบัณฑิตวิทยาลัย และจัดสร้างหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาการบริหารธุรกิจขึ้นในมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ รวมทั้งเป็นผู้ริเริ่มชี้ชวนอาจารย์และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ จัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์จำกัดขึ้น ซึ่งเจริญเติบโตมาจนบัดนี้ ทั้งนี้เพื่อเป็นงานสวัสดิการส่วนหนึ่งของคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ ประมาณ พ.ศ. 2532 มูลนิธิสถาบันที่ดิน และ Standford University ได้เชิญให้รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด เป็นหัวหน้าโครงการการศึกษาเรื่องตลาดที่ดินและที่พักอาศัย (Land and Housing Market) ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้ทำงานนี้จนเสร็จโครงการใน พ.ศ. 2533 ดร. แสง สงวนเรือง อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีสังคม (เกริก) หรือ มหาวิทยาลัยเกริกในปัจจุบัน ได้เชิญ รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด ไปดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ เป็นผู้อำนวยการโครงการบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด ได้ริเริ่มปรับปรุงหลักสูตรปริญญาตรี และปริญญาโทสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ ให้มีสาขาวิชาเอก 4 สาขา คือ เศรษฐศาสตร์การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ เศรษฐศาสตร์พัฒนา และเศรษฐศาสตร์ทั่วไป พร้อมกับบรรจุวิชาเศรษฐศาสตร์การเงินการธนาคารของประเทศอาเซียน เศรษฐศาสตร์ธุรกิจของประเทศอาเซียน เศรษฐศาสตร์พัฒนาของประเทศอาเซียนไว้ในหลักสูตรทั้งสองระดับเพื่อเตรียมบัณฑิตไว้ให้เหมาะแก่งานกิจการกลุ่มประเทศอาเซียนของประเทศไทย งานสวัสดิการอาจารย์และเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเกริกที่ รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด ริเริ่มจัดตั้งขึ้นไว้ก็คือ สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยเกริก จำกัด ซึ่งเป็นประโยชน์แก่อาจารย์และเจ้าหน้าที่ และแก่มหาวิทยาลัยเป็นอันมาก และสหกรณ์นั้นได้เจริญก้าวหน้ามาด้วยดี รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด ทำงานให้มหาวิทยาลัยเกริกในตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ เป็นเวลา 8 ปี ได้ลาออกเมื่อสิ้น พ.ศ. 2540 ได้ร่วมพัฒนากิจการวิชาการ เช่น หลักสูตรใหม่ระดับปริญญาตรีและปริญญาโทหลายหลักสูตร และกิจการด้านอาคารสถานที่ รวมทั้งทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยเกริกที่เป็นรูปธรรมซึ่งวัดเป็นจำนวนเงินได้เป็นจำนวนมากขึ้นกว่าที่มีอยู่ก่อน รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด เข้าไปร่วมงานบริหารมหาวิทยาลัยเกริก เมื่อ พ.ศ. 2527 รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด ได้รับแต่งตั้งจากทบวงมหาวิทยาลัยให้เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์สหกรณ์มหาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ (สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ในเวลานั้น) หลังจากที่ภาควิชาเศรษฐศาสตร์และสหกรณ์การเกษตร คณะธุรกิจการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้รับอนุมัติให้เปิดสอนหลักสูตรวิชาเศรษฐศาสตร์สหกรณ์มหาบัณฑิตได้ในปีการศึกษา 2528 รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด ได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ว่าด้วยกฎหมายสหกรณ์เปรียบเทียบ และวิชาเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ว่าด้วยการตลาดสหกรณ์ขั้นสูง ติดต่อกันมาทุกปีการศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2528 จนถึงปัจจุบัน (ปี 2545) สำหรับวิชากฎหมายสหกรณ์เปรียบเทียบ รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด ได้เขียนเอกสารคำสอน พิมพ์เผยแพร่ 2 เรื่อง คือ (1) คำอธิบายกฎหมายสหกรณ์ในฐานะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเกษตรและสถาบันเกษตรกรโดยย่อ (2) คำอธิบายกฎหมายสหกรณ์พร้อมการวิเคราะห์เชิงนิติศาสตร์ประยุกต์ และเชิงเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ และได้แปลเอกสารต่อไปนี้ คือ (1) กฎหมายว่าด้วยสหกรณ์การเกษตรของประเทศญี่ปุ่น (2) กฎหมายว่าด้วยสหกรณ์การเกษตรประเทศสาธารณรัฐเกาหลี (3) กฎหมายสมาคมสหกรณ์ของประเทศสิงคโปร์ (4) กฎหมายว่าด้วยบทบัญญัติพื้นฐานสำหรับสหกรณ์ของประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (5) กฎหมายสมาคมสหกรณ์ของประเทศสหพันธ์รัฐมาเลเซีย (6) กฤษฎีกาของประธานาธิบดีว่าด้วยการส่งเสริมขบวนการสหกรณ์ของประเทศฟิลิปินส์ (7) กฎหมาย สหกรณ์การดำรงชีพของผู้บริโภคของประเทศญี่ปุ่น ในปีการศึกษา 2538 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้มอบปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ให้แก่ รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด และใน พ.ศ. 2543 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ประกาศแต่งตั้งให้ รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด เป็นนักสหกรณ์แห่งชาติ สาขาวิชาการสหกรณ์ รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากพระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาธินัดดามาตุ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม 2543 รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด บอกว่าหลักการดำเนินชีวิตและการทำงานของตนนั้นมาจากสิ่งที่ฝังอยู่ในจิต มันชี้นำชีวิตตลอดมา พ่อเคยบอกว่าอยู่ที่นี่ก็เป็นอย่างนี้นะลูก อยู่กับนาแค่นี้มีวัวมีควายก็เลี้ยงดูไปไม่รู้เห็นอะไรใหม่ๆ ไม่เห็นบ้านเมืองใหญ่ๆ ไม่ได้เล่าเรียนเป็นเจ้านาย ทำไร่ทำนาหากินอยู่กับดิน แต่เด็กชายอาบก็ไม่ตกลงปลงใจ วันสุดท้ายคล้ายชะตาชีวิตจะต้องจากการเป็นเด็กบ้านนอก คุณพ่อบอกว่าได้ยินว่าทางบ้านเมืองกำลังสร้างทางรถไฟจากเมืองโคราชมาเมืองขอนแก่น พ่อเคยนั่งรถไฟที่พม่ามันยาวเป็นขบวนเหมือนกิ้งกือมีหัวรถไฟนำหน้าพาขบวนรถวิ่งไปตามรางเหล็ก พอมืดหน่อยจะเห็นหัวรถไฟพ่นสะเก็ดไฟออกมาพุ่งขึ้นฟ้าเหมือนที่เราเล่นไฟตะไลในงานบุญ แต่ไฟตะไลจากหัวรถไฟจะใหญ่มากกว่าพุ่งไปสูงขึ้นฟ้าตลอดทางจนถึงสถานีรถไฟปลายทาง ลูกลงไปเมืองโคราชกับท่านอาจารย์คราวนี้อาจจะได้นั่งรถไฟเหมือนที่พ่อนั่งที่เมืองพม่าก็เป็นได้ สิ่งที่พ่อเล่าเรื่องรถไฟมันเข้าไปฝังในจิตใจของลูกทันที ลูกชายนายทัดไม่สนใจความเจริญของบ้านเมือง ความเป็นเจ้าเป็นนาย ความเป็นป่าเป็นไร่นาของชีวิตชนบท แต่สนใจเรื่องรถไฟและขบวนรถไฟที่เวลาวิ่งเหมือนกิ้งกือ และหัวรถไฟมีการพ่นตะไลไฟพวยพุ่งขึ้นไปในอากาศ ลูกชายจึงตอบตกลงกับพ่อว่าไปเมืองโคราชก็ได้พ่อ รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด เล่าว่าคงจะเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในจิต ซึ่งเป็นบุญเก่าและบุญใหม่ที่มีพ่อแม่ที่ดี และได้อยู่อาศัยกับผู้ปกครองที่ดี พร้อมกับมิตรสหายที่ดี จึงทำให้ รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด ทำสิ่งที่เป็นมูลค่าเพิ่มของชีวิตตลอดมา เพราะมีสิ่งหนึ่งในจิต คอยชี้นำเหมือนแม่เหล็กที่ขั้วโลกเหนือชี้นำทางทำมูลค่าเพิ่ม จึงเขียนไว้เพื่อเตือนใจตนเองและลูกหลาน คือ อันชีวา มีค่าเพิ่ม ที่เติมได้ ผู้ที่ไม่ มีค่าเพิ่ม คือเริ่มถอย จงทำดี ที่ก้าวหน้า อย่ารอคอย ทีละน้อย ค่าจะเพิ่ม กว่าเดิมเอง การเพิ่มมูลค่าให้กับตนเองนั้นคนหนุ่มสาวมีหน้าที่ต้องทำตามวัยก็คือ การศึกษาตามลำดับชั้นให้สำเร็จก็จะเป็นมูลค่าเพิ่มของชีวิตในด้านการศึกษา การกล่าวสวัสดีและทำการคารวะต่ออาจารย์ก็เป็นมูลค่าเพิ่ม การกลับมาจากโรงเรียนแล้วไหว้และกล่าวสวัสดีกับพ่อแม่ก็ถือว่าสร้างมูลค่าเพิ่ม การช่วยงานบ้าน ซักเสื้อผ้าเอง รีดผ้าเอง แม้จะมีคนทำให้ก็ตั้งใจทำเองเพื่อฝึกตน ก็ถือว่าสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตน ถ้าอยู่ในวัยเป็นพ่อแม่ก็แสดงความรักความห่วงใยในลูกเสมอ พูดและจ้องดูตาลูกที่ยังอยู่ในวัยที่พ่อแม่ต้องเป็นผู้ปกครองว่าพ่อรักลูกนะ พ่อหวังพึ่งว่าลูกจะเป็นคนดีนะ แม่รักลูกนะ แม่หวังพึ่งว่าลูกจะนำความภาคภูมิใจในความสำเร็จในชีวิตของลูกนะ การทำตนให้เป็นศาสนิกชนที่ดีงามของศาสนาที่ตนศรัทธาเลื่อมใสอะไรเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ชีวิตเหมือนกัน รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด กล่าวว่าในการเป็นหัวหน้าคนในครอบครัวก็ดี ในหน่วยงานก็ดี ต้องรู้จักคนในครอบครัวหรือในหน่วยงานว่าคนนั้นๆ มีนิสัยใจคออย่างไร เขาอยู่ในฐานะอะไร คุณสมบัติของการเป็นผู้นำคนนั้น เท่าที่มีประสบการณ์และสังเกตเห็นมาในชีวิตผู้นำต้องมีจินตนาการ ต้องมีความสามารถในการจับประเด็นของเรื่องของปัญหา ต้องมีความเป็นธรรมและที่สำคัญก็คือความอดทนและอดกลั้นในการเป็นผู้นำ เคยเขียนเป็นกลอนบอกลูกชายซึ่งได้รับแต่งตั้งจากหน่วยงานให้เดินทางไปดำรงตำแหน่งในต่างประเทศเป็นหัวหน้าหน่วยงานระดับหนึ่งไว้ คือ ทนความโง่ คนอื่น ได้ดื่นดาด ทนความฉลาด คนอื่น ได้หมื่นแสน โง่ฉลาดตน คนอื่นทน ได้ทั่วแดน เรียกว่าแมน คนผู้นำ ล้ำเลิศเอย. รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด กล่าวว่าอยากเห็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นหน่วยนำความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกว่าเดิมและยั่งยืนในการพัฒนาการเกษตร รวมทั้งยกระดับรายได้ของครัวเรือนเกษตรกรให้สูงขึ้นต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยของประชากรทั้งประเทศไม่เกิน 3-5 เท่าตัว ไม่ใช่ต่ำกว่าถึง 12 เท่าตัวเช่นในเวลานี้ วัตถุประสงค์และบุคคลกลุ่มเป้าหมายที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะส่งเสริมและพัฒนาเป็นหลักนั้นควรจะเหมือนเดิมคือ เศรษฐกิจภาคเกษตรและครัวเรือนเกษตรกร อยากเห็น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกนอกระบบราชการที่ไม่เหมาะสมกับการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยตามระบบสากล มีการบริหารบุคคล บริหารการเงิน และบริหารวัตถุอุปกรณ์ตามระบบมหาวิทยาลัย อยากเห็นคณาจารย์เจ้าหน้าที่และนิสิตของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มุ่งมั่นสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ตนเอง รวมทั้งมูลค่าเพิ่มในการเป็นผู้นำ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น หากคณาจารย์เจ้าหน้าที่และนิสิตมีมูลค่าเพิ่ม มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ก็จะมีมูลค่าเพิ่มตามไปด้วย รองศาสตราจารย์อาบ นคะจัด สมรสกับนางสาวชูศรี (ฉายางาม) นคะจัด ใน พ.ศ. 2503 มีบุตรธิดา 4 คน คือ น.ส. อาภาศิริ นคะจัด นายอาภศักดิ์ นคะจัด (สมรสแล้ว มีบุตรธิดา 2 คน) น.ส. อัปสรวรรณ นคะจัด และนางสาวอนันต์พร นคะจัด ศาสตราจารย์ (พิเศษ) อาบ นคะจัด ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 สิริอายุได้ 99 ปี แหล่งข้อมูล อาบ นคะจัด. สัมภาษณ์, 5 เมษายน 2544. อาบ นคะจัด. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2491.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์

อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ เป็นลูกของชาวสวนผลไม้เมืองจันท์ คุณพ่อชื่อ นายชิต ชมภูโพธิ์ และคุณแม่ชื่อ นางถมยา ชมภูโพธิ์ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ เกิดที่อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2465ได้รับการศึกษาในระดับประถมที่โรงเรียนประจำอำเภอขลุง และไปศึกษาต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนตราดตระการคุณ ที่จังหวัดตราด ต่อจากนั้นได้ไปเรียนต่อที่เตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แม่โจ้ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยแม่โจ้) จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2482 เมื่อเรียนจบที่แม่โจ้ในเวลา 2 ปี แล้ว ก็มาเข้าวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขนใน พ.ศ. 2485 (ตั้งเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2486) อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ได้รับอนุปริญญาใน พ.ศ. 2488 และได้ออกไปรับราชการในกระทรวงเกษตรเป็นเวลา 4 ปี จึงได้กลับมาเข้าเรียนเพื่อทำปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์อีกครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2492 สำเร็จการศึกษาได้รับปริญญากสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิตเมื่อ พ.ศ. 2494 หลังจากนั้นได้เป็นอาจารย์ประจำแผนกเกษตรศาสตร์เรื่อยมาจนถึง พ.ศ. 2497 จึงได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อที่ University of Florida สหรัฐอเมริกา เรียนจบปริญญาโททางพืชสวนใน พ.ศ. 2499 แล้วกลับมารับราชการต่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนกระทั่งได้ลาออกจากราชการใน พ.ศ. 2520 ก่อนเกษียณอายุราชการเล็กน้อย เพื่อไปทำธุรกิจส่วนตัว เมื่อ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ กลับมาจากสหรัฐอเมริกาแล้วนั้น คณะกสิกรรมและสัตวบาล (คณะเกษตรในปัจจุบัน) ยังมีการแบ่งส่วนราชการเป็น 7 แผนก คือ แผนกเกษตรศาสตร์ แผนกสัตวบาล แผนกเคมี แผนกชีววิทยา แผนกกีฏวิทยาและโรคพืช แผนกวิศวกรรมเกษตร และแผนกเคหเศรษฐศาสตร์ สำหรับแผนกเกษตรศาสตร์เป็นแผนกที่ทำการสอนและวิจัยในเรื่องพืชทุกชนิด ซึ่ง อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ มีความเห็นว่าพืชสวนอันได้แก่ ไม้ผล พืชผัก และไม้ดอกไม้ประดับ เป็นพืชสำคัญของประเทศไม่แพ้พืชไร่ต่างๆ น่าจะแยกตัวออกมาเป็นแผนกต่างหาก จะได้เน้นในเรื่องการสอนและวิจัยให้ชัดเจนขึ้น ความจริงอาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ได้มีความคิดในเรื่องนี้มานานแล้ว และเมื่อได้ไปเรียนต่อที่ University of Florida ในภาควิชาพืชสวน (Department of Horticulture) ก็ยิ่งแน่ใจมากยิ่งขึ้นว่าวิชาพืชสวนนี้ ควรจะมีหน่วยงานเป็นอิสระเพื่อให้สามารถสร้างกำลังคนและทำงานวิจัยทางด้านพืชสวนเพื่อประเทศชาติต่อไป ในระหว่างที่เรียนอยู่ที่ University of Florida นั้น อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ก็ได้ปรึกษากับหัวหน้าภาควิชาพืชสวน ขอคำแนะนำและช่วยคิดในการร่างหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาพืชสวนเพื่อเตรียมการแยกพืชสวนออกจากแผนกเกษตรศาสตร์ต่อไป เมื่ออาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ กลับมาจากสหรัฐอเมริกาใน พ.ศ. 2499 แล้ว ก็ได้พยายามผลักดันในเรื่องการแยกพืชสวนออกไปเป็นแผนกต่างหาก ดังที่ได้ตั้งใจไว้ ในระยะแรกก็มีอุปสรรคพอสมควร เนื่องจากมีอาจารย์หลายคนมีความเห็นว่า ถ้าแยกพืชสวนออกไปแล้ว แผนกเกษตรศาสตร์ ซึ่งขณะนั้นมีอาจารย์อยู่ไม่มากนักก็จะอ่อนแอลง แต่ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ก็ยังคงยืนยันความคิดเดิม และหาแนวร่วมจากอาจารย์ที่มีความคิดเห็นตรงกันได้ 3-4 คน พยายามฝ่าฟันอุปสรรคต่อไป โชคดีคณบดีขณะนั้น (คุณหลวงสมานวนกิจ) เห็นด้วยและให้การสนับสนุน รวมทั้งอธิการบดี (คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ) ก็เห็นด้วยเช่นกัน งานพืชสวนจึงได้แยกตัวออกมาอย่างไม่เป็นทางการจากแผนกเกษตรศาสตร์ใน พ.ศ. 2500 โดยมีชื่อเรียกกันเป็นการภายในว่า แผนกพืชกรรม อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ได้พยายามหาเงินมาสร้างอาคารไม้ชั้นเดียวเล็กๆ ขึ้นเป็นที่ทำการในบริเวณแปลงผักที่เรียกว่า สวนนอก และเป็นจุดกำเนิดของภาควิชาพืชสวนในเวลาต่อมา ในเรื่องนี้ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ได้เล่าว่า …ได้สร้างอาคารไม้ขึ้นหลังหนึ่งกว้าง 12 เมตร ยาวประมาณ 30 เมตร ใช้เป็นที่ทำงานของอาจารย์และเจ้าหน้าที่ โดยความช่วยเหลือจากเงินค่าขายปลาจีนของอธิการบดี จำนวน 30,000 บาท การก่อสร้างใช้ช่างไม้และแรงงานที่มีอยู่ ทำเองทั้งหมด โดยไม่มีแบบแปลนอะไร คิดไปทำไปเป็นวัน ๆ เท่าที่แรงงานและเงินจะอำนวยให้ เมื่อสร้างเสร็จ จัดหาตู้โต๊ะ เก้าอี้ และเครื่องอุปกรณ์มาเป็นระยะๆ ตามกำลังเงินที่หาได้จากการขายข้าวโพดหวาน ผัก และพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ ฯลฯ อาจารย์ที่ตกลงกันไว้ ก็มานั่งทำงานโดยพร้อมเพรียงกัน การเรียนการสอนทางวิชาการพืชสวนก็เริ่มขึ้น มีนิสิตสมัครเข้าเรียนเป็นวิชาเอกเป็นจำนวนมาก ด้วยเป็นแผนกใหม่ และมีหลายวิชาที่น่าสนใจ เช่น ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับ สวนผัก ขยายพันธุ์พืช กล้วยไม้ ฯลฯ… อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนกพืชกรรมนี้ในระหว่าง พ.ศ. 2500-2506 แผนกพืชกรรมมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว อาจารย์ทุกคนในแผนกได้รวมพลังกันอย่างเต็มที่ เพื่อความมั่นคงและเจริญ ก้าวหน้าของแผนกที่ได้ช่วยกันสร้างมาด้วยความเหนื่อยยาก อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และคนงานทุกฝ่ายเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จนกระทั่งในที่สุด ภาควิชาพืชสวน ก็ได้รับการแต่งตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2518 นับได้ว่าเป็นผลจากความพยายามและการมองการณ์ไกลของ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ โดยแท้ ส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความสำเร็จก็คือ ความเป็นหัวหน้าที่ดีของ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ อาจารย์จะรับฟังปัญหาต่างๆ และพยายามแก้ไขให้ปัญหาหมดไปโดยเร็ว คอยส่งเสริมให้กำลังใจแก่นักวิจัย และพยายามหาเงินมาสนับสนุนงานวิจัยอย่างเต็มกำลัง เพราะถือว่างานวิจัยเป็นเรื่องที่สำคัญมาก อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ กล่าวอย่างถ่อมตัวว่า …ตัวผมนี้ ที่มีคนรู้จัก มีชื่อในวงการเกษตรบ้าง ก็มาจากลูกศิษย์และลูกน้อง การที่ได้รับเกียรติมีชื่อไปด้วยก็เพราะความบังเอิญเป็นหัวหน้าของอาจารย์ที่ทำการทดลองในเรื่องต่างๆ เท่านั้น… ใน พ.ศ. 2506 ทางมหาวิทยาลัยฯ ได้ขอให้ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ไปช่วยพัฒนาสถานีฝึกนิสิตเกษตรปากช่อง ในตำแหน่งหัวหน้าสถานี (ปัจจุบันคือสถานีวิจัยปากช่อง) โดยไปแทนอาจารย์วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ซึ่งได้รับทุนไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ได้ทำการพัฒนาสถานีในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนี้ (พ.ศ. 2506-2508) หลายเรื่อง เช่น ก่อสร้างโรงเก็บและซ่อมเครื่องมือกล โรงคัดและเก็บผลผลิตทางการเกษตร หอพักนิสิตที่มาฝึกงาน และโรงอาหารนิสิต เป็นต้น ใน พ.ศ. 2506 ได้ควบคุมการก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามลำตะคอง และให้ชื่อว่า สะพานอินทรีจันทรสถิตย์ ทำให้การเดินทางไปยังสถานีฯ สะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องอ้อมไปทางสถานีผลิตชีวภัณฑ์ ในการฝึกนิสิตนั้น จะมีนิสิตมาฝึกงานปีละ 2-3 รุ่น เป็นประจำ นอกจากนั้น ยังได้รับความช่วยเหลือจาก Rockefeller Foundation ในการสร้างสำนักงานเป็นอาคารผสมไม้ชั้นเดียว ทำให้เจ้าหน้าที่มีที่ทำงานสะดวกมากยิ่งขึ้น เจ้าหน้าที่และคนงานที่สถานีวิจัยปากช่อง ต่างสรรเสริญ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ อยู่เสมอว่า เป็นหัวหน้าที่ดี เป็นตัวอย่างแก่ลูกน้อง เวลาทำงานก็จะทำให้ดูพร้อมกับสอนงาน สอนทั้งจริยธรรม ศีลธรรมพร้อมกันไปด้วยกัน นับว่าเป็นครูที่ดี ใน พ.ศ. 2509 ทาง ไร่สุวรรณ เกิดมีปัญหาเกี่ยวกับการบริหาร ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงขอให้ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ไปรับตำแหน่งหัวหน้าที่นั่น ไร่สุวรรณ นี้เดิมเป็นไร่ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีชื่อว่า ธนะฟาร์ม ต่อมาถูกยึดมาเป็นสมบัติของรัฐ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับโอนมาเป็นสถานีทดลองเรื่องข้าวโพด เมื่อ พ.ศ. 2508 ตั้งชื่อสถานีว่า ฟาร์มสุวรรณ หรือ ไร่สุวรรณ เพื่อเป็นเกียรติแก่คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ภายหลังมีชื่อเป็นทางการว่า สถานีวิจัยสุวรรณวาจกกสิกิจ ใน พ.ศ. 2508 นั้นเอง Rockefeller Foundation ได้เข้ามาร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกระทรวงเกษตรฯ จัดตั้งโครงการวิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างขึ้นที่สถานีแห่งนี้โดยใช้ชื่อว่า ศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ ซึ่งในระยะต่อมาก็ได้มีผลงานที่มีประโยชน์ต่อวงการข้าวโพดข้าวฟ่างของประเทศไทย และนานาชาติเป็นอย่างมากตราบเท่าทุกวันนี้ เมื่อ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ เข้าไปรับงานเป็นหัวหน้าสถานีและเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติด้วยนั้น อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ได้เล่าไว้ว่า เมื่อ พ.ศ. 2509 ที่เข้ามารับงานนั้น บรรดาที่ดินและทรัพย์สินต่างๆ ของธนะฟาร์มก็ยังไม่ได้รับมอบให้เป็นกรรมสิทธิ์เด็ดขาดแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มิหนำซ้ำยังมีปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินด้านหลังภูเขาอีกมากมายยังตกลงกันไม่ได้ อาคารบ้านเรือน เครื่องประดับตกแต่งอาคาร เครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตร ทรัพย์สินอื่น ฯลฯ ยังอยู่ในภาวะที่ถูกยึดโดยกระทรวงการคลังและมีการประเมินราคาทรัยพ์สิน เปิดประมูลขายนำเงินส่งคลังเป็นระยะๆ ตามระเบียบ กว่าจะเสร็จสิ้น และแก้ปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและที่ดินได้สำเร็จ ก็เสียเวลาประมาณ 2 ปีกว่า ข้อสังเกตของอาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ตอนนี้มีว่า 1. วิธีทางราชการนั้น ก็ต้องมีระเบียบแบบแผน มีขั้นตอน การปฏิบัติก็ต้องให้เป็นไปตามลำดับ ยิ่งเป็นงานเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองแล้ว ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ ตลอดทั้งการอยู่ต่างจังหวัด ห่างไกลจากส่วนกลาง การติดต่อก็ย่อมต้องเสียเวลามากกว่าอยู่ส่วนกลางด้วยกัน การทำอะไรข้ามขั้นหรือรวบรัดเพื่อความรวดเร็วทันงานทันเวลา ถ้าไม่ระวังก็จะมีความผิดและเป็นอันตรายแก่ผู้ปฏิบัติได้ แม้จะหวังดีและเป็นผลดีแก่งานก็ตาม 2. การที่ใครก็ตามที่จำต้องเข้าไปยึดครองรับมอบ ตรวจสอบทรัพย์สินที่ยังเป็นกรณีพิพาทกันอยู่กับเจ้าของเดิม หรือการรุกล้ำที่ดินซึ่งกันและกันที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้ พึงระลึกเสมอว่า แม้เราจะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ถูกต้องตามกฎหมายและมีคนรักษากฎหมาย (ตำรวจ) ให้ความคุ้มครองอยู่ก็ตาม ภัยอันตรายที่ต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยงมิได้ลดน้อยลงไปเลย อย่าประมาทเป็นอันขาด 3. การรักษาผลประโยชน์และการขัดผลประโยชน์ของคนอื่นนี่ก็อีกอย่างหนึ่ง ที่ดินอาจจะตกลงกันได้ แต่เมื่อเรากั้นรั้วเพื่อแสดงกรรมสิทธิ์ ขอบเขตที่ดินของเราแต่ไปปิดทางซึ่งเขาเคยใช้ ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้ เรื่องผลประโยชน์นั้น มีมากทั้งภายนอกและภายใน ทั้งผู้มีอิทธิพลและชาวบ้านธรรมดา ถ้าไม่รุนแรงถึงเป็นถึงตาย ก็ต้องยกให้เป็นของธรรมดา เพราะมีประจำอยู่ในทุกประเภทของงาน สุดแต่ว่าจะมากหรือน้อยก็คิดก็แก้เพื่อบรรเทากันไปตามกรณีและตามเหตุปัจจัยเป็นเรื่องๆ ไป เมื่อรับงานแล้ว ก็มาถึงการทำงานหรือดำเนินงาน เพื่อให้เข้าสู่เป้าหมาย เป็นศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างตามแผน งานระยะแรกประกอบด้วย 3 ฝ่ายร่วมมือกัน คือฝ่ายมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีไร่สุวรรณฯ เป็นตัวกลาง ถัดมาก็ฝ่าย Rockefeller Foundation และกรมวิชาการเกษตร (กระทรวงเกษตรฯ) ร่วมกันทั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายและวิชาการ มีการตั้งคณะกรรมการประชุมปรึกษาหารือกันวางแผนงานเป็นระยะๆ ตามความจำเป็น การทำงานประจำวันในไร่นั้น เมื่อไร่สุวรรณฯเป็นเจ้าของสถานที่แล้ว ทุกอย่างก็จะมาตกอยู่ที่ไร่สุวรรณฯทั้งหมด ไม่ว่าจะมีการคิดค้นกรรมวิธี การปรับปรุง หรือถกเถียงกันอย่างไร หรือจะไปสัมมนากันที่ไหน ผลสุดท้ายก็มาลงเอยที่ไร่สุวรรณฯ ซึ่งต้องทำให้ได้ตามนั้น ในเรื่องนี้อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ได้ให้ข้อสังเกตไว้ดังนี้ 1. การทำงานหลายฝ่าย หลายคน และในหลายโครงการ ทั้งฝรั่ง (เจ้าหน้าที่ของ Rockefeller Foundation) ทั้งไทย หรือระดับมันสมอง (นักวิชาการ) และแรงงาน (คนงาน) มากด้วยกัน แม้จะมีหรือเตรียมการประสานงานกันไว้เป็นอย่างดี ซักซ้อมความเข้าใจในการปฏิบัติ กะการณ์เผื่อเหลือเผื่อขาดไว้อย่างเรียบร้อย ก็ไม่วายจะมีเรื่องขัดกันจนได้ เรื่องเหล่านี้อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ได้พบความจริงว่า การสัมมนากันในห้องแอร์นั้นแตกต่างกับการลงไปทำกันในแปลงดินท่ามกลางแดดฝน ซึ่งตอนนี้แหละมักจะเกิดกรณีที่มิได้ว่ากันไว้ในห้องสัมมนาบ่อยๆ 2. การทำงานกับฝรั่ง อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์เห็นว่าเขาทำงานได้เร็วรวบรัดกว่าเรา กำหนดนัดหมาย หรือแผนงานต่างๆ ตรงไม่คลาดเคลื่อนล่าช้ามากนัก อาจจะมีบ้างก็เนื่องจากเกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ เช่น ของที่สั่งมาจากนอกไม่สามารถส่งตามกำหนด เพราะคนงานท่าเรือสไตรค์ เป็นต้น วิธีการทำงานจะสวนทางกับเรา คือฝรั่งเขาต้องการอะไรหรือมีปัญหาขัดข้องอย่างไรเขามักพูด (รายงาน) กับเจ้านายของเราโดยตรง ส่วนทางฝ่ายเรามีอะไรก็เป็นไปตามลำดับขั้น เสนอเรื่องตามระเบียบ บางเรื่องกว่าจะถึงคณบดี หรืออธิการบดี อนุมัติก็กินเวลาหลายวัน น่าขำที่งานบางอย่างทำสำเร็จไปแล้ว แต่งานด้านหนังสือยังไม่ได้เริ่มต้องรายงานชี้แจงกันภายหลังก็มี อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ได้เล่าถึงเรื่องป้ายศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติว่า ป้าย ศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ ซึ่งมีภาษาอังกฤษข้างล่างว่า National Corn and Sorghum Research Center นั้นเดิมไม่มี ไร่แห่งนี้ถ้าไม่เรียก ธนะฟาร์มของเดิม ก็เรียกว่า ไร่สุวรรณฯ (สุวรรณวาจกกสิกิจ) เมื่อมีโครงการวิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างเกิดขึ้น ท่านเห็นว่าการที่จะไปปักป้ายทดลองแผ่นเล็กๆ ตามแปลงข้าวโพดนั้น ก็ดูจะไม่โอ่อ่าสมศักดิ์ศรี โครงงานแผนงานก็ใหญ่ไร่ทดลองก็โต ฝรั่งและนักวิชาการก็มีมาก อย่างนี้น่าจะเข้าระดับชาติกับเขาได้ก็เลยลองปรึกษากับฝรั่ง ทุกคนก็เห็นว่าเข้าทีดีแน่ จะได้เป็นที่รู้จักและสะดุดตาแก่ผู้ผ่านไปมาบนถนนมิตรภาพ เป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปในตัว จากนั้นก็หาไม้ให้ช่างไม้แกะสลักตัวอักษร แล้วยกขึ้นตั้งไว้คนละด้านกับป้ายไร่สุวรรณฯ ผลที่ได้จากการขึ้นป้ายใหม่ก็มีมากพอสมควร เพราะแม้แต่คนงานประจำศูนย์วิจัยฯ ก็ดูจะภูมิใจและใหญ่ขึ้นกว่าที่เป็นธนะฟาร์ม มาแต่เก่าก่อน ตั้งแต่ปี 2509 ถึงปี 2513 ประมาณ 5 ปี ที่อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ทำงานอยู่ในศูนย์ฯ นี้ กิจการต่างๆ เจริญก้าวหน้าไปด้วยดี จำนวนเจ้าหน้าที่ คนงาน เครื่องมือเครื่องใช้เพื่องานวิจัยและงานบุกเบิกไร่ เริ่มทยอยส่งเข้ามาเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ตามที่ Rockefeller Foundation ว่าไว้ ในด้านการก่อสร้างก็เช่นกัน ความขาดแคลนบ้านพัก หอพักบรรเทาลงมาก ที่ทำการตลอดจนยานพาหนะ รถยนต์ รถบรรทุก ก็จัดสร้างจัดหาโดยงบประมาณและเงินช่วยเหลือ เพิ่มปริมาณและคุณภาพขึ้นโดยลำดับ การทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายวิชาการ ฝ่ายธุรการ และคนงานเป็นไปอย่างเข้มแข็งคึกคัก พร้อมเพรียงอย่างได้ผล ข้อที่น่าสังเกตของการทำงานในยุคนั้นก็คือ 1. เมื่อแต่ละคนเข้ามาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินในถิ่นบุกเบิกใหม่ ต่างคนต่างช่วยกันแก้ปัญหา สร้างสรรค์สิ่งจำเป็นแก่การครองชีพให้เกิดขึ้น โดยไม่เห็นแก่ตัว ทุกคนทำงานหนักด้วยความขยันขันแข็ง และเสียสละ ก็ด้วยคิดตรงกันว่า เราเหนื่อยวันนี้ วันข้างหน้าเราก็จะสบาย ถนนหนทางไม่มี ไปมาติดต่อกันไม่สะดวก ก็ทำขึ้น ตัดขึ้น อยู่ใกล้ภูเขา มีหิน มีฆ้อน มีระเบิด ก็ทุบย่อยกันไป นำไปถมเป็นฐาน บดทับด้วยลูกกลิ้งที่ทำเอง นำฟืนจากไร่ที่เพิ่งเบิกป่าใหม่ มาเผายางมะตอยลาดยางถนนด้วยมือ เกิดมาไม่เคยรู้ไม่เคยทำก็ฝึกกันไปสอนแนะนำกันไป หลายวันเข้าก็กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญไปได้ ทุกอย่างทำด้วยแรงงานทั้งสิ้น แต่เช้ายันค่ำ ถนนหนทางก็เกิดขึ้นมีขึ้นได้ใช้สอยกันทั่วไร่ อย่างอื่นก็เช่นเดียวกัน ระยะแรกน้ำไม่พอใช้เพราะมีถังเก็บขนาดเล็ก เดือดร้อนกันมาก จะรองบประมาณก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้ ลงมือสร้างไปหาเงินบริจาคซื้อวัสดุ เช่น ปูนทรายไปเป็นระยะๆ ซึ่งก็ได้รับความสงสาร และเห็นใจเสมอจากเจ้าของโครงการวิจัยต่างๆ ซึ่งมักมีเงินเหลือพอจะเจียดแบ่งให้ได้ เพราะทุกคนก็ทราบอยู่ว่าไม่มีน้ำอาบหลังเลิกงานแล้ว อย่างนี้เป็นต้น 2. การทำงานในยุคนั้น ทำกันอย่างวันหยุดจริงๆ ก็มีเพียงวันอาทิตย์วันเดียวเท่านั้นในหนึ่งสัปดาห์ วันเสาร์เป็นวันทำงานปกติ ถึงกระนั้นก็ตาม ถ้ามีงานติดพันเร่งรีบจำเป็นต้องทำให้เสร็จ มิฉะนั้นจะเสียหายได้ เช่นฝนตก ก็จะทำกันถึงกลางคืน หรือในวันอาทิตย์ก็มิได้หยุดก็มีอยู่บ่อยๆ อีกประการหนึ่งที่น่าคิดก็คือ แม้ว่าจะมีหมวดงานต่างๆ อยู่หลายหมวดเช่นเดียวกับที่อื่นๆ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ขอร้องว่าอย่าแบ่งแยกกันเลย ว่านั่นคนขับรถยนต์ นี่คนขับรถแทรกเตอร์ อะไรทำนองนั้น ใครว่างจากงานประจำ หรือหมดหน้าที่แล้ว ถ้ามีน้ำใจจะช่วยเหลือก็มาช่วยกันได้ทุกงานที่ค้างอยู่ ก็ปรากฏว่าเขาเหล่านั้นเสร็จจากหน้าที่ประจำแล้ว มีเวลาเหลืออยู่ก็จะไปช่วยสมทบกันทำงานอื่นๆ เสมอโดยไม่รังเกียจ จากผลงานสำคัญทั้งสามเรื่องดังที่กล่าวมานี้ รวมทั้งงานอื่นๆ อีกหลายประการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้แก่อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ใน พ.ศ. 2529 และมีคำประกาศเกียรติคุณอันเป็นการสรุปผลงานของอาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ไว้ดังนี้ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ปัจจุบันประกอบอาชีพส่วนตัว เป็นเจ้าของสวนมะม่วงขนาดใหญ่ที่จังหวัดนครราชสีมา สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระดับปริญญาตรี และได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยฟลอริดา สาขาพืชสวน ในอดีตเคยรับราชการในตำแหน่งอาจารย์ตรี โท และเอก ที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความสามารถยิ่งในการนำวิทยาการไปปรับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเกษตรกรสมัยใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในอาชีพ และได้อำนวยประโยชน์อย่างไพศาลต่อการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ได้อุทิศตนเป็นตัวอย่างในการประกอบอาชีพแก่ทุกคนในชาติโดยได้พิสูจน์ด้วยตนเองให้เป็นประจักษ์อย่างชัดแจ้งว่าอาชีพทางพืชสวนนั้น สร้างความอยู่ดีมีสุขและความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่บุคคลและประเทศชาติได้ อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ประกอบอาชีพส่วนตัว ได้สร้างสวนมะม่วงขนาดใหญ่ขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมาด้วยความวิริยะ อุตสาหะอย่างไม่ลดละ และศึกษาค้นคว้าวิทยาการด้วยตนเองเป็นอาจิณ จึงมีผลงานทางวิชาการที่ดีเด่นเป็นอเนกประการ เช่น เป็นผู้พัฒนาการทำสวนผลไม้และเผยแพร่แก่เกษตรกรโดยสม่ำเสมอ ได้เป็นผู้นำเอาอะโวกาโด้ปลูกในประเทศเป็นคนแรก และเป็นผู้ริเริ่มตั้งกลุ่มนิสิตพืชสวน และจัดทำวารสารพืชสวน และก็ยังเป็นผู้ดำเนินการก่อตั้งศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติด้วย อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ เป็นผู้หนึ่งที่มุ่งมั่น เสริมสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม จึงมิได้หวงแหนความรู้และกรรมวิธีทางการเกษตรต่างๆ ที่ค้นพบแม้แต่น้อย แต่ได้ถือปฏิบัติที่จะเผยแพร่ออกสู่บุคลากรของทางราชการ เกษตรกร และประชาชนทั่วไปด้วยความเต็มใจอยู่เสมอ ทำให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ทั้งยังได้ให้ความช่วยเหลือและร่วมมืออย่างดียิ่งแก่ทางราชการและเอกชนในรูปแบบต่างๆ มิได้ขาดและยังเปิดให้เกษตรกรทั่วโลกมาเยี่ยมชมกิจการเป็นประจำอีกด้วย โดยเหตุที่อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีคุณธรรมอันสูงส่งเป็นที่ยกย่องนับถืออย่างสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้อุทิศตนเพื่อความอยู่ดีมีสุขของสังคมและคงความเจริญก้าวหน้าของประเทศอย่างต่อเนื่อง มีผลงานที่ดีเด่น และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงวิชาการและการศึกษาทางด้านพืชสวน สมควรได้รับการยกย่องในวงวิชาการเพื่อเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นเจริญรอยตาม สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงมีมติให้ได้รับพระราชทานปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ในสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ เพื่อเป็นเกียรติสืบไป อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561 สิริอายุได้ 96 ปี แหล่งข้อมูล อัญเชิญ ชมภูโพธิ์. สัมภาษณ์, 12 มกราคม 2544. อัญเชิญ ชมภูโพธิ์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2492.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์อักษร ศรีเปล่ง

ศาสตราจารย์อักษร ศรีเปล่ง เกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2470 จังหวัดพระนคร เป็นบุตรีของนายอุทัย นางสมบูรณ์ (อุปราคม) ผะเดิมชิต จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนดะละภัฎศึกษา พ.ศ. 2480 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนสายปัญญา ใน พ.ศ. 2486 แล้วมาเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และสอบเข้าศึกษาที่คณะทันตแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ต้องเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ 2 ปีก่อน แล้วจึงไปเรียนในคณะทันตแพทย์ เรียนได้ 1 ปี คุณแม่ขอร้องไม่ให้เรียนทางนี้ เพราะเจ็บบ่อยๆ ก็เลยย้ายกลับมาเรียนชีววิทยาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นชีววิทยารุ่นที่ 2 เมื่อเรียนจบได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงพาศาสตราจารย์อักษร ศรีเปล่ง ไปพบท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ คือ คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ และเข้ารับราชการในตำแหน่งอาจารย์ตรี ภาควิชาชีววิทยา คณะเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2496 จนเกษียณอายุราชการ เมื่อเข้ามาทำงานที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2496 เป็นอาจารย์ผู้ช่วยทางด้านชีววิทยา สาขาพฤกษศาสตร์ ร่วมกับ ดร. สุขุม อัศเวศน์ โดยมีศาสตราจารย์ ดร. พิศ ปัณยาลักษณ ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เชิญท่านมาจากกระทรวงเกษตรฯ มาเป็นผู้บรรยายวิชาพฤกษศาสตร์ ศาสตราจารย์อักษร ศรีเปล่ง สอนปฏิบัติการ (laboratory) อยู่จนถึง พ.ศ. 2500 ได้รับการคัดเลือกได้รับทุนไปเรียนต่อที่ Oregon State University ในโครงการแลกเปลี่ยนอาจารย์ ระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับ Oregon State University สหรัฐอเมริกา เมื่อจบได้ปริญญาโททางพฤกษศาสตร์ พ.ศ. 2502 ได้กลับมาสอนวิชาต่างๆ ทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ในวิชาต่างๆ ได้แก่ หลักชีววิทยา พฤกษศาสตร์ทั่วไป หลักพฤกษศาสตร์สำหรับนิสิตเตรียมแพทย์ (สอนร่วมกับอาจารย์ท่านอื่นๆ) สัณฐานวิทยาของพืชชั้นต่ำ สัณฐานวิทยาของพืชชั้นสูง พืชเศรษฐ์กิจ (ร่วมกับอาจารย์ท่านอื่นๆ) สัณฐานวิทยาและสรีรวิทยาของเมล็ดพืช อัลโกโลยี (Algology) เฟิร์น Introduction To Bakery (สำหรับนิสิตภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร คณะเกษตร ) ปัญหาพิเศษ สัมมนา (สอนเฉพาะบางภาคเนื่องจากมีการหมุนเวียนอาจารย์เข้าสอนและควบคุมวิชานี้) และวิทยานิพนธ์ ศาสตราจารย์อักษร ศรีเปล่ง ได้รับพระราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2526 ได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ พ.ศ. 2531 ผลงานวิจัยมีหลายเรื่อง เช่น เรื่องแรกได้แก่ การเก็บรักษาถั่วเหลือง วิจัยใน พ.ศ. 2504 ได้รับคำชมเชยจากท่านอธิการบดีคุณหลวงอิงคศรีกสิการ งานวิจัยต่อมา ได้แก่ ผลของอนินทรียวัตถุ และอินทรียวัตถุที่มีต่อสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินในดินนาข้าว งานวิจัยเรื่อง ต้นตาตุ่มพืชมีพิษในป่าชายเลน อิทธิพลของสาหร่ายที่มีต่อพืชผัก ความสำคัญของสาหร่ายบางชนิดในอนาคต การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับไลเคน (lichen) บนโบราณสถานศรีสัชนาลัย บทบาทของ Phytoplankton ที่มีต่อน้ำในบึงมักกะสัน ในโครงการปรับปรุงบึงมักกะสันในพระราชดำริ Euglenoid ดัชนีแสดงมลพิษของน้ำ สาหร่ายดูดซับโลหะหนักได้ การจัดชั้นคุณภาพของลุ่มน้ำในประเทศไทยโดยทางชีวภาพ และ พริก เป็นต้น งานวิจัยที่ได้รับรางวัลชมเชยได้แก่ การเสื่อมสภาพของโบราณสถานโดยทางชีวภาพ ศาสตราจารย์อักษร ศรีเปล่ง ได้ใช้เวลาศึกษา เขียนตำราและเรียบเรียงเอกสารเพื่อใช้ประกอบการสอนในวิชาที่เกี่ยวข้องให้นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจารย์โรงเรียนต่างๆ และผู้สนใจได้อ่านค้นคว้านอกเหนือจากคำบรรยาย ตำราที่เขียนมี 5 เล่ม ได้แก่ พฤกษศาสตร์ทั่วไป (ยกให้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) เฟิร์น สัณฐานวิทยาและสรีรวิทยาของเมล็ดพืช สาหร่ายตอนที่ 1 สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน และพืชมีระบบท่อลำเลียง หนังสือคู่มือปฏิบัติการเพื่อให้นิสิตใช้ศึกษา และประกอบการเรียนในชั้นเรียน ได้แก่ ปฏิบัติการพฤกษศาสตร์ โดยมีคณาจารย์ในภาควิชาพฤกษศาสตร์ร่วมเขียนด้วย ปฏิบัติการสัณฐานวิทยาและสรีรวิทยาของเมล็ดพืช ปฏิบัติการสัณฐานวิทยาของพืชมีระบบท่อลำเลียง เอกสารเรียบเรียง ได้แก่ ไลโคโปเดียม (ycopodium) ซีแลกจิเนลลา (Selaginella) กาแฟ โกโก้ พืชเส้นใย พืชมีพิษและมีประโยชน์ Charophyceae สีแต่งอาหาร แป๊ะก๊วย (Ginkgo biloba) คำบรรยายเรื่อง จาก จอก จาว ถั่ว และทับทิม ให้สารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตสถาน เอกสารที่เรียบเรียงขึ้นโดยอาศัยข้อมูลที่ได้มาจากการวิจัยเช่น Extract ของ Chlorella สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของ Staphyllococus aureus การหาสูตรที่เหมาะสมในการเลี้ยงสาหร่าย Spirulina กระบวนการเลี้ยงสาหร่ายในห้องและนอกห้องปฏิบัติการ ลิเภา ชนิดและปริมาณของสาหร่ายในบ่อน้ำทิ้ง และการวิเคราะห์โปรตีนของสาหร่ายในบ่อน้ำทิ้ง โรงงานซีอิ๊ว อำเภอดำเนินสะดวก เมื่อเริ่มทำงานก็มีความตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด ทำการสอนให้ดีที่สุด พยายามทำประโยชน์ให้มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพื่อตอบแทนบุญคุณที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้โอกาสไปเพิ่มพูนความรู้ในต่างประเทศ ในการสอนได้นำเอาผลงานวิจัยและงานค้นคว้า รวมทั้งข่าวสารต่างๆ มาสอดแทรกแนะนำนักเรียน แนะนำข้อดี ข้อเสีย เพื่อเป็นแนวคิดเมื่อมีเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนต่อสังคม ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เข้ารับราชการ จนถึงเกษียณอายุราชการ ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ในอดีตกับปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงมาก มีความประทับใจหลายอย่าง อาทิ ในระยะที่คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจเป็นอธิการบดี ท่านปกครองพวกอาจารย์เหมือนลูกหลาน ทำงานด้วยกันเหมือนพี่น้อง คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจได้เพิ่มศักยภาพให้แก่บุคลากรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยมีโครงการทำสัญญาแลกเปลี่ยนอาจารย์ระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับ Oregon State University ประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับงานวันเกษตรในอดีตก็สนุกมาก ไม่มีที่ไหนเหมือน เรามีไข่ไก่สดๆ นมสดดี นกเกษตร และไก่อบฟาง ชาวกรุงมาลุยร่องผัก ซื้อผักสดๆ เป็นงานวันเกษตรจริงๆ ในอดีตเรามีสัญลักษณ์ที่มหาวิทยาลัยอื่นไม่มี นั่นคือ ทั้งอาจารย์และนิสิตใช้จักรยานกันในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้เห็นอีกแล้ว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในสมัยก่อน เมื่อเริ่มเข้ามาทำงาน มีตึกอยู่ 2 ตึก และเรือนไม้ 1 หลัง ตึกหนึ่งคือ ตึกที่เป็นที่ทำงานของบรรดาอาจารย์ และเป็นห้องปฏิบัติการ ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นสหกรณ์ หลังตึกนี้ เป็นเรือนไม้ชั้นเดียวขนาดใหญ่ ใช้เป็นห้องบรรยาย เรือนไม้นี้ ต่อมาไฟไหม้ อีกตึกหนึ่งเป็นตึกที่อยู่ข้างๆ ตึกพืชพรรณ ใช้สอนวิชาภาษาอังกฤษ ต่อมาเปลี่ยนแปลงเป็นตึกชีววิทยา และเปลี่ยนเป็นที่ทำงานของกรมวิชาการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปัจจุบัน ความประทับใจสูงสุดจนหาที่เปรียบมิได้ ก็คือ เมื่อครั้งแรกที่เข้ารับงานเป็นประธานกรรมการฝ่ายปริญญาบัตร เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องนั่งพับเพียบอยู่ใกล้พระเก้าอี้ที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันพระราชทานปริญญาบัตร เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น คือ เมื่อนิสิตที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจนสุดท้ายเหลืออยู่ 2 คน แต่ปริญญาบัตรมีเหลืออยู่ฉบับเดียวเท่านั้น อาจารย์เล่าว่า อาจารย์กำลังตกใจอยู่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหันมารับสั่งเบาๆ ว่า ดัมมี่ เอาดัมมี่มา อาจารย์เล่าว่าเหมือนฟ้ามาโปรด ช่วยแก้สถานการณ์ไว้ รู้สึกประทับใจในความเมตตาที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาสอนให้ ตั้งแต่เริ่มทำงานมา ภูมิใจในผลงานทุกเรื่อง เช่น ตำราพฤกษศาสตร์ทั่วไป เป็นหนังสือพฤกษศาสตร์ภาษาไทยเล่มแรกของโครงการตำราของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้ยกให้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ สัณฐานวิทยาของพืชมีระบบท่อลำเลียง เฟิร์น และพืชมีพิษ เป็นหนังสือภาษาไทยเล่มแรกของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย ศาสตราจารย์อักษร ศรีเปล่ง เล่าว่า รู้สึกภูมิใจมากที่ได้รับเกียรติเป็น ครูวิทยาศาสตร์ดีเด่น ในปี 2531 เป็นบุคลากรที่มีผลงานดีเด่นทางวิชาการของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2541 และได้รับการยกย่องจากต่างประเทศให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสาหร่ายวิทยา (Algogogist) มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้เชิญให้ ศาสตราจารย์อักษร ศรีเปล่ง ไปทำหลักสูตรคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเชิญให้ไปเป็นหัวหน้าภาควิชาชีววิทยาด้วย แต่ ศาสตราจารย์อักษร ศรีเปล่ง ปฏิเสธ เพื่ออุทิศเวลาในการทำงานให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นการตอบแทนคุณที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ส่งเสริมให้ความรู้ และตำแหน่งการงาน ความภาคภูมิใจของศาสตราจารย์อักษร ศรีเปล่ง อีกอย่างหนึ่งคือ การที่ได้รับมอบหมายให้ทำโครงการวิจัย ปรับปรุงบึงมักกะสันในโครงการพระราชดำริ ร่วมกับอาจารย์ท่านอื่นๆ ในนามของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเฉพาะในโครงการย่อยเรื่อง บทบาทของ Phytoplankton ที่มีต่อน้ำในบึงมักกะสัน ในช่วงระยะที่เป็นประธานสาขาชีววิทยา สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดสัมมนาชีววิทยา 4 ครั้ง ครั้งหนึ่งจัดที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน และที่วิทยาเขตกำแพงแสน อีก 2 ครั้ง เป็นการประชุมวิชาการนานาชาติเรื่อง ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย (Biodiversity in Thailand) โดยมีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและพลังงาน และองค์การยูเสด (USAID) ร่วมด้วย และอีกเรื่องหนึ่งคือ ผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาเขตร้อนเมื่อโลกเปลี่ยนแปลง (Global Change) Effect on Tropical Forests, Agricultural Urban and Industrial Ecosystem โดยมีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กรมป่าไม้ และกระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและพลังงาน ร่วมด้วย ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก USAID และ ITTO ปัจจุบันมีอาจารย์มากขึ้น มีตึกต่างๆ มาก จนไม่มีที่ว่าง มีคณะต่างๆ เพิ่มขึ้น มีวิชาการใหม่ๆ ภาควิชาชีววิทยาได้แบ่งออกเป็นภาควิชาพฤกษศาสตร์ สัตววิทยา จุลชีววิทยา พันธุศาสตร์ และรังสีวิทยา เป็นต้น มีการเปิดสอนปริญญาโท และปริญญาเอกแล้ว มีคนรู้จักมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มากขึ้น นิยมมากขึ้น จะเห็นได้จากการที่มีนักเรียนสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาก หลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว ศาสตราจารย์อักษร ศรีเปล่ง ก็ทำงานด้านโอลิมปิกวิชาการ ในสาขาชีววิทยาโอลิมปิก (Biological Olympiad) ตั้งแต่ พ.ศ. 2532 จนถึงปัจจุบัน เป็นโครงการที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท) กระทรวงศึกษาธิการจัดส่งผู้แทนประเทศไทยเข้าแข่งขันคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์โอลิมปิก ซึ่งมีชีววิทยาโอลิมปิกเป็นสาขาหนึ่งของโครงการนี้ ประเทศไทยไดัรับเชิญให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันชีววิทยาโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 6 พ.ศ. 2538 ในประเทศไทย จากการแข่งขันในครั้งนั้น เราได้ 3 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน เป็นความภาคภูมิใจเป็นอย่างมากของประเทศ และผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ ความประทับใจต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน ศาสตราจารย์อักษร ศรีเปล่ง เล่าว่าดีใจและปลื้มใจที่โชคดีได้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยไม่ทอดทิ้งผู้อาวุโส เพราะอดีตอธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร. ธีระ สูตะบุตร ได้ตั้งคณะกรรมการชมรม มก. อาวุโสขึ้นมาให้คนที่เกษียณอายุราชการแล้วได้มีโอกาสมาพบกัน ได้มีโอกาสเรียนคอมพิวเตอร์ และตรวจสุขภาพ ฯลฯ ส่วนกรรมการชมรม มก. อาวุโส ก็เสนอแนะต่อมหาวิทยาลัยหลายเรื่อง เช่น การสร้างอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 เนื่องจากพระองค์ท่านเคยเสด็จมาพบประชาชนบริเวณทุ่งบางเขน ซึ่งขณะนั้นพื้นที่เป็นท้องนาเป็นส่วนใหญ่ พระองค์ท่านทรงโปรยข้าวลงในพื้นนานั้นด้วย เหตุการณ์นี้ควรจัดเป็นประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง ชมรม มก. อาวุโส ได้เสนอให้คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประกาศเกียรติคุณของ 3 บูรพาจารย์ ซึ่งมี คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ คุณหลวงอิงคสุวรรณ และพระช่วงเกษตรศิลปการ ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ทุกปี ก่อนที่จะวางพวงมาลาเพื่อให้อาจารย์และนิสิตรุ่นหลังๆ ได้ทราบถึงกำเนิดของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ และระลึกถึงพระคุณของ 3 บูรพาจารย์ด้วย นอกจากนี้ ยังเสนอให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ดำเนินการสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย กำจัดน้ำเสียที่โรงนมและสโมสรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปรับปรุงสวน 100 ปี สุวรรณวาจกกสิกิจ เป็นต้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เคยมีชื่อเสียงมากในด้านดนตรีวงเคยูแบนด์ เมื่อเวลาปิดเทอมต้องตระเวนไปตามจังหวัดต่างๆ ศาสตราจารย์อักษร ศรีเปล่งก็ต้องไปด้วย เพราะนิสิตหญิงเป็นนักร้อง 2 คน ต่อมาเรามีวงดาวกระจุยเพิ่มขึ้นอีก วงดนตรีไทยซึ่งมี ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าวง ก็มีชื่อเสียงมากเช่นเดียวกัน ศาสตราจารย์อักษร ศรีเปล่ง ได้รับเชิญเป็นกรรมการบัญญัติศัพท์พฤกษศาสตร์ของราชบัณฑิตยสถานเป็นผู้ทรงคุณวุฒิตรวจเอกสารที่มหาวิทยาลัยและสถาบันราชภัฏต่างๆ ส่งมาให้พิจารณาเพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ นอกจากนี้ ได้เขียนเอกสารทางวิชาการให้สาขาชีววิทยา สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และชีววิทยาโอลิมปิก เอกสารเหล่านั้น ได้แก่ วิวัฒนาการของพืช เนื้อเยื่อพืช โครงสร้างภายในของพืช และสาหร่ายตอนที่ 2 สาหร่ายสีเขียว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของสถาบัน อาจารย์จากโรงเรียนต่างๆ และนักเรียนชีววิทยาโอลิมปิกได้ใช้ค้นคว้าและเป็นประโยชน์ ศาสตราจารย์อักษร ศรีเปล่ง ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดคือ ประถมาภรณ์ช้างเผือก ชีวิตครอบครัว ศาสตราจารย์อักษร ศรีเปล่ง แต่งงานกับนายแพทย์บำรุง ศรีเปล่ง เมื่อ พ.ศ. 2500 มีบุตร 2 คนคือ นายพีรบูลย์ ศรีเปล่ง และนายพูลพัฒน์ ศรีเปล่ง ทั้งสามีและลูกเป็นที่ปรึกษาที่ดีเมื่อมีปัญหา ช่วยส่งเสริมในการทำงาน ซึ่งวิชาที่สอนต้องพานักเรียนไป Trip เช่น เทอมต้นต้องพานักเรียนไปศึกษาพืชในป่า เทอมปลายไปศึกษาสาหร่ายทะเล ในการทำงานวิจัยก็ต้องไปเก็บตัวอย่างตามต่างจังหวัดเสมอ ทั้งนี้ก็ต้องดูแลครอบครัวไม่ให้บกพร่องด้วย เนื่องจากได้ตั้งใจไว้ เมื่อทำงานรับราชการเป็นอาจารย์ก็จะต้องทำให้ดี เมื่อมีครอบครัวก็ต้องดูแลครอบครัวให้ดี ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยของเราจะต้องออกนอกระบบ อาจารย์ได้ฝากข้อคิดไว้ว่าอยากให้อาจารย์ในปัจจุบันทำวิจัยให้มากขึ้น เพื่อประโยชน์ของมหาวิทยาลัยของเรา จะได้มีการสอนที่ดี และจะได้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นต่อไป ศาสตราจารย์อักษร ศรีเปล่ง ถึงแก่กรรมเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2555 สิริอายุได้ 85 ปี แหล่งข้อมูล อักษร ศรีเปล่ง. สัมภาษณ์, 2 กันยายน 2544. อักษร ศรีเปล่ง. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตร, 2496.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ว่าที่ร้อยตรี อวบ เหมะรัชตะ

ว่าที่ร้อยตรี อวบ เหมะรัชตะ เกิดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2470 ที่ตำบลคลองกระแซง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เป็นบุตรของพันตรี หลวงพลฤทธิ์ประจักษ์ และนางพลฤทธิ์ประจักษ์ (นางหอมหวล เหมะรัชตะ นามสกุลเดิม สรวงสมบูรณ์) จบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนสีมาวิทยาลัย จังหวัดนครราชสีมา (พ.ศ. 2479) เข้าศึกษาต่อมัธยมต้นและมัธยมปลายที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ (ปากคลองตลาด) เมื่อ พ.ศ. 2485 จบชั้นเตรียมอุดมศึกษาที่โรงเรียนเตรียมอุดม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน พ.ศ. 2489 หลังจากจบเตรียมอุดมศึกษาแล้ว เข้าศึกษาต่อสาขาเตรียมแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้เวลาเรียนเตรียมแพทยศาสตร์อยู่ 3 ปี (พ.ศ. 2490-2493) ว่าที่ร้อยตรี อวบ เหมะรัชตะจึงได้ตระหนักว่าไม่เหมาะสมกับตน เพราะมีความชอบทางดนตรีและการเกษตร จึงได้ตัดสินใจลาออกและสมัครเข้าเรียนในคณะกสิกรรมและสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU. 11) ด้วยรักในอาชีพเกษตรและต้องการมาอยู่กับอาจารย์ที่รักการดนตรี เช่น ศาสตราจารย์ระพี สาคริก และรองอธิการบดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ได้รับปริญญากสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิตใน พ.ศ. 2499 ต่อมาได้มีโอกาสไปศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์ดนตรีตะวันตก ว่าด้วยการเรียบเรียงเสียงประสานและเทคนิคการสอนดนตรีแบบต่างๆ ที่ประเทศออสเตรเลีย หลังจากจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2499 แล้ว ว่าที่ร้อยตรี อวบ เหมะรัชตะ ได้เข้ารับราชการที่วิทยาลัยการศึกษาประสานมิตร กรมการฝึกหัดครู กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่ พ.ศ. 2499-2514 ใน พ.ศ. 2515 ได้โอนไปรับราชการที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำหน้าที่สอนวิชาช่างเกษตร และวิชาดนตรีพื้นฐานได้เพียง 4 ปี ได้โอนย้ายไปที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ในฐานะกรรมการจัดทำโครงการและดำเนินการจัดตั้งคณะทรัพยากรธรรมชาติ (พ.ศ. 2518-2520) ต่อมาได้โอนมาสังกัดวิทยาลัยเกษตรกรรมเจ้าคุณทหาร กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อทำโครงการก่อตั้งคณะเทคโนโลยีการเกษตร ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการคนสุดท้ายของวิทยาลัยเกษตรกรรมเจ้าคุณทหาร และเป็นคณบดีคนแรกของคณะเทคโนโลยีการเกษตร (พ.ศ. 2520-2522) ใน พ.ศ. 2522 ย้ายไปสังกัดคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบังสงขลา และเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2530 ในด้านครอบครัว ว่าที่ร้อยตรี อวบ เหมะรัชตะ ได้สมรสกับนางสาวขวัญใจ ไชยอัมพร เมื่อ พ.ศ. 2488 มีบุตรธิดา 2 คน คือ นางสาวอรขวัญ เหมะรัชตะ และนายพีร์ เหมะรัชตะ ว่าที่ร้อยตรี อวบ เหมะรัชตะ หรือ ครูอวบ ของชาวเกษตร หลังจากลาออกจากเตรียมแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์แล้ว มาเรียนที่คณะกสิกรรมและสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อต้นปีการศึกษา 2494 พร้อมกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดียวกันที่เคยเรียนเตรียมอุดมศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รุ่น 6 และเรียนเตรียมแพทยศาสตร์ด้วยกัน และไม่จบทั้งคู่ เพื่อนคนดังกล่าวคือ ศาสตราจารย์ ดร. สุรพล สงวนศรี ทั้งคู่เข้ามาเป็นนิสิตเกษตรรุ่น 11 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครูอวบ ได้หอบหิ้วไวโอลินเก่าๆ มาด้วยตัวหนึ่งพร้อมประสบการณ์ทางด้านดนตรีสากล ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ โดยได้ทำหน้าที่เป่าทรัมเป็ตเคารพธงชาติทุกเช้า จนกลายเป็นนักเป่าทรัมเป็ตมืออาชีพไปโดยปริยาย ส่วนเพื่อนคู่หู (ศาสตราจารย์ ดร. สุรพล สงวนศรี) มีกีต้าเก่าๆ มาด้วยตัวหนึ่งพร้อมด้วยประสบการณ์ล้นแก้วจากวงดนตรีบ้านนอก และ ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งนี้ ในขณะนั้นคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจเป็นอธิการบดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริเป็นรองอธิการบดี ท่านทรงเล่าว่า …ในเกษตรมีผู้สนใจในการดนตรีอยู่หลายคนและครุ่นคิดที่จะตั้งวงดนตรีสากลขึ้น แต่ในขณะนั้นยังไม่มีผู้ใดเล่นเครื่องเป่าได้เลย มีศาสตราจารย์ระพี สาคริก เก่งทางไวโอลิน จึงเริ่มได้ในลักษณะสตริงแบนด์และเรียกกันเล่นๆ ว่า วงดนตรีกระป๋อง โดยไปแสดงในงานปาร์ตี้เกษตรของพระช่วงเกษตรศิลปการ ที่สถานีกสิกรรมบางกอกน้อย… ท่านทรงเล่าต่อไปว่า … ในปีการศึกษาถัดมา นายอวบ นิสิตจุฬาฯ เดินผ่านผมในเขตมหาวิทยาลัยเกษตรฯ ผมถามว่า มาทำไม? นายอวบตอบว่า จะมาร่วมตั้งวงดนตรีที่เกษตร และสนใจวิชาเกษตรด้วย แต่ที่สำคัญเขาจะได้มาอยู่กับอาจารย์ที่รักการดนตรีจริงๆ และทำอะไรจริงๆ เช่น ศาสตราจารย์ระพี สาคริก และมีรองอธิการบดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริที่เอาจริงเอาจัง… พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ได้ทรงเล่าต่อไปว่า …ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า ดนตรีเป็นเรื่องชักนำให้อาจารย์อวบ ย้ายสถาบันการศึกษา เปลี่ยนแนวเป็น นักเกษตรมาตลอดชีวิต… ส่วนดนตรีสากลก็ได้เริ่มขึ้นอย่างแข็งขัน โดยศาสตราจารย์ระพี สาคริก อาจารย์อวบ เหมะรัชตะ และผู้สมัครรุ่นน้องๆ ตามมาเป็นแถว จากบทความที่ศาสตราจารย์ ดร. สุรพล สงวนศรี ได้เขียนไว้ในหนังสือ 72 ปี ครูอวบ คือ ...นอกจากครูอวบ และ ศาสตราจารย์ ดร. สุรพล สงวนศรี แล้ว ยังมีอาจารย์พลทิพ โกมารกุล ณ นคร ซึ่งหิ้วกีต้าฮาวายมาร่วมวงด้วย อีกทั้งนักร้องชาย-หญิง (ในขณะนั้นทั้งมหาวิทยาลัยมีนิสิตหญิงอยู่เพียง 4 คน) ร่วมกันซ้อมอย่างจริงจังเพื่อไปบรรเลงในชั่วโมงกิจกรรมขององค์การนิสิตซึ่งกำหนดไว้ก่อนเที่ยงวันศุกร์ทุกสัปดาห์ หลังจากวงดนตรีกระป๋อง บรรเลงได้ไม่กี่ครั้ง ศาสตราจารย์ระพี สาคริก ได้มาร่วมวงด้วย จนกระทั่งใกล้จะถึงวันงานแจกประกาศนียบัตรแก่เกษตรกรที่ชนะเลิศการแข่งขันไก่ไข่ดกประจำ พ.ศ. 2494 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ รองอธิการบดี ทรงรวบรวมนิสิต อาจารย์ และข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป็นวงดนตรีสากลสมบูรณ์แบบขึ้น มีนิสิตหลายคนที่เคยเล่นเครื่องเป่ามาก่อน แต่ไม่มีเครื่องดนตรี ครูอวบจึงเป็นภาระไปเช่าเครื่องดนตรีมาจากเวิ้งนครเขษม ตลอดจนเป็นธุระฝึกซ้อม จนกระทั่งถึงวันงานแจกประกาศนียบัตรไก่ไข่ดก คือวันเสาร์ที่ 8 กันยายน 2494 ซึ่งเป็นวันที่นิสิต อาจารย์ และข้าราชการรวมตัวกันเป็นวงใหญ่แสดงในงานสำคัญนี้เป็นครั้งแรก และประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง จึงได้ถือเอาวันที่ 8 กันยายน 2494 เป็นวันก่อตั้งเคยูแบนด์ หลังจากนั้นวงดนตรีกระป๋องได้รับความนิยมมาก โด่งดังเป็นพลุ และได้ออกแสดงในงานใหญ่อีกหลายครั้ง ซึ่งแต่ละงานครูอวบต้องไปเช่าเครื่องดนตรีตั้งแต่เริ่มฝึกซ้อมจนถึงวันแสดง ต่อมาครูอวบจึงไปปรึกษาองค์การนิสิตขอนำวงดนตรีตระเวนไปแสดงทางภาคเหนือ เพื่อหารายได้ซื้อเครื่องดนตรี และก่อนที่จะเดินทางไปตระเวนภาคเหนือเพื่อหารายได้ซื้อเครื่องดนตรี จำเป็นต้องช่วยกันคิดหาชื่อที่เหมาะสมสำหรับวงดนตรีของเรา แล้วนำเสนอทางองค์การนิสิตหลายชื่อ เข้าใจว่าครูอวบเป็นคนคิดชื่อ เคยูแบนด์ แม้ว่าตอนแรกๆ รุ่นพี่ไม่ค่อยพอใจ เห็นว่าเป็นชื่อฝรั่ง แต่ในที่สุดก็ตกลงให้ใช้ชื่อเคยูแบนด์ตั้งแต่บัดนั้นมา วงดนตรีนี้ช่วยสร้างชื่อเสียงให้ชาวเกษตรอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในสมัยนั้นมีวงดนตรีของมหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่แห่ง ศาสตราจารย์ ดร. สุรพล สงวนศรี เล่าว่า… เคยูแบนด์มีรายการวิทยุประจำอยู่หลายสถานี และรับงานต่างๆ มากมาย ลุยกันตั้งแต่งานสนามหลวง งานบรรเลงหน้าโรงหนัง งานโกนจุกบวชนาค งานแต่งงาน จนถึงงานในพระราชฐาน จนกระทั่งเข้าประกวดดนตรีสากลในงานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2497 แล้วได้ถ้วยรางวัลชนะเลิศ ศาสตราจารย์ ดร. สุรพล สงวนศรี ยังได้เขียนไว้อีกว่า …อวบเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทุกอย่างของเคยูแบนด์ อวบเสียสละทุกอย่างทั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ อวบไม่เคยขาดซ้อม ไม่เคยขาดงานแม้แต่งานเดียว เครื่องดนตรีทุกชิ้นได้มาเพราะอวบ โน้ตเพลงทุกชิ้นอวบเป็นคนแยกและทำสกอร์ทั้งหมด อวบเป็นทั้งหัวหน้าวง และคนแบกเครื่อง อวบทุ่มเททุกย่างให้กับเคยูแบนด์ เมื่ออวบจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อนๆ จึงล้อเลียนว่า อวบจบวิชาเกษตรดนตรีกสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิต เพราะมีชั่วโมงเล่นดนตรีมากกว่าชั่วโมงเรียน อาจารย์พลทิพ โกมารกุล ณ นคร ผู้ร่วมก่อตั้งเคยูแบนด์อีกท่านหนึ่งได้เขียนเล่าไว้ในหนังสือ 72 ปี ครูอวบ เหมะรัชตะ อย่างน่าภาคภูมิใจให้ครูอวบ คือ …ตั้งแต่ พ.ศ. 2494 เป็นต้นมา ใครๆ ในบางเขนที่ไม่รู้จักครูอวบเห็นจะไม่มี ครูอวบเป็นหัวแรงสำคัญในการก่อตั้งเคยูแบนด์ ในสมัยเริ่มแรกครูอวบไม่ได้เป็นนักเป่าทรัมเป็ต ครูอวบแสดงฉากแรกให้แก่เคยูแบนด์ด้วยการสีไวโอลินสลับกับการตีคอร์ดสแปนนิชกีต้าร์ ตอนนั้นเคยูแบนด์ไม่ได้เป็นออเคสตร้าเหมือนเดี๋ยวนี้ แต่มีลักษณะเป็นสตริงแบนด์มากกว่า บทบาทของครูอวบที่แสดงสลับฉากกับการแสดงฉากแรกคือ การทำหน้าที่เป็นผู้จัดการวง ครูอวบต้องนั่งอดตาหลับขับตานอนเขียนโน้ตเพลง แยกเสียงเพลง และฝึกสอนลูกศิษย์ที่มีทั้งนักดนตรี และนักร้อง ซึ่งเป็นที่มาของคำเรียกขานว่า ครูอวบ บางคราวเมื่อนิสิตนักดนตรีและนักร้องจะต้องไปบรรเลงในรายการวิทยุกระจายเสียงหรืองานสำคัญๆ ในเวลากลางวัน ครูอวบมีหน้าที่ต้องขอยกเว้นชั่วโมงเรียนจากอาจารย์ประจำวิชาให้แก่นักร้อง นักดนตรี ถ้าเป็นนิสิตหญิง ครูอวบจะต้องขอตัวออกจากหอหญิง และส่งกลับหอหญิงด้วยทุกครั้ง นอกจากนั้นนักดนตรียังอยู่กันกระจัดกระจายหลายแห่ง เช่น ปากเกร็ด ธัญบุรี ครูอวบมีหน้าที่ทั้งรับและส่ง ถ้าดนตรีเลิก 2 ยาม กว่าจะส่งนักร้อง นักดนตรีเสร็จ เวลาตีสอง ตีสาม ครูอวบจึงจะได้พักผ่อน ด้วยภาระที่จะต้องรับ-ส่งนักดนตรี และนักร้อง ครูอวบจึงต้องลงทุนซื้อรถยนต์ไว้ใช้รับส่ง และใช้ในงานแบนด์คันหนึ่งด้วยเงินส่วนตัว รถสโกด้าคูเป้ของครูอวบถูกเจ๊กลากไป ไทยลากมาอย่างชนิดที่ถ้าเป็นม้าก็คงต้องตาย เพราะไม่มีเวลากินหญ้า มีคนขับหลายคน แต่คนออกสตางค์เติมน้ำมันและค่าซ่อมคือครูอวบแต่เพียงผู้เดียว จนกระทั่งรถสโกด้าคูเป้หมดอายุไป ครูอวบก็ต้องเข็นรถฟอร์ดใหม่เอี่ยมจากอู่มาอีกหนึ่งคัน เพื่อมารองมือรองเท้าชาวเคยูแบนด์ต่อไป เครื่องดนตรีที่ครูอวบถนัดที่สุดคือทรัมเป็ต รองลงไปคือไวโอลิน และยังสามารถเล่นเครื่องดนตรีอื่นๆ ได้อีกหลายอย่าง อาจารย์พลทิพ โกมากุล ณ นคร เขียนเล่าไว้ว่า …แฮรี่เจมส์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังทางเป่าทรัมเป็ต แต่สู้ครูอวบไม่ได้ เพราะแฮรี่เจมส์ได้แต่เป่าเพลงรักๆ หวานๆ ให้คนเต้นรำและร้องเพลงเท่านั้น แต่ไม่สามารถเป่าเพลงเชิดให้คนต่อยกันได้ หรือเป่าแทนพิณพาทให้ลิเกเล่นได้ เสียงแตรที่เคยสะกดบางเขนให้เงียบสงัด และบางคนถึงกับร้องให้ ก็เป็นฝีปากของครูอวบที่ยืนเป่าแตรนอนกลางสนามรักบี้ ท่ามกลางการยืนไว้อาลัยของลูกสีเขียว เพื่อส่งดวงวิญญาณของชาวเกษตรที่จากไปสู่สรวงสวรรค์ นอกจากครูอวบจะเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถและมีความเชี่ยวชาญในการดนตรีอย่างหาตัวจับยากแล้ว ที่สำคัญยิ่งคือ ครูอวบเป็นผู้อุทิศเวลาและความรักให้แก่การดนตรีอย่างหมดหัวใจ กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า ตั้งแต่ครูอวบได้เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมกับเคยูแบนด์ ครูอวบเป็นสมาชิกเคยูแบนด์เพียงคนเดียวที่ได้ติดตามเรื่องราวของเคยูแบนด์อย่างต่อเนื่องตลอดมา ครูอวบเคยมาควบคุมการซ้อมให้วงอย่างไร ก็มาอย่างสม่ำเสมอ เคยมาสอนอย่างไร ก็ไม่เคยเหลวไหล ไม่ว่าใครจะเชิญหรือไม่ ครูอวบจะต้องมากำกับรายการให้อยู่เสมอ ครูอวบไม่เคยนึกถึงค่าสอนหรือค่าน้ำมันรถยนต์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะจ่ายทดแทนให้ มีคนเบิกให้ก็รับ แต่ถ้ายุคไหน สมัยไหน ไม่มีคนเบิกให้ ครูอวบก็ไม่เรียกร้อง คงมาสอนมาคุมซ้อมเป็นปกติตามเดิม อาจารย์พลทิพ โกมารกุล ณ นคร เขียนไว้ว่า …ถ้าการดนตรีเหมือนกีฬาโอลิมปิค ครูอวบก็ต้องได้เป็นนักดนตรีโอลิมปิคด้วยคนหนึ่ง เพราะการเล่นดนตรีของครูอวบ เป็นการเล่นจากใจรัก สมัครเล่น มิได้เล่นเพื่อหวังสินจ้างรางวัลตอบแทนแต่อย่างใด ด้วยความรู้ ความสามารถทางด้านการดนตรีของว่าที่ร้อยตรีอวบ เหมะรัชตะ ตลอดจนผลงานทางด้านดนตรีสากล เป็นที่ยอมรับนับถือจากวงการดนตรีอย่างกว้างขวาง ที่สำคัญยิ่งคือ คุณูปการในด้านดนตรีสากลที่ ว่าที่ร้อยตรีอวบ เหมะรัชตะ ให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แก่สังคม และประเทศชาติ อีกทั้งเป็นกำลังสำคัญในการก่อตั้งวงดนตรีเคยูแบนด์ จากวงดนตรีกระป๋อง ใน พ.ศ. 2494 จนกลายเป็นวงขนาดใหญ่ และได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดดนตรีสากลในงานฉลองรัฐธรรมนูญ ใน พ.ศ. 2497 จนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นพลุ ทำชื่อเสียงให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 50 ปี ได้จัดคอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 50 ปี จวบฟ้าดิน 50 ปี เคยูแบนด์ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2544 ที่ผ่านมานี้เอง รางวัลชีวิตที่ ว่าที่ร้อยตรีอวบ เหมะรัชตะ หรือครูอวบของชาวเกษตรภาคภูมิใจที่สุดคือ อาคารอวบ เหมะรัชตะ บ้านหลังใหม่ของวงดนตรีเคยูแบนด์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยอธิการบดี ศาสตราจารย์ ธีระ สูตะบุตร มอบให้แก่ชาวเคยูแบนด์ เมื่อ พ.ศ. 2544 ใช้เป็นที่คุ้มแดดคุ้มฝนและฝึกซ้อมดนตรีเป็นการถาวรสืบไป และเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของครูอวบ เหนือสิ่งอื่นใดคือ สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในคราวประชุมครั้งที่ 5/2545 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 มีมติเป็นเอกฉันท์เสนอให้ ว่าที่ร้อยตรีอวบ เหมะรัชตะ ได้รับปริญญาศิลปดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาดนตรี นำความภาคภูมิใจให้ครอบครัวเหมะรัชตะ และลูกศิษย์ของว่าที่ร้อยตรีอวบ เหมะรัชตะ เป็นอย่างยิ่ง ว่าที่ร้อยตรี อวบ เหมะรัชตะ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2561 สิริอายุได้ 89 ปี แหล่งข้อมูล อวบ เหมะรัชตะ. สัมภาษณ์, 19 สิงหาคม 2545. งานคอนเสิร์ต 72 ปี ครูอวบ เหมะรัชตะ. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2542.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี

รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี เกิดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2471 เป็นบุตรของนายรัชฏ์ และนางวาศ บุญนิธี จบประถมที่โรงเรียนวิโรจน์วิทยา (พ.ศ. 2478) ชั้นมัธยมปีที่ 6 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย (พ.ศ. 2485) โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (พ.ศ. 2490) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะกสิกรรมและสัตวบาล จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2497 รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี เกิดที่จังหวัดสุโขทัย แต่ไปเติบโตที่จังหวัดนครราชสีมา จบชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลได้ยุบชั้นมัธยม 7 และมัธยม 8 แล้วตั้งเป็นโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยขึ้นแทน เช่น โรงเรียนเตรียมจุฬาฯ ได้เปิดการสอนในต่างจังหวัดหลายแห่ง รวมทั้งที่จังหวัดนครราชสีมา รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีจึงมีโอกาสเข้าเรียนด้วย แต่เรียนได้ไม่ถึงปี เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามรบกันหนัก โดนโจมตีทางอากาศมากขึ้น โรงเรียนต้องปิด เมื่อสงครามเลิกโรงเรียนเตรียมฯ เปิดเฉพาะในกรุงเทพฯ จึงต้องตามเข้ามาเรียน โดยไปอาศัยอยู่ที่วัด เมื่อจบเตรียมอุดมศึกษาแล้ว ไปสอบเข้าเรียนต่อคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนได้ 1 ปี มีเพื่อนสองสามคนที่จบจากเตรียมเกษตรแม่โจ้มาพักอยู่ที่วัด บอกว่าจะไปสมัครเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จึงพากันไปสมัครสอบ และสอบเข้าได้สมใจ ในคณะกสิกรรมและสัตวบาล เมื่อเข้ามาอยู่ในมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ก็พบบรรยากาศที่เรียนด้วยความสุข สบายใจ แม้ว่าความเป็นอยู่ยังเป็นสภาพชนบท แต่การเรียนไม่ก่อให้เกิดความเครียดจึงชอบ และมีความผูกพันมาก เมื่อเป็นนิสิตมีโอกาสเป็นนิสิตฝึกงาน (trainee) จึงได้ฝึกปฏิบัติมาก เข้าฝึกงานการปลูกผักของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ เป็นอาจารย์ผู้ดูแล ฝึกงานสวนผักประมาณปีเศษ ย้ายไปฝึกงานด้านสวนผลไม้กับอาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ในช่วงนั้น ศาสตราจารย์หลวงสมานวนกิจ เป็นคณบดี ท่านสนใจและดำเนินการเลี้ยงผึ้งพันธุ์ เลี้ยงกบ เลี้ยงนกพิราบ เลี้ยงไส้เดือน ซึ่งยังไม่มีใครทำมาก่อน จึงได้มอบให้รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีเป็นผู้ดูแลเพิ่มเติมจากงานขยายพันธุ์ไม้ผล และไม้ประดับ การปฏิบัติมากประสบการณ์ดังกล่าวนี้มีคุณค่ามากต่อรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี ได้พึ่งพาตนเองให้มีรายได้ ช่วยไม่ให้ขาดแคลนด้านทุนทรัพย์ขณะเรียน เมื่อจบปริญญาตรีได้เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ในคณะกสิกรรมและสัตวบาล ประมาณ 1 ปี ศาสตราจารย์หลวงสมานวนกิจ ได้อนุมัติให้ไปฝึกงานในฟาร์มเลี้ยงผึ้ง ที่มลรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 1 ปี เป็นการเรียนรู้การปฏิบัติงานกับเจ้าของฟาร์ม พ.ศ. 2501 ได้ไปศึกษาระดับปริญญาโททางพฤกษศาสตร์ สาขาสรีรวิทยาที่ Oregon State University สหรัฐอเมริกา โดยทุนรัฐบาลอเมริกัน เมื่อจบแล้ว (พ.ศ. 2503) กลับมาเป็นอาจารย์อยู่ในภาควิชาชีววิทยา มีศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ เป็นคณบดี ได้มอบหมายวิชาในสาขาสรีรวิทยาของพืช ซึ่งประกอบด้วยหลายวิชาให้ดำเนินงานต่อ เมื่อรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี เข้าดำเนินงาน ได้ทำการปรับปรุงทั้งเนื้อหาวิชา และด้านปฏิบัติการ สร้างห้องปฏิบัติการ สร้างเรือนต้นไม้ และได้นำการเรียนรู้การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและการเลี้ยงต้นไม้ในน้ำยา ใช้ประโยชน์ได้ทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท วิชาสรีรวิทยาของพืชเป็นวิชาบังคับในหลายภาควิชา จึงมีนิสิตมาลงทะเบียนเรียนจำนวนมาก งานบริหาร เนื่องจากภาควิชาพฤกษศาสตร์ได้แยกมาจากภาควิชาชีววิทยามาสังกัดในคณะวิทยาศาสตร์ รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีเป็นอาจารย์อาวุโสผู้มีความสามารถและเหมาะสม จึงได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ หัวหน้าภาควิชาพฤกษศาสตร์เป็นคนแรก เป็นอยู่หลายวาระติดต่อกัน จนใกล้เกษียณอายุราชการ ในระยะเริ่มแรกที่ตั้งเป็นภาควิชาฯ ยังขาดแคลนทั้งอุปกรณ์การสอน ตำรา และบุคลากร รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีได้ทุ่มเทเวลาในการบริหารจัดการ เพื่อการเรียนการสอน การวิจัย ได้มีส่วนปรับปรุงหลักสูตรให้มีเนื้อหาที่เหมาะสม และก้าวหน้าทันสมัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางวิชาการ รวมถึงความถูกต้องด้วย เพราะเป็นวิชาพื้นฐานของหลายคณะ และหลายภาควิชา ซึ่งมีนิสิตมาลงทะเบียนเรียนชั้นละหลายร้อยคน รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธียังมีนโยบายที่จะบริการอาจารย์ในภาควิชาให้มีความสะดวกในการปฏิบัติการเรียนการสอน เครื่องมือทดลองบางอย่างราคาสูง เห็นว่าควรใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ เพราะถ้ามีไว้ใช้ประโยชน์น้อยจะไม่คุ้มค่า ปรัชญาในการทำงาน ต้องมีสำนึก ความนึกคิดว่าจะทำประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มากที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด บทบาทใด จงทำความเจริญตามความสามารถที่จะทำให้แก่สิ่งนั้น สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ต้องคิดพึ่งตัวเองไว้ก่อน อย่างคิดจะทำงานวิจัยก็ต้องลงมือทำโดยไม่ต้องรอว่าจะต้องขอเงินวิจัยให้ได้ก่อนจึงจะลงมือทำ การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ สอนให้รู้จิตใจของนักวิทยาศาสตร์ (scienctific mind) เมื่อพบสิ่งใดที่มีหลักฐานแน่นอน เผยแพร่ได้ก็ให้เผยแพร่ อาจารย์จะไม่คิดอะไรมาก เพราะชีวิตของคนคนหนึ่งไม่สามารถจะทำอะไรได้มาก แม้จะคิดไว้มากเพียงใดก็ตาม การสอนหนังสือ แนวคิดของ รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี ถือว่าการสอนหนังสือเป็นการให้ความรู้ ทำให้คนมีความรู้ความสามารถ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินอาชีพ การสอนวิชาทางวิทยาศาสตร์ต้องสอนทั้งบรรยายและปฏิบัติการ ใช้ทั้งสมองและการลงมือทำ สอนให้รู้จักการวิจัย การทำวิจัยต้องมีความซื่อสัตย์ในการตัดสินผลการวิจัย ไม่ลำเอียง มีการอ้างอิงเพื่อยืนยันผลการวิจัย มีการให้เกียรติ ผู้วิจัยมาก่อน ด้วยการอ้างชื่อผู้ที่เคยทดลองไว้ก่อน เป็นการสร้างนิสัยที่สามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตในการงานได้ด้วย ที่สำคัญคือสอนให้รู้จักสรุปผลอย่างสั้นๆ ได้ใจความไม่ยืดเยื้อ ดังที่เรียกว่าทำ abstract งานเอกสาร และตำรา ได้เขียนตำราพืชไว้หลายเล่ม ที่นำมาใช้ประกอบในมหาวิทยาลัยคือ พฤกษศาสตร์ทั่วไป และสรีรวิทยาของพืช ได้ร่วมงานกับทบวงมหาวิทยาลัย โดยจัดทำหนังสือชีววิทยา ระดับมหาวิทยาลัย โดยร่วมกับอาจารย์ชีววิทยาที่สังกัดมหาวิทยาลัยของรัฐ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใช้เป็นหนังสือประกอบวิชาชีววิทยาในระดับมหาวิทยาลัย ผลงานวิจัยของรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี มีมากมาย นับได้ว่าเป็นผู้ได้อุทิศตนให้กับงานวิจัยอย่างแท้จริง มีความตั้งใจ ความพยายามที่จะทำการค้นคว้าทดลองอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ระยะเริ่มแรกที่เข้ามารับราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นช่วงที่ขาดแคลนข้อมูล และอุปกรณ์ที่จะอำนวยความสะดวกในเรื่องการเรียนการสอน และการวิจัย ทำให้ต้องปฏิบัติงานหลายๆ ด้านพร้อมกัน ทั้งการสอน เขียนตำรา และทำงานวิจัยควบคู่กันไป แต่ก็ยังไม่ได้ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ ได้อุทิศเวลาตลอด 7 วัน ใน 1 สัปดาห์ เพื่อการเรียนการสอนในวันราชการ และออกปฏิบัติการในช่วงวันหยุดราชการ ซึ่งได้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมาตลอด ผลงานวิจัยที่ปรากฏมีมากมาย และล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการ ส่วนใหญ่งานวิจัยเป็นงานด้านท้องที่สามารถนำไปปรับใช้ประโยชน์ได้ งานวิจัยมีทั้งที่ทำคนเดียวและทำเป็นทีม ถ้าทำเป็นทีมจะเป็นงานที่ออกท้องที่ โดยร่วมกับนักวิจัยคณะอื่นๆ มี คณะเกษตร คณะวนศาสตร์ อย่างเช่น งานทดลองการวัดการเจริญเติบโตของต้นยางนา งานทดลองเน้นหนักไปทางด้านการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม งานรวบรวมพันธุ์พืชตระกูลถั่ว งานด้านสิ่งแวดล้อมสะแกราช งานอาสาสมัครโครงการหลวง ฯลฯ งานอาสาสมัครโครงการหลวง รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี มีส่วนร่วมทำงานในโครงการหลวงมาเป็นเวลานานมาก ก่อนที่จะเริ่มเข้าเป็นอาสาสมัครงานในโครงการหลวงนั้น ทางคณะวนศาสตร์โดยท่านคณบดี เทียม คมกฤส เริ่มงานโครงการต้นน้ำลำธาร มี ศาสตราจารย์ ดร. สง่า สรรพศรี เป็นผู้ทดลองโครงการนี้ จึงเชิญรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี มาร่วมงานด้วย ปรากฏว่าพื้นที่ต้นน้ำลำธารถูกทำลาย ทำไร่เลื่อนลอย มีการปลูกฝิ่นโดยพวกชาวเขา จึงมีแนวคิดให้เลิกการกระทำดังกล่าว วิธีแก้ไขวิธีหนึ่งคือ หาทางปลูกไม้ผลเมืองหนาว จึงได้เชิญ ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี มาร่วมงาน พื้นที่งานวิจัยอยู่บริเวณดอยปุย งานต่อสู้กับการปลูกพืชทดแทนฝิ่นแปลงหนึ่ง ได้รับการตั้งชื่อว่า สวนสองแสน เพราะได้รับเงินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สถานีนี้ได้เป็นสถานีทดลองสถานีหนึ่งสำหรับเกษตรที่สูงในปัจจุบัน นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธียังช่วยในด้านการวัดสภาพอากาศที่ดอยอ่างขาง และดำเนินการเลี้ยงผึ้งให้โครงการหลวงอยู่หลายปี เพราะได้รับการฝึกฝน ฝึกงานจากฟาร์มเลี้ยงผึ้ง ที่มลรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี นับได้ว่าเป็นผู้อุทิศตนให้กับการเรียนการสอน ทั้งด้านปรับปรุงเนื้อหาวิชา อุปกรณ์การสอน ตำรา และผลงานวิจัยมาถ่ายทอดให้นิสิตและคณาจารย์อยู่ตลอดเวลา อาทิ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทำให้การเรียนการสอนทางพฤกษศาสตร์ก้าวหน้าทันสมัยเป็นรากฐานให้กับการเกษตรด้านพืชศาสตร์อย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุที่อาจารย์เป็นผู้ที่มีผลงานทางวิชาการเป็นที่น่ายกย่อง เป็นผู้ที่มีคุณธรรม เป็นแบบอย่างที่ดีของนักวิจัยรุ่นหลัง สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงมีมติให้ได้รับปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ สาขาพฤกษศาสตร์ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2538 ชีวิตครอบครัว รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี สมรสกับอาจารย์วิภา (โภคาสถิตย์) บุญนิธี อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ มีลูกสาวคนเดียว เรียนอนุบาลที่เกษตรฯ สมัยนั้นเรียกกันว่า โรงเรียนอนุบาลอาจารย์ชวนชมตามชื่ออาจารย์ผู้ก่อตั้งเพื่อให้ลูกสาวที่ได้รับการอบรมตั้งแต่เยาว์วัยก่อนเข้าเรียนที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนจบชั้น ม. 6 ถือว่าทุกคนในครอบครัวของรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมัยเป็นนิสิตก็ได้อาศัยหอพักของมหาวิทยาลัย นิสิตสมัยก่อนมีไม่มาก ทำให้รู้จักคุ้นเคยกันดีมากทุกชั้นปี เป็นบรรยากาศที่เรียนด้วยความสุข ความเป็นอยู่และการเรียนไม่ก่อให้เกิดความเครียด บริเวณที่ตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่บางเขนเคยเป็นท้องทุ่ง เรียกกันว่าทุ่งบางเขน เมื่อรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีรับราชการก็ได้อาศัยบ้านพักของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีก ทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องการเดินทาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีบุญคุณต่อรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีและครอบครัว ได้ให้ทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นประโยชน์มากมายมหาศาล ตั้งแต่การดำรงชีวิตเติบโต มีครอบครัว ตลอดชีวิตการรับราชการ มีชีวิตสุขสบายจนถึงทุกวันนี้ รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีจึงมุ่งมั่นทำงานให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อย่างเต็มที่ โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย ความรู้สึกและความคาดหวังกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เห็นมหาวิทยาลัยเติบโตเร็วมากเพียงระยะไม่ถึง 60 ปี มีสถานีทดลองหลายแห่ง วิทยาเขตหลายวิทยาเขต สร้างบุคลากรออกไปทำงานให้ประเทศชาติได้มาก รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีคาดหมายที่จะให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ผลิตนิสิตให้มีความสามารถออกไปดำเนินชีวิตได้ด้วยดีในทุกสาขาวิชา โดยเฉพาะสาขาเกษตรนั้น ตรงกับชื่อของมหาวิทยาลัยด้วย ขณะนี้ก็มีหลายมหาวิทยาลัยที่ผลิตนักเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ควรจะรักษาสถานะการเป็นผู้นำทางด้านนี้ให้ได้ อีกประการหนึ่งอยากเห็นการมีชื่อเสียงด้านการค้นคว้าวิจัยพื้นฐานวิทยาศาสตร์ ซึ่งคงต้องผลักดันด้านนี้อย่างจริงจัง ถึงแม้ว่ารองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีจะเกษียณอายุราชการแล้ว ก็ยังสนใจในงานทดลอง ค้นคว้า และนำผลงานที่เชื่อถือได้ไปเผยแพร่ มักได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรเล่าประสบการณ์ให้กับผู้สนใจที่หลากหลาย ซึ่งก็ทำให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีบทบาทและชื่อเสียงโดยปริยาย ถึงแม้จะไม่ได้มาช่วยโดยตรงก็ตาม เรื่องหนึ่งที่รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีสนใจคือ การปลูกพืชผักแบบเกษตรธรรมชาติ เหตุผลเพราะเมื่ออายุมากขึ้นควรรับประทานอาหารพวกมีกากมากๆ ได้แก่ พืชผัก แต่เป็นที่ทราบกันว่าพืชผักในท้องตลาดส่วนมากมีสารพิษพวกยาฆ่าแมลงตกค้าง ไม่ปลอดภัย จึงคิดจะปลูกผักรับประทานเอง เมื่อมีโอกาสไปเรียนรู้เรื่องเกษตรธรรมชาติที่เผยแพร่โดยมูลนิธิศาสนาโยเร ที่ชาวญี่ปุ่นเผยแพร่ โดยนำจุลินทรีย์ที่ตั้งชื่อให้ว่า EM มาเผยแพร่ รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีได้ศึกษาและติดตามงานนี้ทำให้ทราบว่าจุลินทรีย์ดังกล่าวมีประโยชน์ต่อมนุษย์สามารถนำมาแก้ปัญหาด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี ทำให้รู้จักวิธีการขยายเชื้อและนำไปใช้ประโยชน์ ต่อมาได้ไปฟังการบรรยายของประธานมูลนิธิเกษตรธรรมชาติเกาหลีใต้ชื่อ ฮันคิวโช จัดโดยกรมวิชาการ กระทรวงเกษตรฯ ได้บรรยายเทคนิควิธีการหมักอย่างง่ายๆ โดยใช้น้ำตาลเป็นหลัก หลังจากได้ฟังการบรรยายแล้ว มาปฏิบัติ โดยทดลองหมักเศษพืชผักต่างๆ ประมาณหนึ่งสัปดาห์จะได้น้ำหมักพืชซึ่งมีคุณสมบัติคล้าย EM สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านการเกษตร เพราะจุลินทรีย์มีอยู่ในธรรมชาติทุกท้องที่ เมื่อให้อาหารถูกต้องตามความต้องการจุลินทรีย์ก็ขยายพันธุ์รวดเร็ว รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีใช้เวลาศึกษาและทดลองอยู่ประมาณ 1 ปี มีความมั่นใจว่าเทคนิคเกษตรธรรมชาติโดยใช้จุลินทรีย์สามารถทดแทนวิธีการเทคนิค เกษตรเคมี อันเป็นทางเลือกของเกษตรกรได้ เช่น การปรับปรุงดินด้วยการใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์กับอินทรีย์วัตถุ เป็นต้นว่า เศษพืช เศษหญ้า มูลสัตว์ลงไปในดิน จะเกิดการย่อยสลายเป็นฮิวมัส ทำให้ดินมีสภาพร่วนซุยปลูกต้นไม้เจริญงอกงาม แข็งแรง โรคและแมลงไม่รบกวน จึงนำออกเผยแพร่โดยเปิดอบรมกับประชาชน ใน พ.ศ. 2540 อาจารย์เปิดอบรมมาประมาณ 10 รุ่น โดยช่วงเช้าบรรยายที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภาคบ่ายดูงานการปลูกพืชผัก การอบรมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเกือบทุกภาค การบรรยายมักจะเล่าประสบการณ์ให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจง่ายๆ เช่น การผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์ แสดงให้ดูวิธีหมัก โดยนำเศษผักสด ผลไม้ หรือเศษสัตว์ เศษอาหารในครัวเรือน เติมน้ำตาล หมักปล่อยทิ้งไว้ น้ำสกัดที่ได้เกิดจากการทำงานของจุลินทรีย์ เรียกว่า น้ำสกัดชีวภาพ ซึ่งเป็นหัวเชื้อจุลินทรีย์ รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีได้ตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Bioextract ใช้ชื่อย่อว่า B.E. ได้อธิบายให้เห็นว่าวิธีการนี้เป็นวิธีการฟื้นฟูระบบนิเวศ เมื่อไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง ระบบนิเวศจึงเกิดความสมดุลมีโซ่อาหารธรรมชาติเกิดขึ้น เมื่อมีแมลงมากินพืช ศัตรูแมลงกินพืชเกิดขึ้น รวมทั้งสัตว์กินแมลงด้วย ช่วยให้เราไม่ต้องฆ่าแมลงด้วยยาเคมี จากประสบการณ์ของรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีที่ได้ปลูกพืชในปีแรกหรือระยะแรกผลผลิตจะต่ำ แต่เมื่อปลูกซ้ำหรือการปลูกระยะที่สองผลผลิตจะเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาด อาจจะเป็นเพราะส่วนของพืชที่ปลูกครั้งแรกถูกย่อยสลาย เมื่อใช้น้ำสกัดชีวภาพเข้าช่วย เกิดสภาพการหมักขึ้นในดิน ดินจึงร่วนซุยมากขึ้น รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีรู้สึกยินดีและภูมิใจอย่างมากว่างานที่ได้เผยแพร่ออกไปมีผู้สนใจนำไปทำ นอกจากเกษตรกรก็มี นักวิชาการ นักธุรกิจ ลูกศิษย์ จนถึงคนตกงาน ฯลฯ แล้วประสบความสำเร็จ ยกตัวอย่าง เช่น - มีผู้ทำน้ำสกัดชีวภาพ แล้วนำออกจำหน่ายในงานวันเกษตรแห่งชาติ หลายร้าน - เกษตรกรที่พิษณุโลกปลูกพริกแบบปลอดสารพิษส่งโรงงานทำซอสพริก ก็จะทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง - ลูกศิษย์ของรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีหลายคนให้ความสนใจโดยลงมือทดลองและค้นคว้าในห้องปฏิบัติการ ได้ผลงานค้นคว้าพร้อมทั้งเผยแพร่ บางคนเป็นหัวหน้าสถานีทดลองได้เปิดอบรมกับเกษตรกร และมีลูกศิษย์ของรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีคนหนึ่งทำงานที่ กทม. ได้เชิญอาจารย์ไปบรรยายเผยแพร่ให้สำนักรักษาความสะอาดใช้วิธีนี้แก้ไขเรื่องขยะเปียก ซึ่งเป็นปัญหามาก หัวหน้าสำนักได้เห็นประโยชน์ และแนะนำให้ดำเนินการ และตั้งชื่อว่า ขยะหอม - เมื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดงาน รู้เพื่อรวย รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี ได้จัดเรื่องเกษตรธรรมชาติสนับสนุนโดยกรมส่งเสริมการเกษตร มีการจัดคะแนนนิยมของการจัดร้าน ปรากฏว่าได้คะแนนเป็นที่ 2 รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีได้คาดหมายถึงงานที่ได้เผยแพร่ออกไปเมื่อมีผู้ลงมือทำแล้ว ประสบผลสำเร็จก็เสมือนอาจารย์ได้เพาะเมล็ดพืชลงในดิน ต้นกล้าเกิดขึ้นระยะแรกคงเติบโตช้า ซึ่งเป็นระยะต้นกล้า แต่ต่อไปต้นไม้นั้นก็เติบโตขึ้นได้เองตามแบบในธรรมชาติ อีกประการหนึ่ง ช่วงเวลานี้สภาพเศรษฐกิจตกต่ำ ฉะนั้น การแสวงหาวิธีการลดต้นทุนทางการเกษตร จึงน่าจะเป็นโอกาสให้เทคนิคนี้เติบโตได้ดี ไม่ต้องลงทุนซื้อปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลงก็สามารถทำการเกษตรได้ ชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีจะเพลิดเพลินกับการปลูกผัก ผลไม้ ในที่ดินส่วนตัวหลายไร่ อยู่แถวรังสิต ทำให้แข็งแรงและมีชีวิตชีวาขึ้น และยังมีผลพลอยได้อีกโดยนำพืชผักไปทำน้ำสกัดชีวภาพ นอกจากปลูกผักทำสวนผลไม้แล้ว ยังทำนาด้วย ที่ทดลองทำนาก็อยากทราบว่าเทคนิคจุลินทรีย์ใช้กับนาข้าวได้หรือไม่ ปรากฏว่าทำนาง่ายกว่าปลูกผัก ลงมือทำครั้งแรกได้ผลพอใช้ได้ ครั้งที่สองได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเท่าตัว ขณะนี้รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี ทำนา 2-3 ไร่ อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องซื้อข้าวแล้ว ยังเผยแพร่วิธีทำนาให้ประชาชนด้วย รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2532 รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557 สิริอายุได้ 86 ปี แหล่งข้อมูล อรรถ บุญนิธี. สัมภาษณ์, 15 กุมภาพันธ์ 2545. อรรถ บุญนิธี. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตร, 2497.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ ดร.อรรถ นาครทรรพ

ศาสตราจารย์ ดร.อรรถ นาครทรรพ ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีนิวเคลียร์ด้านการเกษตร เกิดเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2459 ที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นบุตรชายคนโตของ พระสุวภาพวินิจฉัย (เอก นาครทรรพ) และ นางผ่อง สุวภาพวินิจฉัย มีน้อง 3 คน เริ่มเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเชนต์ปอล (แปดริ้ว) จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเวลา3 ปี แล้วย้ายตามบิดา ซึ่งเข้ามารับราชการเป็นผู้พิพากษาอยู่ในกรุงเทพฯ เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 โดยเป็นนักเรียนประจำของโรงเรียน การเรียนในช่วงมัธยมศึกษานี้ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ เรียนอยู่ในเกณฑ์ดีมาก เป็นนักเรียนชั้นหนึ่ง และเคยได้รับพระราชทานรางวัลเรียนดีถึง 2 ครั้ง นอกจากนี้ยังเป็นผู้ที่มีความประพฤติเรียบร้อย เป็นนักเรียนตัวอย่าง จนได้รับไม้เท้าเกียรติยศ นอกจากจะเรียนเก่งแล้ว ยังสนใจกิจกรรมด้านกีฬาด้วย โดยได้เป็นนักฟุตบอลทีมของโรงเรียน และเล่นเทนนิสได้ดีพอสมควร หลังจากที่ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยแล้ว ก็ได้ไปศึกษาวิชากสิกรรมที่ University of the Philippines at Los Banos ในระหว่าง พ.ศ. 2477-2481 จนสำเร็จปริญญาตรี B.S. Agr. ทางพืชไร่นา การที่ไปเรียนวิชาทางด้านการเกษตรนั้น ศาสตราจารย์ ดร.อรรถ นาครทรรพ เขียนไว้ในบันทึกความทรงจำว่า …การที่ผู้เขียนไปเรียนวิชากสิกรรมที่ฟิลิปปินส์นี้ ดูเหมือนจะได้แรงดลใจจากคุณพ่อ ซึ่งมักปลุกลูกชายแต่เช้ามืด เดินออกกำลังไปตามถนนหนทางต่าง ๆ ซึ่งไม่มีรถราพลุกพล่าน สมัยนั้นอากาศยามเช้าในกรุงเทพฯยังสดชื่นอยู่ พอผ่านสวนเจ๊กทีไร คุณพ่อบอกว่า พวกเจ๊กปลูกผักนี่เขารวยกว่าเราเสียอีก ดังนั้นเมื่อจบ ม. 8 ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ จึงขอคุณแม่ไปเรียนกสิกรรมระดับปริญญาตรีที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งในขณะนั้นการเกษตรของเมืองไทยยังไม่มีการเรียนการสอนสูงถึงระดับปริญญาตรี การเรียนในระดับปริญญาตรีที่ฟิลิปปินส์ ถึงแม้จะเป็นหลักสูตร 4 ปี แต่ก็ต้องทำวิทยานิพนธ์ ดังจะทราบได้จากบันทึกความทรงจำของ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ที่เขียนเล่าไว้ตอนหนึ่งว่า …วิทยาลัยกสิกรรมที่ลอสบันโยส เป็นคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ วิทยาลัยนี้มีเนื้อที่กว้างขวางทั้งไร่และนาซึ่งทำการปลูกพืชและสัตว์ทดลองได้จริงจัง การเรียนวิชากสิกรรมที่นี่นับว่ายากเอาการ ต้องทำงานหนักและเรียนหนัก ต้องมีชั่วโมงไถนา ตีเหล็ก ช่างไม้ ฯลฯ ให้ได้ตามกำหนดกฎเกณฑ์ แค่ทำปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี ก็บรรจุวิชาและงานสารพัดให้มากและลำบากเท่าที่เขาจะมีปัญญาคิดค้นได้ ต้องทำวิทยานิพนธ์อย่างเอาจริงเอาจัง ผู้เขียนเรียนทางพืชไร่นา ต้องปลูกข้าวโพดถึงสองฤดู ใช้เนื้อที่หลายไร่ เก็บผลวิเคราะห์กว่าจะเสร็จ กว่าจะผ่านการตรวจเห็นชอบจากคณะกรรมการตั้ง 3-4 คนก็แทบคางเหลือง การเรียนแต่ละวิชาก็ลำบาก ทำเอานักศึกษาปวดหัวตัวร้อนไปตาม ๆ กัน เพราะอาจารย์แต่ละคนเข้มงวดกันจริงๆ ผู้เขียนเรียน Major อยู่ภาควิชา Agronomy ซึ่งมีอาจารย์ที่มีวุฒิ Ph.D. อยู่ถึง 6-7 คน หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากประเทศฟิลิปปินส์ ในปี 2481 ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ก็เดินทางกลับประเทศไทย และสมัครเข้ารับราชการที่กรมเกษตรและการประมง ซึ่งก็ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการชั้นโท ตำแหน่งนักเกษตรผู้ช่วยโท เงินเดือน 140 บาท ทันที การเข้ารับราชการครั้งแรก ประจำอยู่ที่กองสถานีทดลองกรุงเทพฯ ซึ่งตอนนั้น มีคุณหลวงอิงคศรีกสิการ เป็นหัวหน้ากอง ต่อมา ได้ย้ายจากประจำกองวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมเกษตรและการประมง ไปเป็นประจำแผนกสถานีทดลองภาค 4 (สวรรคโลก) กองสถานีทดลอง รวมเวลาที่ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯไม่ถึง 2 เดือน ในระหว่างเดือนธันวาคม 2485-มิถุนายน 2486 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ได้รับแต่งตั้งจากกระทรวงเกษตราธิการ ให้เป็นกรรมการสงเคราะห์พันธุ์ข้าวปลูกแก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัย รวมทั้งได้เป็นกรรมการช่วยซื้อพันธุ์ข้าวปลูก แจกจ่ายแก่ราษฎรในจังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดพิจิตร จนเป็นที่สำเร็จเรียบร้อย และในเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2487 ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ได้รับแต่งตั้ง เป็นผู้แทนกรมเกษตร ให้ไปปฏิบัติการควบคุมการซื้อฝ้าย ร่วมกับบริษัทส่งเสริมฝ้ายไทย ที่จังหวัดอุดรธานี หนองคาย ขอนแก่น เป็นผลสำเร็จได้ดี ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ รับราชการอยู่ที่สถานีทดลองฝ้ายที่จังหวัดสุโขทัย จนถึง พ.ศ. 2486 รวมระยะเวลา 5 ปี ใน พ.ศ. 2486 เป็นปีที่เริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้นในประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ จึงย้ายมารับราชการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2487 พอสงครามสิ้นสุดลง รัฐบาลเริ่มตื่นตัวในการพัฒนาตัวบุคคล จึงจัดให้มีการสอบแข่งขันไปศึกษาวิชาการที่สูงขึ้นในต่างประเทศ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ สอบแข่งขันได้รับทุน ก.พ. ไปศึกษาต่อเพื่อทำปริญญาโท และปริญญาเอก ใน พ.ศ. 2492 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเรียนในระดับปริญญาโทที่ Cornell University ในสาขาวิชาเกษตรศาสตร์ ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับข้าวโพด ได้ปริญญา Master of Science in Agriculture ใน พ.ศ. 2494 แล้วย้ายไปทำปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Texas A & M ได้ Ph.D. in Plant Breeding ใน พ.ศ.2497 จึงกลับมาเมืองไทยเข้าทำงานที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตามเดิม นับเป็นอาจารย์คนแรกของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ได้รับปริญญาเอก ใน พ.ศ. 2498 ถึง พ.ศ. 2502 ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกวิชาเกษตรศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ (ซึ่งต่อมาภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นคณะกสิกรรมและสัตวบาล ในปี 2497) ได้จัดระเบียบการสอนวิชาต่าง ๆ ให้ได้มาตรฐานทัดเทียมกับต่างประเทศ และได้เขียนตำราคู่มือปฏิบัติการวิชาหลักการกสิกรรม สำหรับนักศึกษาที่เรียนวิชาดังกล่าว ใน พ.ศ. 2498 ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ได้เป็นผู้ร่างระเบียบข้อบังคับการศึกษาปริญญาโท ให้แก่มหาวิทยาลัย และเปิดหลักสูตรสอนวิชาปริญญาโท ขึ้นในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2500 ได้มีวิชาการใหม่ ๆ เกิดขึ้นโดยเฉพาะวิชาที่เป็นที่สนใจกันไปทั่วโลก คือ การใช้ประโยชน์ของพลังงานปรมาณูในกิจการด้านต่างๆ เช่น การแพทย์ การเกษตร ฯลฯ ทางสหรัฐอเมริกาโดยหน่วยงาน USOM ก็ได้ให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลไทย โดยให้ทุนไปศึกษา ดูงาน และฝึกงาน แก่ผู้ที่มีวุฒิสูงพอที่จะไปรับความรู้ใหม่ๆ เหล่านี้ได้ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ได้รับการคัดเลือกในสายเกษตร ให้ไปสหรัฐอเมริกา เพื่อไปดูงานค้นคว้าวิจัยและศึกษาทางการใช้พลังงานปรมาณูเพื่อสันติในด้านการเกษตร ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ได้ไปในฐานะ guest scientist ของ Brookhaven National Laboratory โดยทำอยู่ใน Biology Department หลังจากฝึกงานอยู่ที่ Brookhaven National Laboratory ครบ 6 เดือนแล้ว ก็ไปดูงานต่อที่ University of Minnesota อีก 1 เดือน จากนั้นก็ไปศึกษาต่อที่ Oak Ridge Institute of Nuclear Studies, Tennessee เป็นเวลา 1 เดือน ได้ประกาศนียบัตร และเดินทางกลับประเทศไทยใน พ.ศ. 2501 จากการที่ได้ไปฝึกงานและศึกษาทางด้านการใช้พลังงานปรมาณูเพื่อสันติในด้านการเกษตรมานี่เองทำให้ได้เห็นประโยชน์อันมหาศาลของพลังงานปรมาณูในการนำมาประยุกต์ใช้ทางด้านการเกษตร ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ จึงได้ริเริ่มสร้างงานปรมาณูขึ้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยได้ทำเรื่องของบประมาณซื้อเครื่อง X-rays แรงสูง เพราะใช้สะดวกและป้องกันอันตรายได้ง่าย แต่ไม่ได้รับงบประมาณเพื่อทำการจัดซื้อ ต่อมาใน พ.ศ. 2503 ด้วยการเริ่มต้นของ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งหน่วยพลังงานปรมาณูขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยเกี่ยวกับการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติในทางเกษตรและชีววิทยา พร้อมทั้งให้การศึกษา อบรมแก่อาจารย์ ข้าราชการ และนิสิตในมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ รวมทั้งบุคลากรผู้สนใจงานทางด้านนี้ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกด้วย ในครั้งนั้นมหาวิทยาลัยได้มอบหมายให้ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ เป็นหัวหน้าหน่วย ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ จึงพยายามขอจัดสร้าง เรือนรุกขรังสี เพื่อใช้ในการวิจัย และเป็นอุปกรณ์ศึกษาวิจัยและฝึกอบรมแก่ นิสิต อาจารย์ และข้าราชการ ผู้สนใจงานในสาขาวิชานี้ต่อไป ถึงแม้ว่าการของบประมาณในครั้งแรกจะไม่ได้รับอนุมัติ แต่ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ก็มิได้ย่อท้อที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมีการเรียนการสอน และการวิจัยด้านการใช้พลังงานปรมาณูเพื่อสันติในทางการเกษตร เพื่อที่จะก้าวให้ทันนานาประเทศในด้านนี้ ยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้มีการนำเอาความรู้ทางด้านพลังงานปรมาณูมาใช้ทางการเกษตรในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในสมัยนั้นและ ความฝันของ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ก็เป็นจริง คือได้รับอนุมัติให้จัดสร้าง เรือนรุกขรังสี และติดตั้งโคบอลต์-60 ซึ่งเป็นแหล่งรังสีแกมมาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในเวลาต่อมา การได้มาของ เรือนรุกขรังสี พร้อมต้นกำเนิดรังสีแกมมา โคบอลต์-60 นั้นเริ่มจากการที่อธิการบดี (นายอินทรี จันทรสถิตย์) ได้ทำหนังสือขอความช่วยเหลือในด้านพลังงานปรมาณูเพื่อสันติไปถึงเลขาธิการคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ทำให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับงบประมาณ และความช่วยเหลือในการจัดสร้าง เรือนรุกขรังสี (Gamma-Radiation Greenhouse) และจัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์ และครุภัณฑ์ที่จำเป็นเกี่ยวกับงานรังสีไอโซโทป และยังได้ Dr. Kjell Steenberg จากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency, IAEA) ผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ราดิโอไอโซโทปทางการเกษตรมาประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ด้วย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ก็มาช่วยให้คำแนะนำและอบรมวิชาการด้านพลังงานปรมาณูในกิจการเกษตร ให้แก่อาจารย์ ข้าราชการ และนิสิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมทั้งข้าราชการจากกรมต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การจัดสร้างเรือนรุกขรังสี ได้เริ่มดำเนินการใน พ.ศ. 2504 ณ บริเวณด้านหลังตึกรังสี โดยใช้เงิน อ.อ.ป ของมหาวิทยาลัย ค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างรวมทั้งต้นกำเนิดรังสีมีมูลค่า 303,300 บาท ภายในเรือนรุกขรังสีมีธาตุโคบอลต์ 60 กำลังแรง 20 คูรี เป็นต้นกำเนิดรังสีแกมมา เริ่มเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2505 นับว่าเรือนรุกขรังสีนี้เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย และเป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งที่ใช้ในการค้นคว้าวิจัยด้านการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางกรรมพันธุ์ (mutations) ในด้านการใช้รังสีกับเมล็ดพืช ผลไม้ ต้นไม้ และในด้านอื่นๆ อีกมากมาย หลังจากเปิดใช้งาน เรือนรุกขรังสี ได้มีนักศึกษา ครู อาจารย์ และข้าราชการจากสถาบันต่างๆ ตลอดจนนักวิทยาศาสตร์ชาวต่างประเทศที่ผ่านมาประเทศไทย และนักหนังสือพิมพ์ได้มาเยี่ยมดูงาน ณ เรือนรุกขรังสีนี้เป็นจำนวนมาก ประกอบกับการที่ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ทำงานวิจัยด้านนี้ได้รวดเร็ว เช่น สามารถใช้รังสีเปลี่ยนกรรมพันธุ์ให้ดอกไม้มีสีสันและรูปร่างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงทำให้ผู้มาชมกิจการได้เห็นผลงานปรากฏแก่สายตา ซึ่งนับว่าได้ช่วยเชิดชูงานวิทยาการก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปด้วยอีกทางหนึ่ง ต่อมาใน พ.ศ. 2507 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับความช่วยเหลือจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ โดยส่ง Dr. W. Ralph Singleton มาช่วยงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่หน่วยพลังงานปรมาณูเป็นเวลา 1 ปี โดยช่วยสอนวิชาในด้านรังสี และจัดหาแหล่งทุนซื้อธาตุซีเซียม 137 (Cs-137) กำลังแรง 100 คูรี ซึ่งมี Half-Life 33 ปี มาเปลี่ยนแทนโคบอลต์-60 ซึ่งมี Half-Life เพียง 5.3 ปี และเริ่มใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2508 การเปลี่ยนแปลงต้นกำเนิดรังสีจากโคบอลต์-60 มาเป็นซีเซียม-137 นี้นับเป็นความฉลาดและมองการณ์ไกลของ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ เป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้บุคลากรรุ่นหลัง ไม่ต้องประสบปัญหาในการหางบประมาณ มาเปลี่ยนต้นกำเนิดรังสีอยู่บ่อย ๆ เพราะหากยังคงใช้โคบอลต์-60 อยู่เช่นเดิม ความแรงของรังสีก็จะลดลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะมี Half-Life สั้นกว่า ซีเซียม-137 เมื่อกำลังแรงของรังสีลดลงไป ก็จะมีประสิทธิภาพไม่ดีพอที่จะใช้งานในด้านการกลายพันธุ์ต่อไป จึงมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนต้นกำเนิดรังสีใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากทั้งในด้านการหางบประมาณและการจัดการ หลังจากเปลี่ยนต้นกำเนิดรังสีมาเป็นซีเซียม-137 แล้ว ก็ยังคงใช้ต้นกำเนิดรังสีนี้มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดใช้งานใน พ.ศ. 2526 เนื่องจากศูนย์วางแผนพัฒนาการเกษตรแห่งอาเซียน (ASEAN Agricultural Development Planning Center) ได้จัดสร้างหอพักอาเซียน (ASEAN ADPC Dormitory) ซึ่งเป็นอาคารสูง 4 ชั้น ขึ้นใกล้ๆ กับเรือนรุกขรังสี เพื่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยในหอพักอาเซียน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงต้องหยุดการใช้งานของเรือนรุกขรังสีตั้งแต่ปี 2526 เป็นต้นมา แต่อย่างไรก็ตาม งานด้านนี้ก็ยังเป็นที่ต้องการสำหรับการเรียนการสอน และการวิจัยทางด้านการประยุกต์ใช้เทคนิคทางนิวเคลียร์ในสาขาเกษตรและชีววิทยาอยู่ ทางภาควิชารังสีประยุกต์และไอโซโทป คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้วางแผนจัดสร้างห้องฉายรังสีแกมมา เพื่อทดแทนเรือนรุกขรังสี ที่เลิกใช้งานแล้วในเวลาต่อมา นอกจากจัดสร้างเรือนรุกขรังสีไว้ใช้งานแล้ว ต่อมา ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ก็พยายามจัดหาอุปกรณ์และครุภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวกับงานรังสีไอโซโทปเพิ่มเติมมา เช่น เครื่องฉายรังสีแกมมาแบบปิด (self-shield irradiator) หรือ gamma cell ซึ่งเป็นเครื่องฉายรังสี ที่มีความแรงรังสีสูงกว่าที่ใช้ในเรือนรุกขรังสี มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ฉายรังสีแบบ acute irradiation แทนที่จะเป็นแบบ chronic irradiation เหมือนการฉายในห้องฉายรังสีของเรือนรุกขรังสี เครื่องฉายรังสีแบบปิด หรือ gamma cell นี้มีธาตุซีเซียม-137 กำลังแรง 1600 คูรี เป็นต้นกำเนิดรังสี เริ่มใช้งานมาตั้งแต่พ.ศ. 2515 นอกจากนี้ก็มีเครื่องมือวัดรังสี (Radiation counter) ชนิดต่าง ๆ ตลอดจนอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเรียนการสอน และการวิจัยในด้านพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ ก็ได้ใช้ประโยชน์ในด้านการเรียนการสอน และการวิจัยของภาควิชารังสีประยุกต์และไอโซโทปจนถึงปัจจุบัน การจัดหาอุปกรณ์และการมองการณ์ไกลของ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ เป็นแบบอย่างที่ดีที่บุคลากรรุ่นหลัง ได้จดจำนำมาปฏิบัติ จึงทำให้หน่วยพลังงานปรมาณูพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ จนได้รับอนุมัติให้จัดตั้งเป็นภาควิชารังสีประยุกต์และไอโซโทป ใน พ.ศ. 2524 ทำหน้าที่ผลิตบัณฑิตในระดับปริญญาตรี และปริญญาโท มาตามลำดับ จะเห็นได้ว่า ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ เป็นผู้ริเริ่มนำเอาความรู้ด้านพลังงานปรมาณูหรือพลังงานนิวเคลียร์ที่ได้รับจากการไปศึกษา ดูงาน ตลอดจนฝึกงานมาประยุกต์จนทำให้เกิดศาสตร์ที่เรียกได้ว่าเป็น เทคโนโลยีนิวเคลียร์ด้านการเกษตร ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และในประเทศไทยได้อย่างแท้จริง เมื่อเริ่มงานด้านนิวเคลียร์เทคโนโลยีทางการเกษตรใหม่ๆ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ได้เขียนหนังสือเรื่อง พลังงานปรมาณู ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2504 หนังสือนี้ใช้เป็นแนวในการสอนวิชา Radiation in Agriculture and Biology ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้นำหนังสือเล่มนี้ทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และมอบให้รัฐมนตรี และบุคคลสำคัญ ตลอดจนสถาบันการศึกษาต่างๆ เป็นจำนวนมาก สำนักพระราชวังได้เชิญพระราชกระแสขอบใจมายังท่านอธิการบดี และแจ้งว่าเป็นที่พอพระราชหฤทัยที่ได้มีการเรียบเรียงหนังสือขึ้นเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาเช่นนี้ ในระหว่างรับราชการอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกจากทำหน้าที่ด้านการเรียนการสอน และการวิจัยแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ยังทำงานด้านบริหารอีกหลายอย่าง เช่น ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกวิชาเกษตรศาสตร์ในคณะเกษตรศาสตร์ เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ ในระหว่าง พ.ศ. 2518 ได้มีการวิ่งเต้นขอให้เปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จากบุคคลกลุ่มหนึ่ง โดยอ้างเหตุผลนานัปการ ทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคมของชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีการแถลงข่าวโจมตีซึ่งกันและกัน ระหว่างฝ่ายที่อยากให้เปลี่ยนชื่อและไม่ประสงค์ให้เปลี่ยนชื่อ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้อนุญาตให้นิสิตหยุดเรียนครึ่งวันเพื่อจัดทำประชามติในเรื่องนี้ด้วย ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น ด้วยความรักและห่วงใยในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านจึงได้เขียนบทความลงในวารสารเกษตรสัมพันธ์ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2519 เพื่อเตือนสติอาจารย์และนิสิตพร้อมกับการแสดงเหตุผลโต้แย้งใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาว่าสมควรจะมีการเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยหรือไม่ ? บทความที่มีคุณค่ายิ่งดังกล่าว ได้ช่วยให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รอดพ้นจากความเห็นผิดของบุคคลกลุ่มนั้น และยังคงชื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไว้อย่างเต็มภาคภูมิตราบถึงทุกวันนี้ จึงนับเป็นวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ที่ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ได้ฝากไว้ให้ลูกหลานชาวเกษตร ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ ผู้เป็นลูกศิษย์และซาบซึ้งในวีรกรรมครั้งนี้ ขอสดุดีอาจารย์โดยการนำบทความดังกล่าวมาแสดงไว้ ณ ที่นี้ เพื่อรักษาอรรถรสและเป็นเกียรติแก่ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ สืบไป… ดวงของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เราขณะนี้จะตกที่นั่งอับหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ เพราะอยู่ดีดีก็เกิดมีคนไม่ชอบขึ้นมาเฉยๆ โดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานา เช่นว่าชื่อเสียงไม่มีใครรู้จักบ้าง จบแล้วหางานทำไม่ได้บ้าง ต่างประเทศไม่รู้จักบ้าง ชื่อคับแคบไม่เป็นกลางบ้าง เพราะแปลได้ความเพียง Agriculture University เท่านั้น และอื่นๆ อีกมากพอควร ที่ว่าไม่มีใครรู้จักมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่จริง ที่ว่าจบจากเกษตรแล้วหางานทำไม่ได้นั้น ก็อีกนั่นแหละ พูดไปก็สองไพเบี้ย ที่ไหนๆ ก็เหมือนกัน การหางานก็ดี การจะได้งานทำก็ดี ย่อมมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณา อย่างไรก็ดี พอสรุปได้ว่า ถ้าเราเป็นคนดีมีฝีมือละก็ ไม่ต้องกลัวว่าจะไร้งาน (ถ้ารักจะทำงาน) ลูกเกษตรถมเถไปที่ทำชื่อเสียงอยู่ในวงการต่างๆ สำหรับกรณีที่ว่าต่างประเทศไม่รู้จักนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กมาก อย่าว่าแต่เกษตรศาสตร์เลย แม้แต่ Thailand เขาก็ไม่รู้จัก ในวงการที่ทำงานวิชาการติดต่อกันเขาย่อมรู้จัก และรู้จักในนามของ Kasetsart University เรื่องวิชาการต่างๆ ที่ข้าพเจ้าเขียนส่งไปลงในวารสารในต่างประเทศก็ใช้นาม Kasetsart เรื่องวิชาการที่ไปเสนอในที่ประชุมนานาชาติก็ใช้นาม Kasetsart รูปภาพที่เขาขอไปลงพิมพ์ในหนังสือตำรา (Elementary Genetics by Singleton) มีขายไปทั่วโลกก็ลงว่าได้รูปมาจาก Kasetsart ส่วนที่ว่าชื่อแคบมากเพราะแปล ได้เพียง Argriculture เท่านั้น ก็อยากจะถามว่าใครใช้ให้คุณแปล อันชื่อไทยเรานั้นไม่เหมือนชื่อฝรั่ง เช่น Tom, Dick, Harry ซึ่งแปลไม่ได้ ชื่อไทยเราส่วนมากแปลได้เกือบทั้งสิ้น ที่แปลได้พอนึกออกก็มี เช่น นายหลำ ตาลา ซึ่งพอจะเปรียบเทียบกันได้กับ Tom, Dick, Harry นอกจากนี้ก็เห็นจะแปลกันออกทั้งนั้น คนชื่อช้างก็ต้องเรียกว่า Mr. Elephant นายใหญ่ก็เรียกว่า Mr. Big คุณบัวคลี่ก็ต้องเรียกว่า Lady Blooming Lotus อะไรเหล่านี้ เป็นอันไม่ต้องทำมาหากินกันละ กว่าจะแปลชื่อกันหมดก็พอดีงอมพระราม ฉะนั้น จึงพอสรุปได้ว่า ถ้าเราไม่ยอมแปลชื่อของเราแล้ว เหตุไฉนจึงจะไปแปลชื่อเกษตรศาสตร์ อันเป็นชื่อที่จดทะเบียนในทำเนียบราชการ เช่นเดียวกับชื่อของเราที่จดทะเบียนอยู่ที่อำเภอ การเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนเสียงนั้นเป็นสิ่งที่จะต้องใคร่ครวญ คิดดูเสียให้ดีๆ ชื่อเรา สกุลเรา เป็นสิ่งที่มีศักดิ์ มีศรี ควรแก่การยกย่องหวงแหน สมัยนี้เป็นอย่างไรไม่ทราบเห็นเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนสกุลเป็นว่าเล่น คนเดียวเปลี่ยนชื่อและสกุลตั้ง 3 ครั้งก็มี บางคนมีสกุลเก่าที่ได้รับพระราชทาน แต่พี่น้องทำงานในกรมเดียวกัน พี่เป็นใหญ่จะอุปการะยกน้องให้สูงส่งก็กลัวครหาว่าสกุลเดียวกัน ถึงกับให้น้องเปลี่ยนนามสกุลเป็นอื่นไปก็มี สำหรับชื่อมหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนกันเห็นมีในต่างประเทศ พอจะยกเป็นตัวอย่างได้ เช่น A & M College of Texas (A & M ย่อมาจาก Agricultural & Mechanical) ซึ่งก็เป็นวิทยาลัยเกษตรเป็นพื้นๆ อย่างเกษตรศาสตร์เรานี่แหละ ต่อมาเขาร่ำรวยและรุ่งเรืองขึ้น มีการตั้งคณะต่างๆ เพิ่มขึ้นมาก เช่น คณะบริหารธุรกิจ และคณะอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเกษตร รวมทั้งสร้างปฏิกรณ์ปรมาณูขึ้นในมหาวิทยาลัยด้วย เขาก็เพียงเปลี่ยนชื่อเป็น Texas A & M University ซึ่งก็ยังคงรักษาสัญญลักษณ์ชื่อ A & M ไว้ ฉะนั้น การที่เกษตรศาสตร์ได้ก้าวหน้ารุ่งเรืองมาจนมีคณะ สาขาวิชามากแขนงต่างๆ กัน ก็น่าจะเป็นที่ภาคภูมิใจยิ่งกว่าที่จะรังเกียจชื่อเก่า เพราะวิชาการส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยนี้ยังคงมีเรื่องการเกษตรเป็นสัดส่วนมากกว่าแขนงวิชาอื่นๆ ข้าพเจ้าใคร่จะเตือนนิสิตนักศึกษาว่า เรามาศึกษาเล่าเรียน เราได้อาศัยชื่อเกษตรศาสตร์นี้เป็นแหล่งประสาทความรู้ให้แก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนดียิ่งขึ้นต่อไป ชื่อนี้ก่อความเดือดร้อนให้นักหรือ หรือว่าใจเราเดือดไปเอง สำหรับท่านอาจารย์ที่จะเป็นลูกเกษตรหรือไม่ใช่ก็ตาม เราต่างก็อาศัยสถาบันชื่อนี้เลี้ยงชีพตลอดมา และตราบใดที่ยังมีคนส่วนหนึ่งหวงแหนชื่อนี้อยู่ เราก็น่าจะมีใจกว้างและมีขันติธรรมไว้บ้าง ข้าพเจ้าไม่ใช่ลูกเกษตรศาสตร์อย่างที่เรียกกันเป็นรุ่นๆ แต่รู้จักกับลูกเกษตรมาตั้งแต่รุ่น 1 ข้าพเจ้าไม่มีเจตนาที่จะว่าใครดี ใครไม่ดี เพียงแต่เขียนให้อ่านว่าเป็นความเห็นของคนเก่าแก่คนหนึ่ง" ก่อนจบก็อยากจะฝากข้อคิดไว้นิดหนึ่งว่า วันนี้เราหลู่ ว่าครูเราเขลา วันหน้าศิษย์เรา คงเห็นเช่นกัน ฉุกใจได้คิด ชีวิตนี้สั้น กลับตัวไม่ทัน โลกหยันไยไพ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ สมรสกับ นางสาวประยงค์ สุวรรณทัต มีบุตรชาย 1 คน ชื่อ พิมลศักดิ์ สุวรรณทัต ภายหลังหย่ากับคุณประยงค์แล้วได้สมรสกับ นางสาวฐะปะนีย์ ณ ถลาง (ปัจจุบันคือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ฐะปะนีย์ นาครทรรพ) และได้รับประกาศเกียรติคุณเป็น บุคคลดีเด่นของชาติด้านเผยแพร่เกียรติภูมิของไทย (ด้านภาษาไทย) ประจำปี 2544 ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ และ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ฐะปะนีย์ นาครทรรพ มีบุตรธิดา รวม 4 คน คือ 1) ดร. คุรุจิต นาครทรรพ Ph.D. (ทุนรัฐบาลไทย) รับราชการที่กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรม ปัจจุบันได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติราชการที่องค์กรร่วม ไทย-มาเลเซีย กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในตำแหน่ง Chief Executive Officer สมรสกับ มล. ประทิ่นทิพย์ เทวกุล มีบุตรธิดา 2 คน 2) นางสาวปฤชญีน นาครทรรพ ศศ.บ. รับราชการที่วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตำแหน่ง บรรณารักษ์ (ชำนาญการ) ระดับ 8 3) ดร. สีลาภรณ์ บัวสาย ร.บ., M.A. Education ณ สหรัฐอเมริกา (ทุนรัฐบาลไทย), Ph.D ทำงานที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายชุมชน สมรสกับนายแพทย์ สุภกร บัวสาย มีบุตร 2 คน 4) อาจารย์ ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ค.บ., M.S. Education, Ph.D รับราชการเป็นอาจารย์ ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมรสกับ กรรณาภรณ์ ทวีศรี มีบุตร 2 คน ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2519 ก่อนเกษียณอายุราชการ 1 ปี สาเหตุที่ลาออกจากราชการเพราะสุขภาพไม่แข็งแรง เนื่องจากเป็นนิ่วในถุงน้ำดี ทำให้น้ำหนักลดลงไปมาก จึงออกไปพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน หลังจากลาออกไปแล้วประมาณ 1 ปี ทางสมาคมวิทยาศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มอบประกาศนียบัตรรางวัลดีเด่นประจำปีให้แก่ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2528 สิริอายุได้ 68 ปี 2 เดือน แหล่งข้อมูล อรรถ นาครทรรพ. บันทึกความทรงจำ. หน้า 129-151. ใน อนุสรณ์ ศาสตราจารย์ ดร.อรรถ นาครทรรพ. เอกสารที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดตรีทศเทพวรวิหาร กรุงเทพมหานคร วันที่ 29 มิถุนายน 2528. Nakornthap, A. Radiation-induced somatic mutations in the ornamental Canna. pp. 707-712. In the Use of Induced Mutations in Plant Breeding. Pergamon Press, 1965. Nakornthap, A. Radiation sources for Semi-Acute Irradiation of Growing Plants. The Kasetsart Journal 6(1966) : 16-22. Nakornthap, A. Radiation-induced somatic mutations in Kalanchoe (Kalanchoe lanciniata). The Kasetsart Journal 7(1973) : 13-18. Vilawan, S. and A. Nakornthap. A Study of Pollen Fertility in Canna (Canna sp.) ในเอกสารเสนอต่อที่ประชุมทางวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2512. ม.ป.ท., ม.ป.ป. อรรถ นาครทรรพ. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2481.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน

ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน เกิดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2462 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรชายคนเล็กของหลวงประชัญคดี (มิตร ประชันคดี) นามสกุลเดิม ภูมิรัตน และนางทรัพย์ นามสกุลเดิม ถาวรเวศ ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน เข้าเรียนหนังสือหลายแห่ง เริ่มจากโรงเรียนรัติสาสน์สงเคราะห์ จบมัธยม 8 ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ พ.ศ. 2478 สอบเข้าเรียนแผนกวิทยาศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 1 ปี แล้วจึงไปศึกษาต่อที่ฟิลิปปินส์ เพราะอยู่กรุงเทพฯ ช่วยกิจการของคุณพ่อมาก มีเวลาเรียนไม่เต็มที่ และพี่ชายเรียนอยู่ที่ฟิลิปปินส์ เมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน และเพื่อนคนไทยจำต้องเดินทางกลับเมืองไทยก่อนรับปริญญา และได้กลับไปขอรับปริญญาวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี เมื่อ พ.ศ. 2500 เมื่อกลับจากประเทศฟิลิปปินส์ ได้เข้ารับราชการที่กองค้นคว้า กรมวิทยาศาสตร์ กระทรวงอุตสาหกรรม เนื่องจากอยู่ในระหว่างสงคราม ประเทศขาดแคลนเคมีภัณฑ์บางชนิด จึงได้ทดลองทำโซเดียมคาร์บอเนต จากโซเดียมซัลเฟตกับถ่าน และร่วมกับคุณสนิทลักษณ์ สืบแสง คุณประทุม ธีรวัฒน์ ทำกาวปิดซองบุหรี่เป็นผลสำเร็จ ได้รับรางวัลเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตนนำเงินส่วนแบ่งที่ได้ไปซื้อเครื่องใช้ให้บ้านผู้เชี่ยวชาญของกรมวิทยาศาสตร์ ซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จ ระหว่างรับราชการ ได้ขออนุญาตไปเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับปริญญานิติศาสตร์บัณฑิต เมื่อ พ.ศ. 2496 และสอบเนติบัณฑิตได้ในปีต่อมา เมื่อย้ายมาอยู่กองวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ได้รับการสนับสนุนจากกรมฯ ให้ไปอบรมเรื่องการเก็บถนอมอาหารที่ประเทศเยอรมันนี และอังกฤษ พ.ศ. 2501 องค์การผลิตอาหารสำเร็จรูป (อ.ส.ร.) กระทรวงกลาโหม ต้องการคนไปทำงานการศึกษาทดลองและวิจัยอาหารสำเร็จรูป ได้ขอมาทางกรมวิทยาศาสตร์ ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน จึงได้ลาออกจากราชการ และไปเข้าทำงานที่ อ.ส.ร. ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายทดลองและวิจัยอาหาร ได้ริเริ่มสั่งเครื่องทำน้ำส้มสายชูกลั่นเข้ามาผลิตน้ำส้มขาย นอกจากงานในหน้าที่แล้ว ยังได้ร่วมทำการศึกษาวิจัยอาหารที่มีน้ำหนักเบา มีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อใช้สำหรับทหารในยามฉุกเฉิน เป็นการร่วมมือระหว่างศูนย์วิจัยและพัฒนาการทหาร และ อ.ส.ร. พ.ศ. 2503 ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน ได้ขอลาไปศึกษาต่อที่ประเทศอเมริกา ได้รับประกาศนียบัตรอุตสาหกรรมขนาดย่อม จาก Stanford University และได้รับปริญญาโททางวิทยาศาสตร์การอาหารจาก University of California, Davis พ.ศ. 2504 ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน ได้เดินทางไปดูงานตามประเทศต่างๆ หลายประเทศ ครั้งหนึ่งเมื่อกลับจากดูงานที่เกาะฮาวาย ซึ่งมีการผลิตสับปะรดกระป๋องจำนวนมาก และผลิตภัณฑ์นี้ยังเป็นที่ต้องการของตลาด ขณะนั้นประเทศไทยปลูกสับปะรดจำนวนมากจนล้นตลาด ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน มีความคิดว่าน่าจะทำสับปะรดกระป๋องได้ จึงเสนอความเห็นแก่ผู้อำนวยการ อ.ส.ร. ต่อมาอีกหลายปีเริ่มมีโรงงานขึ้นแถวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และบริษัท โดล (Dole) ก็เข้ามาตั้งโรงงาน ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน ได้ร่วมมือกับผู้รู้จักคุ้นเคยหลายท่าน ก่อตั้งโรงงานผลิตสับปะรดกระป๋อง บริษัท อาหารสยาม ขึ้นที่อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี จากการศึกษาวิจัย และรับผิดชอบงานด้านอาหาร เห็นความสำคัญของอาหารทุกสภาวะ ความสำคัญทางเศรษฐกิจ ทำให้ ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน รักงานด้านอาหาร และมุ่งมั่นที่จะทำประโยชน์ในด้านนี้ ในขณะนั้น โรงงานผลิตอาหารกระป๋องขนาดเล็ก ขนาดกลางมีอยู่หลายโรงงาน ผลิตอาหารจำพวกผัก ผลไม้ และปลา ผลิตภัณฑ์ที่ได้มักจะเก็บไว้ได้ไม่นาน กระป๋องจะบวม รั่ว ทำให้อาหารเสีย ทั้งนี้เพราะกรรมวิธีผลิตไม่ถูกต้อง ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน จึงได้ชักชวนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์ กรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น ออกสำรวจโรงงานผลิตอาหาร พบว่าโรงงานขาดสุขลักษณะ กรรมวิธียังไม่ถูกต้อง จึงได้เริ่มให้การแนะนำ เชิญเจ้าของโรงงานหรือผู้แทนมาประชุม หาข้อขัดข้อง บรรยายความรู้เกี่ยวกับการผลิตและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การศึกษาทดลอง วิจัย เป็นงานที่ต้องใช้งบประมาณสูง เมื่อ อ.ส.ร. สามารถผลิตอาหารต่างๆ ออกจำหน่ายได้ตามวัตถุประสงค์แล้ว เพื่อลดค่าใช้จ่าย ก็เห็นควรโอนงานนี้ให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อทำการศึกษาวิจัยค้นคว้าผลิตผลทางการเกษตร ให้ความรู้แก่นักศึกษา การโอนงานด้านศึกษาทดลองค้นคว้าจาก อ.ส.ร. มายังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นการตกลงอย่างกระทันหัน ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ก่อน เมื่อรับโอนคนและเครื่องมือ เครื่องใช้ในการทดลองมาแล้ว ก็ยังขาดเครื่องใช้ต่างๆ เช่น รถ ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ทำงาน เตา เป็นต้น ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน ได้จัดหาของส่วนตัวมาให้ใช้ ของต่างๆ เหล่านี้ เมื่อให้ยืมแล้วก็ไม่เอาคืน นอกจากนั้น เงินบำเหน็จที่ได้จาก อ.ส.ร. ได้ยกให้เป็นทุนแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อใช้ดอกผลเป็นทุนการศึกษาแก่นักศึกษาที่ขาดแคลน เมื่อโอนมาอยู่กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในนามสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน มีตำแหน่งเป็นผู้รักษาการผู้อำนวยการ ต่อมาใน พ.ศ. 2515 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการชั้นพิเศษ ตำแหน่งศาสตราจารย์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำการสอนวิชาอาหารที่ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร และคณะประมง เกี่ยวกับการถนอมอาหาร การแปรรูป การทำผลิตภัณฑ์อาหารพวกสัตว์น้ำ นอกจากทำการสอนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว ยังได้สอนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล รายได้จากค่าสอนอุทิศให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวบรวมเก็บไว้ใช้ดอกผลเป็นทุนการศึกษาแก่นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ สำหรับที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร นอกจากจะมีหน้าที่สอนนิสิตนักศึกษาให้รู้หลักวิชาอาหาร การถนอมอาหาร และทำผลิตภัณฑ์อาหารแล้ว ยังมีหน้าที่ทำงานพัฒนาทางด้านอาหาร มีเครื่องมือเครื่องใช้พร้อม เพื่อจะได้ให้การอบรมแก่โรงงานและผู้ผลิตอุตสาหกรรมอาหารที่ยังขาดความรู้ในการทำอาหารอย่างถูกต้อง เพื่อประโยชน์ของประเทศในการให้ประชาชนได้บริโภคอาหารที่ถูกต้อง และเป็นสินค้าออกต่างประเทศ ได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้ใช้สถานที่ของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร และบุคลากรอบรมให้ความรู้แก่โรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูป เช่น โรงงานสันติภาพ เกียรติเจริญ เจริญอุตสาหกรรม เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ของโรงงานใดที่มีปัญหา และต่างประเทศต้องการใบรับรอง สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ก็จะตรวจวิเคราะห์ออกใบรับรองให้ ส่งเสริมให้เกิดสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป งานที่ ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน สนใจอีกงานหนึ่งคือ อาหารโปรตีน เมื่อได้พิจารณาเห็นว่าเด็กเป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติ การขาดอาหารที่จำเป็นจะทำให้เด็กไม่สมบูรณ์ทั้งทางสมอง และร่างกาย ผลจากการสำรวจปรากฏว่า จำนวนเด็กที่ขาดอาหารมีถึงร้อยละ 50 เพื่อช่วยแก้ปัญหานี้ กระทรวงสาธารณสุขจึงมีโครงการศูนย์โภชนาการเด็กก่อนวัยเรียน มีการให้อาหารเด็กจากนมผง คุ้กกี้ โปรตีนที่ได้รับจากต่างประเทศ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ได้ศึกษาทดลองใช้ถั่วเหลือง ถั่วเขียว เป็นต้น ผลิตอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น น้ำนมถั่วเหลือง แป้งถั่วเหลือง บะหมี่ โปรตีนเกษตร เลี้ยงเด็กได้ผลดี เรื่องอาหารโปรตีนนี้ ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน ได้รับรางวัลชมเชยจากสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย นอกจากเด็กจะขาดอาหารกันมากแล้ว เด็กอ่อนหรือทารกที่มีอายุ 3 เดือน ที่ไม่ได้เลี้ยงด้วยนมมารดา ก็มักจะขาดอาหารที่จำเป็นเพื่อให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยสามารถซื้ออาหารที่เหมาะสำหรับทารกได้ จึงทดลองผลิตอาหารทารกจากถั่วเหลือง งา ปลายข้าว เป็นต้น จนได้อาหารที่มีคุณภาพสำหรับทารก ส่งให้กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขใช้เลี้ยงเด็กอ่อนตามโรงพยาบาล ได้ผลเป็นที่พอใจ งานนี้ต่อมาได้ร่วมมือกับโครงการพัฒนาอาหารของอาเซียน (ASEAN) โครงการอาหารโปรตีนของอาเซียน (ASEAN Sub-Committee on Protein) เป็นโครงการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาอาหารโปรตีนของภูมิภาคอาเซียน เริ่ม พ.ศ. 2517-2527 มีวัตถุประสงค์ที่จะหาแนวทางแก้ปัญหาด้านโภชนาการในกลุ่มประชาชนเป้าหมาย ได้แก่ เด็กก่อนวัยเรียน และเด็กในวัยเรียน ซึ่งมีปัญหามากในกลุ่มประเทศอาเซียน (อินโดนีเซีย สิงค์โปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย) ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากประเทศออสเตรเลีย และส่ง นายอเล็กซ์ บูแคแนน มาร่วมโครงการ ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน ได้รับหน้าที่เป็นประธานโครงการ เมื่อ พ.ศ. 2518 และเป็นประธานตลอดมา ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานต่างๆ ในประเทศ และความร่วมมือ ความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนความรู้กันระหว่างในกลุ่มประเทศอาเซียน เป็นผลให้โครงการอาหารโปรตีนได้รับผลสำเร็จอันดียิ่ง มีผลงานเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศ และนานาชาติ นอกจากโครงการอาหารโปรตีนแล้ว ยังมีโครงการอื่นของอาเซียน เช่น โครงการการใช้ประโยชน์จากวัตถุเหลือใช้ทางอาหาร ซึ่งเริ่มขึ้นใน พ.ศ. 2522 โครงการนี้ นอกจากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแล้ว สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรียังให้ความร่วมมือด้วย สำหรับอาหารโปรตีนจากพืช นอกจากโครงการอาเซียนแล้ว สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารยังมีงานพัฒนาอาหารโปรตีนจากสาหร่าย โดยได้รับทุนจากรัฐบาลประเทศเยอรมนี เนื่องจากมาตรฐานอาหารมีความสำคัญกับอาหาร จึงเกิดโครงการมาตรฐานอาหารขององค์การอาหารและเกษตรร่วมกับองค์การอนามัยโลกดำเนินงานโดยคณะกรรมาธิการ Codex Alimentarius Commission มีประเทศต่างๆ เป็นสมาชิกในปี พ.ศ. 2525 จำนวน 122 ประเทศ ประเทศไทยเป็นสมาชิกด้วยประเทศหนึ่ง วัตถุประสงค์ของโครงการคือ เพื่อป้องกันการหลอกลวงผู้บริโภค และเป็นธรรมในการซื้อขาย ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน เป็นผู้แทนคนหนึ่งร่วมไปกับคณะผู้แทนประเทศไทย และต่อมาก็ได้เป็นหัวหน้าผู้แทนไทยไปประชุมกรรมการคณะต่างๆ ได้นำความรู้และความคิดเห็นต่างๆ มาเผยแพร่แก่ผู้ผลิตอาหาร และร่วมมือกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เป็นกรรมการในคณะกรรมการมาตรฐานอาหาร กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหารประเภทต่างๆ งานที่ ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน รักและทุ่มเทความสามารถในการทำงานคือ โครงการหลวง และโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โครงการหลวงแห่งแรกที่หมู่บ้านยาง ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มแรกก่อนจะเกิดโครงการประมาณ พ.ศ. 2512 เกิดพายุทำให้ลิ้นจี่ซึ่งจะเก็บได้แล้ว ร่วงหล่นลงมาเป็นจำนวนมาก มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ได้ให้สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารไปช่วย ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน พร้อมด้วยผู้ร่วมงานได้นำรถ Mobile Unit ซึ่งใช้ในการวิเคราะห์และทำผลิตภัณฑ์อาหารขึ้นไป และทำการผลิตลิ้นจี่กระป๋องจากลิ้นจี่เหล่านั้น ในระยะเวลานั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ให้คณะเกษตรขึ้นไปทำการแนะนำชาวเขาให้ปลูกพืชอื่นทดแทนฝิ่นแล้ว ตามโครงการหลวงพัฒนาชาวเขาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากลิ้นจี่ ชาวเขาปลูกท้ออยู่แล้ว ท้อพื้นเมืองขายให้ชาวบ้านไปทำท้อดองได้ราคาถูกมาก ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี จึงได้ร่วมมือกับ ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน ทำการผลิตท้อในน้ำเชื่อมบรรจุกระป๋อง ระหว่างหาพืชอื่นมาให้ชาวเขาปลูก ต่อมาได้พิจารณาเห็นควรมีโรงงานแปรรูปผลิตผลเกษตรเพื่อรับซื้อผลผลิตจากชาวบ้าน และชาวเขา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริเห็นชอบด้วย ได้พระราชทานทรัพย์จัดตั้งโรงงานขึ้นที่ตีนดอยอ่างขาง ตำบลแม่งอน มีชื่อว่าโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปฝาง ในโอกาสนี้โรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูป เช่น โรงงานสันติภาพของคุณแก้ว และโรงงานเกียรติเจริญ เป็นต้น ได้เข้าเฝ้าน้อมเกล้าฯ ถวายหม้อต้มไอน้ำขนาดเล็กให้ยืม มีเรื่องเล่าจากคนงานว่า รุ่งขึ้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปฝาง อากาศหนาวมาก น้ำมันแข็งตัว จุดไฟไม่ติด พากันบนบานขอให้จุดไฟติด ผลิตไอน้ำเดินเครื่องได้ ด้วยพระบารมีเกิดมหัศจรรย์สามารถจุดไฟติด เดินเครื่องได้เรียบร้อยเมื่อเสด็จมาเยี่ยมชมโรงงาน โรงงานนี้สามารถผลิตอาหารได้หลายชนิด เช่น ท้อลอยแก้ว สตรอเบอรี่ลอยแก้ว ลิ้นจี่ ลำไย และข้าวโพดอ่อนบรรจุกระป๋อง หลังจากการดำเนินโครงการอาหารสำเร็จรูปในพระบรมราชานุเคราะห์ที่หมู่บ้านยาง หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ผู้ควบคุมโครงการพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา และศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน แห่งสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ได้เป็นผู้ดำเนินการจัดตั้งโรงงานอาหารสำเร็จรูปในพระบรมราชานุเคราะห์อีกแห่งหนึ่ง ที่หมู่บ้านป่าห้า ตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เพื่อรับซื้อผลิตผลจากชาวบ้านและชาวเขา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้พระราชทานแต่โรงงานเท่านั้น ยังได้พระราชทานสำนักงานสหกรณ์การเกษตร ศูนย์โภชนาการเด็ก เพื่อเด็กเติบโตเป็นประชากรที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและสมอง พระราชทานสถานีอนามัยชั้น 2 โครงการนี้ได้รับพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ และด้วยพระบารมี ได้มีประชาชน บริษัท สโมสรโรตารี่เชียงราย โดยเสด็จพระราชกุศลถวายเงินและที่ดิน รัฐบาลสหรัฐอเมริกาทูลเกล้าถวายเครื่องจักร อุปกรณ์สำหรับผลิตอาหารกระป๋อง และรัฐบาลออสเตรเลียภายใต้โครงการอาเซียนทูลเกล้าถวายเครื่องจักร อุปกรณ์ผลิตแป้งถั่วเหลือง และอุปกรณ์ผลิตอาหารเด็กอ่อน โครงการพระราชดำริแห่งแรกเกิดขึ้นเนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะประทับอยู่ที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2523 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังหมู่บ้านนางอย-โพนปลาโหล กิ่งอำเภอเต่างอย โดยมิได้มีหมายกำหนดการ ได้เห็นความทุกข์ ความยากจนของชาวบ้าน มีพระราชดำริที่จะช่วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ได้นำพระราชดำริมาแจ้งแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และให้ ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน ไปช่วย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2523 ณ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ เพื่อรับพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาดำเนินการ โดยมี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ เป็นผู้ควบคุมโครงการ และ ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน เป็นผู้ดำเนินการ หมู่บ้านที่กล่าวถึงนี้ มีสภาพเป็นป่าล้อมหมู่บ้าน เป็นการง่ายที่ผู้ก่อการร้ายจะมาก่อกวนขอแบ่งอาหารจากชาวบ้าน ทางการจัดเป็นพื้นที่สีแดง การเดินทางไปยังหมู่บ้าน จากกรุงเทพฯ ต้องไปโดยรถไฟ แล้วต่อรถยนต์ ในการไปยังหมู่บ้านทางทหารจัดให้มีทหารคุ้มกันไปด้วย เมื่อแรกไปถึงพบว่าชาวบ้านส่วนมากเป็นคนสูงอายุและเด็ก ที่ตำบลนางอยมีวัดอยู่ 1วัด ทรุดโทรมมาก มีพระภิกษุ 1 รูป ที่กำลังจะสึก ทางโครงการจึงนิมนต์ให้อยู่ต่อ ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน และผู้ร่วมงานได้อาศัยวัดเป็นที่พัก ได้เชิญเจ้าหน้าที่มีปลัดกิ่งอำเภอ เป็นต้น และชาวบ้านมาชุมนุมกันที่ศาลาวัดเพื่อแจ้งให้ทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าล้นกระหม่อมเกี่ยวกับโครงการพระราฃดำริที่จะช่วยพัฒนาหมู่บ้าน และแจกผ้าห่มที่พระราชทานแก่ชาวบ้าน ด้วยพระบารมีปกเกล้าฯ โครงการได้รับความร่วมมือร่วมแรงจากชาวบ้านและชาวกรุงเทพฯ ที่ทราบเรื่องร่วมกันถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศล ได้ซ่อมศาลาวัด จัดหาที่เก็บน้ำฝน ขอบ่อบาดาลจากกรมทรัพยากรธรณี สร้างส้วมของวัดที่ชาวบ้านอาศัยใช้และพังแล้วขึ้นใหม่ ช่วยหาอุปกรณ์สร้างส้วมให้ชาวบ้านโดยชาวบ้านออกแรงในการปลูกสร้าง และทำบ่อน้ำซึมไว้ใช้ เมื่อซ่อมศาลาวัดเสร็จก็มีคนถวายพระประธาน สำหรับเด็กที่ขาดอาหารในขั้นต้นก็ทำน้ำนมถั่วเหลืองแจกพร้อมภาชนะให้ชาวบ้านนำไปเลี้ยงเด็ก มีการชุมนุมเด็กมาร่วมรื่นเริงเป็นครั้งคราว ต่อมาจึงได้เกิดศูนย์เด็กขึ้นทุกแห่งของโครงการ เมื่อได้ร่วมงานศึกษาทดลองอาหารโปรตีนจากถั่วเหลืองของอาเซียน ในขณะเริ่มงานระยะแรก ชาวบ้านมีอาหารไม่พอบริโภค มีเพียง 2 ครัวเรือนเท่านั้น ที่ทำนามีข้าวเพียงพอ ก็ได้จัดสร้างยุ้งข้าวไว้ในวัด ซื้อข้าวมาให้ชาวบ้านยืม เมื่อทำนาได้ข้าวแล้วนำมาคืน เมื่อเริ่มพัฒนาไปไม่นาน มีหมู่บ้านในละแวกนั้นที่มีความเป็นอยู่ยากจนยิ่งกว่าหมู่บ้านนางอย-โพนปลาโหล คือหมู่บ้านกวนบุ่น ห้วยหวด และโคกกลาง มาขอความช่วยเหลือ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณได้รับหมู่บ้านนั้นเข้าไว้ในโครงการ การช่วยพัฒนาหมู่บ้านโดยการให้ เป็นการช่วยให้พ้นชีวิตลำเค็ญในระยะต้น แต่การให้เรื่อยไปย่อมไม่ได้ ต้องพัฒนาให้เขาสามารถช่วยตนเอง หาพืชมาให้ปลูกหลังทำนาเพื่อเพิ่มรายได้ เมื่อส่งเสริมให้เกิดผลิตผล แล้วต้องหาตลาดมารับซื้อ โรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูปจึงเกิดขึ้นเพื่อรับซื้อผลิตผลที่ส่งเสริม เช่น มะเขือเทศ และข้าวโพดอ่อน เป็นต้น ได้ส่งคนงานไปฝึกอบรมการผลิตอาหารที่บริษัทอาหารสยาม สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า งานโครงการพระราชดำรินางอย-โพนปลาโหลนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จหลายครั้ง และเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2527 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จไปเยี่ยมชมกิจการ ทรงพอพระทัย และมีพระราชดำรัสว่า ต่อไปน่าจะหาทุนการศึกษาให้ชาวบ้านในท้องถิ่นได้รับการศึกษาในระดับสูง ในสาขาวิชาการจัดการโรงงาน เพื่อจะได้มาทำงานท้องถิ่นต่อไป พ.ศ. 2521-2522 ณ อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ มีการสู้รบกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา และพวกกลุ่มคอมมูนิสต์ ผลสุดท้ายทหารไทยสามารถรบชนะ ในระหว่างการสู้รบนั้น ราษฎรต้องอพยพมาอยู่หมู่บ้านโนนดินแดงจำนวนมาก ได้รับความลำบากในการกินอยู่อย่างยิ่ง ความทราบถึงพระเนตรพระกรรณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริช่วยบรรเทาทุกข์แก่ราษฎร โปรดเกล้าให้พัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา อนามัย และการศึกษา เป็นโครงการใหญ่เรียกว่า โครงการพัฒนาตามพระราชดำริ อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ มีหน่วยราชการหลายหน่วยเกี่ยวข้อง ที่ตำบลนี้มีหมู่บ้านเดิม 26 หมู่บ้าน และจัดใหม่ให้ผู้อพยพหนีภัยอีก 14 หมู่บ้าน รวมเป็น 40 หมู่บ้าน หมู่บ้านเหล่านี้ยากจน อดอยาก ขาดแคลนยิ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์ให้พัฒนาหมู่บ้านตัวอย่างให้แก่หมู่บ้านเหล่านี้ด้วยการดำเนินการคล้ายกับที่กำลังทำอยู่ที่นางอย กับ 5 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านซับสมบูรณ์ หมู่บ้านป่าไม้สหกรณ์ หมู่บ้านคลองหิน หมู่บ้านคลองโป่ง และหมู่บ้านหนองเสม็ด โดยมี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ เป็นผู้ควบคุม ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน เป็นผู้ดำเนินงาน เรียกโครงการนี้ว่า โครงการเสริมโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ อำเภอละหานทราย ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน ได้เดินทางพร้อมผู้ร่วมงานจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เมื่อเดือนธันวาคม 2524 เพื่อพบกับผู้ปฏิบัติงานโครงการพระราชดำริ และเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ประชุมทำความเข้าใจในการดำเนินงาน ได้เริ่มงานพัฒนาเด็ก โดยร่วมมือกับพัฒนากร และชาวบ้านจัดการสร้างศูนย์เด็กที่หมู่บ้านซับสมบูรณ์ และหมู่บ้านป่าไม้สหกรณ์ ชาวบ้านเป็นฝ่ายหาไม้ โครงการเสริมฯ เป็นฝ่ายช่วยหาอุปกรณ์ จัดการเลือกหาผู้ดูแลเลี้ยงเด็กจากคนในหมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ให้การอบรมเรื่องการดูแลการให้อาหาร การทำอาหารเด็ก การทำนมถั่วเหลือง จัดอาหารกลางวัน อาหารเสริมโปรตีนจากถั่วเหลือง ถั่วเขียวเลี้ยงเด็กในวันเรียน เมื่อศูนย์เด็กสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วทั้ง 5 หมู่บ้าน โครงการเสริมฯ ได้จัดหาเครื่องใช้และอุปกรณ์ให้ พร้อมทั้งดูแลช่วยเหลือต่อมาอีกระยะหนึ่ง จนสามารถดำเนินการเองได้แล้ว จึงมอบศูนย์เด็กให้อยู่ในความดูแลของผู้มีหน้าที่พัฒนาชุมชนรับไปดำเนินการต่อไป เกี่ยวกับความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ก็ได้ช่วยจัดหาแหล่งน้ำ และจัดให้มีส้วมขึ้นแต่ละบ้านแทนการไปถ่ายตามทุ่งนา เช่นเดียวกับที่นางอย หมู่บ้านที่ไม่มีศาลาวัดก็ได้ช่วยกันจัดสร้าง ตลอดจนหาพระพุทธรูปมาบูชาไว้สำหรับเป็นที่พึ่งทางจิตใจ และพัฒนาทางสังคม โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูป อำเภอละหานทราย จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชที่โรงงานจะรับซื้อแล้วนำไปแปรรูป เช่น มะเขือเทศ ข้าวโพดอ่อน และหน่อไม้ เป็นต้น โรงงานนี้เกิดขึ้นจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลให้งบประมาณส่วนหนึ่ง เครื่องอุปกรณ์บางอย่างซื้อด้วยเงินทูลเกล้าถวายจากรัฐบาลของประเทศแคนาดา ทุนบางส่วนได้จากโครงการวิจัยอาหารของอาเซียน ระหว่างการสร้างได้คัดเลือกชาวบ้านไปฝึกงานการทำอาหารกระป๋อง การควบคุมคุณภาพจากโรงงานอาหารสยาม สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เมื่อโรงงานเริ่มผลิตผลิตภัณฑ์ในปีแรกนั้น โรงงานซื้อผลิตผลจากเกษตรกรได้ต่ำกว่าเป้าหมายมากและค่อยดีขึ้นในปีต่อมา ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน เกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2524 และทำหน้าที่ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่ออีกหนึ่งปี ต่อมาระหว่าง พ.ศ. 2525-2527 ได้ย้ายไปเป็นผู้ช่วยอธิการบดี (เฉพาะกิจ) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมีสำนักงานดำเนินงานโครงการหลวง และโครงการพระราชดำริโดยเฉพาะเกี่ยวกับโรงงานอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน เป็นคนรักงาน การทำงานเป็นความสุข มีความคิดก้าวไกล งานจะต้องมาก่อนสิ่งอื่น ไม่กลัวปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน ทั้ง 2 อย่างนี้ เป็นสิ่งท้าทายให้หาทางเอาชนะให้ได้ รักผู้ร่วมงาน สอนวิธีทำงาน ไม่หวงความรู้ ไม่เห็นแก่เงิน เวลาทำงานผู้ร่วมงานจะเห็นศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตนเป็นคนดุ แต่ทำงานอย่างเป็นกันเอง คนทำงานด้วยก็ทำด้วยความรู้สึกสนุกสนาน ไม่มีช่องว่างระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง และคิดอยู่เสมอว่างานทั้งหลายเป็นผลดีได้จากความร่วมมือร่วมใจจากผู้ร่วมงาน เกียรติยศและรางวัลต่างๆ ที่ได้จากการทำงาน คือ เหรียญรัตนาภรณ์ ชั้น 3 (พ.ศ. 2516) ประกาศนียบัตรประกาศเกียรติคุณจากสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จากผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในเรื่องการพัฒนาอาหารเกษตรโปรตีน (พ.ศ. 2518) โล่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ที่ได้ช่วยอุปการะการศึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (พ.ศ. 2521) ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (พ.ศ. 2522) ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (พ.ศ. 2524) โล่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ได้ปฏิบัติงานเป็นผลดีแก่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ (พ.ศ. 2524) ปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (พ.ศ. 2526)ประกาศนียบัตรประกาศเกียรติคุณที่ช่วยเหลือราชการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (พ.ศ. 2527) หนังสือประกาศเกียรติคุณจากกรมอาเซียนประเทศไทย ที่ได้อุทิศความรู้ความสามารถแก่โครงการวิจัยพัฒนาและผลิตอาหารโปรตีนของอาเซียน (พ.ศ. 2527) ทางด้านชีวิตส่วนตัว ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตนได้สมรสครั้งแรกกับคุณประทุม โดษะนันทน์ มีบุตรธิดา 2 คน คือ 1) ศาสตราจารย์ ดร. อมรา พงศาพิชญ์ สมรสกับ ศาสตราจารย์ ดร. วสันต์ พงศาพิชญ์ 2) ดร. อมฤต ภูมิรัตน สมรสกับ คุณศศพินธุ์ มงคลสุข หลังจากที่คุณประทุมได้ถึงแก่กรรม ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตนได้สมรสกับคุณระเบียบ เบญจกาญจน์ และมีบุตรธิดาอีก 3 คน คือ 1) ศาสตราจารย์ ดร. อมเรศ ภูมิรัตน สมรสกับ คุณนิตยาภรณ์ สุมาวงศ์ 2) รองศาสตราจารย์ ดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน สมรสกับ คุณวิสาขา สุทัศน์ ณ อยุธยา 3) คุณผุสดี บราลี่ สมรสกับ Mr. Bruce Braly ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2527 สิริอายุได้ 65 ปี แหล่งข้อมูล ดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน และคนอื่นๆ. สัมภาษณ์, 22 ตุลาคม 2544. อมร ภูมิรัตน. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2515.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน

ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน เกิดวันที่ 15 เมษายน 2478 เป็นชาวนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนายแก้ว นางชิ้น ทองปาน อาชีพเป็นเกษตรกร ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน จบการศึกษาระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และเตรียมอุดมศึกษาจากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช จบปริญญาตรี ด้านเศรษฐศาสตร์เกษตร (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2500 แล้วทำงานเป็นผู้ช่วยอาจารย์ในคณะเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ ไม่ถึงปีก็ได้รับทุนการศึกษาไปเรียนต่อจนจบระดับปริญญาโททางเศรษฐศาสตร์เกษตร (M.S.) ใน พ.ศ. 2506 จาก Oregon State University ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน กลับมาสอนที่คณะเศรษฐศาสตร์สหกรณ์อีกประมาณ 2 ปี ก็ได้ทุน ADC (Agricultural Development Council) ในระดับปริญญาเอกที่ The Ohio State University ทางเศรษฐศาสตร์เกษตร แล้วกลับมารับราชการต่อในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำหน้าที่เป็นทั้งอาจารย์ นักวิชาการ และนักบริหาร ทางการศึกษาและการทำงานนั้น ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน มีความรู้เข้มข้นด้านเศรษฐศาสตร์เกษตรโดยเฉพาะ แต่ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน ก็จะให้ความสำคัญในการผนวกสังคมศาสตร์ ภูมิศาสตร์ หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์เข้าไปในการสอน การเขียน และการคิดของท่านนับว่าเป็นประโยชน์ต่อนิสิต และสังคมทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง การทุ่มเทชีวิตจิตใจ เอาใจใส่ในงานที่รับผิดชอบของศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน ตลอดจนการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ทำให้ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตร คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ ใน พ.ศ. 2516 ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ริเริ่มผลักดันให้เกิดโครงการเงินกู้ โครงการพิเศษต่างๆ ของคณะ ใน พ.ศ. 2517 รักษาการในตำแหน่งคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ และใน พ.ศ. 2519 ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณบดีเรื่อยมา จนถึง พ.ศ. 2528 คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจจึงได้รับการผลักดันจากศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน จนเจริญรุดก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านวิชาการ นิสิต อาจารย์ และบุคลากร ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน ยังพัฒนาหาความรู้ ผลิตความรู้อยู่เสมอ และได้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2538 อันเป็นปีที่ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน เกษียณอายุราชการพอดี อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน ก็ยังขยันขันแข็งสอนหนังสืออยู่ต่อไปไม่หยุดยั้งจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจะเห็นท่านเดินไปมาทั่วบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อย่างกระฉับกระเฉง ยิ้มแย้มแจ่มใสทักทายผู้คุ้นเคย ทั้งหมดนี้เป็นภาพที่ชินตาของชาวเกษตร ผลงานของศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน ที่น่ากล่าวขวัญถึง มีด้านต่างๆ กัน กล่าวคือ งานสอน ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน จะสอนทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ด้วย สอนสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์เกษตร ด้านนโยบายเกษตร และวิชาสัมมนา-ปัญหาพิเศษ นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปานยังเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษให้กับมหาวิทยาลัยอื่น ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ และของเอกชน งานบริการทางวิชาการ ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปานไม่เคยเหน็ดเหนื่อยที่จะทำงานบริการด้านวิชาการทั้งภายใน และภายนอกมหาวิทยาลัย สนุกสนานอยู่กับงานได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นงานสอน งานเขียน และงานพูด เป็นได้ทั้งผู้อภิปราย และผู้ดำเนินการอภิปรายด้านเศรษฐกิจการเกษตรที่สำคัญของชาติ ข้อคิด ข้อเขียนที่มีค่าของท่านจึงเป็นที่แพร่หลายไปในสถาบันศึกษา สถาบันของรัฐ และสื่อมวลชนซึ่งจะมีข้อเขียนของศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปานในหนังสือพิมพ์มติชนอยู่เสมอ ผลงานดีเด่นที่แสดงสติปัญญา ความคิดที่ลึกซึ้งของศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน ในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน ได้แก่ ตำราหรือหนังสือ 1. นโยบายเกษตรไทย กรุงเทพ เลิศชัยการพิมพ์ 2 พิมพ์ครั้งที่ 2 ปรับปรุงแก้ไข 254 หน้า, พ.ศ. 2536 2. ปัญหาการจัดทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย โดยสมพร อิศวิลานนท์ และเรืองไร โตกฤษณะ (บรรณาธิการ) เศรษฐศาสตร์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เลิศชัยการพิมพ์ 2 หนังสืออ่านประกอบ บทที่ 1 : 1-29, พ.ศ. 2537 3. การใช้แรงจูงใจของระบบตลาดแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยสมพร อิศวิลานนท์ และเรืองไร โตกฤษณะ (บรรณาธิการ) เศรษฐศาสตร์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เลิศชัยการพิมพ์ 2 หนังสืออ่านประกอบ บทที่ 9 : 183-205, พ.ศ. 2537 4. แนวความคิดเบื้องต้นในการกำหนดนโยบายเกษตร ใน การตลาดและนโยบายการเกษตร เอกสารการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หน่วยที่ 9-15, โรงพิมพ์ห้างหุ้นส่วนจำกัด หนึ่งเจ็ดการพิมพ์ หน่วยที่ 10 : 553-620, พ.ศ. 2528 5. การตลาดสินค้าประเภทอาหาร ในการผลิตและการใช้อาหาร เอกสารการสอนวิชาคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หน่วยที่ 8-15 โรงพิมพ์บริษัท สารมวลชน จำกัด : หน่วยที่ 15 : 1112-1196, พ.ศ. 2527 งานวิจัย 1. นโยบายส่งเสริมการปลูกป่า สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย พ.ศ. 2538. 174 หน้า. พิมพ์เผยแพร่โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย 2. มูลค่าของสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ : มูลค่าจากการเก็บไว้ใช้ วารสารเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (ก.ค. - ธ.ค.) พ.ศ. 2537: 23-31 3. ความยากจนและการทำลายป่า บทความเสนอในที่ประชุมทางวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 29 วันที่ 4-7 กุมภาพันธ์ 2534 ตีพิมพ์ใน รายงานผลการวิจัยในการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 29 : 711-723. 4. Deforestation and Poverty : Can Commercial and Social Forestry Break the Vicious Circle TDRI, Research Report No. 2 92 หน้า จัดพิมพ์เผยแพร่โดยมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), 1990 (มีส่วนร่วมร้อยละ 50) 5. Analysis of Market Information and Price Mechanism for Farm Products in Report of the Seminar on Collection and Analysis of Market Information for Farm Product in Asia November 29-December 9, 1988 Asian Productivity Organization, Tokyo 107, Japan : 78-84 6. Study of Production and Marketing of Peanuts, Soybeans and Sunflowers as New Sources of Oil Crops in the Asean Region. Research Report Under ASEAN Agricultural Development Planning Centre (ADPC) Bangkok, (รับผิดชอบทั้งในหัวหน้าโครงการและนักวิจัยอาวุโส มีปริมาณงานร้อยละ 50) จัดพิมพ์เผยแพร่โดย ASEAN Agricultural Development Planning Centre (ADPC) กรุงเทพมหานคร, ค.ศ. 1987. 7. นโยบายส่งออกสินค้าเกษตรกรรมของไทย กรุงเทพ เป็นงานวิจัยภายใต้โครงการศึกษานโยบายสาธารณะ สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย เจ้าพระยาการพิมพ์, 2528, 54 หน้า. 8. Agricultural Research Resources in Thailand in Proceedings of the Workshop on Agriculture and Resources Research Manpower Development in South and Southeast Asia 21-23 October 1981. Philippines Council for Agriculture and Resources Research and Development (PCARRD) Los Banos, Laguna, Philippines. PCARRD Book Service No. 6/1938 : 165-180. 9. Thai Food Policies in Malaysian Economic Studies (Kajian Economi Malaysia) Vol. XVI (No. 1&2) June and December 1979 : 31-43 ผลงานทางวิชาการในลักษณะอื่น ผลงานการส่งเสริมเผยแพร่ให้เยาวชนได้มีความรู้ความเข้าใจในระบบการตลาดสินค้าเกษตร ได้ตีพิมพ์เรื่อง ระบบการค้าผลิตผลเกษตร ในหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่มที่ 18 บริษัท ด่านสุทธาการพิมพ์ จำกัด พ.ศ. 2537 : 245-271 ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน ดูจะพอใจในบทบาทของการเป็นอาจารย์ และนักวิชาการมากที่สุด ทั้งที่ท่านเป็นนักบริหารเด่นท่านหนึ่งของรั้วสีเขียว โดยเฉพาะงานด้านวิจัยค้นคว้าใหม่ๆ ทางวิชาการนั้น เป็นงานที่ท้าทายอย่างยิ่ง ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปานจึงรักที่จะทำงานด้านวิชาการมาโดยตลอด แม้จะเกษียณอายุราชการแล้วก็ตาม หน่วยงานไหนต้องการความช่วยเหลือ ท่านก็จะเมตตาช่วยงานให้โดยไม่อิดเอื้อน เช่น การเป็นกรรมการในวิชาบูรณาการ สอนนิสิตปีที่ 1 เป็นต้น ปรัชญาในการเน้นคุณภาพการเรียนการสอนคือ ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปานจะค้นหาข้อมูลใหม่ๆ ที่ทันสมัยมาให้นิสิตวิเคราะห์ ทำความเข้าใจ เนื้อหาวิชาจึงทันสมัยไม่ซ้ำซาก สอนตัวอย่างใหม่ได้ทุกวัน ฉะนั้น การเรียนการสอนในวิชาการจึงมีบรรยากาศที่น่าสนใจ สนุกสนาน แต่ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปานก็เข้มงวดในระเบียบวินัยการเรียน และการทดสอบของนิสิต แม้จะเป็นงานเหนื่อย แต่ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปานก็สอบย่อยและตรวจข้อสอบอยู่เสมอ จนนิสิตยากที่จะขาดเรียน หรือเข้าเรียนสายในวิชาของศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน แน่นอนที่ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปานยึดหลักการทำงานตามหลักอิทธิบาท 4 ของพุทธศาสนา เพราะท่านถึงพร้อมด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา ท่านตัดสินใจย้ายบ้านมาอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ และมักจะเดินทางมาทำงานในช่วงแรกที่รถยังไม่คับคั่ง เดินสอนตามตึกต่างๆ ในบริเวณมหาวิทยาลัยด้วย ที่บ้านของศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปานไม่ค่อยมีโต๊ะทำงาน เพราะจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องทำงานในคณะ แม้ทุกวันนี้ ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปานก็ยังมีห้องทำงานที่เก็บเอกสารตำราอยู่เช่นเดิม ไม่เคยขนไปทำงานที่บ้าน วันเสาร์-วันอาทิตย์ก็ยังมาทำงาน เพราะเป็นชีวิตที่คุ้นเคยของท่าน ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปานบอกว่าไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงอีก บุตร 3 คน ก็โตและทำงานแล้ว มีงานบ้านเพียงดูแลสนามและต้นไม้บ้างเล็กน้อย ปรัชญาในการทำงานคือ ทำงาน ตั้งใจทำงาน ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของงาน และจะดีใจ ภูมิใจ เมื่อพบนิสิตเก่าที่บอกว่าเขาได้อะไรเยอะมากจากการเรียนกับศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน โดยเฉพาะนิสิตที่มีท่านเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ นิสิตส่วนใหญ่ที่ศึกษาจบไปแล้ว ต่างก็เป็นใหญ่เป็นโตในอาชีพการงานกัน สิ่งนี้จึงเป็นความสุขของศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน ชาวเกษตรจะยอมรับกันในความรักและการทุ่มเททำงานที่สุภาพบุรุษท่านนี้มีต่อมหาวิทยาลัย ดังนั้น เมื่อถามถึงความกังวลที่อาจารย์มีต่อมหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปานบอกว่า เป็นห่วงต่อประสิทธิภาพของทั้งอาจารย์ และนิสิต นิสิตปัจจุบันดูจะเอาใจใส่ในการเรียนน้อย และขาดความเข้าใจในเนื้อหา ลอกเลียนงานผู้อื่น และทุจริตในการสอบ เข้าเรียนสายเป็นประจำ อาจารย์เองก็ขาดความรับผิดชอบในหน้าที่ ไม่ทุ่มเทในการสอน และไม่ทันสมัย สำหรับธรรมชาติของการสอนด้านสังคมศาสตร์นั้น อาจารย์เห็นสมควรให้มีบูรณาการของเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งจะมีเนื้อหาเปลี่ยนแปลงไม่คงที่เพราะสังคมเปลี่ยนไปตามโลก นิสิตทุกคณะจะต้องมีคุณสมบัติดังกล่าวเป็นพื้นฐานด้วย นอกเหนือจากตำเหน่งต่างๆ ทางวิชาการและบริหารแล้ว ท่านยังได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ คือ ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (พ.ศ. 2527) ประถมาภรณ์ช้างเผือก (พ.ศ. 2530) เหรียญจักรพรรดิมาลา (พ.ศ. 2531) มหาวชิรมงกุฎ (พ.ศ. 2536) นับได้ว่า ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน เป็นบุคลากรดีเด่นที่มีค่าท่านหนึ่งของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ท่านเป็นที่พึ่งของนิสิตและของอาจารย์ทั่วไป ท่านมีคุณธรรม น้ำใจ เอื้อเฟื้อ และเสียสละ บางครั้งความเมตตาของท่านก็ทำให้ท่านต้องผิดหวัง เดือดร้อนและต้องชดใช้เงินให้แก่รัฐโดยไม่จำเป็น เช่น ท่านเมตตาค้ำประกันให้แก่อาจารย์ท่านหนึ่งที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ แต่อาจารย์ท่านนั้นสูญหายไปเลย ทางราชการก็ต้องหักเงินเดือนท่านทุกเดือน นับเป็นเวลาหลายปี ท่านก็คงยิ้มสู้ไม่ปริปากบ่นว่าลูกศิษย์เลย นี่คือตัวอย่างหนึ่งของความเป็นครูบาอาจารย์ที่ดีและหาได้ยาก คุณสมบัติดีเด่นของท่านคือ เป็นสุภาพบุรุษ อ่อนน้อม ถ่อมตัว ไม่โอ้อวด เรียกได้ว่า อาจารย์เพรียบพร้อมด้วย ความรู้ คู่คุณธรรม ลึกซึ้งด้านเศรษฐศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และสังคมศาสตร์ ตลอดจนการดำเนินชีวิตสม่ำเสมอ ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปานไม่เคยทำความเดือดเนื้อร้อนใจให้ผู้ใด เป็นชาวเกษตรโดยเนื้อแท้ สมกับการคารวะยกย่องอย่างแท้จริง ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน สมรสกับ คุณเสาวรส พลางกูร มีบุตรธิดา 3 คน คือ นายศรัณย์ ทองปาน นายวัตสันห์ ทองปาน และ นางสาวจิตสุดา ทองปาน ศาสตราจารย์ ดร. โสภิณ ทองปาน ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558 สิริรวมอายุได้ 80 ปี แหล่งข้อมูล โสภิณ ทองปาน. สัมภาษณ์, 21 กันยายน 2544. โสภิณ ทองปาน. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2506.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

อาจารย์เสรี ไตรรัตน์

อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ ถือกำเนิดที่ตำบลฉาง อำเภอนนทบุรี ปัจจุบันเป็นอำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2460 เป็นบุตรของนายหลี และนางทองเหมือน ไตรรัตน์ มีพี่น้องร่วมบิดา-มารดา 4 คน คือ นางฉวีไตรรัตน์ นายเสรี ไตรรัตน์ นางปราณี ไตรรัตน์ นางมานิตตา แสนสุข สมัยเป็นเด็ก เรียนหนังสือที่โรงเรียนประจำอำเภอ คือโรงเรียนนันทบำรุง เรียนอยู่ถึง ม. 1 ได้รับทุนการศึกษาจากทางจังหวัด จึงย้ายไปอยู่โรงเรียนปทุมวิไล อยู่ในวัดสำแล เนื่องจากโรงเรียนอยู่ห่างจากบ้าน 30-40 ก.ม. จึงต้องอาศัยอยู่กับท่านพระครูซึ่งมีอยู่องค์เดียว เมื่อเรียนจบ ม. 6 ใน พ.ศ. 2477 ได้กลับไปเป็นครูประชาบาล ได้รับเงินเดือน 35 บาท ผู้ปกครองให้เลือกเอาว่าจะไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ หรือจะค้าขาย เพราะพ่อแม่มีอาชีพค้าขาย อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ จึงตัดสินใจเข้าเรียนต่อในกรุงเทพฯ ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ ชั้น ม. 7-8 วิชาที่ชอบมากที่สุดคือ วิชาเคมี เมื่อจบ ม. 8 ใน พ.ศ. 2479 จึงเข้าเรียนวิชาเคมีปฏิบัติ ที่กรมวิทยาศาสตร์ กระทรวงเศรษฐการ จนจบใน พ.ศ. 2482 และเข้าทำงานในกรมวิทยาศาสตร์ต่อในแผนกวิเคราะห์ เช่น วิเคราะห์ฝิ่น โลหะ น้ำ เป็นต้น ต่อมาไปอยู่แผนกเกษตรเคมี กองเกษตรศาสตร์ ซึ่งขณะนั้นขึ้นอยู่กับกรมวิทยาศาสตร์ ต่อมากองเกษตรศาสตร์ย้ายจากกรมวิทยาศาสตร์ไปขึ้นกับกรมเกษตร ในช่วงนั้นอาจารย์เริ่ม บูรณฤกษ์ เป็นหัวหน้ากอง ได้สั่งให้อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ ไปรายงานตัวที่วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประมาณ พ.ศ. 2484 และใน พ.ศ. 2486 วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ปรับสถานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีนิสิตเพียง 2 ชั้น คือปีที่ 1 และปีที่ 2 เท่าที่จำได้ รุ่นแรกมี หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณ ศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ รวมประมาณ 12 คน รุ่น 2 ก็มี คุณชีวัน ณรงค์ชวณะ คุณเรืองศรี บูรณศิริ และเพื่อนๆ รวมประมาณ 20 คน เมื่อเริ่มตั้งเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีอาจารย์ประจำอยู่ 3 คน ได้แก่ อาจารย์อารียัน มันยีกุล ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ และอาจารย์เสรี ไตรรัตน์ ได้ปรับปรุงการสอนวิชาเคมีปฏิบัติ โดยเพิ่มวิชาการวิเคราะห์โดยคุณภาพ และเคมีการวิเคราะห์โดยปริมาณ ได้รวบรวม เรียบเรียงหนังสือเคมีเบื้องต้นภาคปฏิบัติการ ให้นิสิตใช้เป็นคู่มือเข้าห้องปฏิบัติการ รวบรวม เรียบเรียงหนังสือการวิเคราะห์โดยคุณภาพให้นิสิตใช้เป็นคู่มือ ใน พ.ศ. 2492 อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ ได้รับทุนไปศึกษาดูงานด้านปฐพีวิทยาที่ Oregon State University เมือง Corvallis ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้ได้รับความรู้เพิ่มเติม และนำมาถ่ายทอดในการสอนนิสิตในภายหลัง อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ ได้ทำการสอนวิชาปฐพีวิทยาเบื้องต้นร่วมกับอาจารย์ในภาควิชา เขียนตำราปฐพีวิทยาในบทธาตุอาหารพืช สอนเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และเทคนิคในการวิเคราะห์ดิน งานสอนที่อาจารย์ภาคภูมิใจอย่างยิ่ง คือได้ถวายการสอนหนังสือแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้แก่วิชาเคมีเบื้องต้น ทั้งภาคบรรยายและปฏิบัติ การวิเคราะห์โดยคุณภาพและปริมาณภาคปฏิบัติการ พ.ศ. 2486 สมาคมรักบี้ ได้เชิญมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เข้าร่วมการแข่งขันรักบี้ อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ ได้รับมอบหมายจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้ดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นกีฬาใหม่ที่ชาวเกษตรยังไม่รู้จักคุ้นเคย ไม่มีผู้รู้กฎ กติกาใดๆ เลย อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ ต้องขวนขวายติดต่อผู้ชำนาญในกีฬาประเภทนี้มาฝึกสอนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ในช่วงแรกๆ ก็มีอาจารย์จุรีพรหม กมลาศ มาช่วยจัดการให้เป็นทีม เป็นรูปเป็นร่างขึ้น ต่อมาอาจารย์ประหยัด บูรณศิริ ซึ่งเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ และเคยเป็นนักรักบี้ทีมของมหาวิทยาลัยฯ ด้วย มาช่วยอบรมฝึกสอน และ อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ ก็อุตส่าห์ศึกษาจากตำราต่างๆ เกี่ยวกับรักบี้ เพื่อช่วยกันให้ทีมรักบี้ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เข้าสู่สนามแข่งขันกับเขาได้ ในช่วง 4-5 ปีแรก ก็ต้องเป็นหมูสนามไปก่อนเป็นธรรมดา เป็นคู่ซ้อมให้กับทีมที่ช่ำชองกว่า เช่น ทีมธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายเรือ ฯลฯ ทีมได้รับการปรับปรุงให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จนถึง พ.ศ. 2492 ก็เริ่มชนะมาเรื่อยๆ และชนะเลิศรักบี้ประเภทมหาวิทยาลัยในที่สุด นอกจากกีฬารักบี้ ซึ่ง อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ บุกบั่นทุ่มเทอย่างจริงจังจนสร้างชื่อเสียงให้แก่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ กีฬาประเภทอื่นๆ เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล ว่ายน้ำ กรีฑา ฯลฯ อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ ก็ได้เป็นผู้นำ ผู้ริเริ่ม ดูแลเอาใจใส่ ผลักดันให้การกีฬาต่างๆ เหล่านั้น เข้าสู่ระดับเท่าเทียมกับสถาบันอื่นๆ กล่าวโดยรวมการกีฬาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เป็นปึกแผ่น มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ส่วนใหญ่เกิดจากการอุทิศตนของอาจารย์เสรี ไตรรัตน์ ซึ่งทุกคนยอมรับโดยมิต้องสงสัย อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ เป็นผู้ริเริ่มประเพณีการแข่งขันรักบี้ฟุตบอล ใช้ชื่อว่า ชาวไร่-ชาวเรือ (ทีมรักบี้ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ - ทีมรักบี้โรงเรียนนายเรือ) และได้ปฏิบัติต่อเนื่องกันมาเป็นการเสริมสร้างความรักสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่นิสิตนักศึกษาต่างสถาบัน นอกเหนือจากความมุ่งมั่นให้นิสิตเกษตรมีความรู้สึกลึกซึ้งในวิชาที่อาจารย์รับผิดชอบ ผลักดันให้การกีฬาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยรวมเจริญก้าวหน้าเป็นที่ยอมรับของสังคมทั่วไปแล้ว อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ ยังมีความรู้ความสามารถในกีฬาด้านอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อกิจกรรมในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ผ่อนคลายลง อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ก็ยังคงมีภาระกิจเกี่ยวกับการกีฬาในระดับประเทศมาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเกษียณอายุราชการแล้วก็ตาม นอกจากภาระหน้าที่ในสมาคมรักบี้แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์แล้ว อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ ยังเป็นกรรมการบริหารของสมาคมกีฬาต่างๆ ในประเทศ เช่น ไทยรักบี้ยูเนียน สมาคมกรีฑาแห่งประเทศไทย สมาคมบาสเกตบอลแห่งประเทศไทย สมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย สมาคมว่ายน้ำแห่งประเทศไทย สมาคมเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ในฐานะประธานคณะกรรมการผู้ตัดสิน อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ เป็นผู้มีส่วนสำคัญยิ่งกับการกีฬาแข่งขันจักรยานทั้งในประเทศและระดับอาเซี่ยน สำหรับสมาคมจักรยานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเริ่มก่อตั้งใน พ.ศ. 2502 มาจนถึงปัจจุบัน อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ ได้ทำงานในตำแหน่งเลขาธิการสมาคมมาเกือบ 20 ปี นอกจากนั้นก็รับตำแหน่งนายกสมาคมผู้ฝึกสอน ประธานฝ่ายเทคนิค ฯลฯ เป็นผู้จัดการทีม และเป็นผู้ฝึกสอนการแข่งขันจักรยานระหว่างประเทศ จนได้ตำแหน่งชนะเลิศในการแข่งขันจักรยานชิงแชมป์แห่งเอเชีย ครั้งที่ 1 ณ กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และเหรียญทอง 6 เหรียญ ในเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 5 ที่กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2509 จนชาวไทยทั่วประเทศรู้จัก อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ในนามของปู่จักรยาน ซึ่งอาจารย์กล่าวว่า ก็ภูมิใจในชื่อที่ได้รับ เพราะเป็นผลงานระดับชาติที่น้อยคนจะบุกบั่นให้สำเร็จได้ ความใฝ่ฝันของอาจารย์เสรี ไตรรัตน์ ที่มีต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือ อยากเห็นความก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ ได้เน้นถึงวิชาความรู้ โดยเฉพาะวิชาที่อาจารย์รับผิดชอบคือ วิชาเคมี ว่าจะต้องให้ได้มาตรฐานเช่นเดียวกับสถาบันอื่นที่เรียนเคมี คือเมื่อพูดเรื่องเคมี ก็ต้องรู้เรื่องและเข้าใจ อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ อยากให้นิสิตรู้จักความกตัญญูกตเวทีต่อครูบาอาจารย์ ต่อสถาบันศึกษา เมื่อสำเร็จการศึกษาไปแล้วอย่าลืมเกษตร ขอให้ช่วยกันทำให้เจริญขึ้นในทุกๆ ด้าน และทุกโอกาสที่ทำได้ อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ ได้อุทิศตน ทุ่มเทกำลังใจ กำลังกาย ให้กับกิจกรรมที่ได้รับมอบหมายเกี่ยวกับการสอน การกีฬา จนทำให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีชื่อเสียง ก้าวหน้าทัดเทียมกับสถาบันการศึกษาอื่นได้อย่างเต็มความภาคภูมิ ประโยชน์นานับประการที่อาจารย์เสรี ไตรรัตน์มีต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ส่งผลให้อาจารย์ได้รับการเชิดชูเกียรติ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ก่อนเกษียณอายุราชการคือ ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก และชั้นเหรียญทองดิเรกคุณากรณ์ อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ สมรสกับ น.ส. สนอง พีระบูล เมื่อ พ.ศ. 2486 มีบุตร-ธิดา รวม 8 คน คือ 1) นางจิรภา ไตรรัตน์ สำเร็จการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมรสกับนายมานพ เมรีรัตน์ 2) พ.ญ. ภัทริยา ไตรรัตน์ สำเร็จการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล สมรสกับนายธนาวุฒิ จารุทัศน์ (ถึงแก่กรรม) 3) ด.ญ. ชีต้า ไตรรัตน์ (ถึงแก่กรรม) 4) นางแวนด้า ไตรรัตน์ จบคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมรสกับนายชวลิต จงวัฒนา 5) นายฉัตรชัย ไตรรัตน์ จบการศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 6) นางศิริน ไตรรัตน์ จบการศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 7) นางเนาวรัตน์ ไตรรัตน์ จบการศึกษาคณะพานิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมรสกับนายชาลี ภมรมนตรี 8) นายราชัน ไตรรัตน์ จบการศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง สมรสกับ น.ส. ปิยาภรณ์ กุลนิติ อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2544 สิริอายุได้ 84 ปี แหล่งข้อมูล เสรี ไตรรัตน์. สัมภาษณ์, 30 ตุลาคม 2543. เสรี ไตรรัตน์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเศรษฐการ, 2482.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ

ชีวิตวัยเยาว์ ของศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ เริ่มต้นที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งถือเป็นบ้านเกิด จากนั้นได้ย้ายตามครอบครัวมาอยู่ที่จังหวัดธนบุรี เรียนหนังสือจนจบชั้นมัธยมปีที่ 3 จากโรงเรียนมัธยมวัดนวลนรดิศ ธนบุรี ประมาณ พ.ศ. 2480 ได้ไปพักกับญาติผู้ใหญ่ซึ่งท่านเป็นผู้บัญชาการกองพันทหารราบที่ 31 จังหวัดเชียงใหม่ เรียนต่อที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เชียงใหม่ และได้รับคำแนะนำจากท่านผู้ใหญ่เกี่ยวกับการศึกษาต่อ ซึ่งท่านเน้นเรื่องการเกษตรเพราะเป็นอาชีพสำคัญของประเทศไทย อีกทั้งท่านยังเคยเข้ารับการอบรมวิชากสิกรรมทหารที่โรงเรียนแม่โจ้ โดยมีคุณพระช่วงเกษตรศิลปการเป็นผู้ให้การอบรม ศาสตราจารย์ ดร.สุวรรณ เกษตรสุวรรณ จึงได้ตัดสินใจเข้าศึกษาที่โรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรมแม่โจ้ เชียงใหม่ ขณะที่เข้าเรียนนับเป็นรุ่นที่ 3 ของหลักสูตรที่ใช้ขณะนั้น ซึ่งต่อมาได้มีการปรับหลักสูตรให้เป็นโรงเรียนเตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แม่โจ้ หลักสูตร 2 ปี จนจบเตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จากแม่โจ้ แล้วย้ายมาเรียนที่เกษตรกลาง บางเขน ในปี 2485 ตามหลักสูตร อนุปริญญาเกษตรศาสตร์ 3 ปี พอเรียนปีที่ 2 กลางปี ก็มีพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2486 ปรับหลักสูตรเป็น 5 ปี ระดับปริญญาตรี จึงเป็นโชคดีที่ได้เป็นนิสิตรุ่นที่ 1 ของหลักสูตรนี้ และได้สำเร็จปริญญาตรีในวิชากสิกรรมและสัตวบาล เกียรตินิยม เมื่อ พ.ศ. 2489 นับเป็นบัณฑิตรุ่นแรกของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ (หมายเหตุ : คำว่า สัตวบาล เดิมสะกดว่า สัตวบาลน์ และมาเปลี่ยนเป็น สัตวบาล ในภายหลัง) จากคณะเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 คณะแรกที่ได้แบ่งการศึกษาไว้เมื่อมีพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2486 ซึ่งขณะนั้นสังกัดกระทรวงเกษตราธิการ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการดำรงตำแหน่งอธิการบดี ต่อมาอีก 3 ปี ประมาณ พ.ศ. 2489 คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ซึ่งเป็นอธิบดีกรมเกษตรและการประมงขณะนั้น จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ เป็นผู้ที่ริเริ่มเรื่องการเลี้ยงไก่และส่งเสริมประชาชนให้เลี้ยงไก่ไว้กินไข่ และศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ คือผู้สืบทอดเจตนารมณ์นั้นมาตั้งแต่ขณะกำลังศึกษาอยู่ จวบจนรับราชการและเกษียณอายุราชการตามลำดับ แผนกไก่ ในเสี้ยวหนึ่งแห่งความทรงจำในอดีตของศาสตราจารย์ ดร.สุวรรณ เกษตรสุวรรณ เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไก่ไว้สำหรับศึกษาทดลองเปรียบเทียบพันธุ์ ศึกษาอัตราการไข่กับการเจริญเติบโต และยังส่งเสริมให้ประชาชนส่งไก่เข้าแข่งขันไข่ดก ระหว่างที่งานกำลังเจริญก้าวหน้าก็พอดีกับการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่าง พ.ศ. 2485-2488 ญี่ปุ่นบุกประเทศไทย พ.ศ. 2488 นิสิตต้องอพยพไปเรียนที่โรงเรียนบ้านสมเด็จฯ ชั่วคราว ที่แผนกไก่พบว่าไก่ในเล้าถูกเขาเอาไปกินอย่างน่าเสียดาย เป็นการสูญเสียอย่างมหาศาลของแผนกไก่ เมื่อสงครามเลิกและทหารญี่ปุ่นถอยออกไปแล้ว แผนกไก่ต้องเริ่มสะสมไก่โดยสั่งจากต่างประเทศเข้ามาใหม่ ชีวิตราชการ ของศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ ไม่ได้เริ่มเมื่อสำเร็จปริญญาตรี สมัยที่ยังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 5 ต้องทำวิทยานิพนธ์ และได้ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง วิธีทำนมผงกับอาจารย์ หม่อมราชวงศ์ เทพฤทธิ์ เทวกุล อาจารย์ที่ปรึกษาเพราะมีความสนใจในเรื่องเครื่องจักรกล เครื่องเย็นอยู่แล้ว เมื่อจบแล้วก็ไม่คิดรับราชการ แต่ได้ติดตาม อาจารย์หม่อมราชวงศ์ เทพฤทธิ์ เทวกุล ออกไปตั้งบริษัท สยามรัก จำกัด สั่งสินค้าจากอเมริกาเข้ามาจำหน่าย สินค้ารุ่นแรกเป็นเครื่องทำความเย็นมีที่บังคับอัตโนมัติ เพื่อจำหน่ายแก่ร้านค้าและเรือประมง จึงต้องลงเรือประมงไปดูการทำงานของเครื่องทำความเย็นให้ใช้ในการเก็บรักษาปลาและจำเป็นต้องศึกษาการทำงานของชิ้นส่วนองค์ประกอบต่างๆ ของวงจรทำความเย็นอย่างละเอียด ประสบการณ์นี้เป็นประโยชน์มาก และได้นำมาใช้สอนนิสิตคหกรรมศาสตร์ นิสิตวิทยาศาสตร์การอาหาร ในเรื่องการใช้เครื่องทำความเย็นในบ้าน การใช้ความเย็นในการถนอมอาหาร เป็นต้น พ.ศ. 2490 คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ให้คนไปตามตัวมาพบ บอกว่าอยากให้รับราชการ และให้ความหวังว่ามีโอกาสจะได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศด้วย จึงได้เข้ารับราชการอยู่ที่แผนกไก่กับงานไก่ของท่าน บรรจุเข้าเป็นอาจารย์ตรี แผนกสัตวบาล คณะเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2492 อัตราเงินเดือน 140 บาท ทำงานสองปีได้เลื่อนเป็นอาจารย์โท ได้รับเงินเดือน 160 บาท จนถึง พ.ศ. 2496 ได้รับทุนไปศึกษาต่อปริญญาโทที่ Utah State Agricultural College ประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้เวลาเรียน 1 ปี 6 เดือน ก็กลับมาทำงานต่อ และได้ปรับเงินเดือนเป็น 180 บาท พ.ศ. 2497 คณะเกษตรศาสตร์ เปลี่ยนชื่อเป็นคณะกสิกรรมและสัตวบาล และต่อมามีชื่อเป็นคณะเกษตรใน พ.ศ. 2509 ใน พ.ศ. 2502 มีพระราชบัญญัติจัดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี โอนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จากกระทรวงเกษตราธิการ ไปขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรีและมีการปรับอัตราเงินเดือน ไปเป็น 2,650 บาท ในตำแหน่งอาจารย์โท จบปริญญาโทแล้วกลับมาทำงานที่แผนกไก่ สนุกกับงานทุกอย่างตั้งแต่งานซ่อมสร้างคอกไก่ โรงฟักไข่ ห้องเย็น ตลอดจนอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งในยุคนั้นรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมแก่ประชาชน จึงได้อนุมัติเงินราว 1.5 ล้านบาทให้แก่แผนกไก่ ช่วยให้งานขยายพันธุ์และการสั่งไก่พันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาทำพันธุ์และเลี้ยงเป็นตัวอย่างแก่ประชาชนทั่วไป แผนกไก่ในขณะนั้น มีที่ตั้งริมถนนงามวงศ์วานช่วงประตู 2 มีพื้นที่ตั้งแต่ประตู 2 ยาวตลอดแนวรั้วจนถึงบ้านพักข้าราชการ (ประมาณบ้านฝึกนิสิตคหกรรมศาสตร์ในปัจจุบัน) เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าชมสถานที่ และปรึกษาปัญหาการเลี้ยงไก่ได้ คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจกล่าวไว้เสมอว่า เงินเดือนของพวกเราทุกคนมาจากภาษีอากรของประชาชน เป็นหน้าที่ของพวกเราจะต้องให้บริการและช่วยเหลือประชาชนในทุกโอกาสที่ทำได้ พ.ศ. 2503 สอบได้ทุน Rockefeller Foundation ไปศึกษาปริญญาเอกที่ Utah State University ประเทศสหรัฐอเมริกา สำเร็จปริญญาเอกทาง Poultry Breeding ใช้เวลาเรียน 2 ปี 11 เดือน ศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ เป็นนักวิจัยทางด้านการปรับปรุงพันธุ์ไก่ การคัดเลือกพันธุ์ จากการศึกษามากกว่าสิบปี พอจะกล่าวได้ว่า ไก่พันธุ์ไข่ที่เหมาะสมกับดินฟ้าอากาศของประเทศไทย ได้แก่ไก่พันธุ์เล็กฮอร์น ไก่พันธุ์โรดไอแลนด์แดง ไก่ที่จะเลี้ยงให้โตเร็วได้น้ำหนักดีได้แก่ลูกผสม สายเลือดต่าง ๆ ในเรื่องของไก่กระทงก็พบว่าลูกผสมสายเลือดช่วงที่ 1 เติบโตเป็นไก่กระทงดี มีอัตราส่วนใช้อาหารดีขึ้น มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อดีขึ้น ประมาณหลังปี 2505 เป็นต้นมา ไก่กระทงเป็นที่นิยม จึงเริ่มมีบริษัทใหญ่ ๆ ลงทุนสั่งลูกไก่กระทงเข้ามาเลี้ยงเป็นธุรกิจ ดำเนินกิจการ แพร่หลายจนมีกิจการครบวงจรขนาดใหญ่ ส่งผลิตผลไก่สด ไก่แช่แข็ง เป็นสินค้าออกของประเทศไทยไปยังต่างประเทศ นับเป็นมูลค่าปีละกว่าหมื่นล้านบาท กิจการธุรกิจไก่ ทั้งไก่ไข่ ไก่เนื้อ มีความก้าวหน้าทางสายพันธุ์ แต่ก็มีการผันผวนของตลาด ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งเกี่ยวกับต้นทุนการผลิต ดังนั้น จุดมุ่งมั่นของแผนกไก่ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ที่จะส่งเสริมให้คนไทยมีอาชีพเลี้ยงไก่ นับว่ามีส่วนสร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับผู้เลี้ยงทั้งที่เป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม จากการที่ชอบเครื่องจักร เครื่องกล และคิดประดิษฐ์เครื่องมือต่างๆ จึงกลายเป็นผู้คิดค้นประดิษฐ์กรงตับสำหรับเลี้ยงไก่ไข่ จนได้กรงตับที่ใช้ได้ผลดีและเป็นแบบที่ฟาร์มอาชีพนำไปใช้ สมัยก่อนเรียกว่า โรงแรมไก่ มีความหมายว่า เป็นที่ให้ไก่อยู่และจ่ายไข่เป็นค่าเช่า เนื่องจากในการเลี้ยงดูไก่ ต้องมีอุปกรณ์แบบต่าง ๆ ให้พอเพียงกับจำนวนไก่ในคอก เมื่อมีไก่มากขึ้นและสถานที่มีจำกัด จึงต้องรีบสร้างกรงตับ ตัวกรงเป็นโครงไม้ระแนงร้อยลวดตลอดแนวและใช้ลวดตาข่าย 1x2 นิ้ว เป็นตะแกรงพื้นกรง หน้ากรงมีกรอบสังกะสีสำหรับติดป้ายบันทึกการไข่ประจำวัน เรื่องการสร้างกรงตับ ก็ได้แรงจากเพื่อนนิสิตหลาย ๆ ท่านสละเวลามาช่วยกัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ แห่งภาควิชาเกษตรกลวิธาน ผู้มีหน้าที่ออกแบบอาคารต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังได้ช่วยเขียนแบบหลังคาคอกไก่แบบต่าง ๆ ให้ดูง่ายขึ้น ซึ่งฟาร์มไก่ทั่วไปยังได้นำไปใช้ อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือ โรงฟักไข่ แต่ก่อนนี้ต้องนำเข้าตู้ฟักไข่จากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพงมาก เงินทุนหมุนเวียนของแผนกไก่ ต้องใช้จ่ายหลายทาง จึงได้หาทางสร้างขึ้นเองจากวัสดุเท่าที่จะหาได้ ตู้ฟักตู้แรกลอกแบบมาจากตู้ฟักตะเกียง ต่อมาได้ดัดแปลงสร้างแบบใช้ไฟฟ้าขนาดจุ 200-250 ฟอง ผลการทดลองฟักได้ผลดี จึงต้องสร้างแบบฝาบนเป็นกระจก เพื่อใช้สาธิตสภาพที่ลูกไก่เจาะเปลือกและออกจากไข่อย่างไร จากนั้นเมื่อมีปัญหาไข่ฟักมากขึ้น จึงคิดสร้างตู้ฟักไข่ขนาดใหญ่ จุไข่ฟักได้ราว 10,000 ฟอง ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ประหยัดเงินหลายแสนบาท ตู้ขนาดใหญ่เป็นแบบคนเดินเข้าออกได้ ใช้รถเข็นลำเลียงไข่เข้าฟัก 6 คัน การให้ความร้อนใช้หลักเดิมแต่เพิ่มพัดลมขึ้น 4 ชุด ที่สำคัญคือมีกริ่งสัญญาณเตือนอันตรายจากความร้อนในตู้ฟักสูงเกินขีดที่ต้องการ โรงฟักไข่นี้มีชื่อว่า โรงฟักไข่วิทยาลัย มีผู้มาขอดูงานเป็นจำนวนมาก ที่ตั้งของโรงฟักไข่อยู่ริมสนามรักบี้ เมื่อแผนกไก่ถูกย้ายจากริมถนนงามวงศ์วานไปอยู่ ณ ที่ซึ่งเป็นพื้นที่คณะวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ที่ตรงนั้นเลยใช้เป็นที่ตั้งของชมรมดนตรีสากลในระยะต่อมา และรื้อออกไปในที่สุด โรงฟักไข่นี้ผลิตลูกไก่มาสัปดาห์ละหลายพันตัว ก็เลยมีความจำเป็นต่อไปต้องสร้างกรงกก กรงเลี้ยงลูกไก่ กรงไก่รุ่น เลี้ยงให้แข็งแรงก่อนจึงปล่อยลงพื้นคอกต่อไป ตู้เย็นฝากระจก ก็มีความจำเป็นต้องสร้างเพื่อไว้เก็บของสด แล้วยังมีห้องเย็นขนาด 200 ลูกบาศก์ฟุต ภายในมีห้องแช่แข็ง 120 ลูกบาศก์ฟุต ห้องเย็นธรรมดา 50-60oF ขนาด 800 ลูกบาศก์ฟุต ตู้นี้ได้ประโยชน์มากตอนเตรียมออกงานตลาดนัดครั้งแรกประมาณ พ.ศ. 2495 ได้อาศัยเก็บเนื้อไก่สด ผักสดต่าง ๆ ได้ดีทีเดียว ประมาณ พ.ศ. 2498-2499 ในฤดูร้อนจะมีไข่ล้นตลาด ไข่ไก่ของแผนกไก่เก็บจนล้นเต็มห้องเย็น จึงคิดใช้ประโยชน์จากไข่ที่เหลือนี้ทำ ไข่ผง โดยใช้แบบการทำนมผงของอาจารย์หม่อมราชวงศ์ เทพฤทธิ์ เทวกุล มาสร้างที่แผนกไก่แต่ไม่มีหม้อสตีม จึงต้องใช้ระบบไฟฟ้าล้วนตั้งแต่ปั่น กรอง ส่งไปพ่นบนถัง ไอร้อน การพ่นใช้หัวพ่นสีต่อสายปั๊มลงในถังอบไล่ความชื้นด้วยไอร้อนสัก 2-3 ชั่วโมง ก็กวาดลงภาชนะมาบรรจุถุงพลาสติกออกวางขาย ผลงานวิจัย งานประดิษฐ์คิดค้นให้ประโยชน์แก่แผนกไก่ จนกล่าวได้ว่าเป็นแบบอย่างให้เอกชนนำไปดำเนินการปรับปรุงและพัฒนา จนอาชีพการเลี้ยงไก่กลายเป็นอุตสาหกรรมตราบจนเท่าทุกวันนี้ นกกระทา ก็เป็นสัตว์ปีกอีกชนิดหนึ่งที่แผนกไก่เห็นว่าจะเป็นอาชีพของเกษตรกรได้ เพราะลงทุนน้อย ตัวเรือนโรงสำหรับระยะแรกไม่จำเป็นนัก อาจใช้โรงรถเก่าหรือโรงเรือนเล็กที่มีหลังคากันแดดกันฝนก็ใช้ได้ แผนกไก่ก็เลยได้เพาะเลี้ยงลูกนกกระทาจำหน่ายจ่ายแจกแก่ประชาชนจนนิยมกันทั่วไป ผลงานเขียนตำรา มีไว้หลายเล่ม เช่น ไข่และเนื้อไก่ การเลี้ยงไก่ นกกระทา และเป็นผู้เขียนเรื่องเป็ดไก่ ในสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากงานสอนงานวิจัย และงานคิดประดิษฐ์อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ทั้งกำลังความรู้ กำลังความคิดและกำลังแรง ด้วยเจตนาที่จะให้เกิดประโยชน์แก่การเลี้ยงไก่ของประเทศ สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย ได้ประกาศเกียรติคุณและมอบรางวัล ผู้มีคุณูปการต่อวงการปศุสัตว์ไทย เมื่อ พ.ศ. 2536 งานบริหาร ในฐานะหัวหน้าภาควิชาสัตวบาล คณะกสิกรรมและสัตวบาล เมื่อ พ.ศ. 2507 ได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ที่ได้เสด็จเยี่ยมมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์เป็นการส่วนพระองค์ ด้วยทรงมีพระราชดำริในการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ให้เป็นอาชีพของเกษตรกร พ.ศ. 2508 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับมอบ ธนะฟาร์ม ซึ่งเดิมเป็นไร่ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จากกรมธนารักษ์ จึงได้จัดตั้งและพัฒนาไร่แห่งนี้ให้เป็นสถานที่ฝึกนิสิตเกษตรตั้งชื่อว่า สถานีฝึกนิสิตเกษตรสุวรรณวาจกกสิกิจ สังกัดอยู่กับคณะกสิกรรมและสัตวบาล มีศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ เป็นหัวหน้าสถานีคนแรก ขณะเดียวกันนอกจากเป็นสถานีฝึกแล้ว ได้พัฒนาพื้นที่บางส่วนของสถานี เป็นพื้นที่วิจัยการผลิตข้าวโพดและข้าวฟ่างร่วมกับกรมวิชาการเกษตร และ Rockefeller Foundation ใน พ.ศ. 2522 มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ได้จัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้น สถานีฯ จึงย้ายสังกัด แล้วได้ย้ายสังกัดอีกครั้งหนึ่งมาอยู่กับสถาบันอินทรีจันทรสถิตย์ เปลี่ยนชื่อเป็น สถานีวิจัยพืชไร่สุวรรณวาจกกสิกิจ ที่สถานีฝึกนิสิตเกษตรสุวรรณวาจกกสิกิจ มีพื้นที่บุกเบิกเป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และปลูกพืชอาหารสัตว์อยู่แล้ว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ได้เข้าไปดำเนินการต่อ มีพันโทสงวน บุญชื่น ซึ่งเป็นคนเก่าของฟาร์มดูแลอยู่ในขณะนั้น พื้นที่แห่งนี้ให้ประโยชน์ในด้านงานวิจัยข้าวโพดเป็นแหล่งใหญ่ของประเทศ อีกประสบการณ์หนึ่งเป็นเรื่องกีฬา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่จัดให้มีการเรียนการสอนพลศึกษาแก่นิสิตทุกคณะเป็นวิชาบังคับในหลักสูตรที่นิสิตทุกคนต้องเรียน มีการบริหารรายวิชาเป็นหน่วยงานต่างหาก จนกระทั่งเป็นภาควิชาในสังกัดคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ จนกระทั่ง พ.ศ. 2512 เมื่อมีการก่อตั้งคณะศึกษาศาสตร์ จึงได้โอนย้ายภาควิชาพลศึกษามาสังกัดคณะศึกษาศาสตร์ มีศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาพลศึกษาคนแรกในสังกัดของคณะศึกษาศาสตร์ ดำเนินการเรียนการสอน 2 ลักษณะ คือ พลศึกษาบริการแก่นิสิตทุก หลักสูตร และผลิตบัณฑิตสาขาวิชาเอกพลศึกษา พอดีกับในช่วงนั้นเป็นช่วงของการก่อกำเนิดการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยขึ้น จึงได้สร้างระบบการกีฬา เพื่อพัฒนานักกีฬาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อันเป็นกำลังใจให้นักกีฬาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครองแชมป์ในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยครั้งที่ 1 ใน พ.ศ. 2513 ซึ่งแข่งขันที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เสนอมหาวิทยาลัยพิจารณาให้คะแนน A วิชาพลศึกษา เป็นโบนัสให้กับนักกีฬาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกจากนี้ ชมรมยิงปืนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนที่จะจัดสร้างชมรมที่หน้าอาคารเทพศาสตร์สถิตย์ ก็ใช้พื้นที่ที่บ้านพักของศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ เป็นสนามฝึกซ้อมชั่วคราว ด้วยความที่เป็นนักพัฒนา จึงมองว่าภาควิชาพลศึกษาไม่ได้ทำหน้าที่บริการวิชาพลศึกษาเท่านั้น แต่ยังผลิตบัณฑิตสาขาวิชาเอกพลศึกษาในระดับปริญญาตรีด้วย มีความจำเป็นต้องเพิ่มคุณวุฒิของอาจารย์ จึงเสนอขอทุน ก.พ. ให้ภาควิชาพลศึกษา จนสำเร็จได้มา 1 ทุน แต่ไม่มีผู้ใดจากภาควิชาสอบได้ นอกจากนั้น ยังได้สร้างแนวร่วมโดยเชิญบุคลากรทางด้านกีฬาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และการกีฬาแห่งประเทศไทยมาร่วมสังสรรค์ จำได้ว่าสนุกสนานและเป็นมิตรกันมาก ตำแหน่งหน้าที่ก่อนเกษียณอายุราชการ คือ ศาสตราจารย์ สังกัดสำนักงานเลขานุการคณะเกษตร หลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว ยังทำหน้าที่ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการของคณะเกษตร มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ และผู้ทรงคุณวุฒิของสำนักงาน ก.พ. ด้วย ชีวิตครอบครัว ศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ สมรสกับนางประเลส (วีระปรีย) เกษตรสุวรรณ มีบุตรธิดา 3 คน ลูกสาวคนโตจบสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาเอกจากสหรัฐอเมริกา ลูกชาย คนที่ 2 จบทันตแพทยศาสตรบัณฑิต และสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมหิดล ลูกชายคนเล็ก จบสาขาวิทยาการจัดการ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีหลานตา 2 คน หลานปู่ 3 คน หลานปู่คนแรก กำลังเรียนอยู่ที่คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นับเป็นรุ่นที่ 3 ของครอบครัวที่ศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ย้อนอดีตบรรยากาศเกษตร สมัยที่เป็นนิสิตอยู่หอ 1 ซึ่งเป็นหอไม้เก่าแก่ตรงข้ามสนามรักบี้ ชีวิตชาวหอให้ประสบการณ์มากมาย ทำให้รู้จักการปรับตัว ปรับเวลา ให้ลงตัวกับการดำเนินชีวิต เมื่อรับราชการ อาศัยอยู่บ้านพักอาจารย์ของมหาวิทยาลัย บรรยากาศเก่าๆ ที่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว บ้านพักอาจารย์เรียงรายอยู่หน้าหอพักนิสิตหญิง บ้านพักคุณหลวงสุวรรณ วาจกกสิกิจ เลขที่ 50/1 ของอาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ เลขที่ 50/2 เรื่อยมาจนบ้านเลขที่ 50/7 ศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ ตามปกติคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจตื่นก่อนตีห้า ใส่เสื้อผ้าป่านคอกลม กางเกงขาสั้น ออกเดินเท้าเปล่าตรวจตรารอบมหาวิทยาลัยและตรวจงานไปด้วย อาจารย์แทน อิงคสุวรรณ และศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ มีบ้านพักแถวนั้น ก็เลยออกทำงานแต่เช้าด้วย สมัยนั้นถ้าไม่เดินเท้าก็ใช้จักรยาน มีรถยนต์ไว้ใช้ยามเมื่อต้อง เข้าเมือง พื้นที่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นทุ่งนา มองไปเห็นแต่สีเขียวเต็มไปหมด ด้านหน้าของมหาวิทยาลัยมีแต่บ่อปลา ใช้เพาะเลี้ยงปลา ความสัมพันธ์ของนิสิตและอาจารย์ เป็นวัฒนธรรมที่ดีมาก นิสิตจะคำนับเมื่อขี่จักรยานสวนกับอาจารย์ จนแขกที่มาเยี่ยมจากต่างสถาบันชมเชยเพราะดูแปลกตา นิสิตรุ่นน้องคำนับรุ่นพี่ และรุ่นพี่ทักทายรุ่นน้องมีมิตรจิตมิตรใจกันดี สิ่งหนึ่งที่เป็นบรรยากาศเกษตร คือ การอวยพรอาจารย์ของนิสิตในวันขึ้นปีใหม่ เวลา 00:01 น. ของวันปีใหม่ขบวนของนิสิตจะแวะเวียนบ้านอาจารย์ บ้านแล้วบ้านเล่า อวยพรและขอพรปีใหม่ ทางฝ่ายอาจารย์ก็เตรียมขนมขบเคี้ยวไว้ให้ศิษย์ทั้งหลาย เสียงเพลงที่ไม่ได้ยินอีกแล้วในปัจจุบัน คือ …ยิ้มเถิด ยิ้มเถิดนะยิ้ม ยิ้มแย้มแจ่มใส สุขสำราญบานใจ ขอให้สวัสดี… กระหึ่มจากขบวนของนิสิต พอ 6 โมงเช้าวันปีใหม่ เราทำบุญตักบาตรกันหน้าหอประชุม เราอยู่กันด้วยบรรยากาศมิตรจิตมิตรใจ พี่และน้อง ครูและลูกศิษย์ มุ่งพัฒนาอาชีพการเกษตรของประเทศ แหล่งข้อมูล สุวรรณ เกษตรสุวรรณ. สัมภาษณ์, 18 ธันวาคม 2543. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2492.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์

ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ เกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2477 ที่ตำบลสูงเม่น อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เป็นบุตรของ ร.ต.ต. สม และ นางทองอินทร์ สมุทคุปติ์ เรียนชั้นประถมปีที่ 1 ที่โรงเรียนสุริวงศ์ อำเภอบางรัก จังหวัดพระนคร และไปต่อประถมปีที่ 2-4 ที่โรงเรียนประชาบาล ตำบลหล่มสัก อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ พอขึ้นชั้นมัธยมก็ไปเรียน ม. 1-ม. 2 ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เรียน ม. 3-ม. 4 ที่โรงเรียนเจริญราษฎร์ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ และไปเรียนที่โรงเรียน ปรินสรอยแยลส์วิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่ชั้น ม. 5 จนจบชั้น ม. 8 ใน พ.ศ. 2495 เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 ก็มาสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรียนอยู่ 5 ปี ได้รับปริญญาตรีกสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับสอง เมื่อเรียนจบก็ต้องไปเป็นทหาร ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ เล่าว่าในสมัยนั้น ทุกคนที่ผ่านการเรียนมหาวิทยาลัยแล้วต้องไปเป็นทหาร อาจารย์จึงไปรับราชการเป็นทหารอยู่ปีครึ่ง ไปอยู่ในเหล่าทหารม้า เข้าหลักสูตรอบรมที่สระบุรีก่อน แล้วก็ไปเป็นทหารม้าที่อุตรดิตถ์ ปลดประจำการได้ยศร้อยตรี หลังจากนั้นก็ไปเรียนต่อปริญญาโท สาขาปรับปรุงพันธุ์พืชที่ Cornell University กลับมาบรรจุเป็นข้าราชการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2504 เมื่อ พ.ศ. 2506 ได้รับทุนรัฐบาลเยอรมัน ไปเรียนปริญญาเอกทางด้านวิทยาศาสตร์การเกษตร สาขาการปรับปรุงพันธุ์พืช ที่ Gottingen University ที่ประเทศเยอรมนี ในสมัยนั้นการเรียนต่อถึงขั้นปริญญาเอก ในต่างประเทศ โดยเฉพาะอเมริกา จะต้องมีความรู้ภาษาต่างประเทศ 1 ภาษา จะเป็นเยอรมัน ฝรั่งเศส หรือรัสเซียก็ได้ โดยเฉพาะทางวิทยาศาสตร์ ตอนที่ไปเรียนปริญญาโทที่ Cornell University ได้สังเกตว่าภาษาเยอรมัน เป็นภาษาที่มีคนนิยมเลือกมากที่สุด คนที่ไปเรียนภาษาเยอรมันต้องไปเรียนพิเศษ และต้องจ่ายค่าเล่าเรียนแพงมาก โดยคิดค่าเรียนเป็น 15, 20 หรือ 30 นาที เลยทีเดียว จึงคิดว่าถ้าจะไปทำปริญญาเอกต่อ จะต้องไปเรียนภาษาเยอรมันแล้วจ่ายเงินแพง ๆ ก็คงจะลำบาก ดังนั้นพอกลับจากอเมริกาและบรรจุเป็นอาจารย์แล้ว ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ จึงเริ่มเรียนภาษาเยอรมันไปด้วย และก็บังเอิญได้อาจารย์ดี อาจารย์ผู้สอนได้แนะนำให้สอบทุนรัฐบาลเยอรมนีไปเรียนต่อ ซึ่งก็ได้รับผลสำเร็จ ในขณะที่คนส่วนใหญ่จะเลือกไปเรียนต่อที่ อังกฤษหรืออเมริกา ระหว่างที่เรียนอยู่ที่ประเทศเยอรมนีนั้น ได้กลับมาเยี่ยมบ้านแล้วก็แวะไปที่เชียงใหม่ ได้พบกับ ดร. สุขุม อัศเวศน์ คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร. สุขุม ก็ชวนว่า อาจารย์เป็นคนเชียงใหม่ จะมาช่วยคณะเกษตรศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ไหม อาจารย์ก็เรียน ดร. สุขุม ว่า ยินดี หากผู้ใหญ่ที่อนุญาตให้ไปเรียนไม่ขัดข้อง ดร. สุขุม ก็ติดต่อกับผู้ใหญ่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยตรง และโอนตำแหน่งของอาจารย์ไปที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ใน พ.ศ. 2510 พออาจารย์จบจากเยอรมนี ใน พ.ศ. 2511 จึงไปรับราชการอยู่ที่ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่ถึง 5 ปี จึงย้ายกลับมาเป็นอาจารย์ในสังกัดภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2516 ในด้านการสอน ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ เคยสอนวิชารังสีชีววิทยาในระดับปริญญาตรี และสอนวิชาการปรับปรุงพันธุ์โดยการกลายพันธุ์ ในระดับบัณฑิตศึกษา เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ งานสร้างสายพันธุ์ถั่วเหลืองให้ต้านทานต่อโรคราสนิมด้วยการกลายพันธุ์โดยรังสีแกมมา ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ทำเป็นหลัก นอกจากนี้ยังได้ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาแก่นิสิตปริญญาโท วิชาเอกและวิชารองในสาขาวิชาพืชไร่นา พันธุศาสตร์ ชีววิทยาและสิ่งแวดล้อม สำหรับวิธีการถ่ายทอดความรู้ให้แก่นิสิตนั้น ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ เล่าประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวท่านให้ฟังว่า การสอนนิสิตระดับปริญญาโท ปรากฏว่านิสิตปริญญาโทที่มาทำงานกับอาจารย์จำนวนหนึ่งมีพื้นฐานไม่เพียงพอ คืออาจจะอ่อนทางด้านใดด้านหนึ่ง จึงพยายามให้ความเอาใจใส่เขาจริงๆ ซักถาม แนะนำ และติดตามอย่างใกล้ชิด ก็ปรากฏว่าได้ผลิตบัณฑิตออกไปจำนวนหนึ่ง ในจำนวนนี้บ้างก็ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ บอกว่า เราต้องมีจิตใจรักที่จะสอนเขาจริง ๆ สิ่งใดที่เราคิดว่า จะเป็นประโยชน์แนะนำได้ ก็จะแนะนำจากประสบการณ์ที่มีอยู่ ซึ่งอาจารย์ก็เอาลักษณะนี้มาใช้กับการทำหน้าที่หัวหน้าภาควิชารังสีประยุกต์และไอโซโทปด้วย สำหรับนิสิตปริญญาตรีในสมัยแรกๆ ที่เลือกเข้าเรียนในภาควิชารังสีประยุกต์ฯ ส่วนใหญ่จะมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 2 ซึ่งเขาอาจจะไม่มีโอกาสเลือกเข้าสาขาวิชาอื่น ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ คิดว่าควรจะเปิดรับทุกคนที่ประสงค์จะเข้าเรียน โดยคิดว่าถ้าให้ความรักความเข้าใจกับเขา แนะนำเขา ก็จะทำให้เขาเรียนสำเร็จได้ และอีกอย่างหนึ่งคือ ในหลักสูตรสาขาวิชารังสีประยุกต์และไอโซโทป นิสิตทุกคนต้องทำปัญหาพิเศษ ทำให้นิสิตได้รับประสบการณ์จากการทำงาน นิสิตบางส่วนไปทำที่สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ไปเรียนรู้เทคนิคต่าง ๆ แล้วมาทำงานวิจัย ในที่สุด เมื่อสอบถามไปยังอาจารย์ที่เกี่ยวข้อง ก็ทราบว่านิสิตทุกคนไปได้ แม้คะแนนเฉลี่ย 1.8, 1.9 ก็จบและไปทำงานได้ดีทุกคน ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ สรุปว่า นี่เป็นแนวทางในการปฏิบัติ คือให้ความเอาใจใส่ ไม่รังเกียจ มีความรักที่จะถ่ายทอด และไม่ผลักเขาออกไปจากเราก่อน ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ เป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวิชาการพันธุศาสตร์ในประเทศไทย มีส่วนร่วมในการรวบรวมนักพันธุศาสตร์ สาขาแพทย์ สาขาวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ และสาขาเกษตรศาสตร์ ให้เข้ามาร่วมกันก่อตั้งชมรมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นสมาคมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทยที่มีสมาชิกจำนวนมากกระจายอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ อาจารย์ให้ความสำคัญในการพัฒนาวิชาพันธุศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำวิชาพันธุศาสตร์มาใช้ในการพัฒนาประเทศ ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการชมรมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย ระหว่าง 2522-2524 ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการจัดสัมมนาวิชาการพันธุศาสตร์ ครั้งที่ 4 ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในระหว่างวันที่ 21-24 พฤศจิกายน 2527 เป็นนายกสมาคมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย ระหว่าง พ.ศ. 2528-2529 และเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารสมาคมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2530 จนถึงปัจจุบัน ในด้านงานวิจัย ในสมัยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำงานวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับมันสำปะหลัง เมื่อเป็นอาจารย์ได้สนใจพืชตระกูลถั่ว แต่เมื่อไปเรียนที่เยอรมนี เขาไม่มีพืชตระกูลถั่ว หรือพืชอื่นของเมืองไทย จึงต้องทำวิทยานิพนธ์กับพืชอื่น คือทำการผสมต่างพันธุ์ระหว่างข้าวไรย์ กับข้าวสาลี แต่พอกลับมาทำงานที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร. สุขุม อัศเวศน์ ซึ่งเป็นคณบดีบอกว่า เชียงใหม่เป็นแหล่งผลิตถั่วเหลืองที่สำคัญของประเทศ และแนะนำให้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับถั่วเหลือง ซึ่งศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ ก็เคยสนใจพืชตระกูลถั่วอยู่แล้ว จึงตั้งต้นทำงานวิจัยถั่วเหลืองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ บอกว่าโชคดีที่ได้เข้าร่วมประชุมพันธุศาสตร์นานาชาติที่ประเทศญี่ปุ่น ได้พบกับเจ้าหน้าที่ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ซึ่งเคยรู้จักสมัยที่เรียนอยู่เยอรมนี เขาบอกว่ากำลังจะสร้างโครงการวิจัยร่วมระหว่างชาติต่าง ๆ ทางด้านการใช้รังสีในการปรับปรุงพันธุ์พืช แล้วถามว่ากำลังทำงานวิจัยอะไรอยู่ พอบอกว่าทำถั่วเหลือง เขาก็ขอให้เสนอโครงการวิจัยไปที่ IAEA ซึ่งเมื่อเสนอไปก็ได้รับการสนับสนุนจาก IAEA ติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี โดยทำไปพร้อมกับงานรวบรวมพันธุ์ถั่วเหลืองที่เชียงใหม่ สำหรับความคิดเห็นเกี่ยวกับการค้นคว้าวิจัยถั่วเหลืองทำให้เกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจต่อชาวสวน ชาวไร่ และประเทศชาติอย่างไรนั้น ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ เล่าว่า ใน พ.ศ. 2512 ที่เริ่มต้นงานวิจัยถั่วเหลืองนั้น งานวิจัยเกี่ยวกับถั่วเหลืองส่วนใหญ่ เป็นงานที่กรมวิชาการเกษตรได้ทำไว้ คือมีการรวบรวมพันธุ์ ซึ่งขณะนั้นมีพันธุ์ สจ. 1, 2, 3 และ 4 อาจารย์ก็ทำการรวบรวมพันธุ์เช่นเดียวกัน ปัญหาสำคัญในการผลิตถั่วเหลืองของเชียงใหม่ในขณะนั้นคือ มีการระบาดของโรคราสนิมถั่วเหลือง พันธุ์ถั่วเหลืองที่ใช้ปลูกกันอยู่ในขณะนั้น โดยเฉพาะพันธุ์ สจ. 1 เป็นพันธุ์ที่ไม่ทนทานต่อโรคราสนิม และเป็นผลให้มีผลผลิตลดลงอย่างมาก พันธุ์ที่ดีที่สุดในสมัยนั้นคือ พันธุ์ สจ. 4 จึงมีแนวคิดที่จะปรับปรุงพันธุ์ถั่วเหลืองให้ต้านทานต่อโรคราสนิมโดยใช้รังสีแกมมา เพื่อสร้างความแปรปรวนทางพันธุกรรมให้เกิดขึ้น แล้วคัดเอาสายพันธุ์ที่มีลักษณะเด่นออกมา ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างพันธุ์พืชใหม่ หรือการกลายพันธุ์ งานวิจัยการสร้างพันธุ์ถั่วเหลืองให้ต้านทานต่อโรคราสนิมเริ่มจากการใช้พันธุ์ สจ. ทุกพันธุ์ รวมทั้งพันธุ์อื่นๆ ที่เหมาะสมอีกจำนวนหนึ่งมาฉายรังสี นำไปปลูก คัดเลือก สำหรับแหล่งที่ดีที่สุดในการคัดพันธุ์ต้านทานโรคราสนิม คือ ที่ดอยหนองหอย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งที่มีการระบาดของโรคราสนิมมาก ซึ่งก็สามารถคัดได้สายพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคราสนิม หลังจากนั้นก็ทดสอบมาอีกหลายปี จนในที่สุดได้พันธุ์ถั่วเหลือง ดอยคำ ซึ่งมีลักษณะทนทานต่อโรคราสนิม โดยได้รับการยืนยันจาก Dr. Hoppe และ Dr. Koch แห่งภาควิชาโรคพืช Gottingen University ว่า ลักษณะทนทานต่อโรคราสนิมของพันธุ์ดอยคำนี้ เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนหนึ่ง ซึ่งไม่ปรากฏอยู่ในพันธุ์ สจ. 4 ซึ่งเป็นพันธุ์แม่ ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ เล่าว่า การทดสอบผลผลิตเบื้องต้นของพันธุ์ดอยคำ มีพื้นที่ในการทดสอบน้อย แต่ในขณะนั้น ได้ไปช่วยงานโครงการหลวงอยู่ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี องค์อำนวยการโครงการหลวง ประทานโอกาสที่จะขยายการทดสอบการปลูกถั่วเหลืองไปถึงเกษตรกร ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ จึงได้นำถั่วเหลืองพันธุ์ดอยคำนี้ไปปลูกเปรียบเทียบกับพันธุ์อื่นๆ ด้วย ก็ได้รับความสนใจจากเกษตรกรที่นำไปทดสอบ แต่ไม่ได้ทำการจดทะเบียนพันธุ์ดอยคำ เพราะในสมัยนั้นเรื่องการจดทะเบียนยังไม่แพร่หลาย เกษตรกรหลายแห่งให้ความสนใจ ก็แจกจ่ายกันไป ในขณะที่ไปช่วยงานโครงการหลวงนั้น หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี องค์อำนวยการโครงการหลวง ทรงมอบให้ดำเนินงานพัฒนาถั่วเหลืองโดยเฉพาะในเขต จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาโครงการนี้ได้เปลี่ยนเป็นโครงการวิจัยถั่วที่สูง ศึกษาและวิจัยพืชตระกูลถั่วต่างๆ ที่เหมาะสมกับที่สูง ได้แก่ ถั่วแดงหลวง ถั่วเนวี ถั่วอะซูกิ ถั่วปากอ้า ถั่วลันเตา ถั่วแขก และถั่วอื่น ๆ งานด้านบริหารของ ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ นั้นเริ่มเมื่อ ศาสตราจารย์ ดร.อรรถ นาครทรรพ ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยพลังงานปรมาณู (ซึ่งปัจจุบันคือ ภาควิชารังสีประยุกต์และไอโซโทป) ได้ลาออกจากราชการ เมื่อเดือนธันวาคม 2519 ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ จึงได้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าหน่วยพลังงานปรมาณูมาตั้งแต่ พ.ศ. 2519 ต่อมามีการดำเนินการจัดตั้งหน่วยพลังงานปรมาณูให้เป็นภาควิชารังสีประยุกต์และไอโซโทป จนสำเร็จใน พ.ศ. 2524 จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าภาควิชารังสีประยุกต์และไอโซโทป คณะวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2524 จนถึง พ.ศ. 2529 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ในระหว่าง พ.ศ. 2533-2537 และได้รับโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ สาขาวิชาปรับปรุงพันธุ์พืชใน พ.ศ. 2534 สำหรับแนวทางในการบริหารงาน ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ เล่าว่า ในขณะที่เป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัญหาไม่มากนัก เพราะคณบดีสั่งอะไรมาก็รับทำตามภาระหน้าที่ พอมาเป็นหัวหน้าภาควิชา ก็จะมีการประชุมปรึกษาหารือกัน อาจารย์บอกว่าอาจารย์โชคดีที่ได้มาอยู่กับ ศาสตราจารย์ ดร. อรรถ นาครทรรพ ซึ่งเป็นอาจารย์เก่า และในภาควิชาฯมีจำนวนอาจารย์ไม่มากนัก จึงมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มีอะไร คุยกันได้ทุกเรื่อง ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่มี จะคุยกันถึงเรื่องหลักๆ ในการประชุมภาควิชา ซึ่งจะมีการจดบันทึกการประชุม เราก็ช่วยกันทำ ปัจจุบันนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ บอกว่า พอมาเปิดแฟ้มของภาควิชาดู ปรากฏว่าเหมือนกับที่เคยทำมา จึงนึกดีใจอยู่ว่างานที่เริ่มไว้เป็นสิ่งที่บุคคลรุ่นหลังใช้เป็นแบบอย่าง สิ่งที่เคยทำจะมีรายละเอียดอยู่ในรายงานการประชุมใครไปทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ซึ่งคิดว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญ ถ้าคณาจารย์ผู้ใหญ่ ผู้บริหารให้ความเคารพในความคิด รับฟังผู้น้อย และปรับใช้ความคิดเห็นของท่านเหล่านั้น อาจารย์ถือว่า คณาจารย์เป็นแหล่งประสาทวิชาความรู้ เป็นมันสมองของประเทศ เป็นผู้นำทางวิชาการ ถือว่าทุกคนมีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ในตำแหน่งทางวิชาการใดๆ ถ้าทุกคนมีการรับฟังกัน เคารพซึ่งกันและกัน จะช่วยให้การบริหารงานไปได้ดีมาก สร้างความก้าวหน้าให้แก่มหาวิทยาลัยอีกด้วย ก่อนเป็นคณบดี ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ เคยไปเป็นผู้ประสานงานวิทยาศาสตร์ชีวภาพและเทคโนโลยีชีวภาพ (Bioscience and Biotechnology) ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STDB) เป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งได้ข้อมูลต่าง ๆ มากมาย เป็นแหล่งทุนที่ให้ทุนวิจัยต่างๆ พอมาเป็นคณบดีก็ตั้งใจว่า งานวิจัยของคณะจะต้องดีแน่ ๆ เพราะมีประสบการณ์ แต่พอมาทำงานจริงๆ กลับไม่เป็นไปดังที่คิด เพราะการเป็นคณบดี ต้องดูแลงานทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะงานวิจัย ไม่สามารถทำคนเดียวได้แน่ จึงตั้งผู้ช่วยคณบดีฝ่ายต่างๆ มาช่วยกันทำงานได้พยายามทำงาน บริหารงานผ่านที่ประชุมของภาควิชา และที่ประชุมคณะ ก็ประสบความสำเร็จพอสมควร อาจารย์ในคณะวิทยาศาสตร์มีความสามัคคีกันดี ดังตัวอย่างที่ว่า เมื่อ พ.ศ. 2535 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 18 ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ก็สามารถทำสำเร็จและได้รับรางวัล Domestic Award อีกด้วย ความประทับใจที่มีต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในอดีตนั้น ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ เล่าว่า ในสมัยเป็นนิสิตมีความประทับใจในคณาจารย์รุ่นปรมาจารย์มาก เช่น คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ เพราะท่านมีจิตใจเมตตา ทำให้คิดว่าถ้าเราจะเป็นอาจารย์ก็ดี หรือผู้บริหารก็ดี ถ้าได้แบบอย่างของคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ มามาก ๆ ก็จะดี มีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเมตตากรุณาต่อนิสิต และผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นอย่างยิ่ง นอกจากคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ก็ยังมีคุณหลวงอิงคศรีกสิการ และพระช่วงเกษตรศิลปการ เป็นต้น บูรพาจารย์อีกท่านหนึ่งที่อาจารย์ประทับใจคือ ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ ท่านเก่งภาษาอังกฤษ และคอยทดสอบภาษาอังกฤษกับพวกนิสิต รวมทั้งต้องเป็นผู้เซ็นในตารางเรียนของนิสิตทุกคน เพราะท่านเป็นคณบดี ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ สังเกตว่า ถ้าคนที่อยู่ในกรอบอยู่ในระเบียบวินัย เข้าไปหาท่านก็จะไม่มีปัญหา ท่านจะชวนคุย แต่ถ้าใครท่าทางจะบิดจะเบี้ยวนิดๆ หน่อย ถ้าท่านรู้ ท่านจะจี้ทุกคน เพื่อให้สมบูรณ์แบบ ซึ่งลักษณะนี้ก็เป็นอีกแบบฉบับหนึ่งที่ ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ ได้รับมาจากการที่ได้ใกล้ชิดกับ ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ สำหรับความภูมิใจในชีวิตการทำงานนั้น ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ บอกว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ให้โอกาสคณาจารย์ในการทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งประทับใจ และอยากจะฝากให้รักษาคุณภาพนี้ไว้ นอกจากความประทับใจในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว อาจารย์ยังมีความประทับใจอีกอย่างหนึ่งคือ ได้มีโอกาสทำงานโครงการหลวง อาจารย์ไม่ได้เป็นผู้ริเริ่ม แต่เป็นผู้ร่วม ร่วมงานครั้งแรกในสมัยอยู่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็มี ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เป็นหัวหน้าทีมที่จะไปร่วมงานกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การทำงานโครงการหลวงเป็นการประสานงานกันระหว่างข้าราชการหน่วยงานต่าง ๆ ทุกคนเสียสละอาสาสมัครทำถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และตั้งใจจะทำต่อไปถ้ายังแข็งแรงอยู่ สำหรับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ยินดีให้ความร่วมมือเช่นกัน ทัศนคติและความคาดหวังต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ บอกว่าอยากจะมองอนาคต เพราะในปัจจุบัน ผู้บริหารก็มีแผนงานของท่านอยู่แล้ว อยากจะเห็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีแผนระยะยาว เป็นแผนพัฒนาองค์รวมของมหาวิทยาลัย (ไม่ใช่คณะใดคณะหนึ่ง) ว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะไปทิศทางไหนในระยะ 30 ปี หรือจะไปถึง 50 ปี ก็ได้ สมมติวางเป้าหมายไว้ว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในอีก 50 ปี จะมีรูปร่างอย่างไร การมององค์กรรวมอย่างนี้ แน่นอนว่าผู้บริหารจะต้องมองย้อนหลังและปัจจุบันจึงจะมองไปในอนาคตได้ ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ ยังเสริมอีกว่า ขณะนี้มีอาจารย์ที่มีประสบการณ์ด้านการเกษตร ด้านการบริหาร มีศิษย์เก่าที่มีประสบการณ์มากมาย ออกไปเป็นนักธุรกิจที่เด่นก็มาก ทำอย่างไรจึงจะได้มันสมองเหล่านี้มาช่วยงานที่จะมองไปในอนาคต หลังจากเกษียณราชการ ใน พ.ศ. 2537 ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ ไปช่วยภาคเอกชนก่อตั้งโครงการศึกษาระดับปริญญาตรี ทางด้านบริหารธุรกิจ ร่วมกับ Bradford College ของ St. Theresa โดยไปเป็นที่ปรึกษาอยู่เป็นเวลาประมาณ 7 ปี ในขณะเดียวกันก็ยังทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและหัวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาถั่วบนที่สูง ของมูลนิธิโครงการหลวงจนถึงปัจจุบัน นอกจาก 2 งานหลักนี้แล้ว ยังได้รับเชิญเป็นวิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ปรึกษา คณะกรรมการ ของหน่วยงานอื่นๆ อีกมากมาย จากงานดังกล่าวข้างต้น จึงได้รับเกียรติบัตรและโล่เพิ่มเติมจากที่ได้รับในขณะปฏิบัติราชการอีก คือ ได้รับเกียรติบัตร นิสิตเก่าผู้ประสบความสำเร็จในการประกอบวิชาชีพ เนื่องในวาระครบ 50 ปี คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2536 โล่ ผู้สร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่วิชาพันธุศาสตร์และสมาคมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย จากสมาคมพันธุศาสตร์แห่งประเทศไทย ใน พ.ศ. 2538 โล่ ผู้ทำคุณประโยชน์ จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2539 และโล่ นักนิวเคลียร์เกียรติคุณประจำปี 2539 จากสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติใน พ.ศ. 2539 ในด้านชีวิตครอบครัว ศาสตราจารย์ ดร. สุมินทร์ สมุทคุปติ์ ได้สมรสพระราชทานกับ คุณอุบล อึงศรีสวัสดิ์ มีลูกสาว 1 คน ลูกชาย 1 คน ลูกสาวจบปริญญาตรีจากคณะพณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วไปต่อ MBA ที่ Seattle University สหรัฐอเมริกา ขณะนี้ทำงานอยู่ที่บริษัท Ford Operations ส่วนลูกชายจบเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปเรียนต่อ MBA ที่ Drake, Iowa และต่อด้าน E-commerce อีก 1 ปี ที่ Creighton, Nebraska ขณะนี้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์โครงการของ NECTEC แหล่งข้อมูล สุมินทร์ สมุทคุปติ์. สัมภาษณ์, 14 กุมภาพันธ์ 2545. สุมินทร์ สมุทคุปติ์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2504.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ ดร. สุชีพ รัตรสาร

ศาสตราจารย์ ดร. สุชีพ รัตรสาร เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม 2466 ที่ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นบุตรของนายชุนเท็ก นางข้อ รัตรสาร เรียนหนังสือชั้นประถมศึกษาโรงเรียนวัดคูหาสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง มัธยมศึกษาโรงเรียนวิเชียรมาตุ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง และโรงเรียนมหาวชิราวุธ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา อาชีวศึกษาจากเตรียมอุดมศึกษาเกษตรศาสตร์ แม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ จบปริญญาตรีด้านกสิกรรมและสัตวบาลจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาโทและเอกจาก Oregon State University, Corvallis ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทุนแลกเปลี่ยนระหว่าง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ Oregon State University ได้รับปริญญา M.S. และ Ph.D. ทางด้านสัตวบาล และประกาศนียบัตรทางด้าน Agriculture Engineering พ.ศ. 2494 รับราชการที่กองสัตวบาล กรมกสิกรรม ได้รับแต่งตั้งให้ไปเป็นหัวหน้าสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์มหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม แต่ไม่ยอมรับ เพราะขณะนั้นยังมีความลังเลอยู่ว่าจะรับราชการดีหรือจะทำงานส่วนตัวดี คือ ฟาร์มเห็ดและเลี้ยงไก่ อยู่ในระยะตัดสินใจไม่ถูก จึงยอมรับเป็นเพียงไปปฏิบัติราชการแทนหัวหน้าสถานี แต่ท่านอธิบดีอนุมัติให้ทำหน้าที่เท่ากับหัวหน้าสถานี และในปีเดียวกันนี้กองสัตวบาลได้ถูกย้ายให้มาอยู่กับกรมปศุสัตว์ตามเดิม พ.ศ. 2495 ได้โอนมารับตำแหน่งอาจารย์ตรี คณะกสิกรรมและสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เป็นอาจารย์โทและผู้ช่วยหัวหน้าแผนกเกษตรวิศวกรรม คณะกสิกรรมและสัตวบาล และเช่นเดียวกับครั้งแรก ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าแผนกฯ แต่ไม่ยอมรับเพราะเกรงใจรุ่นพี่ ซึ่งทำงานร่วมกันอยู่ขณะนั้น ทางมหาวิทยาลัยจึงแต่งตั้งให้รองอธิการบดี (ศาสตราจารย์จักร โชติศาลิกร) รักษาการแทนหัวหน้าแผนก พ.ศ. 2499 ได้รับทุนไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาและให้ไปเรียนทางวิชาวิศวกรรมเกษตร ซึ่งต้องเสียเวลาไป 1 ปี จึงได้ขอย้ายไปเรียนสัตวบาล จนได้รับปริญญาเอกใน พ.ศ. 2504 พ.ศ. 2504 เดินทางกลับจากต่างประเทศ และใน พ.ศ. 2505 ได้รับคำสั่งให้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยประธานกรรมการฝ่ายการปกครองและสวัสดิการ (ขณะนั้นไม่มีรองอธิการบดี ฝ่ายปกครอง ซึ่งทำหน้าที่คล้ายๆ กัน) และให้เป็นหัวหน้าสำนักงานฝ่ายปกครองและสวัสดิการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และในปีเดียวกันนี้ได้รับคำสั่งให้เป็นกรรมการกีฬาและทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายการสอนวิชาการพลศึกษา โดยตำแหน่งและหน้าที่นี้ท่านจึงได้วางแผนการเรียนวิชาพลศึกษาและการกีฬาของนิสิตมหาวิทยาลัยฯ ไปพร้อมๆ กัน เริ่มตั้งแต่การให้นิสิตเรียนและฝึกพลศึกษา และการเล่นกีฬาให้ประโยชน์ที่ทำให้ร่างกายแข็งแรง สุขภาพสมบูรณ์ได้ผ่อนคลายความเครียด ได้รับความสนุกสนานจากการเข้าร่วมกิจกรรม ทำให้เกิดความสามัคคีและมีน้ำใจเป็นนักกีฬา จะสังเกตได้ว่าในปีต่อๆ มาหลังจาก พ.ศ. 2505 การกีฬาของมหาวิทยาลัยได้รับชัยชนะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งชนะเลิศเกือบทุกประเภท ซึ่งการดำเนินตามนโยบายนี้นับว่าดีและนับได้ว่าท่านเป็นผู้ที่ช่วยผลักดันให้การกีฬาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่ในระดับโดดเด่นในปัจจุบัน พ.ศ. 2511 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าภาควิชาพลศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ อีกตำแหน่งหนึ่งนอกจากเป็นอาจารย์ภาควิชาสัตวบาล เป็นผู้ช่วยประธานกรรมการฝ่ายปกครองและสวัสดิการ และหัวหน้าสำนักงานฝ่ายปกครองและสวัสดิการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การที่ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าภาควิชาพลศึกษาเป็นคนแรก เพราะเป็นผู้หนึ่งที่ได้พยายามจัดตั้งภาควิชาพลศึกษาขึ้นมา ด้วยเห็นว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ควรจะผลิตอาจารย์ที่มีความรู้ทางการกีฬาและพลศึกษาขึ้นเองบ้าง จึงได้ทำเรื่องเสนอมหาวิทยาลัย และสภาการศึกษาแห่งชาติในสมัยนั้น ได้อนุมัติให้จัดตั้งขึ้น พ.ศ. 2512 ได้ขอลาออกจากผู้ช่วยประธานกรรมการฝ่ายปกครองและตำแหน่งอื่นๆ ทุกตำแหน่งนอกจากเป็นอาจารย์อยู่ภาควิชาสัตวบาล และได้รับแต่งตั้งให้ไปเป็นหัวหน้าสถานีไร่ฝึกนิสิตเกษตรทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี จนถึง พ.ศ. 2513 เป็นเวลา 2 ปี ศาสตราจารย์ ดร. สุชีพ รัตรสาร เป็นผู้บุกเบิกสถานีวิจัยทับกวางท่านหนึ่ง ซึ่งได้ช่วยให้สถานีวิจัยแห่งนี้มีประโยชน์ต่อทั้งนิสิตและเกษตรกร อีกทั้งเป็นศักดิ์ศรีอันดีแก่มหาวิทยาลัยด้วย หลังจากนั้นท่านมาประจำอยู่ที่ภาควิชาสัตวบาล เริ่มบุกงานทางด้านการสอนและงานวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการผลิตสุกร ซึ่งทำอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2500-2509 แต่ได้เริ่มขยายงานด้านนี้มากขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2510 เป็นลำดับมาและได้รับแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรีให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและฝึกอบรมการเลี้ยงสุกรแห่งชาติ และเป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการอำนวยการโครงการวิจัยปรับปรุงพันธุ์สุกรและขยายการผลิต ซึ่งมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ทั้งนี้เพราะได้เป็นผู้ร่างโครงการจัดตั้งศูนย์วิจัยและฝึกอบรมการเลี้ยงสุกรแห่งชาตินำเสนอเพื่อแก้ปัญหาเรื่องสุกรซึ่งเกิดขึ้นบ่อยๆ โครงการนี้เป็นโครงการระยะยาวและได้นำเสนอสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2511 ได้รับอนุมัติเมื่อ พ.ศ. 2512 แต่ได้รับอนุมัติเงิน และให้ดำเนินการได้ใน พ.ศ. 2516 โดยให้มีสถานี 2 แห่ง คือ สถานีวิจัยและฝึกอบรมการเลี้ยงสุกร อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม สถานีวิจัยและปรับปรุงพันธุ์สุกร ที่ไร่ฝึกนิสิตทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี จะเห็นได้ว่า ศาสตราจารย์ ดร. สุชีพ รัตรสาร ได้ทำงานที่สำคัญยิ่งโดยเป็นผู้ก่อตั้งศูนย์วิจัยและฝึกอบรมการเลี้ยงสุกรแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่มีกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเลี้ยงสุกรอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร รวมทั้งธุรกิจภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ได้รับประโยชน์จากศูนย์วิจัยสุกรฯ นี้เป็นอย่างมาก ท่านเป็นผู้อุทิศตนในการวิจัยและค้นคว้าทุกแขนงวิชาที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสุกร มีผลงานวิจัยด้านปรับปรุงพันธุ์สุกร อาหาร และการให้อาหารในการจัดการเลี้ยงสุกร และศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับโรคและพยาธิของสุกร การทำผลิตภัณฑ์จากเนื้อสุกรการปรับปรุงโรงเรือนและอุปกรณ์ต่างๆ ในโรงเรือน ตลอดจนการตลาดและสหกรณ์ด้วย จากผลงานที่ปรับปรุงพันธุ์สุกรและขยายพันธุ์สุกรพันธุ์ดีให้แก่เกษตรกรและหน่วยราชการ เป็นผลให้เกษตรกรในปัจจุบันใช้สุกรขุนแทนพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งทำให้ประเทศไทยสามารถผลิตสุกรขุนที่มีคุณภาพทัดเทียมอารยะประเทศและก่อให้เกิดธุรกิจการเลี้ยงสุกรจนเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีแม่สุกรจำนวนมากหลายหมื่นตัว และสามารถส่งเนื้อสุกรไปจำหน่ายยังสหรัฐอเมริกาและยุโรป นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาวิจัยโดยนำเอาวัสดุทางเกษตรและผลพลอยได้จากโรงงานอุตสาหกรรมการเกษตรมาใช้เป็นอาหารสัตว์มากขึ้น เช่น กากเมล็ดยางพารา กากปาล์ม น้ำมัน กากส่าเหล้า ตลอดจนกากมันสำปะหลัง เป็นต้น จากผลการวิจัยนี้ทำให้มีการจัดตั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ทั้งขนาดกลางและใหญ่ และเกษตรกรก็สามารถผสมอาหารใช้เองได้ เป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิต และได้มีการจัดหลักสูตรฝึกอบรมให้แก่ผู้เลี้ยงสุกรนับหมื่นคน เป็นผลให้เกษตรกรรายย่อย และบริษัทต่างๆ ได้ผลิตสุกรที่มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ พ.ศ. 2513 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ชั้นพิเศษประจำภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2522 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ระดับ 10 ประจำภาควิชาสัตวบาล ให้เป็นหัวหน้าสถานีวิจัยกำแพงแสน จ. นครปฐม ของสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2422 อีกตำแหน่งหนึ่งนอกเหนือจากตำแหน่งเดิม คือ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและฝึกอบรมการเลี้ยงสุกรแห่งชาติ และเป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการอำนวยการของโครงการวิจัยปรับปรุงพันธุ์สุกรและขยายการผลิต พ.ศ. 2525 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร เพิ่มอีกตำแหน่งหนึ่ง พ.ศ. 2526 ได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์พิเศษประจำองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) พ.ศ. 2527 เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2527 รวมอายุราชการได้ 33 ปี หลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว อาจารย์ได้เป็นที่ปรึกษาสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศ ที่ปรึกษาสหกรณ์ผู้เลี้ยงสุกรลำลูกกา ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2529 และ พ.ศ. 2536 เป็นที่ปรึกษาบริษัท เอเซียเคมีภัณฑ์ พ.ศ. 2531 ในโอกาสที่บริษัท ศรีไทยปศุสัตว์ จำกัด เริ่มดำเนินกิจการฟาร์มสุกร โดยก่อตั้งบริษัทพันธุ์สุกรไทย-เดนมาร์ก จำกัด ได้เชิญ ศาสตราจารย์ ดร. สุชีพ รัตรสาร เป็นที่ปรึกษา ต่อมาบริษัทได้ขยายกิจการออกไปจนมีฟาร์มสุกรถึง 4 ฟาร์ม เมื่อธุรกิจดำเนินมาถึงขนาดนี้แล้ว ท่านจึงจำเป็นต้องรับคำเชิญเป็นประธานกรรมการของบริษัท และท่านได้บริหารงานของบริษัทจนกิจการเป็นปึกแผ่น จนสามารถนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นบริษัทมหาชน บริษัทพันธุ์สุกรไทย-เดนมาร์ก จำกัด (มหาชน) ใน พ.ศ. 2537 กล่าวได้ว่าท่านทำให้วงการธุรกิจการผลิตสุกรทั้งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และของประเทศไทยโดยรวมได้เจริญรุ่งเรืองทัดเทียมอารยะประเทศ ท่านได้อุทิศเวลาให้กับงานอย่างเสมอต้นเสมอปลายตลอดเวลามาโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยท่านได้บำเพ็ญตนเป็นอาจารย์ที่ดีแก่ผู้ร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชาตลอดมา โดยให้คำแนะนำในการทำงานทั้งด้านวิชาการและด้านปฏิบัติ ท่านมีความห่วงใยในความเป็นอยู่และทุกข์สุขของผู้คนรอบข้างด้วยดีเสมอมา ด้านครอบครัว ศาสตราจารย์ ดร. สุชีพ รัตรสาร ได้สมรสกับรองศาสตราจารย์ชูจิตต์ รัตรสาร อาจารย์ภาควิชาพลศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีบุตรธิดา 4 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 2 คน คือ นายอภิชาติ รัตรสาร M.A. (Mississippi State University) นายแพทย์ฉัตรชัย รัตรสาร พ.บ. (มหาวิทยาลัยมหิดล) แพทย์หญิง ดวงสมร แสงโชติช่วงชัย พ.บ. (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) และ นางสาวพรศุลี รัตรสาร จบปริญญาตรี (ABAC) ศาสตราจารย์ ดร. สุชีพ รัตรสาร เป็นผู้อุทิศเวลาเพื่อการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และฝึกอบรมเกี่ยวกับการผลิตสุกรอย่างต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่า 30 ปี เป็นคุณประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนางานด้านสุกร ส่งผลให้ประเทศสามารถผลิตสุกรที่มีคุณภาพดีส่งไปต่างประเทศได้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีความภูมิใจใน ศาสตราจารย์ ดร. สุชีพ รัตรสาร เป็นที่สุด สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้มีมติให้ท่านได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2536 และท่านได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ ประถมาภรณ์ช้างเผือก ใน พ.ศ. 2525 ความเป็นผู้มีวิริยะอุตสาหะและความตั้งใจ ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหาต่างๆ อีกทั้งเป็นผู้นอบน้อมและมีความเฉลียวฉลาดเป็นเลิศ เป็นสิ่งที่ผู้ร่วมงานและลูกศิษย์ได้เรียนรู้ถึงทัศนคติ ความคิด เจตนารมย์และปรัชญาในการทำงานที่ถูกต้องจากอาจารย์เป็นอย่างมาก และก่อให้เกิดประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และประเทศไทยสืบมาจนถึงปัจจุบัน แหล่งข้อมูล อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ ดร. สุชีพ รัตรสาร. นครปฐม : ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมการเลี้ยงสุกรแห่งชาติ, 2538. สุชีพ รัตรสาร. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2494.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญ

รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญ นอกจากเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์แล้ว ยังเคยทำงานด้านบริหาร ตั้งแต่เป็นเลขานุการภาควิชาฯ หัวหน้าภาควิชาฯ ผู้ช่วยคณบดี จนกระทั่งเกษียณอายุราชการในตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญ (นามสกุลเดิม เหมะจันทร)เป็นชาวกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด เดิมคุณพ่อและคุณแม่เป็นคนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณพ่อชื่อพระยาภะรตราชสุพิชฯ เหมะจันทร เป็นนักกฎหมาย รับราชการในกระทรวงยุติธรรม ตำแหน่งผู้พิพากษา จนเกษียณอายุราชการ คุณแม่ชื่อริ้ว ปทุมมาลย์ เมื่อคุณพ่อเกษียณอายุราชการแล้ว จึงปักหลักตั้งครอบครัวอยู่ในกรุงเทพมหานครมาตลอด รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญอยู่กับครอบครัวในช่วงสั้นๆ เมื่ออายุได้ 2 ขวบกว่า ได้ไปอยู่ในความอุปการะของคุณป้า ชื่อคุณหญิงเพี้ยน ดำรงธรรมสาร ซึ่งไม่มีบุตร ได้ขอรองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญ มาเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม การศึกษาเบื้องต้นนั้น เริ่มเรียนที่โรงเรียนกุลสตรี ซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้าน หลังจากนั้นจึงเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเซเว่นเดย์แอ๊ตแวนติส ชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนผดุงดรุณี และจบชั้นเตรียมอุดมศึกษาที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย หลังจากนั้นจึงสอบเข้าเรียนในคณะกสิกรรมและสัตวบาลที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในสาขาชีววิทยา โดยมีศาสตราจารย์ ดร. สุขุม อัศเวสน์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา นับเป็นนิสิตรุ่นที่ 18 เมื่อจบปริญญาตรีจึงได้เข้าทำงานในภาควิชาชีววิทยา คณะกสิกรรมและสัตวบาล เป็นอาจารย์ช่วยสอนในสาขาวิชาพฤกษศาสตร์ และศึกษาต่อระดับปริญญาโท โดยมีอาจารย์ ดร. ณรงค์ โฉมเฉลา เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา เป็นนิสิตปริญญาโทรุ่นแรกๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจบปริญญาโทใน พ.ศ. 2511 ต่อมาได้รับทุนจากรัฐบาลเบลเยี่ยมให้ไปทำงานวิจัยที่ Ghent University เป็นเวลา 1 ปี ในระหว่างนั้น อาจารย์ที่ปรึกษาได้ชักชวนและขอทุนให้เปลี่ยนเป็นทุนเรียนในระดับปริญญาเอกแทน แต่เนื่องจากภาระทางครอบครัว จึงตัดสินใจสละทุนและเดินทางกลับมาทำงานหลังจากหมดสัญญาแล้ว 1ปี อาจารย์ที่ปรึกษาได้พยายามชักชวนให้เรียนต่ออีก โดยอนุญาตว่าเมื่อกลับมาสักระยะหนึ่งแล้วก็ให้กลับไปใหม่ได้ แต่ได้ตัดสินใจไม่กลับไปอีก เพราะไม่อยากทิ้งครอบครัวไป เนื่องจากช่วงเวลานั้นสามี พ.ท. ศัลย์ ศรีเพ็ญ (ยศในขณะนั้น) ซึ่งรับราชการทหารต้องไปปฎิบัติหน้าที่ปราบปรามผู้ก่อการร้ายในจังหวัดสกลนคร ระหว่าง พ.ศ. 2515-2525 ซึ่งเป็นเวลาที่ประเทศชาติมีภัยจากผู้ก่อการร้ายทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศอย่างรุนแรงมาก จึงเห็นว่าเพื่อให้หัวหน้าครอบครัวทำงานได้สบายใจที่สุดไม่ต้องห่วงกังวลกับครอบครัว จึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะไม่เรียนต่อ ในระหว่างที่ทำงานอยู่ในภาควิชาชีววิทยานั้น อาจารย์ที่สอนในสาขาพฤกษศาสตร์ยังมีไม่มากนัก นิสิตที่เรียนสาขานี้ก็มีน้อย ปีหนึ่งๆ มีไม่กี่คน ส่วนใหญ่มักเป็นนิสิตปริญญาโทที่จบปริญญาตรีจากที่อื่น หรือสาขาอื่นแล้วมาต่อระดับปริญญาโท ขณะนั้นมีอาจารย์พิเศษมาช่วยสอนหลายคน เช่น ศาสตราจารย์กสิณ สุวตะพันธ์ ได้มาช่วยสอนหลายวิชาด้วยกัน รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญ นอกจากจะต้องสอนในวิชาพฤกษศาสตร์พื้นฐานแล้ว จะต้องเข้าช่วยศาสตราจารย์กสิณ สุวตะพันธ์ ในทุกวิชาที่ท่านมาสอนอยู่ ทำให้ได้รับการถ่ายทอดวิทยาการจากท่านมากมาย เพราะแต่ละวิชาเข้าฟังท่านสอนซ้ำซากหลายๆ ครั้ง นอกจากนี้ ท่านยังถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ทำให้ได้นำมาใช้ประโยชน์ในด้านการสอนและการวิจัยอย่างมาก ในระยะแรกๆ ของการทำงานนั้น อาจารย์ผู้ใหญ่หลายท่าน แนะนำให้ทำงานวิจัยเพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ เช่น รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี มอบหมายให้ช่วยงานวิจัยเกี่ยวกับทางด้านนิเวศน์วิทยาของไม้ยางนา งานวิจัยทางด้านการเลี้ยงผึ้ง เพื่อช่วยผสมเกสรของไม้ผลในพื้นที่สูง ซึ่งได้ขออนุญาตอาจารย์ว่า ขอช่วยอยู่ในกรุงเทพมหานคร ขอไม่ออกต่างจังหวัดเพราะห่วงลูกๆ ซึ่งยังเล็ก อาจารย์จึงให้ช่วยงานในห้องปฏิบัติการตลอดจนเรื่องธุรการต่างๆ ของงานวิจัย จึงเป็นมูลเหตุของการเข้าไปช่วยงานโครงการหลวงมาจนปัจจุบันนี้ กล่าวคือช่วยงานวิจัยของรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี มาตั้งแต่เป็นโครงการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนปรับเปลี่ยนเป็นกรรมการอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นับเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 ปีมาแล้ว ในช่วง พ.ศ. 2532 โลกเริ่มตระหนักถึงเรื่องอาหารสำหรับประชากรโลกซึ่งเพิ่มขึ้นทุกปี จะต้องมีการเตรียมแหล่งอาหารให้เพียงพอ ทาง FAO ได้มอบทุนให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำการวิจัยเกี่ยวกับการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณแหล่งอาหารและลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช รองศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ วังใน ผู้รับผิดชอบโครงการนี้ได้ขอร้องให้มาร่วมโครงการวิจัยในฐานะเป็นนักพฤกษศาสตร์ ทำให้เกิดงานวิจัยเกี่ยวกับการปลูกพืชผักในสารละลายธาตุอาหารโดยวิธีการต่างๆ ตลอดจนการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน โครงการนี้ประสบความสำเร็จพอสมควร ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ มาเป็นการปลูกผักปลอดสารพิษในปัจจุบัน เมื่อ พ.ศ. 2526 เกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพมหานคร หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระกระแสรับสั่งว่า ให้ใช้บึงมักกะสันเป็นที่บำบัดน้ำทิ้งจากบ้านเรือนในบริเวณนี้ แล้วจึงปล่อยน้ำนั้นลงแม่น้ำเจ้าพระยาต่อไป สำนักงาน กปร. ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้รับผิดชอบทำการศึกษาวิจัย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. เกษม จันทร์แก้ว ผู้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการศึกษาวิจัย ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมศาสตร์ และได้ขอให้รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญในฐานะที่สอนวิชาพรรณไม้น้ำ ให้ช่วยเรื่องการหาพืชน้ำที่เหมาะสมมาปลูกเพื่อกำจัดน้ำเสีย ซึ่งผลของการวิจัยพบว่า พืชที่เหมาะสมที่สุดคือ ผักตบชวา ทั้งนี้ เพราะมีการตอบสนองต่อการเจริญเติบโตในน้ำทิ้งดีมาก และยังสามารถนำผักตบชวาไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้ ผลงานวิจัยของบึงมักกะสันนี้ ได้ใช้เป็นต้นแบบกับแหล่งน้ำทิ้งในที่ต่างๆ อีกหลายแห่ง นอกจากโครงการบำบัดน้ำทิ้งที่บึงมักกะสันแล้ว ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับมอบหมายให้ทำโครงการวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใยในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะการบำบัดน้ำทิ้งก่อนที่จะปล่อยสู่ธรรมชาติ นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง ศาสตราจารย์ ดร. เกษม จันทร์แก้ว เป็นผู้ดำเนินการ จึงได้ขอให้ช่วยทางทางด้านการหาพืชที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่นี้มาใช้ในการบำบัดน้ำเสีย ก่อนที่จะปล่อยออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ผลจากการวิจัยพบว่าการใช้กกกลมหรือกกสานเสื่อเป็นพืชที่เหมาะสมที่สุด เพราะตอบสนองได้ดีและยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านจักสานได้ด้วย โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้รับความสำเร็จอย่างสมบูรณ์และเป็นต้นแบบลำลองของการบำบัดน้ำเสีย การกำจัดขยะมูลฝอยโดยใช้เทคนิคที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน สามารถทำได้โดยการใช้วิธีทางธรรมชาติช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่อื่นๆ ทั่วประเทศ ระหว่างดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษในช่วงที่ศาสตราจารย์ ดร. ธีระ สูตะบุตร เป็นอธิการบดี ซึ่งในช่วงเวลานั้นประเทศชาติเกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ เป็นผลทำให้ผู้คนตกงาน ขาดรายได้ ตลอดจนนิสิต นักศึกษาได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก สังคมเกิดความตึงเครียดมีการฆ่าตัวตายกันบ่อยขึ้น มีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุในด้านต่างๆ พบว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดจริยธรรมและคุณธรรมของผู้รับผิดชอบในส่วนต่างๆ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตระหนักในเรื่องนี้ดี และเห็นว่ามหาวิทยาลัยเป็นองค์กรหนึ่งที่ควรผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ ย่อมเป็นประโยชน์กับประเทศชาติได้ รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญจึงได้รับมอบหมายให้เป็นประธาน โครงการบัณฑิตยุคใหม่ จัดอบรมและสัมมนานิสิตปีที่ 1 ที่เข้าใหม่ทุกคน เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพตรงกับปณิธานของมหาวิทยาลัยที่จะผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความฉลาดในวิทยาการที่เรียกว่าเก่ง กอปรด้วยคุณธรรม ที่เรียกว่าดีและสามาถใช้ความเก่งและความดีสร้างความสุขให้แก่ตนเองและสังคมสืบไป ทั้งนี้เพื่อให้บัณฑิตของมหาวิทยาลัยพร้อมไปด้วยคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของประเทศและสังคมคือ เก่ง ดี มีสุข โครงการบัณฑิตยุคใหม่ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก สื่อมวลชนได้นำไปเผยแพร่จนได้รับการยกย่องและเป็นต้นแบบให้กับสถาบันต่างๆ ในเวลาต่อมา แม้แต่นิสิตที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ก็มีความพอใจมาก ในการปฏิบัติงานใดๆ ก็ตาม รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญจะทุ่มเทความรู้ ความสามารถให้กับงานนั้นๆ มาโดยตลอด ได้มีส่วนริเริ่มในโครงการใหม่ๆ เช่น การจัดตั้งกองทุนพัฒนามหาวิทยาลัย การจัดตั้งกองทุนพัฒนาคณะวิทยาศาสตร์ การรณรงค์หารายได้มอบให้สภากาชาดไทยในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น นอกจากงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญยังได้มีส่วนร่วมกับกรรมการอื่นๆ ของสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในขณะที่ ร.ต. ประพาส ลิมปะพันธ์เป็นนายกสมาคม โดยช่วยกันรณรงค์หาทุนก่อสร้างอาคารถาวรของสมาคมจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญมีชีวิตอยู่กับครอบครัวด้วยความอบอุ่น โดยมี พลเอกศัลย์ ศรีเพ็ญ เป็นหัวหน้าครอบครัว และมีบุตรชาย 3 คน บุตรคนโตและคนที่สองรับราชการทหารเหมือนคุณพ่อ ส่วนคนที่สามกำลังศึกษาอยู่ หลังจากเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2543 แล้ว รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญยังช่วยงานของมหาวิทยาลัยอยู่บ้าง เช่น ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอธิการบดี กรรมการสนับสนุนกิจการมหาวิทยาลัย กรรมการมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกจากนั้น ยังเป็นกรรมการของงานโครงการหลวงด้วย ส่วนงานที่ได้ไปช่วยอย่างสม่ำเสมอคือ ประธานอนุกรรมการฝ่ายพฤกษศาสตร์ของสวนหลวง ร. 9 ซึ่งเป็นทั้งสวนพฤกษศาสตร์และสวนสาธารณะที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในวโรกาสที่ทรงพระชนมายุครบ 60 พรรษา รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญมีความภาคภูมิใจที่ได้ศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมทั้งได้รับการคัดเลือกให้ได้เข้าศึกษาในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน เพราะทำให้มีโอกาสในการมีส่วนร่วมในการสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพให้กับประเทศชาติ ได้มีส่วนร่วมพัฒนามหาวิทยาลัยให้มีความมั่นคง ได้มีโอกาสทำงานให้กับพี่น้องชาวเกษตรศาสตร์ได้มีศูนย์รวม และเมื่อเกษียณอายุราชการแล้ว ยังได้มีส่วนนำวิชาความรู้ไปรับใช้สังคมตามความรู้ความสามารถ และเหนือสิ่งอื่นใด ได้มีโอกาสถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท อันถือว่าเป็นสิริมงคลยิ่งของชีวิต รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ มหาวชิรมงกุฎ (พ.ศ. 2539) ทุติยจุลจอมเกล้า ( พ. ศ. 2536) แหล่งข้อมูล สุชาดา ศรีเพ็ญ. สัมภาษณ์, 30 เมษายน 2545. สุชาดา ศรีเพ็ญ. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2508.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน

ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน เกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2478 ที่ตำบลเสาชิงช้า อำเภอพระนคร กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรของ นายสุดใจ และนางเกื้อ จินายน ครอบครัวเป็นทหารอากาศ คุณพ่อเป็นนักบิน คุณตาเป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ น้องชายและญาติหลายคนเป็นนักบิน เมื่อเยาว์วัย ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนวัฒนสินวิทยาลัย ใกล้ประตูน้ำ จบเพียงประถมปีที่ 2 ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง จึงต้องอพยพหนีภัยไปอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เข้าเรียนที่โรงเรียนประจำอำเภอหล่มสัก จนจบชั้นประถมปีที่ 4 ซึ่งเป็นระยะปลายสงคราม จากนั้นได้ย้ายกลับมายังกรุงเทพฯ และเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ 1 จนถึงชั้นมัธยมปีที่ 8 เมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ 8 แล้ว ได้มาสอบเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใน พ.ศ. 2496 เรียนอยู่เพียง 2 ปี ก็สอบชิงทุนไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกาได้ และเข้าเรียนที่ University of California, Berkeley ทางด้าน Plant Genetics จนจบปริญญาตรีใน พ.ศ. 2501 จากนั้นไปเรียนต่อที่ Iowa State University ได้รับปริญญาโททาง Genetics ใน พ.ศ. 2503 และกลับมารับราชการที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2504 ต่อมาได้รับทุน Rockefeller Foundation ใน พ.ศ. 2506 ไปทำปริญญาเอกที่ Iowa State Universityอีกครั้งหนึ่ง เรียนจบปริญญาเอกทาง Plant Breeding ใน พ.ศ. 2509 ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน เป็นผู้ที่มีความสามารถในหลายๆ ด้าน เป็นทั้งนักคิด และนักปฏิบัติควบคู่กันไป ดังที่ได้ตั้งชื่อหนังสือที่ระลึกอายุครบ 60 ปี ไว้ว่า คิดแล้วต้องทำให้เกิดผล ทางด้านการเรียนการสอน มีงานเด่นในเรื่องการปรับปรุงวิชาพันธุศาสตร์และวิชาการปรับปรุงพันธุ์พืช ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน มีความเห็นว่าวิชาพันธุศาสตร์เป็นวิชาพื้นฐานที่สำคัญมาก นิสิตทุกคณะจะต้องเรียนเพื่อให้มีความเข้าใจถึงวิวัฒนาการต่างๆ ของธรรมชาติอันจะนำไปสู่กระบวนการทางความคิดในการปรับปรุงพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ วิชาพันธุศาสตร์ เป็นวิชาที่นิสิตในสมัยนั้นกลัวกันมาก เพราะถือว่ายาก เพราะต้องรอบรู้ในวิชาที่เกี่ยวข้องหลายๆ เรื่อง เช่น วิชาชีววิทยา วิชาคณิตศาสตร์ วิชาสถิติ เป็นต้น ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน ได้พยายามอย่างมากให้นิสิตมีความเข้าใจและรักวิชานี้ ซึ่งก็ได้ผลเป็นอย่างดี มีลูกศิษย์ลูกหาหลายคน ที่ต่อมาได้กลายเป็นนักปรับปรุงพันธุ์มือดีของประเทศ ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน เป็นผู้ที่มีจิตใจอ่อนโยนและมีเมตตาต่อศิษย์ทุกคน เป็นอาจารย์ที่ลูกศิษย์รักใคร่ และเคารพนับถือมาก ตำราพันธุศาสตร์ที่ ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน เขียนขึ้นนั้น เป็นตำราภาษาไทยเล่มแรกของประเทศไทย นอกจากการสอนแล้ว ยังมีนิสิตมาทำวิทยานิพนธ์ด้วยจำนวนมาก ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน จะให้ความเอาใจใส่ใกล้ชิด คอยช่วยเหลือแนะนำ แก้ปัญหา และตรากตรำทำงานร่วมกับนิสิตอย่างไม่ลดละ นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดี ที่ลูกศิษย์ถือเอาเป็นแบบอย่าง สำหรับงานวิจัยซึ่งนับว่าเป็นจุดเด่นอย่างยิ่งของ ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน นั้น ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน เล่าว่า เมื่อเรียนจบกลับมาใหม่ๆ นั้น มีความสนใจที่จะทำเรื่องพันธุศาสตร์ของข้าว โดยพยายามจะปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้ต้านทานโรคและแมลง แต่ต่อมาอธิการบดี (ศาสตราจารย์อินทรี จันทรสถิตย์) ได้แนะนำให้ทำการวิจัยเรื่องข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งในระยะนั้นยังไม่ค่อยจะมีการทำวิจัยเลย ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน เห็นว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์น่าจะมีอนาคตที่ดี จะสามารถเป็นสินค้าส่งออกได้ จึงได้เริ่มลงมือทำการวิจัยในเรื่องนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน มีหลักการอยู่ว่า เป้าหมายของงานวิจัยจะต้องให้สอดคล้องกับสภาพของเกษตรกร ถ้าทำลูกผสมที่ต้องใช้เทคโนโลยีสูงเกินไปเมื่อทำการปลูก เกษตรกรก็จะรับไม่ได้ ในระยะนั้นได้เกิดโครงการประสานงานปรับปรุงการผลิตข้าวโพดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และทุน Rockefeller Foundation ทำให้งานวิจัยเป็นไปด้วยดี และในที่สุดก็ได้ข้าวโพดที่สำคัญมากสำหรับประเทศไทย คือพันธุ์สุวรรณ 1 เมื่อ พ.ศ. 2518 อันเป็นพันธุ์หลักที่เกษตรกรใช้ปลูกกันทั่วประเทศ ทำให้ฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้นอย่างมาก ข้าวโพดพันธุ์สุวรรณ 1 นี้ ต่อมาก็ได้ใช้เป็นพันธุ์หลักในการทำข้าวโพดลูกผสมอีกหลายพันธุ์ และหลายประเทศในโลกก็ได้นำไปใช้ด้วย และจากผลงานวิจัยในเรื่องนี้ ทำให้ ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน ได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2517 และนานาชาติรู้จัก ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน ในนามของ บิดาแห่งข้าวโพดพันธุ์สุวรรณ 1 เนื่องจากเป็นผู้ที่มีฝีมือดีในเรื่องงานวิจัย ทางศูนย์วิจัยนานาชาติเรื่องข้าวโพดและข้าวสาลี (CIMMYT) ที่ประเทศเม็กซิโก จึงได้เชิญให้เป็น Visiting Scientist ในระหว่าง พ.ศ. 2511-2513 ใน พ.ศ. 2521-2522 ประเทศไนจีเรียเชิญไปเป็น Agricultural Consultant และปฏิบัติงานให้กับประเทศ Upper Volta ด้วย นับว่าเป็นเกียรติแก่ประเทศชาติเป็นอย่างมาก เมื่อพูดถึง ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน ใครๆ ก็จะนึกถึงความเป็นนักวิจัยชั้นเยี่ยม แต่ในระยะหลังของชีวิตการทำงาน ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน ได้แสดงให้เห็นว่าการเป็นนักบริหารที่เก่งกล้าสามารถก็เป็นได้ ใน พ.ศ. 2522 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้ขอโอนตัวไปช่วยราชการ และได้ดำรงตำแหน่งคณบดี คณะทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ พ.ศ. 2522 ถึง 2529 ได้สร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่คณะเป็นอย่างมาก ใน พ.ศ. 2529 ศาสตราจารย์ ดร. สุธรรม อารีกุล ได้รับเลือกให้เป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์จึงได้ขอร้องให้ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน กลับมาช่วยที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง โดยให้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตกำแพงแสน ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน ดำรงตำแหน่งนี้อยู่ถึง พ.ศ. 2533 ได้ปรับปรุงพัฒนาวิทยาเขตกำแพงแสนไปได้มาก หลังจากนั้นคือในช่วงปี พ.ศ. 2533-2535 ได้ย้ายกลับมายังวิทยาเขตบางเขน ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา ใน พ.ศ. 2535 ทางมหาวิทยาลัยนเรศวรเกิดมีปัญหาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคลากร ทางสภามหาวิทยาลัยนเรศวรจึงได้มาเชิญ ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน ให้ไปช่วย ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน ได้ไปเป็นอธิการบดีอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวรถึง 9 ปี ได้แก้ปัญหาและสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่มหาวิทยาลัยฯ เป็นอย่างมาก เมื่อพ้นจากตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยนเรศวรแล้ว มหาวิทยาลัยอีกหลายแห่งก็ได้มาเชิญให้ ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน ไปเป็นอธิการบดี เนื่องจากเห็นฝีมือในการบริหาร แต่ ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน ได้เลือกที่จะไปเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเอกชนคือ วิทยาลัยโยนก อยู่ที่จังหวัดลำปาง ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน มีเหตุผลว่าทำงานกับรัฐมามากแล้ว อยากจะไปทำกับเอกชนดูบ้าง เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ และต้องการช่วยเด็กที่มีความต้องการจะเรียน ให้ได้เรียน ซึ่งต่อไปจะได้เป็นคนดีของสังคม จะเห็นได้ว่า ชีวิตการทำงานของ ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน นั้น ทำได้ดีในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอน งานวิจัย หรืองานบริหาร จากความสามารถหลายๆ ประการนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน จึงได้รับรางวัล และเกียรติยศต่างๆ มากมาย ดังต่อไปนี้ พ.ศ. 2509 Sigma Xi และ Gamma Delta. Honorary Society. Iowa State University Chapter. พ.ศ. 2517 รางวัลผลงานดีเด่นรางวัลที่ 2 จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เรื่อง การใช้เชื้อพันธุกรรมของข้าวโพดให้เป็นประโยชน์ในประเทศไทย พ.ศ. 2518 Award of Honor สมาคมวิทยาศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะผู้พัฒนาข้าวโพดพันธุ์ใหม่ พ.ศ. 2523 ปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2526 ภาคีราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ พ.ศ. 2529 Award of Honor สมาคมวิทยาศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ ในฐานะการส่งเสริมและพัฒนาการข้าวโพด พ.ศ. 2529-2530 Executive Board Member Association of Asian Agricultural Colleges and Universities SEARCA Philippines. พ.ศ. 2531 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ Commardeur dans l'Ordove des Palmes Accedemiques สาขาเกียรติคุณทางการเกษตร ชั้น Officier du Merite Agrigole จากรัฐบาลฝรั่งเศส พ.ศ. 2533 นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ มหาวชิรมงกุฎ ในชีวิตส่วนตัวนั้น ผู้ที่ใกล้ชิดกับ ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน ต่างยอมรับว่า ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน เป็นสุภาพบุรุษใจใหญ่ งานเป็นงาน เล่นเป็นเล่น เป็นนักวิจัย นักวิชาการ นักการศึกษา และนักบริหารที่มีแนวคิดและสไตล์ไม่เหมือนใคร และเป็น คนเด่น ในระดับนานาชาติอย่างแท้จริง ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน สมรสกับ คุณสิริวรรณ นามสกุลเดิม วิมลโนธ มีบุตรชาย 1 คน คือ นายพันลึก จินายน เป็นครอบครัวเล็กๆ ที่อบอุ่น ชีวิตของ ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน นับได้ว่าเป็นชีวิตของบุคคลตัวอย่างที่น่าชื่นชม เป็นผู้ที่ได้ตอบแทนบุญคุณของแผ่นดินอย่างคุ้มค่า เป็นผู้ที่ทำงานเพื่อส่วนรวม และมีความเก่งในทุกๆ ด้านอย่างที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนได้ยาก แหล่งข้อมูล สุจินต์ จินายน. สัมภาษณ์, 17 เมษายน 2545. สุจินต์ จินายน. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2504. หนังสืออนุสรณ์ครบรอบ 60 ปี ศาสตราจารย์ ดร. สุจินต์ จินายน. [ม.ป.ท. : ม.ป.พ.], 2538.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2476 เป็นบุตรของพระพิเนตสุขประชา (เพิ่ม) และนางพิเนตสุขประชา (ปรั่ง) วาจานนท์ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งขณะนั้นบิดารับราชการที่นั่น ต่อมาได้ย้ายติดตามบิดาเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ขณะยังเป็นเด็ก เมื่อ พ.ศ. 2480 ได้เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนพญาไทวิทยาการ ซึ่งตั้งอยู่ตรงโรงหนังโคลีเซี่ยมในสมัยนั้น หลังจากจบชั้น ป. 4 ในปี 2484 แล้ว ได้ย้ายไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเซนคาเบรียล สามเสน ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงเรียนปิดชั่วคราว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ จบชั้น ม. 6 ในปี 2490 และไปเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท 2 ปี และสอบคัดเลือกเข้าเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบปริญญาตรี วท.บ. สาขาวิชาเคมี ใน พ.ศ. 2496 ได้มาสมัครเข้าทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตามความตั้งใจ เพราะเคยคิดไว้ว่าจะสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยเมื่อเรียนจบแล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ เล่าว่า …ตอนมาสมัครงานที่เกษตร เมื่อ พ.ศ. 2496 ไม่รู้จักใครเลย ได้มาพบอาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ เลขาธิการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจารย์กวีพาไปพบ ม.จ. จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ) รองอธิการบดี และ อาจารย์คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อธิการบดี คุณหลวงสุวรรณฯ สัมภาษณ์เล็กน้อย แล้วท่านก็ตกลงรับไว้เป็นอาจารย์ โดยท่านบอกว่าอยู่กับเรานานๆ นะ ผมก็รับปาก ถือเป็นสัญญาสุภาพบุรุษที่ทำให้ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มา 40 ปี จนเกษียณอายุราชการ หลังจากการสัมภาษณ์ของอธิการบดี คุณหลวงสุวรรณฯ แล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ก็ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ในคณะเกษตรศาสตร์ (เปลี่ยนเป็นคณะกสิกรรมและสัตวบาลในปี 2497 หรือคณะเกษตรในปัจจุบัน) งานแรกที่ได้รับการมอบหมาย คือ การสอนวิชาเคมี นิสิตรุ่นแรกที่สอนตอนนั้นมีอายุเท่ากับอาจารย์ หรือบางคนแก่กว่าอาจารย์อยู่บ้าง แต่การเรียนการสอนก็เป็นไปด้วยดี หลังจากทำการสอนอยู่ 2 ปี ในปี 2498 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ได้เดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ Oregon State University สหรัฐอเมริกา และเรียนสำเร็จได้รับปริญญาโททางเคมีเมื่อ พ.ศ. 2500 และกลับมาทำงานต่อที่เดิม จนกระทั่งปี 2505 มีโอกาสได้กลับไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัย Oregon State University อีกในสาขาวิชาเดิมจนจบปริญญาเอกในปี 2510 และกลับมาทำงาน ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยตลอด ในด้านการสอน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ เป็นอาจารย์ที่พยายามสอนให้นิสิตเข้าใจในวิชาที่สอน เริ่มมาแต่รุ่นแรกๆ เมื่อสอนจบแต่ละตอนได้เปิดโอกาสให้นิสิตซักถามเสมอ เพราะวิชาเคมีเป็นวิชาที่ค่อนข้างยาก ส่วนการสอนภาคปฏิบัติก็ได้เคี่ยวเข็ญ พิถีพิถันทั้งในเรื่องการปฏิบัติการในห้องทดลองและการแต่งกาย ให้ใส่เสื้อคลุม ใส่แว่นตาป้องกันอุบัติเหตุให้เรียบร้อย เพราะว่าถ้านิสิตเรียนจบได้รับปริญญา อาจออกไปเป็นหัวหน้าหน่วยงานหรือเป็นหัวหน้าห้อง lab. ก็ต้องฝึกกันไว้ให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกน้อง คือถือหลักว่า สอนเขาอย่างไร เราต้องทำตนให้ได้อย่างนั้น นอกจากงานสอนแล้ว ในระยะแรก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ต้องไปช่วยดูแลนิสิตเกษตรฝึกงานที่ไร่ฝึกนิสิตในต่างจังหวัดด้วย เพราะขณะนั้นอาจารย์ของคณะมีจำนวนจำกัด งานทุกอย่างของคณะจึงต้องช่วยกันทำ งานสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็เป็นอีกงานหนึ่งที่อาจารย์ทุกคณะต้องช่วยกันดำเนินการ ซึ่งขณะนั้นมีการสอบแยกกันในแต่ละมหาวิทยาลัย ยังไม่มีทบวงมหาวิทยาลัยช่วยจัดการเช่นปัจจุบัน ยังมีงานอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ต้องปฏิบัติ เช่น การเป็นที่ปรึกษาดูแลนิสิต หรือชมรมกิจกรรมนิสิตต่างๆ กรรมการปฐมนิเทศอาจารย์ ข้าราชการ งานโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรรมการอื่น ๆ และกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยทั้งด้านบริหาร วิชาการ และสังคม ฯลฯ ในส่วนของงานบริหาร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ก็ได้ปฏิบัติงานมาตั้งแต่รักษาการหัวหน้าภาควิชาเคมี พ.ศ. 2503 - 2505 สมัยเมื่อยังเป็นแผนกวิชาเคมี ในคณะกสิกรรมและสัตวบาล หลังจากนั้น ปี 2509 ภาควิชาเคมีก็ย้ายไปสังกัดคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ ที่ตั้งขึ้นใหม่ ในปี 2523 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ได้ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มีการพัฒนาคณะในด้านต่าง ๆ ทำให้เกิดภาควิชาใหม่ขึ้น เช่นการแยกภาควิชาชีววิทยาออกเป็น 5 ภาควิชา ความจริงงานนี้มีการเริ่มต้นมาก่อนแต่เพิ่งสำเร็จในช่วงนี้ นอกจากนี้ก็มีภาควิชาใหม่ ๆ เกิดขึ้นด้วย ผศ. ดร.สุขประชา เป็นคณบดีคณะวิทยาศาสตร์อยู่ 2 วาระ รวม 8 ปี (พ.ศ. 2523 - 2531) หลังจากนั้นได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ เมื่อ พ.ศ. 2534 - 2536 คือช่วงปลายของการทำงานก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ เกี่ยวกับงานบริหาร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุขประชา วาจานนท์ ได้ปฏิบัติงานบริหารมานานตั้งแต่ระดับหัวหน้าภาควิชา คณบดี และรองอธิการบดี อาจารย์ได้ให้ข้อคิดไว้ว่า …การทำงานกับคนกลุ่มใหญ่ หรือคนหมู่มาก ไม่มีกลุ่มใดที่ไม่มีปัญหา ปัญหาอาจเล็กหรือใหญ่ เราต้องพบเสมอ การแก้ปัญหาที่จะกระทบบุคคล ก็ให้กระทบคนหมู่น้อยที่สุด หรือไม่กระทบเลย และพยายามไม่ทำให้เกิดปัญหาใหม่ บางคนแก้ปัญหาเพียงเพื่อให้เสร็จๆ ไป แล้วปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้น ต้องแก้กันอีก เป็นการแก้ปัญหาไม่รู้จบ การแก้ปัญหาก็คือแก้โดยให้ถูกทางของธรรมะ อย่าเข้าข้างคนผิด เข้าข้างคนถูกแล้วก็แก้ปัญหาได้ ในการบริหารงาน อาจมีผู้คิดว่าเป็นเรื่องเฉพาะหน่วยงาน เฉพาะคณะ และงานคงจะไม่แตกต่างไปจากภาระงานของอาจารย์มากนัก แต่ในความเป็นจริง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ได้ให้ทรรศนะว่า… การบริหารงานนั้นมิได้เกี่ยวข้องเฉพาะคณะที่บริหาร แต่เกี่ยวข้องกับทุกระดับ เช่น เมื่อเป็นคณบดีก็ดูแลคณะ มีการประชุมกรรมการประจำคณะ ฯลฯ นั่นถือว่ากำลังบริหารงานคณะ แต่เมื่อไปประชุมคณบดี อกม. หรือประชุมสภามหาวิทยาลัย ก็ถือว่าเรากำลังบริหารงานมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุนี้เมื่อจะมีการประชุมก็ต้องศึกษาหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ทำให้รอบรู้ปัญหาในทุกหน่วยงานของมหาวิทยาลัย เป็นการช่วยการตัดสินใจของผู้บริหารในการแก้ปัญหาต่างๆเมื่อมีการประชุมร่วมกัน การหาข้อมูลเป็นสิ่งที่ดี จงรับฟังจากทุกคน แต่อย่าเชื่อในทุกสิ่ง การไม่รับฟังใครเลย มิใช่วิสัยของบัณฑิต ข้อมูลที่ได้มานั้นต้องไตร่ตรองวินิจฉัยให้รอบคอบ แล้วจึงเชื่อหรือไม่เชื่อข้อมูลเหล่านั้น อันนี้เป็นสิ่งสำคัญของผู้บริหาร การทำงานบริหารเป็นงานที่ต้องรับผิดชอบหลายอย่าง โดยปกติถ้าเป็นอาจารย์ ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ ก็ทำงานกันในช่วงเวลา 08.30-16.30 น. แต่การเป็นผู้บริหารต้องใช้เวลามากกว่านั้น เมื่อตอนเป็นคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ต้องดูแลในเรื่องต่างๆ ที่เข้ามาในแต่ละวันหลายแฟ้ม หากไม่เสร็จในเวลาราชการก็นำกลับไปทำต่อที่บ้านเป็นประจำ เพราะคิดว่าถ้าทำต่อในที่ทำงานไปจนถึง 1-2 ทุ่ม เพื่อให้งานเสร็จ ก็จะรบกวนเวลาของบุคคลอื่น เช่น เลขานุการ หรือนักการภารโรง จึงไม่ประสงค์ จะทำให้เขาลำบาก เพราะต่างก็มีภาระรับผิดชอบทางบ้านด้วยกันทุกคน งานสำคัญอีกประการหนึ่งของอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือ การเป็นที่ปรึกษาของนิสิต (advisor) ซึ่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ได้ทำหน้าที่ด้านนี้ด้วยดีมาตั้งแต่ต้น และถือเป็นแบบอย่างของอาจารย์รุ่นหลัง ๆ คือ อาจารย์มิได้เป็นที่ปรึกษาที่ดูแลการศึกษาของนิสิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้แนะนำในเรื่องวัฒนธรรมอันดีงามของไทย ที่ควรยึดถือปฏิบัติให้แก่นิสิตด้วย นอกจากนี้ยังได้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้แก่ชมรมต่าง ๆ ด้านกิจกรรมนิสิตอีกหลายชมรม เช่น ชมรมดาบไทย ชมรมดาบสากล ชมรมดนตรีไทย วงดนตรีลูกทุ่งรวมดาวกระจุย เป็นต้น นอกจากการทำหน้าที่ที่ปรึกษาด้านการศึกษาและกิจกรรมนิสิตแล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ยังได้จัดตั้งกองทุน พระพิเนตสุขประชา ตามชื่อบิดา สำหรับจ่ายเป็นเงินรางวัลแก่นิสิตที่สอบได้คะแนนสูงสุดในวิชาอินทรียเคมีในแต่ละภาคการศึกษา นอกจากนั้นก็ยังจัดเป็นทุนจ่ายขาดเป็นปีๆ ไปอีก 2 ทุน เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาของนิสิต ตลอดช่วงเวลาที่ทำงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ทำงานทุกอย่าง ตั้งแต่เป็นอาจารย์สอนหนังสือ เป็นที่ปรึกษาดูแลนิสิตและกิจกรรมต่าง ๆ เป็นกรรมการช่วยเหลือคณะ และงานส่วนกลางมหาวิทยาลัยหลายอย่างดังได้กล่าวแล้ว และท้ายที่สุดก็เป็นผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย เครื่องราชอิสริยาภรณ์สุดท้ายที่ได้รับคือ ประถมาภรณ์มงกุฎไทย สิ่งที่ภูมิใจของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ คือ การได้ทำงานในมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์มาเป็นเวลา ยาวนานถึง 40 ปี (พ.ศ. 2496 - 2536) จนเกษียณอายุราชการ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2536 ตามที่ได้รับปากกับอธิการบดี คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจในวันมาสมัครเป็นอาจารย์ ไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบสวน แต่เป็นกรรมการและประธานกรรมการสอบสวนบุคคลอื่นหลายครั้ง แล้วก็พยายามให้ทุกๆ คนรอดพ้นโดยไม่ผิดกฎเกณฑ์ ความภูมิใจอีกอย่างก็คือ การได้เป็นสมาชิกสภาคณาจารย์รุ่นแรก (ประเภทเลือกตั้งทั้งมหาวิทยาลัย) โดยได้รับคะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง ถือว่าบุคลากรมหาวิทยาลัยไว้ใจเลือกให้ทำหน้าที่แทนพวกเขา ในอนาคต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ เชื่อว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังคงเป็นผู้นำวิทยาการในทางเกษตร และผู้นำในสาขาอื่นด้วย เพราะบุคลากรมีศักยภาพ แต่ยังเป็นห่วงเรื่องอัตรากำลังคน เพราะตำแหน่งที่เกษียณแล้วมักถูกยุบเลิกไป ขณะเดียวกันทบวงมหาวิทยาลัยก็ต้องการให้มหาวิทยาลัยเพิ่มจำนวนนิสิตที่รับใหม่ ซึ่งสวนกระแสกัน คือลดอาจารย์ แต่เพิ่มนิสิต ถือว่าไม่ได้สัดส่วนกัน และต่อไปการศึกษาภาคบังคับจะเพิ่มขึ้นเป็น 12 ปี ผู้จบชั้นมัธยมศึกษาจะมีมากขึ้น จะมีผู้เข้ามหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น ฉะนั้นการลดจำนวนอาจารย์จะเป็นอุปสรรคอย่างมาก ใคร่ขอร้องว่าควรดำเนินการให้ได้สัดส่วนกัน เพื่อเป็นการพัฒนาอุดมศึกษาของชาติให้ก้าวหน้าต่อไป ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 สิริอายุได้ 87 ปี แหล่งข้อมูล สุขประชา วาจานนท์. สัมภาษณ์, 13 พฤศจิกายน 2543. สุขประชา วาจานนท์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตร, 2496.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

รองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทา

รองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทา เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2479 ที่บ้านสูงยาง ตำบลสูงยาง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นบุตรของนายบู่ และนางคูณ ศรีนิลทา ในด้านการศึกษา รองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทาได้เรียนจบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนวัดบ้านสูงยาง ชั้นมัธยมปีที่ 6 จากโรงเรียนประจำจังหวัดร้อยเอ็ด เตรียมอุดมศึกษาปีที่ 2 จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย จบชั้นปีที่ 1 หลักสูตรกสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2498 สอบได้ทุนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปศึกษาต่อต่างประเทศระดับปริญญาตรีทางเกษตรศาสตร์ จาก University of the Philippines at Los Banos เมื่อรับราชการได้ 2 ปี ที่คณะเกษตร ได้รับทุน Fullbright ไปศึกษาต่อปริญญาโททางปฐพีศาสตร์ที่University of California, Berkeley ได้รับปริญญา M.S. in Soil Science ใน พ.ศ. 2507 ได้ศึกษาต่อปริญญาเอกด้วยทุน Rockefeller Foundation ที่ Davis และ Iowa State University ได้ปริญญา Ph.D. in Soil Physics ใน พ.ศ. 2510 รองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทา เริ่มรับราชการที่ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ในตำแหน่งผู้ช่วยอาจารย์ (พฤษภาคม 2503) ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นอาจารย์ตรี (พ.ศ. 2503) อาจารย์เอก (พ.ศ. 2511) รองศาสตราจารย์ (พ.ศ. 2521) งานในหน้าที่บริหารได้ปฏิบัติงานในหน้าที่ เช่น ผู้ช่วยหัวหน้าภาควิชาปฐพีวิทยา ผู้ประสานงานโครงการพัฒนาภายใต้ความช่วยเหลือของรัฐบาลญี่ปุ่น หัวหน้ากองบริการการศึกษา หัวหน้าภาควิชาปฐพีวิทยา ประธานกรรมการการศึกษา รองอธิการบดี (กำแพงแสน) รองอธิการบดีด้านการวางแผนและพัฒนา กรรมการและเลขานุการ อ.ก.ม. กรรมการและเลขานุการสภามหาวิทยาลัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในด้านปุ๋ยเคมีแห่งชาติ เป็นต้น นอกจากนี้ยังดำรงตำแหน่งทางบริหารและวิชาการในหน่วยงานมหาวิทยาลัยต่างๆ และองค์การระหว่างประเทศ เช่น เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ ก.พ. ของ ก.ม. อาจารย์และรองผู้อำนวยการของศูนย์บัณฑิตและวิจัยด้านการเกษตรแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEARCA) University of the Philippines at Los Banos เป็น Excutive Secretary ของ AAACU รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เป็นต้น รองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทา ได้มีคุณูปการต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในงานพัฒนาต่างๆ ทั้งในระดับภาควิชา คณะ สถาบัน สำนัก และมหาวิทยาลัย และด้วยความรู้ความสามารถในด้านวิชาการและการบริหาร จึงได้รับการยกย่องจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศและต่างประเทศ ได้ปฏิบัติงานในหน้าที่สำคัญระหว่างประเทศหลายวาระ ทำให้วงการศึกษาพัฒนาไปเป็นอันมาก การพัฒนางานภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร รองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทา เมื่อดำรงตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าภาควิชาปฐพีวิทยา (วันที่ 26 พฤศจิกายน 2511 ถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2513) และหัวหน้าภาควิชาปฐพีวิทยา (วันที่ 12 พฤษภาคม 2521 ถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2524) ได้มีส่วนร่วมพัฒนากิจกรรมการเรียน การสอน และการวิจัยด้านปฐพีวิทยาขึ้นในแผนกเกษตรศาสตร์ ซึ่งขณะนั้นเป็นการเรียนการสอนด้านพืชไร่นาเป็นส่วนใหญ่ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน กล่าวว่า …ช่วงที่ ดร. สำอาง เป็นอาจารย์อยู่ที่แผนกเกษตรศาสตร์ ดร. สำอาง เป็นคนแรกที่ได้เป็นผู้ริเริ่มต้นการพัฒนาหมวดวิชาปฐพีวิทยาขึ้นในแผนกเกษตรศาสตร์ เปิดโอกาสให้นิสิตที่เรียนในแผนกเกษตรศาสตร์มาเลือกเรียนวิชาเอกได้สองสาขาคือ ปฐพีวิทยา และพืชไร่นา นอกจากนี้ ยังได้เขียนคู่มือปฏิบัติการปฐพีวิทยาเป็นเล่มแรกในเมืองไทย และใช้เรียนกันต่อมา หัวหน้ากองบริการการศึกษาคนแรกและการพัฒนางานทะเบียนนิสิต เมื่อสำนักงานอธิการบดีได้แบ่งส่วนราชการออกเป็น 7 กอง รองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทา ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติงานบริหาร เป็นหัวหน้ากองบริการการศึกษาคนแรก (วันที่ 17 พฤศจิกายน 2520 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2523) ได้มีบทบาทสำคัญในการวางกรอบและหลักการในการปฏิบัติงาน และปรับปรุงระบบฐานข้อมูลของนิสิต โดยได้นำข้อมูลการลงทะเบียนเรียนของคณะต่างๆ ในบัตรเจาะรู ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญ เมื่อนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในภายหลัง การพัฒนางานวิทยาเขตกำแพงแสน รองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทา ได้รับมอบหมายเป็นผู้ช่วยรองอธิการบดีกำแพงแสน (วันที่ 7 สิงหาคม 2523 ถึงวันที่ 9 มีนาคม 2524) และเป็นรองอธิการบดีกำแพงแสน (วันที่ 10 มีนาคม 2524 ถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2525) นอกจากงานบริหารวิทยาเขต ซึ่งเริ่มมีนิสิตไปเรียนจะต้องจัดระบบการเรียนการสอน อาคารสถานที่ และงานบุคลากรต่างๆ แล้ว การจัดสิ่งอำนวยความสะดวก สวัสดิการต่างๆ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องบริหารจัดการ รองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทา ได้อุทิศตนเพื่อพัฒนาวิทยาเขตให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้ในหลายๆ ประการ ดังที่ รองศาสตราจารย์เรืองอุไร ศรีนิลทา (ภรรยา) ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า …เรื่องวิทยาเขตกำแพงแสน อาจารย์ก็ทุ่มสุดตัว เริ่มจากไปถึง ไฟฟ้ายังไม่มี น้ำยังไม่มี หอพักเปิดไปแล้ว แต่ไม่มีน้ำ รถที่จะวิ่งระหว่าง campus บางเขนกับกำแพงแสน อาจารย์ก็ต้องวิ่งไปจัดหาทุกอย่างมาเพื่อความสะดวกของทุกคน คือทั้งบุคลากรของมหาวิทยาลัยเองและนิสิต แล้วเรื่องปลูกต้นหมากรากไม้ คือรับไปเต็มๆนอกเหนือจากงานบริหารที่ทำอยู่ อาจารย์ก็จะดูแลเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น วันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันหยุดราชการอื่นๆ เด็กนิสิตไม่อยากอยู่ใน campus กันเพราะไม่มีการเรียนการสอน อาจารย์ก็ไม่อยากให้ campus ร้าง ทั้งมันใหญ่ด้วย ต้นไม้ก็ยังไม่ขึ้น อาจารย์คิดว่าจะทำอย่างไรให้นิสิตอยากอยู่ campus อยากมีสตางค์ไปทำลาน bowling ให้เด็กไปโยนเล่น หรือทำกิจกรรมอื่นๆ เป็นทำนองสโมสร นิสิตจะได้มีกิจกรรมทำในวันหยุดหรือหลังเลิกเรียนตอนเย็นๆ แต่ก็ยังทำไม่ได้ เพราะต้องใช้เงินมาก และช่วงนั้นยังไม่มีงบประมาณ อาจารย์ก็เลยคิดนำหนังมาฉายให้นิสิตดู ชาวบ้านแถวนั้นก็มาดูด้วยตอนกลางคืนดูกันสนุก ตอนเช้าเศษขยะเต็มสนามต้องจัดการเก็บกวาดกันยกใหญ่ คือต้องดูแลทุกอย่างตั้งแต่พื้นดินขึ้นไป อาจารย์ตั้งใจและทุ่มเทกับวิทยาเขตกำแพงแสนมาก อาจารย์อยู่ทางโน้น วันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง ก็จะให้กับงานทั้ง 24 ชั่วโมง วันหยุดก็ไม่ค่อยได้กลับบ้าน… งานพัฒนาวิทยาเขตกำแพงแสนที่รองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทา เป็นกำลังสำคัญในการจัดทำโครงการขอรับการสนับสนุน (Grant Aid) จากรัฐบาลญี่ปุ่นผ่าน JICA โครงการดังกล่าวทำให้วิทยาเขตกำแพงแสนมีศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง ศูนย์เครื่องจักรกลการเกษตรแห่งชาติ และศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตรแห่งชาติ ซึ่งสร้างความเข้มแข็งให้วิทยาเขตในด้านการวิจัยและบริการวิชาการแก่สังคม การปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ รองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทา ได้รับคัดเลือกให้เป็นรองผู้อำนวยการของ SEARCA (Southeast Asian Regional Center for Graduate Study and Research in Agriculture) เป็นเวลา 7 ปี (ระหว่าง พ.ศ. 2528-2535) ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและวิจัยด้านการเกษตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีส่วนรับผิดชอบและให้การสนับสนุนการพัฒนาอาจารย์ทางการเกษตร ให้ทุนอุดหนุนบุคลากรของไทยไปศึกษาและวิจัยด้วย นอกจากนี้ยังได้รับงานในตำแหน่ง Executive Secretary ของ AAACU ตั้งแต่ พ.ศ. 2529 เป็นต้นมา ร่วมงานบุกเบิกมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี รองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทา เป็นนักวิชาการและนักบริหารที่ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ฉะนั้นทุกหน่วยงานจึงเชิญให้ไปช่วยวางรากฐานและพัฒนาการศึกษา เมื่อเสร็จสิ้นการปฏิบัติภารกิจที่ SEARCA และกลับมาปฏิบัติราชการที่ประเทศไทย พ.ศ. 2536 รองศาสตราจารย์เรืองอุไร ศรีนิลทา เล่าว่า …ท่านศาสตราจารย์ ดร. วิจิตร ศรีสอ้าน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กำลังหาคนช่วยงานที่ มทส. อยู่ ก็เลยมาทาบทาม คือท่านทราบว่าอาจารย์เป็นแกนก่อร่างสร้างกำแพงแสน ก็เลยติดต่อมา เป็นการจี้ถูกจุด เพราะอาจารย์ชอบงานท้าทาย งานบุกเบิก และงานพัฒนาอยู่แล้ว อาจารย์ก็เลยตอบรับเข้าร่วมงานกับ มทส. ตอนนั้น มทส. กำลังเตรียมรับนักศึกษาปี 1 รุ่นแรก อาจารย์ก็โดดเข้าไปช่วยเพราะคิดว่าจะมีโอกาสใช้ประสบการณ์ที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติได้อีกครั้ง ก็เหมือนกับที่กำแพงแสนเลยค่ะ คือมหาวิทยาลัยใหม่จริงๆ ไปแรกๆ ที่อยู่ก็ยังไม่มี ต้องไปเช่าโรงแรมอยู่ก่อน เปิดเรียนวันแรกเด็กเข้าหอพัก เกิดน้ำไม่ไหล อาจารย์ต้องไปซื้อ tank น้ำหลายๆ tank เชื่อมต่อกัน และปั๊มน้ำให้เด็กใช้ตามหอพัก คือต้องเริ่มตั้งแต่ยังไม่มีอะไร มีปัญหาไม่เว้นแต่ละวัน ก็ต้องคอยแก้ไขกันไป อาจารย์ก็อยู่ มทส. จน มทส. เป็นรูปเป็นร่าง อาจารย์เหนื่อยมากเลยนะคะ อาจจะเป็นเพราะอายุมากขึ้นกว่าตอนที่ทำกำแพงแสนมากก็เป็นได้ แล้วช่วงหลังอาจารย์มีอาการโรคหัวใจด้วยนะค่ะ ถึงอย่างนั้นอาจารย์ยังเคยปรารภว่าอยากอายุน้อยกว่านี้อีกสัก 10 ปี จะได้ทำงานที่ มทส. ให้ได้มากกว่านี้ มีอะไรอีกหลายอย่างที่คิดไว้ และอยากทำ แต่ว่าเวลาและกำลังกายไม่อำนวย มทส. เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐฯ การใช้เงิน การใช้งบประมาณค่อนข้างคล่องตัว บุคลากรก็กระตือรือร้น เป็นเหตุให้ผู้บริหารทำงานได้คล่อง ไม่สะดุด อาจารย์ทำงานอย่างสนุก งานสำเร็จไปด้วยดี จนถึงทุกวันนี้ มทส. ได้ผลิตบัณฑิตให้กับประเทศไทยไปหลายรุ่นแล้ว งานที่ มทส. ก็เป็นอีกงานหนึ่งที่อาจารย์ภาคภูมิใจ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษด้านวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายหลังเกษียณอายุราชการแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. ธีระ สูตะบุตร อธิการบดีได้เชิญรองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทามาช่วยงานเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษด้านวิเทศสัมพันธ์ (วันที่ 1 มกราคม 2541) เนื่องจากมีงานติดต่อต่างประเทศมาก และรองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทาเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์สูงในด้านต่างประเทศ ด้วยคุณลักษณะประจำตัวของรองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทาที่มีคือ ทำงานเพราะอยากทำ ทำด้วยความเต็มใจ ซึ่ง รองศาสตราจารย์เรืองอุไร ศรีนิลทา ได้กล่าวไว้ว่า …อาจารย์สำอางเป็นคนอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้ คือทั้งชีวิตทำงานทุกวัน วันธรรมดาตื่นมาแล้วอยู่บ้าน จะรู้สึกแปลกๆ อาจารย์บอกว่าจะไปทำงานอาทิตย์ละ 1 วัน ดิฉันคิดว่าดีเหมือนกันเพราะอาจารย์จะได้มีโอกาสพบเพื่อน พบคนรู้จักเก่าๆ จะได้ไม่เหงา และได้ทำประโยชน์กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย แรกๆ ก็อาทิตย์ละวันนะค่ะ แต่ไปๆมาๆ อาจารย์ไปเกษตรเกือบจะทุกวันเลย เหมือนกับว่ายังไม่เกษียณ ลูกก็ถามได้ความว่า มีเรื่องอื่นๆ มาให้อาจารย์ช่วย มีคนมาขอคำปรึกษาในเรื่องต่างๆ เช่น การเตรียมตัวออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย การเตรียมงานรับพระราชทานปริญญาบัตร เป็นต้น….อาจารย์เป็นที่ปรึกษาที่ดีคือ นอกจากความรู้และประสบการณ์ที่มีมากแล้ว อาจารย์ยังรอบคอบและมีการให้คำแนะนำอย่างเป็นระบบชัดเจนคือ จะอธิบายชี้แจงเป็นข้อๆ ผู้ที่มาขอคำปรึกษาจะได้คำแนะนำที่ครบและไปปฏิบัติได้จริง สิ่งที่รองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทา ยึดถือปฏิบัติ รองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทา เป็นคนนุ่มนวล อ่อนน้อม กตัญญูต่อครู อาจารย์ที่สอนมาแม้เพียงปีเดียว แต่รองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทาก็นับถืออาจารย์ทุกคน ไม่ว่าจะเคยสอนหรือไม่เคยสอน อาจารย์จะดูแลหมด รองศาสตราจารย์เรืองอุไร ศรีนิลทา ได้กล่าวถึงสิ่งที่รองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทายึดถือปฏิบัติไว้ ดังนี้ …เรื่องขอยศ ขอตำแหน่ง อาจารย์สำอางไม่ขอนะค่ะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ จะทำงานไปเรื่อยๆ คือฉันไม่สนใจในเรื่องอย่างนี้ มุ่งทำงานที่อยากทำ ผลงานเหลือพอแล้ว เงินเดือนมีแค่นี้ก็แค่นี้ ก็ทำแต่งาน จนกระทั่งท่านอธิการบดีหลายท่านบอกให้ขอสักทีเถอะ ทำไมไม่ขอสักที อาจารย์ก็บอก ทำไมเราต้องขอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ อ้างสรรพคุณตัวเอง ทำไมเราต้องบอกว่าเราดียังไง ถ้าฉันดีก็ควรพิจารณาให้มา ก็ไม่ดีก็ไม่ต้องให้ ดังนั้น มหาวิทยาลัยไปขอศาสตราจารย์ให้เลย แล้วเรื่องกลับมาเป็นรองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ก็รองศาสตราจารย์ไปเรื่อย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยที่อาจารย์สำอางรู้สึกว่ามีบุญคุณกับอาจารย์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ได้ให้โอกาสไปร่ำเรียนและทำงานในหน้าที่ต่างๆ อาจารย์รักมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจารย์ทุ่มเทให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทุกอย่าง ตอนที่อยู่กับเกษตร แม้จะมีบริษัทอะไรต่อมิอะไรมาติดต่ออาจารย์ไปทำงาน อาจารย์ก็ไม่คิดจะไป อาจารย์ทำงานกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และหน่วยงานที่เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นหลัก ความกตัญญูรู้คุณเช่นนี้เป็นสิ่งที่อาจารย์ถือปฏิบัติ ด้วยเหตุที่รองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทา เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาการศึกษาและค้นคว้าในระดับอุดมศึกษา ได้อุทิศตนให้กับการพัฒนาการศึกษาตลอดมา โดยดำเนินการก่อสร้างห้องปฏิบัติการ และจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการเรียนการสอนและการวิจัยทางการเกษตร อีกทั้งเป็นผู้วางพื้นฐานการบริหาร การปฏิบัติงานปรับปรุงรูปแบบการลงทะเบียน การติดตามผลและการรายงานผลการเรียน นำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในการบันทึก ประมวลผลการเรียนและการจัดตารางเรียน ทำให้การดำเนินงานเกี่ยวกับการเรียนการสอนและการบริหารการศึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเป็นแบบอย่างที่ดี อีกทั้งได้รับเกียรติและการยกย่องอย่างสูงในวงวิชาการเป็นอเนกประการทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ เช่น ได้รับยกย่องเป็นศาสตราจารย์พิเศษ สาขาปฐพีวิทยา จาก University of the Philippines at Los Banos และได้รับโล่เกียรติยศในฐานะผู้มีพระคุณต่อการวางรากฐาน แนวนโยบายพัฒนาบุคลากรและวิชาการสาขาปฐพีวิทยา เป็นต้น สภามหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ได้มีมติให้ได้รับพระราชทานปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาศึกษาศาสตร์เกษตรเพื่อเป็นเกียรติสืบไป รองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทา ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ ประถมาภรณ์มงกุฎไทย ในด้านครอบครัว รองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทา สมรสกับรองศาสตราจารย์เรืองอุไร (บุญบงการ) ศรีนิลทา มีธิดา 1 คน คือ นางสาวชุติเมษฏ์ ศรีนิลทา เป็นอาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รองศาสตราจารย์ ดร. สำอาง ศรีนิลทา ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2543 สิริอายุได้ 64 ปี แหล่งข้อมูล วิโรจ อิ่มพิทักษ์ และเรืองอุไร ศรีนิลทา. สัมภาษณ์, 25 มิถุนายน 2544. สำอาง ศรีนิลทา. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2503.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์สาโรช มนตระกูล

ศาสตราจารย์สาโรช มนตระกูล เกิดเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2451 เป็นชาวฟิลิปปินส์โดยกำเนิด พ.ศ. 2475 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี (คณะเกษตร) จาก University of the Philippines at Los Banos ในช่วง พ.ศ. 2474-2476 ได้ทำงานอยู่กับภาควิชาปฐพีวิทยา จนกระทั่ง พ.ศ. 2478 ได้เดินทางพร้อมกับ ศาสตราจารย์ Robert L. Pendleton ซึ่งเป็นศาสตราจารย์และหัวหน้าภาควิชาปฐพีวิทยา ของ University of the Philippines at Los Banos เข้ามาประเทศไทย โดยได้รับตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ทางปฐพีวิทยา กรมวิทยาศาสตร์ กระทรวงเศรษฐการ ประจำประเทศไทย เป็นที่ปรึกษาทางด้านการเกษตรและเทคโนโลยีทางดิน ประจำกรมกสิกรรมและประมง พ.ศ. 2485 ย้ายมาสังกัดกรมกสิกรรม (กรมวิชาการเกษตรในปัจจุบัน) ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านปฐพีวิทยา จนถึง พ.ศ. 2516 งานสำรวจจำแนกและทำแผนที่ดินของประเทศไทย ได้เริ่มต้นดำเนินงานมาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณ พ.ศ. 2478 มี ศาสตราจารย์ Robert L. Pendleton นักวิทยาศาสตร์ทางดินและการเกษตร (soil technologist and agriculturist) ชาวอเมริกัน เข้ามาปฏิบัติการในประเทศไทยในฐานะที่ปรึกษาของกรมกสิกรรมและประมงในสมัยนั้น อาจกล่าวได้ว่า ศาสตราจารย์ Robert L. Pendleton เป็นบิดาทางด้านการสำรวจดินของประเทศไทย โดยได้พิจารณาเห็นว่าในการวางแผนพัฒนาการเกษตรของประเทศไทย จำเป็นต้องมีข้อมูลเรื่องดินเป็นพื้นฐานในการวางแผน โดยเฉพาะต้องมีแผนที่ดินเป็นหลัก จึงได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย ซึ่งมี ศาสตราจารย์สาโรช มนตระกูลเป็นแกนนำสำคัญในการดำเนินงาน โดยเน้นการสำรวจดินระดับประเทศ (reconnaissances soil survey) การสำรวจดินในพื้นที่ส่วนใหญ่ต้องเดินทางด้วยเกวียน ช้าง เรือ แพ และการเดินเท้า ศาสตราจารย์ Robert L. Pendleton และคณะได้ออกสำรวจให้ได้พื้นที่มากที่สุด อาศัยแผนที่ทางธรณีวิทยา (surface rocks) และแผนที่ชนิดของป่าไม้ที่มีอยู่ในสมัยนั้น เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจำแนกดินและหาขอบเขตของดินที่ได้ทำการจำแนกและกำหนดเป็นหน่วยของแผนที่ดิน แผนที่พื้นฐาน (Base Map) ที่ใช้ในการสำรวจดินสมัยนั้นเป็นแผนที่ภูมิประเทศของกรมแผนที่ทหาร มาตราส่วน 1: 50,000 และ 1: 250,000 เป็นหลัก หลังจาก พ.ศ. 2485 Robert L. Pendleton ได้เดินทางกลับอเมริกา ในช่วงนี้เอง ศาสตราจารย์สาโรช มนตระกูล ได้ดำเนินงานสำรวจดินต่อ แต่เป็นการทำแผนที่ในโครงการที่ละเอียดกว่า เพื่อใช้เป็นข้อมูลปรับปรุงแผนที่ดินของประเทศไทยให้ถูกต้องยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ พ.ศ. 2495 เป็นต้นมา ศาสตราจารย์สาโรช มนตระกูล ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าว ได้แก่ นายธนู คำแก่น นายอาวุธ พิมพ์พันธุ์ นายวิชัย บุณยวัฒน์ และนายบรรจง เย็นมนัส ซึ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ดำเนินการสำรวจดินต่อ เป็นการสำรวจดินในระดับโครงการ เช่น โครงการชลประทานทุ่งสำฤทธิ์ ลำพระเพลิง ลำตะคอง การสำรวจตรวจเจาะดูลักษณะของดินในสนามทำได้มาก เนื่องจากการคมนาคมสะดวกขึ้น เครื่องมือย่อขยายแผนที่ดีขึ้น แผนที่ดินที่ผลิตออกมามีอัตราส่วนโตขึ้น คือมีมาตราส่วน 1 : 40,000 - 1 : 50,000 ตามมาตราส่วนของภาพถ่ายทางอากาศ และแผนที่ภูมิประเทศ ในช่วงนี้เองส่วนราชการต่างๆ ได้มองเห็นความสำคัญของแผนที่ดิน และได้นำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนพัฒนาโครงการต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม งานด้านการทำแผนที่ดิน ก็ได้ดำเนินการอยู่ในกระทรวงเกษตรฯ โดยมีกรมการข้าว กรมกสิกรรม และกรมชลประทาน รับผิดชอบการปรับปรุงและขยายงานด้านการสำรวจ และทำแผนที่ดินในช่วงแผนพัฒนา ฉบับที่ 1 ค่อนข้างมาก ด้วยเหตุผลคือ ความต้องการข้อมูลทางดิน เพื่อวางแผนพัฒนาการเกษตรมีมาก ประกอบกับประเทศอเมริกาให้ความช่วยเหลือผ่านทาง USOM ได้ทำการสำรวจและทำแผนที่ดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นรายจังหวัด พ.ศ. 2504 Dr. F.R. Moormann ชาวเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ได้เข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทย ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญการสำรวจดิน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยจากกรมการข้าว มี ศาสตราจารย์สาโรช มนตระกูล และจากกรมกสิกรรม มี ดร. สมาน พาณิชย์พงษ์ เป็นแกนนำ ทำการศึกษาและปรับปรุงแผนที่ดินของประเทศไทย โดยอาศัยแผนที่ดินที่ ศาสตราจารย์ Robert L. Pendleton ได้จัดทำไว้เป็นหลัก และได้ทำการสำรวจทำแผนที่ดินหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนกระทั่ง พ.ศ. 2506 ได้มีการจัดตั้งกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติขึ้น รัฐบาลมีนโยบายให้โอนงานด้านการสำรวจและจำแนกประเภทที่ดินจากกรมต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ และจากกรมที่ดินกระทรวงมหาดไทยมาไว้รวมกันที่กรมพัฒนาที่ดิน ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ ในระหว่างรับราชการ ศาสตราจารย์สาโรช มนตระกูล ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้มาช่วยสอนวิชาการรังวัดที่ดิน (soil survey) และเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในการทำวิทยานิพนธ์ของนิสิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของดินในนาข้าว และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ควบคุมดูแลภาควิชาปฐพีวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2487-2503 ในวาระ 25 ปี ภาควิชาปฐพีวิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2523 ศาสตราจารย์สาโรช มนตระกูล และคุณประยงค์ มนตระกูล ภรรยา ได้ร่วมบริจาคทุนทรัพย์ให้ภาควิชาปฐพีวิทยาสร้างห้องประชุมสัมมนา เพนเดิลตัน-มนตระกูล เป็นห้องทันสมัย มีเครื่องปรับอากาศ พื้นปูพรม ติดระบบเครื่องเสียง โต๊ะประชุม บรรจุคนได้ประมาณ 80-100 คน ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ตึกปฐพีวิทยา วิทยาเขตบางเขน (ตึกสรสิทธิ์ วัชโรทยาน ในปัจจุบัน) ตำแหน่งของ ศาสตราจารย์สาโรช มนตระกูล ที่ได้สร้างสรรค์ให้กับประเทศไทย ช่วง พ.ศ. 2478-2517 ในตำแหน่งต่างๆ คือ 1. A, In Charge of Soil Survey and Mapping for the Whole Kingdomb, In Charge of the Mechanical and Physical Analysis of Soils. 2. Special Professor : Kasetsart University in charge of the Soils Department 1941-1960 3. Acting Chief. Bangkhen Central Agricultural Experiment Station 1944-1947 4. Acting Director, Central Plain Agricultural Research Center Chainat (with Austracian Agricultural Expert) 1966-1969 5. Chairman, Technical Survey Staff Committee on the Evaluation of the Natural Resources of Thailand. 1960-1970 6. World Bank-Project Consultant on Soils and Agriculture. Mostly in Northern Region. 1972-1974 จากการอุทิศตนด้านกำลังกาย กำลังใจ ตลอดจนกำลังทรัพย์ให้กับราชการไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มด้านพัฒนาวิทยาศาสตร์ทางดิน ด้านการสำรวจดินของประเทศไทย ทำให้ ศาสตราจารย์สาโรช มนตระกูล ได้รับการประกาศเกียรติคุณ คือ 1. 1966 D.Sc, Honoris Causa, given by Kasetsart University, Bangkok, Thailand. 2. 1972 Distinguished Alumnus Award, given by the Board of Awards of the College of Agriculture, U.P. Alumni แหล่งข้อมูล Agriculture, Ministry of. Department of Rice. Technical Pivision . [S.l. : s.n.], [19__].
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

รองศาสตราจารย์สายสนม ประดิษฐดวง

รองศาสตราจารย์สายสนม ประดิษฐดวง เกิดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2479 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรของพันตรี ไสว นางอนงค์ คงนาค ในครอบครัวที่มีบิดาเป็นทหารบก ในวัยเด็กจึงต้องโยกย้ายที่อยู่ตามบิดา จำได้ว่าไปอยู่ที่ค่ายทหารคอหงษ์ จังหวัดสงขลา เมื่อคราวที่ญี่ปุ่นยกพลบุกรุกระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 และย้ายอีกครั้งมายังค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา จึงเริ่มการศึกษาระดับประถมและมัธยมรวมถึงเตรียมอุดม คือ จบชั้นมัธยมแปด จึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา โดยเข้าศึกษา ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2504 หลักสูตร 5 ปี ได้รับปริญญากสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิต จัดอยู่ในรุ่น มก. 21 เมื่อ พ.ศ. 2509 ( และเป็นรุ่นที่ 1 ของการเรียนสาขาวิชาเอกด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร ซึ่งมีนิสิตหญิงเพียง 3 คน ที่เลือกเรียน) พ.ศ. 2511 สำเร็จปริญญาโท วุฒิ วท.ม. วิทยาศาสตร์การอาหาร จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เนื่องจากเป็นนิสิตรุ่นแรกของสาขาวิชาดังกล่าว ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงจ้างให้เป็นอาจารย์ผู้ช่วย โดยใช้งบอุดหนุนจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) สมัยนั้นจำได้ว่าทำหน้าที่อาจารย์ผู้ช่วยอยู่ระยะสั้นๆ ได้รับคัดเลือกรับทุน Columbo Plan ไปเรียนต่อ ณ ประเทศนิวซีแลนด์ สาขาเทคโนโลยีทางอาหารที่ Massey University กับเพื่อนรักอีกหนึ่งคนคือ รองศาสตราจารย์ ดร. ทิพย์วรรณา งามศักดิ์ เรียนอยู่เพียง 2 ปี ได้รับประกาศนียบัตรด้านเทคโนโลยีทางอาหาร จึงกลับมารับราชการเป็นอาจารย์ในคณะเกษตร พ.ศ. 2514 และเรียนต่อระดับปริญญาโท สาขาวิทยาศาสตร์การอาหาร ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จบใน พ.ศ. 2515 ทำหน้าที่สอนมาโดยตลอดจนเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2540 ความประทับใจที่มีต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น มีมากมาย เริ่มตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นนิสิต ระยะนั้น ส่วนใหญ่นิสิตจะมีโอกาสได้พักในหอพักของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตลอดเวลาของการศึกษา โดยเฉพาะผู้มีภูมิลำเนาต่างจังหวัด จึงทำให้มีเพื่อนที่รักใคร่สนิทสนมในหลายชั้นปี ด้วยเหตุที่นอนอยู่ห้องเดียวกัน และเปลี่ยนไปทุกๆ ปี สนุกสนานและภายใต้กฎระเบียบของหอพัก ได้มีโอกาสฝึกการปฏิบัติตนและการมีมนุษยสัมพันธ์ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เมื่อต้องอยู่กันเป็นสังคมเล็กๆ การเรียนในช่วงนั้นได้ฝึกปฏิบัติจริงด้านเกษตรกรรมโดยวิชาที่นิสิตนิยมเรียกว่าวิชา ลงแปลง ได้มีโอกาสขุดดินปลูกพืชจริงและยังสามารถนำมาใช้ปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน ส่วนการเรียนสาขาวิชาเอกวิทยาศาสตร์การอาหารนั้น ยังไม่มีภาควิชาสังกัด อาจารย์รับผิดชอบโครงการยังไม่มี ต้องไปเรียนวิชาด้านการแปรรูปอาหารกับ ศาสตราจารย์อมร ภูมิรัตน ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เรียนสาขาเดียวกัน หนึ่งในความภาคภูมิใจในช่วงการเป็นนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือได้รับคัดเลือกให้เป็นนักกีฬาแบดมินตันในทีมมหาวิทยาลัย ทำการแข่งขันระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งระยะนั้นมีเพียง 5 แห่งโดยใช้คะแนนรวมในการตัดสินและในการแข่งขันเพื่อชิงชนะเลิศนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จมาทอดพระเนตร และพระราชทานถ้วยรางวัล และเหรียญให้นักกีฬา ช่วงปีการศึกษา พ.ศ. 2506-2507 ทีมแบดมินตัน มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ได้ตำแหน่งรองชนะเลิศ ต่อมา พ.ศ. 2507-2508 ได้รับตำแหน่งชนะเลิศ ยังเก็บทั้งภาพและเหรียญที่ได้รับมาจนถึงปัจจุบัน ช่วงนั้นศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ เป็นประธานกีฬาของ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ จากผลดังกล่าว หม่อมหลวง ชูชาติ กำภู ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดีขณะนั้น จึงมอบตราเสื้อเกียรติศักดิ์นักกีฬาชั้นหนึ่งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นับเป็นโอกาสหนึ่งที่มีโอกาสสร้างชื่อเสียงด้านกีฬาแบดมินตันให้กับมหาวิทยาลัย อีกหนึ่งท่านที่ร่วมทีมดังกล่าวแล้ว และยังเป็นอาจารย์อยู่ใน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปัจจุบันคือ รองศาสตราจารย์ ดร. ณิศ กีร์ติบุตร ช่วงแรกของการทำหน้าที่อาจารย์ต้องประสบกับความยากลำบากเพราะเป็นสาขาวิชาใหม่ ขาดบุคลากร ขาดเครื่องมือเพื่อใช้ในการสอนปฏิบัติการต้องขอยืมจากภาควิชาอื่นที่มีความพร้อมกว่า รองศาสตราจารย์นฤดม บุญ-หลง ดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชา ซึ่งท่านได้เป็นผู้บุกเบิกสาขาวิชานี้ ได้มีโอกาสทำงานกับท่านในทุกด้าน ตั้งแต่การร่างหลักสูตร เพื่อให้มีความทันสมัย โดยอาศัยที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอาจารย์จากนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นการเรียนรู้และสร้างสมประสบการณ์โดยปฏิบัติงานจริงที่ไม่ได้จากตำรา การดำเนินงานการสอนในสาขาดังกล่าวเจริญก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างบุคลากรด้านอุตสาหกรรมอาหารให้รับใช้ประเทศชาติมาเกินกว่า 30 ปีแล้ว วิชาการที่ทำการสอนจะเป็นด้านส่วนประกอบที่จำเป็นในการผลิตอาหารและกระบวนการผลิตอาหารโดยเน้นด้านการแช่เยือกแข็ง เริ่มนำเรื่องการใช้ประโยชน์จากเครื่องเทศมาสอนเพราะมองเห็นว่าสามารถปลูกเองได้ดีและเป็นเอกลักณ์ของอาหารไทยหลายชนิด ผลงานวิชาการชิ้นแรกที่รวบรวมและเรียบเรียงคือ เอกสารประกอบการสอนในวิชาการแปรรูปอาหาร I (FST221) โดยเน้นเนื้อหาด้านวัตถุดิบ และสารประกอบต่างๆ ที่ใช้ปรุงแต่งผลิตภัณฑ์อาหาร รวมถึงการเตรียมก่อนเข้าสู่กระบวนการแปรรูป และได้นำเสนอเอกสารดังกล่าวเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ เมื่อ พ.ศ. 2525 ความประทับใจและความภาคภูมิใจของ รองศาสตราจารย์สายสนม ประดิษฐดวง ในช่วงดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาเมื่อ พ.ศ. 2526-2532 คือ การมีผู้ร่วมงานที่ดี และมีความรู้ความสามารถสูง จึงทำให้สามารถดำเนินการประเมินหลักสูตรที่ใช้ทำการสอนมานาน เพื่อใช้เป็นแนวปรับปรุงหลักสูตรระดับปริญญาตรี และทำการร่างหลักสูตรขั้นดุษฎีบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์การอาหารได้สำเร็จ คิดริเริ่มการผลิตและจำหน่ายพิชซ่าในช่วงการประชุมวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยความร่วมมือร่วมใจผนึกกำลังกันของบรรดาอาจารย์ โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์จิตธนา แจ่มเมฆ เป็นผู้พัฒนาสูตร เนื่องจากมีประสบการณ์สูงจากการสอนวิชาเบเกอรี่เทคโนโลยี ระยะต้นยังไม่เป็นที่รู้จัก ทำได้เพียงคุ้มทุน แต่ในปีต่อๆ มาเริ่มเป็นที่รู้จักและนิยม มีผู้มาอุดหนุนมากขึ้น จนจัดได้ว่าเป็นประเพณีที่มีพิชซ่าฟูดซายน์จำหน่ายมาจนถึงปัจจุบัน ระยะต่อมาเมื่อบรรดาอาจารย์ทั้งหลายหมดเรี่ยวแรง จึงได้ถ่ายโอนงานดังกล่าวให้กับลูกศิษย์ระดับปริญญาโทดำเนินการต่อ ซึ่งเป็นงานที่สามารถหาเงินมาบำรุงด้านสวัสดิการต่างๆ ของนิสิตปริญญาโทอีกด้วย ได้ทำการแก้ปัญหาและปรับปรุงการฝึกงานของนิสิตที่ระบุไว้ในหลักสูตรถึง 300 ชั่วโมง ซึ่งเดิมจะส่งออกไปฝึกตามโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร สองช่วง ช่วงละ 150 ชั่วโมง ประสบความยากลำบากในการหาสถานที่ฝึกงาน ประกอบกับมีการรับนิสิตเข้าเรียนในสาขาเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ความร่วมมือและความสามัคคีในชั้นปีลดน้อยลง จำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงจึงเสนอให้การฝึกงาน ที่ต้องออกไปฝึกกับโรงงานเป็น 200 ชั่วโมง ส่วนอีก 100 ชั่วโมงภาควิชาดูแลเอง โดยอาศัยศักยภาพความพร้อมของห้องปฏิบัติการเบเกอรี่ ทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ และความเชี่ยวชาญของผู้ช่วยศาสตราจารย์จิตธนา แจ่มเมฆ ได้ทำการจำลองรูปแบบห้องปฏิบัติการดังกล่าว ให้มีสภาพเหมือนโรงงานขนาดเล็ก และมีนิสิตที่ต้องฝึกงานเป็นผู้ดำเนินกิจการ ตั้งแต่ฝึกฝีมือการผลิต ชนิดของผลิตภัณฑ์ ปริมาณวัตถุดิบและส่วนประกอบต่างๆ การหาตลาด รูปแบบการบรรจุ โดยมีอาจารย์สองท่านเข้าไปให้คำปรึกษา ควบคุมดูแลหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปทุกปี กิจกรรมนี้จะดำเนินการในช่วงคริสต์มาสกับปีใหม่ต่อเนื่องกัน และยังเป็นกิจกรรมที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ก่อนพ้นวาระการทำหน้าที่หัวหน้าภาควิชา รองศาสตราจารย์สายสนม ประดิษฐดวง สังเกตว่ายังไม่มีการเขียนตำราด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นภาษาไทยที่ทันสมัยให้นิสิตได้ใช้เลย จึงชักชวนเพื่อนๆ อาจารย์ทุกท่านร่วมมือกันเขียน ปรากฏว่าได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ รองศาสตราจารย์ ดร. อรอนงค์ นัยวิกุล กับคณะอีกหลายท่านได้ช่วยรวบรวมเรื่องราว จัดรูปเล่ม และดำเนินการพิมพ์ แต่ที่ประทับใจมากคือ ความเชื่องช้าของการรวบรวมผลงานเขียนของอาจารย์แต่ละท่าน เนื่องจากทุกท่านมีภาระหน้าที่ประจำมากมาย ประกอบช่วงนั้นมีการเปิดสอน ภาคพิเศษ ด้วย และใกล้เวลาเกษียณอายุราชการ จึงร้องขอท่านอาจารย์ทั้งหลายให้รีบปิดต้นฉบับ และพิมพ์ให้เสร็จเป็นรูปเล่มก่อนเกษียณอายุราชการ เพื่อเป็นของขวัญจากภาควิชา ซึ่งได้ผลเพราะสำเร็จเป็นรูปเล่มออกมาใน พ.ศ. 2539 และเป็นหนังสือเล่มแรกๆ ที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหนังสือที่จำหน่ายดีติดอันดับต้นๆ สามารถพิมพ์เพิ่มเป็นครั้งที่ 3 พร้อมการปรับปรุง ซึ่งเป็นชิ้นงานหนึ่งที่มีความภาคภูมิใจ ผลงานเขียน เอกสารทางวิชาการที่ รองศาสตราจารย์สายสนม ประดิษฐดวง เขียนขึ้นเพื่อขอตำแหน่งรองศาสตราจารย์ และผลิตออกจำหน่ายในรูปที่ไม่ได้ขึ้นโรงพิมพ์ ได้แก่เรื่อง วัตถุเจือปนในอาหาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาสาระของวิชาสารเจือปนในอาหาร (FST516) และเรื่อง สาหร่ายทะเลในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องในวิชาคาร์โบไฮเดรตในอาหาร ซึ่งสอนในระดับปริญญาโทเช่นกัน จัดว่าขายดี แม้ปัจจุบันยังมีผู้มาติดตามต้องการไปใช้ จึงเป็นแรงกระตุ้นที่อยากจะปรับปรุงเนื้อหาเพื่อส่งพิมพ์ต่อไป ส่วนเอกสารทางวิชาการเล่มอื่นที่มิได้ทำออกจำหน่าย ได้แก่ เอกสารคำสอนวิชาเทคโนโลยีผักและผลไม้ และเทคโนโลยีของไขมันและน้ำมัน การแปรรูปโดยการแช่แข็ง และการฉายรังสี นอกจากนี้ยังได้เข้าไปช่วยเขียนตำราให้กับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และร่วมเป็นกรรมการตรวจสอบแก้ไขความถูกต้องทางวิชาการด้วย ด้านผลงานวิจัย รองศาสตราจารย์สายสนม ประดิษฐดวง ได้ทำไว้หลายเรื่อง ทั้งที่ส่งตีพิมพ์ผลงาน และไม่ได้ส่งพิมพ์ ในอดีตสมัยที่เริ่มเป็นอาจารย์ โอกาสการทำงานวิจัยน้อยมาก เพราะเป็นสาขาวิชาใหม่ เงินทุนวิจัยขาดแคลน ตรงกันข้ามกับปัจจุบันที่ทุนวิจัยค่อนข้างมาก จึงเริ่มทำงานวิจัยประมาณ พ.ศ. 2522 เรื่องแรกที่ทำคือ การผลิตน้ำมะขามผงสำเร็จรูป ซึ่งเป็นงานเล็กๆ ที่ร่วมโครงการกับภาควิชาพืชสวน เรื่องต่อมาคือ การเก็บรักษาทุเรียนด้วยความเย็น เพราะคิดว่าการส่งทุเรียนสดไปต่างประเทศเสียค่าขนส่งสูง เพราะมีส่วนบริโภคได้น้อยกว่า ปอกเปลือกยาก จึงน่าจะแกะเอาแต่ส่วนเนื้อแช่เข็งแล้วส่งไปจำหน่าย ซึ่งส่งผลงานตีพิมพ์ และได้รับบริจาคทุเรียนเพื่อศึกษาวิจัยโดยมิได้ขอทุนวิจัยเลย ผลงานวิจัยที่มาจากผลการค้นคว้า อ่านเอกสารเพื่อทำการสอนจนตกผลึกความรู้และท้าทายที่คิดอยากทำประกอบกับเริ่มมีเงินทุนมาสนับสนุนให้ทำได้ และเพื่อช่วยให้นิสิตระดับปริญญาโทสามารถทำวิทยานิพนธ์โดยไม่ต้องใช้เงินส่วนตัวสูงนัก ได้แก่ การผลิตไขรำข้าวและการใช้ประโยชน์ เป็นการนำของเหลือทิ้งจากโรงงานผลิตน้ำมันรำข้าวบริสุทธิ์มาใช้ประโยชน์ โดยทำการศึกษาหาสูตรผลิตเป็นอิมัลชั่นไขเพื่อเคลือบผักผลไม้ป้องกันการสูญเสียน้ำ ส่วนเรื่องแป้งนั้น ได้ศึกษาอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานโดยมุ่งเพื่อเพิ่มมูลค่าของแป้งในรูปต่างๆ ซึ่งตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้บ้าง ไม่ตรงบ้าง และเล็งเห็นว่าผลิตภัณฑ์แป้งที่ผลิตอยู่มีหลากหลายชนิด ราคาถูก จึงเริ่มที่การปรับปรุงคุณสมบัติของแป้งดิบชนิดต่างๆ เพื่อเปลี่ยนสมบัติให้เป็นแป้งละลายน้ำได้คือ แป้งพรีเจลาติไนซ์ ซึ่งสามารถนำไปใช้เพื่อเพิ่มความหนืดของแป้งดิบ และสามารถปั้นได้คล้ายโด (dough) ของแป้งสาลีได้ และเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปใส่น้ำร้อนแล้วบริโภคได้หลากหลายชนิด เรื่องการแยกส่วนอะมิโลสจากสตาร์ชข้าวเจ้า และสตาร์ชมันเทศ โดยหวังจะนำส่วนอะมิโลสที่แยกได้มาเพิ่มปริมาณขึ้นในแป้งที่มีอะมิโลสต่ำ แต่เป็นเรื่องยากและราคาแพง แต่ผลงานเรื่องนี้ได้รับรางวัลชมเชยเมื่อนำไปเสนอในการประชุมวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 29 (พ.ศ. 2535) งานวิจัยด้านแป้งนั้น เป็นที่น่าสนใจในหมู่นักวิจัย แต่จะทำไปในรูปของผลิตภัณฑ์อาหารในแบบต่างๆ และมีการศึกษาวิจัยกันมากอยู่แล้ว จึงไม่ต้องการทำงานไปในทิศทางเดียว หรือแย่งกันทำ จึงคิดแหวกแนวมามองการใช้แป้งผลิตเป็นวัสดุอื่นแต่ใกล้อาหารที่สุดตามพื้นความรู้คือ วัสดุที่ใช้ห่อหุ้มอาหารได้คือ ฟิล์มที่บริโภคได้จากแป้ง ซึ่งหลายท่านอาจจะมองเห็นแผ่นแป้งคล้ายกระดาษนุ่มๆ ที่ห่อทอฟฟี่ของจีน แต่ไม่ทราบว่าทำจากอะไร และทำมาได้อย่างไร แต่ที่วิเคราะห์ว่าผลิตจากแป้ง เนื่องจากสามารถบริโภคได้พร้อมกับผลิตภัณฑ์ ประกอบกับในวัยเด็กต้องช่วยคุณแม่ทำอาหาร จากการต้องหุงข้าวทุกวัน โดยวิธีโบราณซึ่งต้องนั่งเฝ้าเมื่อข้าวเดือด เพื่อคอยให้การขยายตัวได้ที่ จึงทำการเช็ดน้ำข้าว และดงข้าวให้ระอุ สมัยนี้เด็กรุ่นใหม่จะไม่เคยพบเห็น เพราะหุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้า จากการหุงข้าวแบบดั้งเดิมจึงมีการรองเอาน้ำข้าวเก็บไว้เพื่อบริโภค หรือเลี้ยงสัตว์ต่อ เมื่อเย็นลงจะพบว่าน้ำข้าวนั้น จะจับตัวกันเป็นแผ่นช้อนขึ้นมาได้ ชอบที่จะนำมากิน และตามขอบปากหม้อที่น้ำข้าวไหลลงเปื้อนก็จะเห็นเป็นแผ่นบางๆ ปลิวออกมา หรืออาจไหม้ดำติดอยู่ตามข้างปากหม้อ จึงทำให้คิดได้ว่าแป้งน่าจะนำมาผลิตเป็นแผ่นแทนพลาสติกที่ย่อยสลายไม่ได้ ซึ่งเข้ากับยุคที่มีการรณรงค์เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมกันทั่วโลก และที่เห็นใกล้ตัวที่สุดคือขยะเหลือทิ้งจากการบรรจุอาหารมีสะสมมากก่อปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม จึงกระตุ้นให้สำนึกในหน้าที่ของนักวิชาการที่ใช้ทรัพยากรมามากระดับหนึ่งจากภาษีของประชาชน ควรที่จะตอบแทนกลับไปในแง่ที่ทำอะไรที่มีประโยชน์บรรเทาปัญหาที่แก้ไขค่อนข้างยาก จึงเริ่มดำเนินการวิจัยด้านการใช้แป้งผลิตเป็นวัสดุธรรมชาติเน้นใช้แป้งมันสำปะหลัง โดยเริ่มด้วยการผลิตฟิล์มบริโภคได้จากแป้ง และนำมาทำเป็นถุงบรรจุเครื่องปรุงรสที่ใส่น้ำมันใช้ในบะหมี่สำเร็จรูป และห่อผลิตภัณฑ์บางประเภทที่เหมาะสม การพัฒนางานวิจัยด้านนี้ยังสามารถทำต่อเนื่องได้ เพราะการใช้ประโยชน์จะมีหลากหลายต้องออกแบบให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการใช้ ต่อมาราว พ.ศ. 2538 ได้มีผู้เสนอให้ขอยืมพิมพ์เพื่อขึ้นรูปแป้งให้เป็นภาชนะบรรจุคงรูปได้จากแป้งเพื่อศึกษาหาสูตรในการผลิต ซึ่งตรงกับความคิดอยู่แล้ว แต่หาแหล่งเครื่องมือดังกล่าวมาใช้ไม่ได้ จึงเป็นจุดเริ่มโดยการชักชวน ดร. งามทิพย์ ภู่วโรดม ซึ่งชำนาญการด้านการบรรจุโดยตรงเข้ามาร่วมงาน ระยะแรกจะเน้นสูตรที่ผลิตจากแป้งเกือบทั้งหมด เพื่อบริโภคได้ ประสงค์จะสื่อให้เห็นถึงการย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และได้นำองค์ประกอบดังกล่าวขอจดสิทธิบัตร ซึ่งได้รับสิทธิบัตรเป็นฉบับแรกของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เลขที่ 00857 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ผลิตภัณฑ์ในช่วงแรกจะมีข้อจำกัดความแข็งแรง และความทนน้ำร้อน น้ำเย็น ได้ต่ำ จำเป็นต้องพัฒนาต่อเนื่องมาตลอดเวลา แม้จะเกษียณอายุราชการแล้ว โดยปรับเปลี่ยนให้ ดร. งามทิพย์ ภู่วโรดม เป็นหัวหน้าโครงการสานต่องานมาจนเป็นผลิตภัณฑ์ KU Green ในปัจจุบัน ช่วงการขยายผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการเข้าสู่เชิงพาณิชย์ เป็นอีกบริบทหนึ่งที่จะต้องมีการจารึกไว้เป็นตำราให้เรียนรู้กันต่อไปในอนาคต ผลิตภัณฑ์ KU Green เมื่อครั้งที่ได้รับคัดเลือกจากสภาวิจัยแห่งชาติให้นำไปแสดงในงาน BRUSSELS EUREKA 2000 ซึ่งเป็นงานนิทรรศการเพื่อแสดงผลงานวิจัยที่เป็นนวัตกรรรมจากทั่วโลก ได้รับความสนใจมากจากผู้เข้าชม และได้รับรางวัล High Potential in EU Market จาก Non Food Private Label (NFPL) ประเทศฝรั่งเศส ใน พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าของสิ่งประดิษฐ์ที่เขาคัดเลือกจากที่มาแสดงทั้งหมด จัดว่าเป็นความภาคภูมิใจอีกชิ้นหนึ่งที่ได้มีส่วนร่วมและได้ริเริ่มไว้ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ให้เอกชนเพื่อไปทำการผลิตในเชิงพาณิชย์ แต่เป็นที่น่าเสียดายในความเชื่องช้าในการดำเนินการ ด้านชีวิตครอบครัว รองศาสตราจารย์สายสนม ประดิษฐดวง ได้สมรสกับนักกฎหมายคือ น.ท. พจน์ ประดิษฐดวง ซึ่งเดิมรับราชการที่กรมสารบรรณ กองทัพอากาศ แล้วลาออกมาทำงานที่กองกฎหมาย การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย จนเกษียณอายุราชการ แต่ไม่มีบุตร จึงอยู่กันมาสองคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ด้วยความสุขสบายดี และมีเวลาอุทิศทุ่มเทให้กับงานที่ทำได้อย่างเต็มที่ ปรัชญาในการทำงาน ….จะทำอะไรต้องทำจริง มีความขยันหมั่นเพียร และทำให้ดีที่สุดตามความสามารถ งานด้านการสอนก็พยายามเป็นครูที่ดี ตั้งใจ และหาวิธีการสอนให้ศิษย์เกิดทักษะที่สามารถนำไปปฏิบัติงานได้จริง และสร้างให้เกิดแรงบันดาลใจให้รักการเรียน รักการอ่าน และรักที่จะค้นคว้าวิจัย เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าให้ทั้งตนเองและประเทศชาติ เพราะงานที่ต้องเกี่ยวข้องเป็นด้านเทคโนโลยีการผลิตอาหารด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีไม่มีการหยุดนิ่ง ดังนั้นถ้าพวกเราหยุด ไม่ติดตามความเคลื่อนไหว หมายถึงความล้าหลังไม่ทันสมัยแข่งขันด้านการตลาดไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม เอื้อเฟื้อกับผู้ที่ด้อยกว่า หากประพฤติปฏิบัติได้ คาดว่าจะประสบความสำเร็จในการดำรงชีวิตอย่างเต็มภาคภูมิ ช่วงชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ รองศาสตราจารย์สายสนม ประดิษฐดวง ยังทำงานอยู่โดยตลอด เพราะเหตุที่เป็นช่วงของการที่อาจารย์ใหม่ส่วนใหญ่ได้รับทุนไปศึกษาต่อโดยเฉพาะในสาขาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ทางรัฐเห็นความสำคัญ จึงทำให้เกิดการขาดแคลนอาจารย์ผู้สอนในหลายสถาบัน ปีแรกจึงรับงานสอนที่ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ในตำแหน่งอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ในปีถัดมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ สังกัดสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2541-2542 และเป็นผู้เชี่ยวชาญในโครงการวิจัย การศึกษาการผลิตภาชนะบรรจุจากแป้งมันสำปะหลังในระดับโรงงานต้นแบบมาโดยตลอด ส่วนการสอนยังมีอยู่บ้างในที่ต่างๆ ซึ่งขาดแคลนอาจารย์ เช่น มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี แม้แต่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ยังช่วยอยู่บ้างเฉพาะระดับปริญญาโท รองศาสตราจารย์สายสนม ประดิษฐดวง ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือประถมาภรณ์ช้างเผือก แหล่งข้อมูล สายสนม ประดิษฐดวง. สัมภาษณ์, 26 มีนาคม 2545. สายสนม ประดิษฐดวง. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2514.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร

เนื่องจากเป็นบุตรข้าราชการ จึงเป็นคนหลายจังหวัดแล้วแต่ว่าบิดาจะถูกย้ายไปที่ไหน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร เป็นบุตรคนที่ 3 ของพี่น้อง 6 คน เกิดเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2475 ที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม บิดาชื่อ ขุนธรรมรัฐ ธุราทร มารดาชื่อ นางจงกล นามสกุลเดิม สุรภาพ เนื่องจากบิดามารดาเป็นชาวชลบุรีโดยกำเนิด จึงถูกส่งไปเรียนชั้นประถมอยู่ 3 ปี ที่จังหวัดชลบุรี แล้วจึงถูกส่งไปเรียนชั้นประถมปีที่ 4 ที่โรงเรียนระพีพัฒน์ (โรงเรียนนี้ยุบเลิกไปแล้ว) หลังจากนั้นจึงไปเข้าโรงเรียนเซ็นต์คาเบรียล ในชั้นมัธยม 1 เข้าได้เพราะไม่มีความรู้ภาษาอังกฤษเลย และต้องเข้าชั้นติวเข้ม พวกที่ถูกติวเข้มนี้มีอยู่หลายสิบคน ซึ่งได้ผลสูงมาก อ่านผิดหนึ่งคำก็โดนตีหนึ่งที ดังนั้นแค่เทอมเดียวทั้งทีมก็กลับเข้าเรียนชั้นปกติได้ เรียนอยู่ที่โรงเรียนเซ็นต์คาเบรียลตลอดจนถึงเข้ามหาวิทยาลัย เนื่องจากเป็นชาวต่างจังหวัด ดังนั้น สาเหตุหนึ่งที่มาเข้าโรงเรียนนี้ก็เพราะเป็นโรงเรียนประจำ ตอนนั้นเรียกว่าโรงเรียนกินนอน เดิมนั้นตั้งเข็มว่าจะไปเข้าโรงเรียนวชิราวุธฯ แต่ก็เพราะขาดความรู้ภาษาอังกฤษนั่นเอง จึงมาเป็นนักเรียนกินนอนที่เซ็นต์คาเบรียล การเป็นนักเรียนประจำถือว่าเป็นการสอนให้รู้จักปกครองตนเอง รู้จักเป็นคนมีระเบียบ เรียนได้ 3 ปี ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงเรียนต้องปิด พวกกินนอนต้องย้ายไปอยู่ศรีราชาทั้งหมด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร จึงขอกลับไปอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งตอนนั้นอยู่จังหวัดราชบุรี ได้เรียนที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศหนึ่งปี คุณพ่อซึ่งเป็นข้าหลวงประจำจังหวัด (ผู้ว่าราชการในปัจจุบัน) ถูกย้ายไปอยู่จังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร จึงถูกย้ายตามไปด้วย และเข้าเรียนที่โรงเรียนเบญจมรังสฤษดิ์ ในชั้นมัธยม 5 อยู่ได้หนึ่งเทอม สงครามก็เลิกโดยฝ่ายญี่ปุ่นยอมแพ้เพราะถูกลูกระเบิดปรมาณู จึงได้กลับมาเรียนต่อดังเดิมที่โรงเรียนเซ็นต์คาเบรียล และอยู่จนจบชั้นมัธยม 8 บรรดาพี่น้องของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ทุกคนเรียนจุฬาฯ หมด มีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร คนเดียวมาเรียนที่เกษตรเพราะตื่นตาตื่นใจกับการขับรถแทร็กเตอร์ทำไร่ไถนาสมัยนั้นมาก จึงติวเข้มมาเข้าเรียนอย่างแน่วแน่ ตอนนั้น พ.ศ. 2493 บางเขนก็นับว่าไกลโขต้องนั่งรถขนส่งสีส้มเหมือนไปบ้านนอก เช่นไรก็เช่นนั้น ตอนนั้นพวกเราย่ำโคลนกันเป็นประจำ อธิการบดีคือหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ซึ่งใส่กางเกงขาสั้น มีห้องทำงานเป็นสวนหย่อม พูดวิทยุตอนเช้ามีแต่เรื่องเลี้ยงไก่แบบโรงแรมกินไข่วันละฟอง ไม่ต้องหาหมอ และขุดทองในบ่อ ปลาจีนหลายๆ พันธุ์ตัวโตๆ เกษตรรุ่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร คือรุ่น 10 ซึ่งเป็นเกษตรรุ่นที่มีผู้หญิงมาเรียน 2 คน เป็นครั้งแรกนิสิตรุ่นนั้นมีอยู่ประมาณ 40 กว่าคน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร เล่าว่าคุณพ่อพร่ำสอนอยู่ตลอดเวลาว่าจะส่งเสริมให้เรียนทุกรูปแบบให้สูงที่สุด เพราะท่านบอกว่าการเรียนคือมรดกของท่าน ไม่ใช่เงินทองและท่านยังบอกอีกว่ามีสอบชิงทุนที่ไหนเมื่อไร ให้ไปสมัครเลย แพงเท่าไร (ค่าสมัครสอบ) ไม่อั้น เพราะท่านไม่มีเงินส่งไปเรียนเมืองนอก เรียนจบปีหนึ่งก็มีทุน Columbo Plan เรียนที่ออสเตรเลีย คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ บอกว่าต้องไปเรียนสัตวบาล ซึ่งจริงๆไม่ค่อยจะชอบนัก แต่การไปเรียนต่างประเทศ เป็นสิ่งที่ใฝ่ฝันอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะใช้ผลการเรียน ปี 1 ซึ่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร บอกว่าอยู่ในเกณฑ์ดีพอสมควร มีสอบภาษาอังกฤษอย่างเดียว ตอนนี้นั่นเองความรู้เดิมจากโรงเรียนเซ็นต์คาเบรียลถูกใช้เต็มที่ สอบติดอันดับที่ 3 ซึ่งทำให้คุณพ่อของท่านดีใจมาก โอกาสเป็นของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร เมื่อผู้สอบได้ที่หนึ่งก็ไปไม่ได้ เพราะตรวจโรคไม่ผ่าน คนที่สองอายุเกิน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร เลยถูกเลือกมาเป็นที่ 1 เรียนปี 2 ไปอีกหนึ่งเทอมทุกอย่างจึงลงตัว และได้ไปเรียนปริญญาตรีที่ออสเตรเลีย โดยไปที่ University Of Western Australia ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร เล่าถึงความประทับใจในการออกนอกประเทศไว้อย่างน่าฟัง พอลงจากเครื่องบินที่สิงคโปร์ ปรากฏว่าไม่มีคนไปรับและเครื่องบินที่จะไปต่อเลื่อนไปอีก 2 วัน เท่านั้นเอง ภาษาอังกฤษที่ว่าเก่งพอตัวก็พูดไม่รู้เรื่อง ท่านอุปทูตที่สิงคโปร์ในขณะนั้นจำได้ว่านามสกุล วงศาโรจน์ ต้องมาช่วย เครื่องบินตอนนั้นยังเป็นใบพัดอยู่ต้องลงแวะที่ดาร์วิน และต้องบินต่อไปเมืองเพิธ ออสเตรเลียตะวันตก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร เล่าว่าความประทับใจครั้งที่ 2 ยิ่งแย่ใหญ่ ดาร์วินตอนนั้นมีโรงแรมอยู่หนึ่งแห่งและร้านขายของอยู่ 5 - 6 ร้าน เลยต้องถามตัวเองว่า นี่เรามาเมืองนอกหรือนอกเมืองกันแน่ การเรียนแบบอังกฤษที่ทั้งปีมีสอบไล่หนเดียว ทำให้ปรับตัวไม่ทันในปีแรก แต่หลังจากนั้นก็จบปริญญาตรีได้และเก่งทางธรณีวิทยา เมื่อกลับมาเมืองไทยได้บรรจุเข้าเป็นอาจารย์อยู่ได้ปีเดียวก็มีโอกาสไปศึกษาต่อ ตอนนั้นเป็นช่วงพัฒนามหาวิทยาลัย จึงสอบได้ทุน ICA หรือ USAID ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ Oregon State University เมื่อ พ.ศ. 2503 คราวนี้เบนเข็มมาทางปฐพีวิทยา โดยเฉพาะทางด้านสำรวจ จำแนกและทำแผนที่ดิน ซึ่งนอกจากจะสอนทางด้านนี้แล้วก็ยังเบนเข็มไปช่วยงานด้านสำรวจ จำแนกพื้นที่ของประเทศไทยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ FAO ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวได้รวมตัวกันเป็นกรมพัฒนาที่ดินในที่สุด ประมาณ ปี พ.ศ. 2510 เมื่อทำแผนที่ดินของประเทศกับผู้เชี่ยวชาญ FAO เสร็จ มีความภาคภูมิใจให้กับตนเองและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหลังจากนั้นก็ได้รับทุน Rockefeller Foundation ไปเรียนปริญญาเอกที่อเมริกา เพื่อให้ผลงานวิทยานิพนธ์ใช้ประโยชน์ได้กับประเทศไทย จึงแจ้งกับที่ปรึกษาเดิมว่าจะนำตัวอย่างดินในประเทศไทย ประเภทดินโคราชไปวิเคราะห์และศึกษาต่อ เมื่อได้รับคำตอบตกลงจากอาจารย์ที่ปรึกษาให้ทำ จึงเปลี่ยนสถานที่เรียนจาก Michigan State University กลับมาเรียนใหม่ที่ Oregon State University วิทยานิพนธ์เล่มนั้นใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่องในประเทศไทย เมื่อได้รับปริญญาเอกแล้วจึงกลับมาใน พ.ศ. 2513 โดยมาสอนอยู่เช่นเดิม และสร้างกลุ่มงานด้านสำรวจและจำแนกดินขึ้นภาควิชาปฐพีวิทยา โดยมีการสอนวิชาเพิ่มขึ้นอีกหลายวิชาทางด้านการสำรวจดิน การศึกษาการเกิดและจำแนกดิน ดินในเขตร้อน ธรณีวิทยา ดินประเทศไทย เป็นต้น การทำงานร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินก็ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ในด้านของการประชุม การประสานงานทางด้านการจำแนกดิน การประชุมนานาชาติ และความร่วมมือทางด้านนิสิตปริญญาโทและปริญญาเอก สร้างความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆให้กับมหาวิทยาลัย ในด้านแนวคิดในการทำงานนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร มีความเห็นว่าการทำงานใดๆ ที่ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจะต้องมีการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้า มีวิธีคิดที่เป็นรูปธรรมและทำได้ มีขั้นตอนของการปฏิบัติชัดเจน ตลอดจนการเลือกผู้ปฏิบัติที่เหมาะสมกับประเภทของงาน การหาข้อมูลจากหลายๆด้านเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องนำมาใช้ประกอบในการตัดสินใจและการปฏิบัติ หากมีการวางแผนที่ดีแล้ว สำหรับงานที่น่าภาคภูมิใจของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร เองและย่อมสะท้อนไปถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย เพราะถือได้ว่าเป็นผู้ให้โอกาสให้ได้รับการศึกษาสูงขึ้น มีโอกาสสร้างความสามารถในด้านต่างๆ ขึ้น ความภูมิใจที่ได้มีโอกาสสร้างเกียรติประวัติให้กับตนเองและมหาวิทยาลัย จึงจำเป็นจะต้องกล่าวไว้ ณ ที่นี้ด้วย ในช่วงที่ได้มีโอกาสทำแผนที่ดินของประเทศไทยนั้น เป็นช่วงที่สำเร็จปริญญาโทมาแล้ว ขณะที่ทำวิทยานิพนธ์อยู่ที่รัฐโอเรกอนก็เป็นงานที่เป็นส่วนหนึ่งของงานของรัฐ ทำให้ได้มีโอกาสทำงานในท้องที่เป็นเวลานาน มีประโยชน์อย่างสูงกับการทำงานในระยะต่อมาในเมืองไทย ช่วงนั้นไม่มีหน่วยงานสำรวจจำแนกดินโดยตรง มีแต่ที่ทำให้กรมชลประทานเกี่ยวกับน้ำ และทำกับกรมกสิกรรมและกรมการข้าวเกี่ยวกับการเพาะปลูก ด้วยการผลักดันของผู้เชี่ยวชาญ FAO Dr. F.R. Moormann ทำให้เกิดการรวมตัวของนักสำรวจดินจากหลายหน่วยงาน ภายหลังจึงเป็นกรมพัฒนาที่ดินในที่สุด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร บอกว่าในช่วงเวลา 4 - 5 ปี อยู่ตามที่ต่างๆ ของประเทศไทยมากกว่าอยู่บ้าน ประสบการณ์จากการเดินเป็นกิโลๆ นั่งรถตระเวนทั่วอีสานซึ่งมีแต่ถนนฝุ่นแดงๆ เวลาอยู่ทางเหนือก็รอดจากการตกเขามาได้ และแม้แต่สวนยางทางภาคใต้ก็ไม่ปลอดภัยนัก ยังมี ผ.ก.ค. (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์) ในสมัยนั้น เจอแต่กระบอกออเกอร์ขุดดิน แต่รอดมาได้ทุกครั้ง และที่โดนขอคือกล่องยาฉุกเฉิน (First Aid Kit) เป็นประจำ นับได้ว่าเสี่ยงภัยพอควร เมื่อหน่วยวิจัยทหาร กระทรวงกลาโหมสหรัฐ ขอให้สำรวจดิน 7 บริเวณทั่วประเทศไทยในโครงการวิจัยเกี่ยวกับการเคลื่อนตัวของยานพาหนะในสิ่งแวดล้อมต่างๆ กัน ซึ่งเป็นการจ้างงานตามสัญญากับคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ดร. สันทัด โรจนสุนทร และหน่วยทหารสหรัฐ กระทรวงกลาโหม ในการสำรวจจะมีเครื่องบินเล็กให้ใช้หนึ่งลำเป็นเวลา 2 เดือน (แตกต่างกันมากกับการวิ่งรถสำรวจฝุ่นจับหัวแดง) เป็นประจำรากฐานการสำรวจ 7 แห่งทั่วประเทศนี้คือ ข้อมูลประเภทดินที่สำคัญ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับการทำแผนที่ดินประเทศไทย ซึ่งเป็นการทำร่วมกับ Dr. F.R. Moormann ผู้เชี่ยวชาญ FAO ใช้เวลาประมาณ 3 ปีแล้วเสร็จ พร้อมทั้งรายงานประกอบเมื่อ พ.ศ. 2510 เมื่อรวมทั้งงานรวบรวมเบื้องต้นอีก 2 ปี จึงใช้เวลาทั้งหมด 5 ปี ในขณะนั้นยังไม่มีแผนที่ดินพร้อมทั้งระบบการจำแนกที่เป็นสากล แผนที่ของ Dr. Pendleton เมื่อ พ.ศ. 2496 เป็นแผนที่หินพื้นผิวและดิน แต่เนื่องจากยังไม่มีภาพถ่ายทางอากาศ จึงมีข้อผิดพลาดมาก งานชิ้นนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นนักวิจัยดีเด่นของสมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อ พ.ศ. 2514 (ร่วมกับ Dr. F.R. Moormann) จึงนับได้ว่าอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ทำชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทั้งในด้านการทำแผนที่ดิน และในด้านงานบุกเบิก การสำรวจดินทั่วประเทศไทย เพื่อการมีระบบและวิธีการดูแลเรื่องดิน ในด้านการวางรากฐานทางด้านดินในประเทศไทย และมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย เมื่อจบปริญญาเอกแล้ว ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี ได้ขอให้ไปช่วยงานโครงการเกี่ยวกับชาวเขาทางภาคเหนือ ซึ่งภายหลังคือโครงการหลวง เป็นอาสาสมัครรุ่นแรกๆ ที่ได้เข้าไปบุกเบิกร่วมกับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกหลายท่าน จนถึงปัจจุบันก็ยังทำงานอยู่ ประมาณ พ.ศ. 2517 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ซึ่งทรงเป็นอธิการบดีในสมัยนั้น ทรงขอร้องในลงมาช่วยงานโครงการใหม่ ซึ่ง Rockefeller Foundation จะเป็นผู้สนับสนุนโครงการประกอบด้วยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชื่อโครงการพัฒนาชนบทลุ่มแม่น้ำกลอง โดยมี ดร. ป๋วย อึ้งภากรณ์ เป็นผู้อำนวยการโครงการ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงขอให้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการหนึ่งในสามมหาวิทยาลัย งานเป็นไปด้วยดีเพราะเราส่งอาจารย์หรือนิสิตจบใหม่เข้าไปอยู่ในหมู่บ้านหลัก ประมาณ 6 -7 คน ซึ่งงานที่เข้าไปทำ ประสบปัญหาด้านการเมือง และการปกครอง จน ดร. ป๋วย อึ้งภากรณ์ ต้องออกไปนอกประเทศและเสียชีวิตในที่สุด ในช่วงของความสับสน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร เล่าว่าได้พยายามสร้างภาพที่ถูกต้อง และเคยแต่งชุดตรวจการ ใส่ขีดเต็มที่เข้าไปในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี พบว่าคนของเราทำงานได้ดีมากชาวบ้านรัก ความเกี่ยวข้องของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กับโครงการหลวงนั้นนับว่าใกล้ชิดมาก เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงขอให้ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้ดูแลงานพัฒนาภาคเหนือ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี มีรับสั่งกับพวกเราว่า ท่านไม่รู้เรื่องเกษตรเลย จึงทรงขอร้องให้ ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณ ซึ่งเป็นญาติทางชายาให้ไปช่วยงานด้วย อาจารย์หม่อมรุ่นพี่ของเราจึงรวบรวมสมัครพรรคพวก มีศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี ซึ่งเป็นผู้มีความรู้เรื่องต้นไม้เป็นหัวหน้า ที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานมาที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ และเสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมสถานีทดลองไม้ผลที่ดอยปุย ซึ่งศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี ทำร่วมกับคณะวนศาสตร์ที่ห้วยคอกม้า หลังพระตำหนักฯ ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี กำลังทดลองไม้เมืองหนาว คือ การติดตา ต่อกิ่งต้นท้อพื้นเมืองด้วยท้อพันธุ์ดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จเยี่ยมบ้านแม้วดอยปุยซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ก่อนหน้านั้น ทรงทราบจากพวกแม้วว่าได้เงินจากฝิ่นไม่มากเท่าไร (ผู้ซื้อกดราคามาก) เงินที่ได้เพิ่มจากการขายท้อพื้นเมืองดิบๆซึ่งเอาไปดอง ได้เงินเกือบจะเท่ากับฝิ่น เมื่อทรงทราบเรื่องดังกล่าว จึงทรงมีพระราชวินิจฉัยว่าน่าจะปลูกไม้ผลพันธุ์ดี จะได้มีรายได้มากขึ้นและอย่างต่อเนื่อง ไม่เคลื่อนย้ายท่ำไร่เลื่อนลอยและไม่ปลูกฝิ่น 33 ปีต่อมาพระราชวินิจฉัยดังกล่าวเป็นความจริง ต่างชาติยอมรับว่าเป็นโครงการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ถูกต้อง และไม่ใช่เพียงหยุดการปลูกฝิ่นเท่านั้น แต่ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น มีกิน ไม่เคลื่อนย้าย ไม่ตัดต้นไม้ มีถนนหนทาง มีการศึกษา และสุขอนามัยที่ดีขึ้น ความเบ็ดเสร็จเหล่านี้จับต้องได้เป็นตัวอย่างได้ ความเกี่ยวข้องที่ควรเอ่ยถึงอีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องดินเปรี้ยว ในช่วงของการประชุมแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องดินกับภาคใต้และมาเลเซีย เกี่ยวข้องกับเรื่องดินพรุ และการใช้ประโยชน์ ซึ่งมีปัญหาโดยตลอดเรื่องการยุบตัวเมื่อแห้ง และความเป็นกรดอินทรีย์ของดิน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ได้รับเชิญให้ไปช่วยงานที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง และในโอกาสที่มีการประชุมนานาชาติเรื่องดินที่กรุงเทพฯ Dr. F.R. Moormann ซึ่งมีความนิยมชมชอบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างมากอยากจะขอเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากเคยช่วยงานตั้งแต่ที่เขาเต่า หุบกะพง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร จึงขออนุญาตผ่านทางง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ซึ่งเป็นองคมนตรีในขณะนั้น และได้นำ Dr. F.R. Moormann เข้าเฝ้าที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ซึ่งเป็นการเฝ้าฯ ส่วนพระองค์จริงๆ มีรับสั่งว่า Dr. F.R. Moormann เป็นพระอาจารย์ของพระองค์ทางด้านดินรวมทั้งทรงขอคำปรึกษาในหลายๆเรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือ กิจกรรมที่เกี่ยวกับดินพรุ Dr. F.R. Moormann กราบบังคมทูลไปว่า ดินพรุเป็นบริเวณที่ไม่ควรระบายน้ำออกเพื่อใช้ในการกสิกรรมอย่างเด็ดขาด เพราะจะมีสภาพเป็นกรดแบบกรดอินทรีย์ และจะยุบตัวอย่างรุนแรง ต้นยางพาราในมาเลเซียจะโอนเอนระเกะระกะไปหมดเมื่อแห้งตัว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า ทรงต้องการแต่บริเวณชายพรุเพื่อให้ชาวบ้านปลูกข้าวกินได้ซึ่งได้กราบบังคมทูลไปว่าถ้าเป็นเช่นนั้นจะไม่เป็นปัญหา หลังจากที่ Dr. F.R. Moormann กลับไปแล้วกรมส่งเสริมสหกรณ์เห็นว่าไหนๆ จะระบายแล้ว เอาแห้งลงไปอีกจะได้พื้นที่มากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือ การอ๊อกซิไดส์ของกำมะถันในดินทำให้กลายเป็นดินเปรี้ยวอย่างรุนแรง มีความเป็นกรดถึง 3 เป็นบริเวณกว้างเมื่อมีโอกาสไปรับเสด็จที่สนามบิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินอ้อมมาประทับยืนตรงหน้าผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร และรับสั่งว่า มันเปรี้ยวไปเยอะนะ และยังรับสั่งเพิ่มเติมอีกว่า เขื่อนกั้นน้ำทำได้ทั้งสองอย่างระบายก็ได้ กักก็ได้ ไปทำตรงกันข้ามเสียหมดเมื่อต้องการ วันหนึ่งเมื่อเสด็จฯ มาที่ศูนย์พิกุลทอง มีรับสั่งกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ให้เรียกพรรพวกมา และพระองค์มีรับสั่งว่า ทำไมเราไม่แกล้งดินให้เปรี้ยวล่ะ เราจะได้รู้วิธีแก้ไขมัน แล้วพวกเราก็ตั้งจุดแกล้งดินขึ้นที่แปลงทดลองของพิกุลทอง หลังจากทำอยู่หลายครั้งหลายครา ในที่สุดเราก็ทำสำเร็จ โดยการสูบน้ำเข้าออกอยู่นานพอสมควร หลังจากนั้นเราก็เริ่มแก้ไขด้วยวิธีต่างๆ ใช้น้ำล้าง ใช้หินปูนมาล และถือว่าได้รับความสำเร็จจากการทดลอง ผู้รับผิดชอบได้แก่ ดร. พิสุทธิ์ วิจารณ์สรณ์ รวมทั้งได้รายงานกิจกรรมดังกล่าวในการประชุมดินโลก เมื่อเดือนสิงหาคม 2545 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิต์ ในงานดังกล่าว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ยังได้แนะนำและช่วยให้กรมพัฒนาที่ดินจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจทางด้านดิน ชาวปฐพีทั่วโลกต่างชื่นชมในพระปรีชาสามารถเป็นอย่างมาก และได้มีการเสนอให้ใช้วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันดินโลก ในช่วง พ.ศ. 2524 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ได้รับเกียรติเชิญให้ไปเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงาน (น.ท. ทินกร พันธุ์กระวี) โดยรับผิดชอบงานทางด้านวิทยาศาสตร์เกษตร และจัดตั้งหน่วยงานศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีขึ้น โดยได้มีการดูงานและการปรับใช้ความรู้ความสามารถของต่างประเทศเพื่อใช้สำหรับประเทศไทย หลังจากนั้นไม่นานก็ถูกขอยืมตัวไปปฏิบัติการเป็นรองผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ในระยะนั้นก็ยังสังกัดอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังมาช่วยสอนอยู่เป็นครั้งคราว และลาออกจริงๆ เมื่อ พ.ศ. 2530 โดยไปเป็นผู้ว่าการของสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย จวบจนเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2536 ในช่วงของการทำงานที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ได้ไปช่วยงานเกี่ยวกับเรื่องดินเป็นครั้งคราว ที่ศูนย์พิกุลทอง และที่โครงการหลวง แต่ที่ไปช่วยในการก่อสร้างและจัดตั้งก็คือกิจกรรมของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในเรื่องการสร้างศูนย์เซรามิกให้กับศูนย์ศิลปาชีพ ทำให้เกิดอาชีพทางด้านเครื่องปั้นดินเผาเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ได้ใช้อิฐ ดินซีเมนต์ ทดแทนการตัดไม้มาสร้างโรงงาน โรงงานดังกล่าวทำขึ้นที่บ้านกุดนาขาม จังหวัดสกลนคร บ้านแม่ต่ำ อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง และที่หน้าพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ศูนย์เซรามิก กรมวิทยาศาสตร์บริการไปเป็นผู้สอนแก่ชาวบ้านทั้งสามแห่ง ในปัจจุบันทั้งสามโรงงานผลิตผลงานออกมามีคุณภาพดีและสวยงาม งานดังกล่าวทำงานร่วมกับ ศาสตราจารย์ ดร. สง่า สรรพศรี ผู้ล่วงลับไปแล้ว ขณะนั้นท่านเป็นปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ซึ่งท่านเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เช่นกัน งานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อีกเรื่องหนึ่งที่ได้ปฏิบัติสนองเบื้องยุคลบาทก็คือ งานป่ารักน้ำ ซึ่งนับได้ว่าเป็นส่วนที่สร้างความตื่นตัวอย่างสูงในด้านการอนุรักษ์ และการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติในภาคต่างๆ ของประเทศอย่างมากมาย จุดปฏิบัติการอยู่ที่อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร ในส่วนของการปลูกต้นไม้ในตอนต้นเพื่อให้เกิดป่าเร็ว ทางกรมป่าไม้ใช้ไม้ยูคาลิปตัสเป็นหลัก โดยมีไม้พื้นเมืองอื่นๆ แซมอยู่ซึ่งจะโตช้ากว่ามาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงปรารภว่าเงียบมาก เพราะขาดเสียงนกร้อง ทางฝ่ายนิเวศวิทยาของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแห่งประเทศไทยได้เสนอให้ปลูกไม้ที่เป็นอาหารแก่นกในบริเวณที่มีแหล่งน้ำของเขตป่ารักน้ำ ในปัจจุบันได้ผลดีแตกต่างไปจากเดิมมาก หลังจากได้ปลูกไม้อาหารนก เช่น ไทร ตะขบ หว้า เป็นต้น ในช่วง พ.ศ. 2531 - 2532 ได้มีโอกาสช่วยงานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในหลายๆด้าน อาทิ ในการก่อสร้างสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ในระยะเริ่มต้น และช่วงของการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศโดยเป็นทีมจัดการการเสด็จล่วงหน้าและตามเสด็จในวาระต่างๆ เช่น เมื่อเสด็จร่วมประชุม Pacific Science Congress ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อเสด็จประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้มีการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิต และเยี่ยมสถานศึกษาที่สำคัญๆ และเมื่อเสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกาเยี่ยมชมสถานที่วิจัยที่สำคัญๆ เมื่อยังปฏิบัติงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น ประมาณ พ.ศ. 2520 ขณะที่เป็นกรรมการวางแผนและพัฒนามหาวิทยาลัย มีการเสนอให้สร้างสระว่ายน้ำขนาด 25 เมตร ขึ้น ซึ่งต้องใช้ความพยายามขอความช่วยเหลือจากผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย โดยในที่สุดเราก็สร้างสระให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เป็นผลสำเร็จ และเพื่อให้เป็นเกียรติประวัติแก่มหาวิทยาลัยจึงได้ผลักดันจนได้มีการขอพระราชทานพระนามของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์มาเป็นชื่อของสระ เป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่ทรงจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ยังเสด็จเปิดสระด้วยพระองค์เอง ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2531 ติดตามด้วยสิ่งที่เราคาดหวังไว้ก็คือ ได้มีการใช้สระจุฬาภรณวลัยลักษณ์เป็นสระแข่งขันว่ายน้ำของการแข่งขันในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 8 ในปีนั้นที่กรุงเทพฯ นำความภาคภูมิใจมาสู่มหาวิทยาลัย เมื่อได้การแข่งขันระดับนานาชาติมาแข่งขันที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ผู้ที่ให้ความสนใจและช่วยเหลือโดยตลอดคือ ศาสตราจารย์ ดร. ไพฑูรย์ อิงคสุวรรณ รองอธิการบดีในขณะนั้น ความกว้างขวางของการดูแลทรัพยากรดินมิได้หยุดอยู่แต่ที่เกี่ยวกับการเพาะปลูกเท่านั้น ในด้านอื่นๆ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ได้เสนอให้ข้อคิดและช่วยปฏิบัติอีกประมาณ 3 เรื่อง ได้แก่ การไปช่วยกรมและมหาวิทยาลัยศิลปากร ศึกษาประวัติศาสตร์ระดับโบราณคดีที่บ้านเชียง ซึ่งการช่วยจำแนกแบ่งชั้นต่างๆ ของการทับถมล้วนแต่อยู่ในส่วนของดินและต้นกำเนิดดิน แตกต่างกับพวกก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งมักจะเป็นซากดึกดำบรรพ์ หรือฟอสซิล การตรวจแบบนี้จะต้องขุดหลุมลึก 10 - 15 เมตร กว้างยาวประมาณ 10 เมตร ทำให้ได้ศึกษาดินและวัตถุต้นกำเนิดได้อย่างดีและละเอียด ผลของการกำหนดชั้นต่างๆ ดังกล่าว ยืนยันได้อย่างถูกต้องด้วยการวิเคราะห์หาอายุ ที่สำคัญก็คือทำให้กรมศิลปากรรู้ว่าผู้จะช่วยเรื่องชั้นดินต่างๆในช่วงประวัติศาสตร์หรือเมื่อมีคนแล้วคือนักปฐพีวิทยา ในเรื่องที่สองนั้นเป็นเรื่องงของการดูแลสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับการใช้ที่ดิน ซึ่งนับว่าเป็นกิจกรรมที่สำคัญยิ่งของงานสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ที่ดินแบบต่างๆ การดูแลเรื่องการขุดตักหน้าดิน การกัดกร่อน พังทะลายของดิน การดูแลทรัพยากร ธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สูง (highlands) ในเรื่องที่สามที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร เข้าไปช่วยเหลือก็คือ ความสัมพันธ์กับศาสตร์ทางธรณีวิทยาโดยได้เป็นประธานในการจัดทำพจนานุกรมศัพท์ทางธรณีวิทยาให้ทาง UNESCO และกรมทรัพยากรธรณี จนได้พจนานุกรมธรณีวิทยาฉบับแรกของประเทศไทย ทำให้ราชบัณฑิตยสถานเริ่มทำพจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ในด้านของต่างประเทศนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ได้รับการยอมรับถึงความสามารถในกิจกรรมด้านการสำรวจ จำแนกดิน และได้รับเชิญให้เป็นผู้บรรยายหรือผู้อภิปราย เสนอข้อคิดเห็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดทำระบบจำแนกดินแบบใหม่ของสหรัฐฯ ที่เรียกว่า soil taxonomy ตลอดจนการปรึกษาหารือเพื่อให้ความสัมพันธ์ในการจำแนกในภูมิภาคต่างๆในโลก ในช่วงหลังของการทำงาน เมื่ออยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วท.) นั้น กิจกรรมด้านกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ได้ทำมากที่สุดให้กับประเทศไทย ได้ไปร่วมและได้เป็นประธานกรรมการบริหารในระยะหนึ่งของ Asia - Pacific Center for Technology Transfer ของ ESCAP ซึ่งอยู่ที่ Bangalore ประเทศอินเดีย (ภายหลังย้ายมาที่ New Delhi) หลังจากเกษียณอายุแล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ยังมีงานอีกมากมาย ซึ่งได้รับเกียรติให้เป็นประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม (นายยิ่งพันธุ์ มนสิการ) ระหว่าง พ.ศ. 2538 - 2541 งานสำคัญในช่วงนี้คือการเตรียมความพร้อมเพื่อรับปัญหา Y2K ผลักดันให้รัฐมนตรีนำเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี เพื่อกำหนดมาตรการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ได้ช่วยผลักดันให้มีความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ของบริษัทใหญ่ๆ ทางด้านไอที และธนาคารต่างๆ เพื่อให้เกิดการวิจัยด้านไอทีที่เป็นที่ต้องการของประเทศ และยังได้รับเชิญเป็นที่ปรึกษาของวุฒิสภา สำหรับคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงาน ดำเนินงานด้านถ่ายทอดเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อม เนื่องจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร มีความรู้ความสามารถในเรื่องดิน การจำแนกดิน จึงได้ร่วมทำตำราปฐพีเบื้องต้นและคำสอนวิชาการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านมักได้รับเชิญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในประเทศและต่างประเทศ เมื่อมีโอกาสเข้าเรียนวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (หลักสูตรภาครัฐร่วมเอกชน) รุ่นที่ 1 ได้เสนอแนะและให้ข้อคิดเห็นถึงความสำคัญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตลอดเวลา จนกระทั่งได้รับเชิญให้เป็นผู้บรรยายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่องถึง 10 ปี นอกจากเป็นวิทยากรแล้ว ยังเขียนบทความในหนังสือพิมพ์ วารสาร เนื้อหาครอบคลุมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งงานของโครงการหลวง ปัจจุบัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นราชบัณฑิตของสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสถาน ตั้งแต่ พ.ศ. 2542 กลับไปช่วยงานโครงการหลวงในฐานะอาสาสมัครเช่นเดิมหลังเกษียณอายุราชการ ปฏิบัติงานในฐานะหัวหน้าฝ่ายวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวง และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการบริหารของสภาวิจัยแห่งชาติ ใน พ.ศ. 2545 สำหรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับ คือ ประถมาภรณ์ช้างเผือกและทุติยจุลจอมเกล้า ในส่วนของครอบครัวนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร สมรสกับอาจารย์สุกานดา (อรรถจินดา) โรจนสุนทร ซึ่งสอนอยู่ที่ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปัจจุบันสุขภาพไม่ค่อยดีนัก มีบุตร 2 คน คนโตชื่อ นางสุทัศนี ทับทิม สมรสแล้ว แต่ยังไม่มีบุตร หลังจากจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเก่าของคุณพ่อคุณแม่ (Oregon State University) ทำงานอยู่นานที่ IBM ปัจจุบันย้ายมาอยู่ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ส่วนคนที่สองชื่อ นายสิเวศ โรจนสุนทร จบปริญญาเอกจาก University of Texas ปัจจุบันทำงานอยู่ที่บริษัท I - 2 ที่เมืองดัลลัส มลรัฐเท็กซัส สมรสกับนางภูศนีย์ (นิธยายน) โรจนสุนทร มีบุตรหนึ่งคนชื่อ ชยุติ โรจนสุนทร อายุ 3 ขวบ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สันทัด โรจนสุนทร มีคำกล่าวแถมท้ายว่า ...คนเราเกิดมาหากได้ออกแรงทำสิ่งที่อยากทำหรือที่กำหนดให้ทำให้ดีที่สุด ผลสำเร็จย่อมจะมีความเป็นไปได้สูง แต่เมื่อได้พยายามจนสุดความสามารถ แล้วยังไม่ได้ คงจะต้องเปลี่ยนวิธีการหาลู่ทางอื่น แม้กระทั่งหาทางให้คนอื่นทำแทน หากในที่สุดทำไม่ได้จริงๆก็ควรยอมรับสภาพ ดังนี้เป็นสัจธรรม แหล่งข้อมูล สันทัด โรจนสุนทร. สัมภาษณ์, 17 ธันวาคม 2544. สันทัด โรจนสุนทร. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการ กระทรวงเกษตร, 2501.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน

ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน เกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2475 ที่อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรคนที่สองของขุนอนุสสรสิทธิกรรม และนางจิตต์เยี่ยม วัชโรทยาน (วัฒนศัพท์) เนื่องจากบิดารับราชการเป็นนายอำเภอ ต้องย้ายที่อยู่บ่อยๆ ตามระบบราชการ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน จึงได้มาอยู่กับมารดา ซึ่งมีรกรากอยู่ที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ พอจบชั้นประถมศึกษาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มาต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัดชัยนาท ซึ่งเป็นบ้านเกิดของบิดา ได้ช่วยบิดาทำสวนทำไร่ และเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากในขณะนั้นบิดาได้ลาออกจากราชการ และเริ่มมีบทบาททางการเมืองโดยได้ลงสมัครผู้แทนราษฎรและได้รับการเลือกตั้งอยู่ถึง 3-4 สมัย การที่ได้คลุกคลีอยู่กับการทำสวน ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ มาแต่เด็กๆ ทำให้ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน เกิดความรักชีวิตในชนบทอย่างจับใจ และคิดว่าอาชีพการเกษตรนั้นเป็นอาชีพที่อิสระ มั่นคง และน่าสนใจ และการเกษตรของประเทศไทยก็ยังล้าหลัง ถ้าได้เรียนรู้แล้วนำความรู้มาใช้คงจะเกิดประโยชน์เป็นอันมาก เมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ 3 จากจังหวัดชัยนาท มารดาได้พาเข้ามาเรียนต่อจนถึงระดับเตรียมอุดมศึกษาที่กรุงเทพฯ ณ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และเมื่อจบแล้วใน พ.ศ. 2494 ได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยซึ่งสอบเข้าได้ทั้งสาขาแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสาขาเกษตร ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่เลือกเรียนสาขาเกษตรตามที่มีใจรักและได้ตั้งใจไว้ เมื่อเรียนไปได้ถึงชั้นปีที่ 3 ก็สามารถสอบชิงทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาได้ใน พ.ศ. 2497 ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยานมีความประสงค์จะไปเรียนต่อทางด้านสัตวบาลเพราะว่าตอนเป็นเด็กเคยช่วยบิดาเลี้ยงสุกรมาก่อนและชอบงานด้านนี้มาก และขณะเป็นนิสิตที่บางเขนก็ชอบและเลื่อมใสการทำงานของศาสตราจารย์ ม.ร.ว. ชวนิศนดากร วรวรรณ แต่คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อธิการดี ได้ขอร้องให้ไปเรียนทางด้านอื่น เพราะยังขาดอาจารย์ทางด้านอื่นอยู่มาก ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน จึงขอไปเรียนทางด้านปฐพีวิทยา เพราะว่าขณะนั้นไม่มีอาจารย์ในสาขานี้เลย โดยได้ไปเรียนปริญญาตรีที่ North Carolina State College ไปต่อปริญญาโทที่Cornell University และสำเร็จปริญญาเอกที่ Oregon State University นับว่าเป็นโชคดีอย่างยิ่งที่ ศาสตราจารย์ ดร.สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ได้มีโอกาสเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยถึง 3 แห่ง ซึ่งมีลักษณะที่ผิดแผกแตกต่างกัน และเป็นการเพิ่มประสบการณ์ในชีวิตอย่างมีกำไรที่สุด ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ได้เรียนจบปริญญาตรี โท และเอก ใน พ.ศ. 2499, 2501 และ 2504 จากสถานศึกษาดังกล่าวตามลำดับ และได้เข้ารับราชการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นอาจารย์โท แผนกวิชาเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2505 ซึ่งในขณะนั้น ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ เป็นผู้รักษาการหัวหน้าแผนกวิชาเกษตรศาสตร์ และมีอาจารย์เสรี ไตรรัตน์ เป็นผู้ช่วยหัวหน้าแผนกวิชาฯ โดยมีศาสตราจารย์อินทรี จันทรสถิตย์ เป็นอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร เป็นเลขาธิการ เมื่อขอให้เล่าประสบการณ์ชีวิตที่มีความประทับใจในสมัยที่เป็นนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ได้เล่าว่าชอบความเรียบง่ายของการดำเนินชีวิตนักศึกษา และความสัมพันธ์ที่อบอุ่นใกล้ชิด ระหว่างนิสิต รุ่นพี่ รุ่นน้องและของครูบาอาจารย์ที่มีต่อนิสิตทุกคน สมัยนั้นนิสิตทุกคนจะพักอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย มีหอพักชาย 8 หอ หอพักหญิง 2 หอ การกินการอยู่ก็ง่ายๆ คือผูกข้าว 3 มื้อกับร้านค้า อาบน้ำในท้องร่องหน้าหอพัก ดื่มน้ำฝนที่ภารโรงรองจากหลังคาเก็บไว้ในตุ่ม พวกเรารักใคร่กลมเกลียวกัน สมาชิกของแต่ละหอพักก็มีเอกลักษณ์ของตนเอง และมีสมญานามที่พอจำได้ ก็เช่น พวกผู้ดี อยู่หอหนึ่ง พวกทะลึ่ง อยู่หอสอง พวกจองหอง อยู่หอสาม ฯลฯ มีครบทั้ง 8 หอ การเรียนหนังสือส่วนใหญ่อาจารย์จะบรรยายโดยไม่ค่อยมีเอกสารและตำราอ่านประกอบการเรียนเหมือนในสมัยนี้ จะเรียนรู้ได้มากน้อยก็ขึ้นอยู่กับการจดได้ทันหรือไม่ หรืออาจารย์มาสอนหรือขาดสอนบ่อยสักแค่ไหน เพราะบางวิชาต้องเชิญข้าราชการจากกรมกสิกรรมและที่อื่นๆ มาสอน เฉพาะมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์เองขณะนั้นมีอาจารย์ประจำวิชาน้อย ไม่ค่อยมีใครอยากมาเป็นอาจารย์ประจำ เพราะดูแล้วอนาคตก้าวหน้าสู้ข้าราชการประจำกรม กอง อื่นๆ ของกระทรวงเกษตรไม่ได้ ด้วยเหตุผลนี้คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ซึ่งเป็นอธิการบดี จึงต้องมีโครงการพัฒนาอาจารย์ของมหาวิทยาลัยฯ ไปศึกษาต่อต่างประเทศโดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา เป็นประจำทุกปี ติดต่อกันเป็นเวลาร่วม 10 ปี และ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ก็เป็นคนหนึ่งในบรรดานิสิตที่ทางมหาวิทยาลัยฯ ส่งไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ศาสตราจารย์ ดร.สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ได้ทบทวนความจำให้ฟังว่า ใน พ.ศ 2497 มหาวิทยาลัยได้คัดเลือกอาจารย์หนึ่งท่าน คืออาจารย์พร เรศานนท์ และนิสิต 2 คน คัดเลือกโดยวิธีสอบชิงทุนระหว่างนิสิตชั้นปีที่ 4 และ 5 หนึ่งทุนได้แก่ คุณดานา โทรางกูร และระหว่างนิสิตชั้นปีที่ 2 และ 3 หนึ่งทุน ได้แก่ ดร.สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ให้เป็นผู้ได้รับทุนไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาจบแล้วให้กลับมาเป็นอาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัย สมัยนั้นการส่งนิสิตไปเรียนต่อต่างประเทศ ท่านอธิการบดีจะเป็นธุระในการหาสถานที่ส่งไปเรียน และติดต่อประสานงานให้เสมือนหนึ่งพวกเราทุกคนเป็นลูกเป็นหลานของท่าน ก่อนเดินทางก็จะพาไปลาท่านรัฐมนตรี ยังได้รับเงินเป็นรางวัลคนละหนึ่งพันบาทด้วยอีกต่างหาก และที่สนามบินท่านก็ไปส่งพร้อมกับสวมพวงมาลัยอวยพรให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ และสั่งว่าให้ตั้งใจเรียนให้สำเร็จเพื่อจะได้มาช่วยกันพัฒนามหาวิทยาลัย รูปถ่ายที่คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อธิการบดี และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ รองอธิการบดีไปส่งที่สนามบินดอนเมือง เมื่อ พ.ศ. 2497 ยังเก็บรักษาไว้ ด้วยความรักและผูกพันเป็นความภาคภูมิใจและประทับใจมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ และด้วยเหตุนี้ ศาสตราจารย์ ดร.สรสิทธิ์ วัชโรทยานกล่าวว่า …เป็นบุญคุณที่ผมไม่อาจทดแทนให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้หมดตลอดชั่วชีวิต ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน กลับมาเมืองไทยและรับราชการที่แผนกวิชาเกษตรศาสตร์นั้นเป็นเวลาพอดีที่อาจารย์สำอาง ศรีนิลทา (คุณวุฒิการศึกษาขณะนั้น) ซึ่งเป็นคนสำคัญในการสอนวิชาปฐพีวิทยาในแผนกวิชาเกษตรศาสตร์ ได้รับทุน Rockefeller Foundation ไปเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา ดังนั้น ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยานจึงต้องเป็นผู้รับช่วงงานสอนปฐพีวิทยาจากอาจารย์สำอาง และในขณะนั้นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เริ่มได้รับความช่วยเหลือทางด้านการสอนและการวิจัยโครงการช่วยเหลือ KU/UH Contract ซึ่งเป็นความช่วยเหลือของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาผ่าน University of Hawaii (UH) ให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU) โครงการช่วยเหลือนี้เป็นโครงการที่สองต่อจากโครงการแรกซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือผ่าน Oregon State University (KU/OSU Contract) ก่อนที่จะสิ้นสุดโครงการความช่วยเหลือ KU/OSU แผนกวิชาเกษตรศาสตร์ ได้รับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางปฐพีวิทยาเป็นครั้งแรกชื่อ Dr.M. Dawson ท่านผู้นี้ได้ร่วมกับอาจารย์สำอาง ศรีนิลทา และต่อมาอาจารย์สมเจตน์ จันทวัฒน์ ได้ร่วมกันพัฒนาโครงการวิจัยดิน-ปุ๋ย ข้าวโพด และขออุปกรณ์การเรียนการสอนต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการเปิดสอนวิชาปฐพีวิทยาเบื้องต้น รวมทั้งได้ทำการสร้างห้องปฏิบัติการเพื่อสอนวิชาปฐพีวิทยา เป็นการเริ่มต้นของการเรียนการสอนทางด้านปฐพีวิทยาแยกออกมาจากสาขาพืชที่ชัดเจนขึ้น เมื่อสิ้นสุดโครงการความช่วยเหลือ KU/OSU ก็เป็นช่วงเวลาที่อาจารย์สำอาง ศรีนิลทา ได้รับทุนไปเรียนต่อปริญญาโท ที่สหรัฐอเมริกา นับว่าเป็นโชคดีที่ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน กลับมารับช่วงต่อจากอาจารย์สำอาง ศรีนิลทา จึงทำการสานงานขอความช่วยเหลือจาก KU/UH Contract ต่อ ทั้งๆ ที่ตามเนื้อแท้ของโครงการ KU/UH Contract ไม่มีนโยบายสนับสนุนการพัฒนาการเรียนการสอนและวิจัยทางปฐพีวิทยาแต่อย่างใด โดยอ้างว่า University of Hawaii ไม่มีอาจารย์ทางด้านปฐพีวิทยาที่สนใจจะมาประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยานก็ได้พยายามใช้โครงการวิจัยดิน-ปุ๋ย ข้าวโพด ของ KU/OSU เดิมอ้างขอความช่วยเหลือด้านการเงินและอุปกรณ์เพื่อพัฒนางานทางปฐพีวิทยาได้สำเร็จ และในปีสุดท้ายของโครงการความช่วยเหลือก็ได้รับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางปฐพีวิทยา ชื่อ Dr. Wade McCall จาก University of Hawaii มาช่วยพัฒนาสาขาปฐพีวิทยา จนในที่สุดก็ได้เป็นภาควิชาปฐพีวิทยา และด้วยความช่วยเหลือ KU/UH Contract นี้ ทำให้อาจารย์สาขาปฐพีวิทยาได้รับทุนไปศึกษาต่อขั้นปริญญาโทและเอกที่สหรัฐอเมริกาหลายคน ในช่วงปลายของโครงการความช่วยเหลือของ KU/UH Contract นั้น Rockefeller Foundation ได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือในการวิจัยโครงการข้าวโพดของประเทศไทย โดยให้มีการร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์และกรมกสิกรรม(กรมวิชาการเกษตร) ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ก็ได้ใช้นโยบายวิจัย ดิน-ปุ๋ย ข้าวโพด ของภาควิชาฯ เข้าร่วมโครงการวิจัยข้าวโพดดังกล่าว ทำให้สามารถได้รับความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์และเครื่องมือการสอนและวิจัยทางปฐพีวิทยาจำนวนมาก อีกทั้งยังสามารถสนับสนุนอาจารย์ของภาควิชาหลายคนได้รับทุนไปศึกษาต่อขั้นปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา จากโครงการความช่วยเหลือเหล่านี้นับว่าได้ช่วยเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการศึกษาทางด้านปฐพีวิทยาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือของประเทศไทยก็ว่าได้ นับจากนั้นเป็นต้นมา ศาสตราจารย์ ดร.สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ได้อุทิศเวลาส่วนใหญ่ในการพัฒนาการเรียนการสอนและการวิจัยทางปฐพีวิทยา และเมื่อภาควิชาปฐพีวิทยาได้แยกออกจากแผนกเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ.2507 ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ก็ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการหัวหน้าภาควิชาปฐพีวิทยา และได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าภาควิชาปฐพีวิทยา (คนแรก) ใน พ.ศ. 2518 ในด้านประวัติชีวิตการงานของ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ได้รับการแต่งตั้งเป็นอาจารย์โทคณะเกษตร ในปี 2505 อาจารย์เอก ในปี 2507 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ในปี 2514 เป็นรองศาสตราจารย์ในปี 2519 เป็นศาสตราจารย์ในปี 2522 และได้เป็นศาสตราจารย์ระดับ 11 ก่อนเกษียณอายุ ได้ประมาณ 6 เดือนในปี 2534 ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน มีผลงานทางวิชาการ ด้านการเขียนตำรา บทความทางวิชาการและการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์เครื่องมือทางวิชาการ ที่เป็นประโยชน์ต่อวงการปฐพี เป็นจำนวนมาก ในด้านตำรา ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยานเป็นบุคคลแรกที่ริเริ่มการเขียน และเรียบเรียงตำรา ปฐพีวิทยาเบื้องต้น เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนวิชาปฐพีวิทยาเบื้องต้น ซึ่งเป็นวิชาหลักของนิสิตที่เรียนทางด้านเกษตรเกือบทุกสาขา เป็นผู้วางแนวการพัฒนาการเขียน และเรียบเรียงตำราวิชาปฐพีวิทยา ให้กับอาจารย์ทุกท่านในภาควิชาร่วมกันเขียนในบทที่แต่ละคนมีความเชี่ยวชาญ และให้มีการปรับปรุงเป็นระยะๆ มาจนตราบเท่าทุกวันนี้ ซึ่งขณะนี้เป็นการพิมพ์ครั้งที่ 8 รวมระยะเวลาของตำราเล่มนี้ เมื่อปี 2510 (ครั้งที่1) ถึง ณ ปัจจุบันนี้ (2545)มีอายุ 35 ปีแล้ว กล่าวได้ว่าเป็นตำราทางปฐพีวิทยาเบื้องต้นที่มีอายุยาวนานที่สุดของประเทศ และได้มีการนำไปใช้เพื่อการอ่านประกอบการเรียนการสอนอย่างกว้างขวาง สำหรับในด้านสิ่งประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือทางปฐพีวิทยาที่นับได้ว่ามีประโยชน์ในการแก้ปัญหาของเกษตรก็คือการประดิษฐ์คิดค้นชุดตรวจสอบปุ๋ยเคมีแบบรวดเร็ว เพื่อนำมาใช้ในการป้องกันและขจัดการจำหน่ายปุ๋ยเคมีปลอมให้เกษตรกรได้เอามาใช้ตรวจสอบปุ๋ยเคมีว่ามีปริมาณธาตุอาหารปุ๋ยหรือไม่ จากการประดิษฐ์คิดค้นครั้งนี้ ทำให้ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน และคณะอาจารย์ในภาควิชาปฐพีวิทยาได้รับรางวัลนักวิจัยที่มีผลงานดีเด่นสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยาจากสภาวิจัยแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2530 เมื่อขอให้เล่าความเป็นมาว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ให้ต้องพัฒนาคิดค้นเครื่องมือตรวจสอบปุ๋ยเคมีขึ้นมาโดยที่ไม่มีประเทศใดๆ ในโลกเขาคิดจะทำกัน ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ก็ได้ทบทวนความจำให้ฟังว่า ความเป็นมาของเรื่องนี้ก็ …เนื่องมาจากสมัยก่อน ปี 2518 กฎหมายปุ๋ยยังไม่ออกมาเป็น พ.ร.บ.ปุ๋ย ซึ่งปุ๋ยเคมีที่ขายอยู่ในท้องตลาดนอกจากจะมีราคาแพงแล้วยังหาซื้อยาก เพราะจะต้องมีการนำเข้ามาจากต่างประเทศ เมื่อใดปุ๋ยเคมีในท้องตลาดขาดแคลน ก็มักจะมีการผลิตและขายปุ๋ยปลอม ระบาดอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะในชนบทที่ห่างไกล เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากต้องหลงเชื่อพ่อค้าที่ขายปุ๋ยปลอม ซึ่งในปุ๋ยนั้นไม่มีธาตุอาหารเลย หรือมีก็น้อยมาก ทำให้ต้องเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ การดูว่าปุ๋ยเคมีอันไหนเป็นปุ๋ยปลอม อันไหนเป็นปุ๋ยจริงถ้าดูด้วยสายตา หรือพิจารณารูปร่างของเม็ดปุ๋ยจะดูไม่ออก เพราะมีการทำเลียนแบบเหมือนกันมาก ทางราชการของกระทรวงเกษตรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องก็ให้คำแนะนำในการพิจารณาบ้างเหมือนกันแต่ก็เป็นการใช้หลักการทางกายภาพสมบัติของปุ๋ยเป็นส่วนใหญ่ เช่นให้เอาปุ๋ยที่สงสัยกำไว้ในมือแล้วจุ่มลงไปในน้ำขณะปุ๋ยมีการละลายก็จะรู้สึกเย็น ถ้าไม่รู้สึกอะไรเลยก็คาดเดาได้ว่าอาจเป็นปุ๋ยปลอม ดังนี้เป็นต้น ซึ่งก็ไม่ช่วยเกษตรกรอะไรได้มากนัก มีการต่อว่าต่อขานโดยสื่อมวลชนอยู่ตลอดเวลา ว่าเมื่อเกิดมีปัญหาปุ๋ยปลอมระบาดทีไร นักวิชาการไปมุดหัวอยู่ที่ไหน ไม่เคยเห็นมีการศึกษาหาวิธีการแก้ไขปัญหานี้ให้เกษตรกรได้สักที ด้วยเหตุนี้ภาควิชาปฐพีวิทยา ซึ่งขณะนั้นผมเป็นหัวหน้าภาควิชา ฯ จึงได้เกิดความคิดว่าพวกเราอาจารย์ในภาควิชาควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ให้กับบ้านเมือง และเกษตรกรด้วย พวกเราจึงได้ช่วยกันคิดค้นหาวิธีตรวจสอบปุ๋ยเคมีอย่างรวดเร็วขึ้น ช่วงนั้นเป็นปี 2517 ก่อนที่ประเทศไทยจะมี พ.ร.บ.ปุ๋ย จำได้ว่าเป็นช่วงรัฐบาล พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และขณะนั้นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ซึ่งเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็เป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย เมื่อพวกเราอาจารย์ในภาควิชาปฐพีร่วมมือกันประดิษฐ์ชุดทดสอบปุ๋ยเคมีได้แล้ว ก็ตั้งชื่อว่า ชุดทดสอบปุ๋ย มก. 1 ซึ่งสามารถตรวจสอบปุ๋ยนา ซึ่งเป็นปุ๋ย NP เช่นสูตร 16-20-0 ได้เป็นอันดับแรก โดยสามารถตรวจสอบธาตุไนโตรเจน ในปุ๋ยนาได้ทั้งในรูปแอมโมเนีย และยูเรีย ไนโตรเจน และตรวจสอบธาตุฟอสฟอรัสได้ด้วยทั้งยังสามารถประเมินปริมาณธาตุอาหารปุ๋ยทั้งสองที่มีอยู่ในปุ๋ยได้อย่างคร่าวๆ ด้วย ต่อมาเราก็ได้มีการพัฒนาชุดตรวจสอบปุ๋ย มก.2 ซึ่งสามารถใช้ร่วมกับชุด มก.1 ตรวจสอบปุ๋ย NPK ได้ทุกสูตร โดยที่อยากให้มีการรับเอาชุดทดสอบปุ๋ย มก.1 และ มก.2 ของเราออกไปเผยแพร่อย่างรวดเร็ว พวกเราในภาควิชาฯ เช่น ศาสตราจารย์ ดร. ทัศนีย์ อัตตะนันทน์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ ก็พากันไปเฝ้าพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทูลให้ท่านได้ทราบผลงานของพวกเรา และท่านก็ได้มีบัญชาให้กองเกษตรเคมี กรมวิชาการเกษตรพิจารณา แต่พวกเราก็ต้องผิดหวังเพราะทางกองฯ เขาไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า ไม่สามารถวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องอีกทั้งตัวน้ำยาสารเคมีที่ใช้ทดสอบเป็นสารเคมีที่มีธาตุโลหะหนัก เช่นปรอท จะเป็นพิษต่อเกษตรกร ก็เป็นอันว่าการที่จะขอยืมมือกระทรวงเกษตรผ่านกรม กองต่างๆ ช่วยส่งเสริมเผยแพร่ให้มีการนำเอาชุดตรวจสอบปุ๋ย มก.1 และ มก.2 ไปให้เกษตรกรได้รู้จักและใช้ประโยชน์คงเป็นไปได้ยาก ภาควิชาฯ จึงหันมาขอความร่วมมือกับภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร และสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (อาจารย์พุม ขำเกลี้ยง และคณะฯ) แทน และช่วยกันออกข่าว และตีพิมพ์เอกสารวิชาการเผยแพร่โดยพวกอาจารย์ของ มก. เอง จนในที่สุดก็เป็นที่ทราบและยอมรับและมีการนำไปใช้ประโยชน์กันอย่างกว้างขวาง แม้แต่กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรเองในระยะหลังก็ได้มีการจัดทำหลักสูตรอบรมเกษตรจังหวัด และเกษตรอำเภอให้รู้จักวิธีการตรวจสอบปุ๋ยเคมีแบบรวดเร็ว โดยการใช้ชุด มก.1 และ มก.2 กระทรวงศึกษาธิการก็ได้มีการนำเอาไปใช้ประกอบการเรียนการสอนในโรงเรียนชั้นมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ปัจจุบันภาควิชาปฐพีวิทยาก็ยังพัฒนาปรับปรุงชุดทดสอบปุ๋ย มก.1 และ มก.2 อยู่ตลอดเวลา เช่นชุด มก.3 ซึ่งรวม มก.1 และ มก.2 เข้าด้วยกันเป็นชุดเดียว ซึ่งสามารถทำให้ตรวจสอบได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ในด้านกิจกรรมทางวิชาการเพื่อสังคม ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในกลุ่มผู้ริเริ่มก่อตั้งสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2521 และได้ดำรงตำแหน่งอุปนายกสมาคม ร่วมกับนายกสมาคม คนที่ 1 คือ นายเผดิม ฐิตะฐาน (อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร) และนายกสมาคมฯ คนที่ 2 คือ ดร. ยุกติ สาริกะภูติ (อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร) และดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคมฯ เป็นคนที่ 3 อยู่สองสมัย (พ.ศ. 2531-2535) ระหว่างที่เป็นนายกสมาคมฯ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ได้รับความร่วมมือจากสมาชิกสมาคมเป็นอย่างดี ไม่ว่าสมาชิกฯ เหล่านั้นจะมาจากกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน หรือกรมส่งเสริมการเกษตร สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมสัมนาทางวิชาการในเรื่องที่เป็นประโยชน์และเป็นที่สนใจของประชาชนอยู่อย่างสม่ำเสมอจนเป็นที่รู้จักและให้ความสนใจแก่บุคคลทั่วไป หลายเรื่องที่สมาคมได้ผลักดันและต่อสู้ให้เกิดขึ้นเช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตปุ๋ยขึ้นในประเทศแทนที่จะเป็นอุตสาหกรรมผสมปุ๋ยแต่เพียงประการเดียว (คือเพียงการนำเข้าแม่ปุ๋ยแล้วเอามาผสมทำเป็นปุ๋ยสูตรต่างๆ ขาย) สมาคมดินและปุ๋ยฯ ได้เป็นปากเสียงที่สำคัญให้รัฐบาลเห็นความสำคัญแล้วก่อตั้งบริษัท ปุ๋ยแห่งชาติ ขึ้น มีการพัฒนาก่อสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยเคมีขึ้น โดยเน้นการผลิตปุ๋ยจากการนำเข้าวัตถุดิบพวกหินฟอสเฟตและผลิตกรดฟอสฟอริก เพื่อนำไปผลิตปุ๋ย แอมโมเนียมฟอสเฟต ซึ่งเป็นแม่ปุ๋ยสำหรับการผสมปุ๋ยสูตรต่างๆ ซึ่งโรงงานผสมปุ๋ยต่างๆ จะต้องใช้ นอกจากนั้นโรงงานผลิตปุ๋ยนี้ยังสามารถผลิตปุ๋ยสูตรต่างๆ ได้อีก ปัจจุบันนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับเชิญให้เข้าไปเป็นกรรมการอิสระ ในคณะกรรมการอำนวยการของบริษัท ปุ๋ยแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันนี้ จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เป็นบริษัทมหาชน จำกัด โดยมีหน่วยงานของรัฐบาล รวมทั้งกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้น สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทยในช่วงที่ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน เป็นนายกสมาคมฯ อยู่นั้น ได้พยายามเสนอให้สมาคมฯและประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เพื่อจัดการประชุมสมาคมปฐพีวิทยาของโลกขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเรียกว่า World Soil Science Congress ในปี 2545 ซึ่งมีการจัดประชุมเช่นนี้ทุกๆ 4 ปี และในที่สุดประเทศไทยก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมในครั้งนี้ (วันที่ 14-20 สิงหาคม 2545 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร) ในช่วง พ.ศ. 2523-2535 ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน เป็นนักวิชาการคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งจากสภาวิจัยแห่งชาติให้เป็นผู้ประสานงานโครงการความร่วมมือ การวิจัยและการแลกเปลี่ยนนักวิจัย สาขาผลิตผลการเกษตร ระหว่าง สภาวิจัยแห่งชาติ (NRCT)และJapan Society for Promotion of Science (JSPS) ในช่วงเวลาดังกล่าว ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ในฐานะผู้ประสานงานได้พยายามผลักดันให้มี โครงการRONPAKU เป็นโครงการพัฒนานักวิชาการในโครงการวิจัยร่วมให้สามารถนำผลงานวิจัยมาเขียนเป็น Dissertation (วิทยานิพนธ์)เสนอเข้าสอบโดยกรรมการฯ ขอรับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในประเทศ ญี่ปุ่น ได้ เช่น Tokyo University, Kyuto University และ Tokyo University Agriculture เป็นต้น จากโครงการความร่วมมือ NRCT-JSPS นี้ทำให้มีนักวิจัยไทยด้านการเกษตรจากสถาบันต่างๆ ที่มีความรู้ความสามารถได้รับปริญญาเอกเป็นจำนวนมาก จากมหาวิทยาลัย ที่มีชื่อเสียงในประเทศญี่ปุ่น เมื่อถามถึงความคิดเห็นของ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน จากการที่ได้รับราชการมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยที่ไม่ย้ายไปรับราชการที่อื่นๆ ทั้งๆ ที่มีผู้มาชวน ท่านได้ให้ความเห็นว่า …เป็นเรื่องของความกตัญญูรู้คุณของบูรพาจารย์ เช่น คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ และคุณหลวงอิงคศรีกสิการ ล้วนมีพระคุณอย่างมหาศาลต่อตัวท่านและต่อมหาวิทยาลัยฯ ท่านได้เสียสละสร้างและพัฒนามหาวิทยาลัยมาตลอดชีวิตท่าน เมื่อท่านจากไปก็หวังพึ่งพวกเราที่เป็นลูกศิษย์ที่ชุบเลี้ยงมาจนเติบโตกล้าแข็งขึ้นมา ก็ควรจะทำงานทดแทนให้กับท่านตามที่ท่านหวังไว้ และเมื่อถามถึงตำแหน่งหน้าที่ หรือบทบาทไหนที่ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยานรู้สึกประทับใจ หรืออยากจะเป็นในมหาวิทยาลัยฯ เพื่อจะทำประโยชน์และชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยมากที่สุด ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยานกล่าวว่า ตำแหน่งที่เป็นอาจารย์ที่มีอิสระในการทุ่มเทเวลาและความคิดในด้านวิชาการ ทั้งการวิจัย และการเรียนการสอนที่ตนเองรักและมีความถนัดมากที่สุด การมีตำแหน่งเป็นผู้บริหารในระดับภาควิชาและได้พัฒนาภาควิชามาได้จนเจริญก้าวหน้าก็เป็นสิ่งที่ผมภาคภูมิใจแต่ก็ต้องขอหยุดเพียงระดับนี้ ถ้าสูงกว่านั้นเช่นเป็นคณบดี และอธิการบดีนั้น คิดอยู่ตลอดเวลาว่าไม่เหมาะสมสำหรับตนเอง เพราะรักวิชาการมากกว่า หลายคนอาจมีความคิดว่าถ้าจะทำความเจริญก้าวหน้าและนำชื่อเสียงมาสู่มหาวิทยาลัยแล้วจะต้องมีตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นผู้บริหารระดับสูงๆ ซึ่งก็มีส่วนเป็นความจริง อาจารย์คงจะไม่มีโอกาสได้เป็นกันทุกคนที่จะทำหน้าที่นี้ แต่อาจารย์ทุกคน สามารถทำหน้าที่เป็นอาจารย์ดีที่สุดในด้านวิชาการ การสอน การวิจัย ในสาขาที่ตัวเองถนัด และทำได้ดีที่สุดได้ โดยที่ไม่ต้องต่อสู้หรือชิงชัยกันเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร ดังนั้นผมจึงขอบอกว่าสิ่งที่ผมภูมิใจ และประทับใจในสิ่งที่ตัวเองทำไว้ก็คือการเป็นอาจารย์ที่มีผลงานทางวิชาการ และผลงานด้านการพัฒนาการเรียน การสอนทางด้านปฐพีวิทยา ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีการนำไปใช้ และสืบทอดกันต่อๆ ไป ไม่ใช่แต่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่ในมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในประเทศไทยอีกด้วย ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ปัจจุบัน (พ.ศ. 2545) มีอายุ 71 ปี ตลอดระยะเวลา ที่ท่านได้เกษียณอายุราชการมานานกว่า 10 ปีแล้ว ก็ยังแวะเวียนไปมาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อยู่ตลอดเวลา บางครั้งคณะเกษตรได้เชิญให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาผลงานการตรวจสอบภายในด้านการประกันคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษา แต่ที่ ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ให้ความสนใจ และสละเวลาทุ่มเทการทำงานให้มากที่สุดมาตลอดระยะเวลา กว่า 20 ปี จนถึงปัจจุบันก็ได้แก่ งานของ มูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน มีตำแหน่งเป็นกรรมการและเหรัญญิก ของมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมูลนิธิฯ ใน พ.ศ. 2524 และปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการมูลนิธิฯ อีกด้วย มูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นแหล่งรวบรวมเงินกองทุนต่างๆ ที่มีผู้บริจาคให้กับมหาวิทยาลัยให้อยู่ในความดูแลของมูลนิธิฯ เพื่อให้มูลนิธิจัดการหาผลประโยชน์ (ดอกเบี้ย) แล้วนำมาใช้จ่ายเพื่อการกุศล เช่น ทุนการศึกษาแก่นิสิตที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ อบรมบุตรเกษตรกร หรือนักเรียนในชนบทที่ด้อยโอกาส ให้ได้รับการฝึกอบรมในวิชาชีพการเกษตร ฯลฯ ปัจจุบันมูลนิธิฯ มีกองทุนอยู่ 95 กองทุน ยอดเงินกองทุน จำนวน 32,779,599 ล้านบาท และมีการเพิ่มกองทุนอยู่เรื่อยๆ ทุกปี ตำแหน่งหน้าที่ดังกล่าวข้างต้น ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน มิได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินแต่อย่างใด นอกจากได้รับความภาคภูมิใจและชื่นใจที่ตนเองแม้จะหมดคุณประโยชน์ทางอาจารย์ไปแล้วแต่ก็ยังมีคุณประโยชน์ และมีโอกาสได้รับใช้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อยู่ต่อไป ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด คือมหาวชิรมงกุฎ (พ.ศ. 2531) ในด้านครอบครัว ศาสตราจารย์ ดร. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน สมรสกับ คุณธันนี (นามสกุลเดิม สมิตะสิริ) วัชโรทยาน มีบุตร 1 คน คือ นายวรุตม วัชโรทยาน แหล่งข้อมูล สรสิทธิ์ วัชโรทยาน. สัมภาษณ์, 3 พฤษภาคม 2544. สรสิทธิ์ วัชโรทยาน. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2505.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์หลวงสมานวนกิจ

ศาสตราจารย์หลวงสมานวนกิจ มีนามเดิมว่า เจริญ สมานวนกิจ เกิดเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2439 ที่จังหวัดลพบุรี เป็นบุตรของนายเปีย นางแก้ว ดีอนันต์ ได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนสำเหร่ กรุงเทพฯ มัธยมศึกษาจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนมัธยมวัดสุทธิวราราม โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ และโรงเรียนข้าราชการพลเรือน สอบแข่งขันชิงทุนกรมป่าไม้ ไปศึกษาวิชาป่าไม้ที่โรงเรียน (Burma Forest) ประเทศพม่า เมื่อสำเร็จการศึกษาได้เข้ารับราชการในกรมป่าไม้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2462 ดำรงตำแหน่งรองผู้ช่วยเจ้ากรมป่าไม้ ประจำภาคเชียงใหม่ จนถึง พ.ศ. 2464 ท่านได้ย้ายไปประจำที่ราชบุรี ใน พ.ศ. 2483 ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้ กรมป่าไม้ ใน พ.ศ. 2484 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยหัวหน้ากองค้นคว้าของป่า อีกตำแหน่งหนึ่ง และใน พ.ศ. 2489 ย้ายไปดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้เขตสุราษฎร์ธานี ก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมป่าไม้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2493 จนถึงวันที่ 1 มกราคม 2494 ใน พ.ศ. 2478 ได้จัดตั้งโรงเรียนป่าไม้ขึ้นที่จังหวัดแพร่ เพื่อเป็นที่อบรมสั่งสอนกุลบุตรไทยในวิชาการป่าไม้ทั้งในทางทฤษฎีและทางปฎิบัติ สำหรับจะได้เป็นพนักงานป่าไม้ในภายหน้า โรงเรียนแห่งนี้ได้เจริญมาเป็นลำดับ และได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนวนศาสตร์ ในพ.ศ. 2481 และได้เข้ารวมเป็นสาขาหนึ่งของวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขนในขณะนั้น แต่ยังคงสังกัดอยู่ในกรมป่าไม้ตามเดิม และได้เปลี่ยนหลักสูตรจาก 2 ปี เป็น 3 ปี นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาแล้วจะได้รับอนุปริญญาบัตร และมีสิทธิสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการชั้นตรีได้ ต่อมาใน พ.ศ. 2486 เมื่อรัฐบาลได้จัดตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้น โรงเรียนวนศาสตร์ได้โอนจากสังกัดกรมป่าไม้เข้ามาเป็นคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือคณะวนศาสตร์ในปัจจุบัน นอกจากนั้นท่านยังได้ส่งเสริมด้านประชาสัมพันธ์ให้มีนิตยสาร ชื่อ วนศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2479 เพื่อเป็นหนังสือเผยแพร่กิจการและความรู้ในการป่าไม้ ในระหว่างพนักงานป่าไม้ด้วยกันและแก่บุคคลภายนอก ใน พ.ศ. 2493 เมื่อดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมป่าไม้ในขณะนั้น ได้มีกิจการกับต่างประเทศมีทั้งการส่งข้าราชการไปประชุมในการประชุมระหว่างประเทศ ส่งข้าราชการไปศึกษาและดูงานและมีผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศเข้ามาดำเนินการช่วยเหลือแนะนำงานทางวิชาการในประเทศไทย และทำการตกลงในข้อผูกพันสัญญาต่าง ๆ มากมาย ได้มีการลงนามข้อตกลงทางวิชาการระหว่างองค์การสหประชาชาติให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ประเทศไทย มีการประชุมเกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐานและการแบ่งชั้นไม้ (Standardization and Grading) การประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการป่าไม้และผลิตผลจากป่าสำหรับภาคพื้นเอเซียและแปซิฟิค (Forestry and Forest Products Commission for Asia and the Pacific) ได้จัดหาทุนต่าง ๆ เช่น ทุนเอฟเอโอ (FAO) ดูงานจัดการป่าไม้ ประเทศอินเดีย ทุนดูงานทางจัดสร้างสวนป่า ประเทศฝรั่งเศส โมร็อกโก อินเดีย และอินโดนีเซีย ทุนสหประชาชาติ (UNO) ศึกษาดูงานเกี่ยวกับการป้องกันและกำจัดไฟป่า ในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกายังได้ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศไทยผ่านทางองค์การจัดให้ความมั่นคงร่วมกัน (Mutual Security) ให้ทุนข้าราชการไทยไปศึกษาและดูงานป่าไม้ในสหรัฐอเมริกาและให้เครื่องมือเครื่องใช้ในการดำเนินงานอีกมาก และยังมีผู้เชี่ยวชาญจากเอฟเอโอจากประเทศต่างๆ เช่น เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อังกฤษ อเมริกา มาช่วยงานด้านการแปรรูปไม้ การจัดการป่าไม้ และการสร้างสวนป่า เป็นต้น ใน พ.ศ. 2494 มีประกาศกระทรวงเกษตราธิการ เรื่องกำหนดอัตราค่าภาคหลวงไม้สัก ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2494 กรมป่าไม้โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและคณะรัฐมนตรี ได้ให้สัมปทานป่าไม้แม่อิง จังหวัดเชียงราย แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมอบหมายให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นผู้จัดทำ และแบ่งผลกำไรให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 30 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณปีละ 3 ล้านบาท ศาสตราจารย์หลวงสมานวนกิจรับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้พิเศษ และนักวิชาการป่าไม้พิเศษอยู่จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2496 จึงได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ ไปดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ กรมมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตราธิการ ตั้งแต่ วันที่ 1 มิถุนายน 2496 เป็นต้นไป จะเห็นได้ว่าท่านเป็นผู้ที่ทั้งอุทิศเวลาและบุกเบิกงานป่าไม้ ตลอดจนสนใจสร้างโรงเรียนป่าไม้เพื่อให้เป็นแหล่งความรู้ และพัฒนากิจการป่าไม้ของประเทศไทยให้เจริญทัดเทียมอารยประเทศมาโดยลำดับ ทำให้กิจการป่าไม้ไทยทันสมัยจนถึงปัจจุปัน ภายหลังจากที่ได้โอนมาดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ กรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้วนั้น มีความสนใจเรื่องการเลี้ยงผึ้งและเปิดเป็นวิชาการสาขาใหม่ขึ้นในแผนกเกษตรศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสั่งผึ้งพันธุ์ต่างประเทศจากประเทศออสเตรเลียและอิตาลี มีนิสิตเข้าศึกษา 42 คนและบุคคลทั่วไปสมัครเรียนกว่าร้อยคน เจ้าหน้าที่วิชาการเลี้ยงผึ้งได้จัดพิมพ์เอกสารคำชี้แจงเรื่องการเลี้ยงผึ้ง 2 ครั้งๆ ละ 1,000 เล่ม มีผู้สนใจติดต่อขอมาจนหมดสิ้น ในครั้งสุดท้ายได้จัดการพิมพ์หนังสือคู่มือการเลี้ยงผึ้ง ซึ่งศาสตราจารย์หลวงสมานวนกิจได้เรียบเรียงขึ้น มีประชาชนติดต่อขอซื้อตลอดมา และท่านได้ส่งบทความไปออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงในการเลี้ยงผึ้ง 5 ครั้ง และในการแสดงวิทยาศาสตร์ของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ทางมหาวิทยาลัยก็ได้นำผึ้งไปร่วมแสดงด้วย ในการเลี้ยงผึ้งครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทางสาขาวิชาสวนผลไม้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากที่ได้ทำการเลี้ยงผึ้งแล้ว ปรากฏว่าผลไม้ติดลูกมากกว่าแต่ก่อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งส้มโอ ติดผลเพิ่มขึ้นจาก 290 ผล เป็น 743 ผล ทั้งนี้ผึ้งน่าจะมีส่วนช่วยเหลือให้ส้มติดผลดกขึ้น ท่านได้เป็นผู้ริเริ่มและบุกเบิกการเลี้ยงผึ้ง อันเป็นประโยชน์ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรมีผลผลิตมากขึ้น ใน พ.ศ. 2498-2499 ศาสตราจารย์หลวงสมานวนกิจ ดำรงตำแหน่งคณบดี คณะเกษตร มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์และเป็นประธานกรรมการประจำคณะเกษตร ช่วยพัฒนางานและการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จนเกษียณอายุราชการ นอกจากนี้ยังได้บริจาคหนังสือตำราและเอกสารให้แก่ห้องสมุดคณะวนศาสตร์ เพื่อให้นิสิตได้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้อีกด้วย ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย แหล่งข้อมูล หนังสือ 100 ปี กรมป่าไม้ 2539. กรุงเทพมหานคร : กรมป่าไม้, 2539. รายงานประจำปีกรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 2495-2496. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2497. สมานวนกิจ. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงมหาดไทย, 2460.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมศักดิ์ วิราพร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมศักดิ์ วิราพร เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ 2484 ณ ตรอกบ้านบุ ตำบลศิริราช อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี (กรุงเทพมหานคร) มีพี่น้อง 9 คน การศึกษา สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนวัดสุวรรณาราม เทศบาล 35 บ้านบุ อำเภอบางกอกน้อย (พ.ศ. 2495) สำเร็จการศึกษาเตรียมอักษรศาสตร์ปีที่ 2 จากโรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม (พ.ศ. 2503) อำเภอบางกอกน้อย ระดับอุดมศึกษาได้ศึกษาต่อที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (พ.ศ. 2504) สำเร็จการศึกษาอักษรศาสตรบัณฑิต (อังกฤษ ไทย และประวัติศาสตร์) พ.ศ. 2508 ต่อมาได้ศึกษาต่อที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในภาคพิเศษ สำเร็จการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต (พ.ศ. 2510) และเมื่อรับราชการแล้วได้รับอนุมัติให้ศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ในโควตาของสำนักนายกรัฐมนตรี (19 ตุลาคม 2510 ถึง 19 ตุลาคม2512) ได้รับปริญญาพัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์) ครูสอนโรงเรียนเอกชน เมื่อผู้ช่วยศาสตราจารย์สมศักดิ์ วิราพร สำเร็จการศึกษาในปี 2508 แล้ว ได้เป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนกนกอาชีวศึกษา ตรอกจันทร์ ถนนตก สอนนักเรียนพาณิชยการและช่างกล นอกจากนี้ได้ทำงานพิเศษที่โรงพิมพ์วัฒนาพานิช ตั้งแต่ พ.ศ. 2508 - 2514 ในตอนเย็นและวันหยุดราชการโดยได้รับความกรุณาจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์เสนีย์ วิลาวรรณ และ พ.ต. เลิศ เกษรคำ ให้เป็นผู้ตรวจบรู๊ฟและเขียนหนังสือแบบทดสอบวิชาสังคมศึกษารวม 6 เล่ม ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3 งานวิเทศสัมพันธ์และนักแปล ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมศักดิ์ วิราพร ได้เข้ารับราชการเป็นข้าราชการชั้นตรี ตำแหน่งประจำแผนกวิเทศสัมพันธ์ กองแปลและการต่างประเทศ สภาวิจัยแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2509 ได้เลื่อนขึ้นเป็นข้าราชการชั้นโท ตำแหน่งหัวหน้าแผนกแปล (17 มีนาคม 2513) รับผิดชอบงานโครงการจัดแปลหนังสือของสภาวิจัยแห่งชาติ โดยมีหน้าที่ประสานงานและดำเนินการเกี่ยวกับการแปลหนังสือ การจัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแปลของสภาวิจัยแห่งชาติ เมื่อสำเร็จการศึกษาปริญญาโททางรัฐประศาสนศาสตร์แล้วได้รับปรับวุฒิให้ดำรงตำแหน่งพนักงานภาษาต่างประเทศโท (27 มีนาคม 2514) ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการแปลและการจัดพิมพ์หนังสือแปลของสภาวิจัยแห่งชาติจนกระทั่งโอนไปรับราชการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2515 การจัดส่วนราชการสำนักงานอธิการบดี เมื่อผู้ช่วยศาสตราจารย์สมศักดิ์ วิราพร ได้โอนมารับราชการเป็นอาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ได้รับมอบหมายจากศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการในขณะนั้นให้เป็นผู้จัดส่วนราชการสำนักงานอธิการบดีใหม่ เพื่อให้สามารถรองรับงานของมหาวิทยาลัยที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวแต่มีหน่วยงานที่ปฏิบัติเพียง 3 แผนก คือ แผนกสารบรรณ แผนกคลัง และแผนกทะเบียนสถิติและชีวประวัติซึ่งทั้ง 3 แผนกเป็นส่วนราชการที่มีมาตั้งแต่ครั้งเป็นสำนักงานเลขานุการมหาวิทยาลัยขึ้นกับกระทรวงเกษตรและมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเป็นหัวหน้าแผนก ประจำแผนกและเสมียน ไม่มีผู้จบปริญญาตรีปฏิบัติงานภาระงานกลั่นกรองเรื่องต่างๆ จากคณะ สถาบันและภายนอก จึงตกอยู่ที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ต้องให้อาจารย์จากคณะต่างๆ มาช่วยปฏิบัติงาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมศักดิ์ วิราพร ได้ขอเวลาในการศึกษาข้อมูลและการจัดส่วนราชการประมาณ4 เดือนให้แล้วเสร็จ แต่ต้องเนิ่นนานเป็นปี เพราะได้รับมอบหมายจาก ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ให้ไปจัดตั้งทบวงมหาวิทยาลัยเมื่อปลายเดือนกันยายน 2515 ถึง กรกฎาคม 2517 เมื่อกลับมามหาวิทยาลัยได้ดำเนินการศึกษาข้อมูล และได้ร่วมเป็นกรรมการจัดทำโครงการเสนอการแบ่งส่วนราชการสำนักงานอธิการบดีได้รับอนุมัติจากทบวงมหาวิทยาลัยให้แบ่งส่วนราชการจาก 3 แผนกออกเป็น 7 กอง (16 พฤศจิกายน 2519) หัวหน้ากองการเจ้าหน้าที่คนแรกของมหาวิทยาลัย เมื่อมีการแบ่งส่วนราชการสำนักงานอธิการบดีใหม่เป็น 7 กองแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. ไพฑูรย์ อิงคสุวรรณ ซึ่งเป็นรองอธิการบดีฝ่ายธุรการได้มอบหมายให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมศักดิ์ วิราพร ปฏิบัติงานในสายงานบริหารเป็นหัวหน้ากองการเจ้าหน้าที่อีกตำแหน่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2520 พร้อมกับอาจารย์ท่านอื่นๆ คือ รองศาสตราจารย์เผดิม ระติสุนทร เป็นหัวหน้ากองกลาง ผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญธงศิริพานิช เป็นหัวหน้ากองคลัง ศาสตราจารย์ ดร. ธีระ สูตะบุตร เป็นหัวหน้ากองแผนงาน รองศาสตราจารย์ดร. สำอาง ศรีนิลทา เป็นหัวหน้ากองบริการการศึกษา รองศาสตราจารย์แสงธรรม คมกฤส เป็นหัวหน้ากองยานพาหนะ อาคารและสถานที่ รองศาสตราจารย์สมสิทธิ์ วิจิตรพงษ์ เป็นหัวหน้ากองกิจการนิสิต การจัดบุคลากรที่ปฏิบัติงานใน 3 แผนกลงใน 7 กองที่แบ่งส่วนราชการใหม่ ยังผลให้ต้องจัดวางอัตรากำลังเพิ่มขึ้นในกองต่างๆ ซึ่งมีการแบ่งออกเป็นงานต่างๆ ในแต่ละกอง ในฐานะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมศักดิ์ วิราพร รับผิดชอบหัวหน้ากองการเจ้าหน้าที่จึงได้วางแผนขออัตรากำลังเพิ่มเติมตามที่ได้เขียนในแผนขอแบ่งส่วนราชการ และปรับตามการขยายตัวของงานต่างๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของมหาวิทยาลัยทั้งที่บางเขนและวิทยาเขตกำแพงแสน การพัฒนาระบบการบริหารงานบุคคลของมหาวิทยาลัย ในสมัยก่อน การบริหารงานของมหาวิทยาลัยในส่วนหน่วยงานสนับสนุนทางวิชาการนั้น มีลักษณะเหมือนกันทุกมหาวิทยาลัย เนื่องจากสายงานหลักของมหาวิทยาลัยคือ การสอน มีคณาจารย์ในสาขาต่างๆซึ่งต่างจากระบบกรมกองทั่วไป สายงานช่วยมีบุคลากรน้อย เมื่อมีปัญหาทั้งในระดับคณะและมหาวิทยาลัยในการบริหารจัดการไม่มีเจ้าหน้าที่ในสายธุรการโดยตรง จึงได้มอบหมายให้คณาจารย์จากคณะต่างๆ มาช่วยงานบริหารและธุรการ เช่น งานบัญชี การเงิน ก็ยืมอาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์มา งานต่างประเทศยืมจากภาควิชาภาษา เป็นต้น เจ้าหน้าที่ในกองต่างๆ ยังเป็นข้าราชการผู้น้อยและมีวุฒิไม่สูงกว่าปริญญาตรีจึงต้องสร้างและพัฒนาบุคลากรที่มีอยู่ให้มีความรู้ความสามารถสูงขึ้น และพยายามสรรหาคนในกองขึ้นมารับผิดชอบแทนอาจารย์ที่มารักษาการ สำหรับกองการเจ้าหน้าที่เมื่อเป็นกองนั้นมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเพียงสิบกว่าคน ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมศักดิ์ วิราพร ได้จัดวางระบบงานและวางตัวบุคคลและขออัตรากำลังเพิ่ม จนได้เจ้าหน้าที่เพิ่มเป็นสามสิบกว่าคน และได้ขอกลับคณะศึกษาศาสตร์ เพื่อทำหน้าที่สอนอย่างเดียว (เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2525)พร้อมกับให้ผู้ปฏิบัติงานในสาย ค. ขึ้นเป็นหัวหน้ากองต่อไป ประธานคณะทำงานพัฒนาการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย ด้วยทบวงมหาวิทยาลัยมีนโยบายพัฒนาคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยให้มีประสิทธิภาพในการสอนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ดำเนินตามนโยบายโดยจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาคณาจารย์ประกอบด้วยผู้แทนจากทุกคณะมาร่วมจัดโครงการพัฒนา ระหว่างที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมศักดิ์ วิราพร เป็นประธานคณะทำงานพัฒนาการเรียนการสอน ม.ก. (พ.ศ. 2525 -2526) ได้จัดโครงการพัฒนาที่สำคัญ เช่น การจัดส่งคณะกรรมการส่วนหนึ่งไปพัฒนาที่มหาวิทยาลัย Monash ประเทศออสเตรเลีย เพื่อมาเป็นวิทยากรจัดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาอาจารย์ในเรื่องเทคนิคการสอน การผลิตสื่อการเรียนการสอนเทคนิคการเขียนตำราทางวิชาการ เทคนิคการวัดและประเมินผล จัดทำแบบประเมินการสอนของอาจารย์ซึ่งได้พัฒนาและใช้ในมหาวิทยาลัยต่อมา เป็นต้น นอกจากนั้น ยังได้จัดสัมมนาหัวหน้าภาคเกี่ยวกับการปฏิบัติงานบุคคล การเงินและพัสดุ เพื่อให้ทราบแนวทางปฏิบัติและรับทราบระเบียบกฎข้อบังคับที่หัวหน้าภาคจะต้องรับผิดชอบและตัดสินใจ การปฐมนิเทศและจัดทำคู่มือการบริหารงานบุคคล เพื่อให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยได้รับทราบสิทธิและหน้าที่ในการเป็นข้าราชการทั้งสายผู้สอนและผู้ให้บริการ ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองการเจ้าหน้าที่ ได้จัดโครงการปฐมนิเทศข้าราชการ สำหรับข้าราชการที่ได้รับบรรจุใหม่และรับโอนมาปีละ 2 รุ่น รุ่นละประมาณ 80 - 100 คน พร้อมทั้งได้จัดทำคู่มือการปฏิบัติราชการแจกและเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องการบริหารงานบุคคลในการปฐมนิเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2521 - 2540 คู่มือการปฏิบัติราชการเรื่องการบริหารงานบุคคลที่ได้จัดทำขึ้นได้ประมวลบรรดาระเบียบข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ ข้าราชการสามารถใช้ค้นคว้า ศึกษาและทราบขั้นตอนการพัฒนาตนเอง คณะและหน่วยงานต่างๆ ได้ใช้เป็นคู่มือปฏิบัติราชการ ซึ่งไม่เคยมีการจัดทำมาก่อน บรรณรังสรรค์ของมหาวิทยาลัย เมื่อมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัย จะจัดทำหนังสือที่ระลึกหรือในโอกาสต่างๆ มักจะกล่าวอ้างถึงผู้ช่วยศาสตราจารย์สมศักดิ์ วิราพร เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่รับราชการอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หรือแม้จะเกษียณอายุราชการแล้วก็ตาม หน่วยงานต่างๆ รวมทั้งทบวงมหาวิทยาลัยและสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติได้มอบหมายให้รับผิดชอบการจัดทำหนังสือในฐานะบรรณาธิการบ้างประธานกรรมการจัดทำหนังสือ กองบรรณาธิการและที่ปรึกษา เป็นต้น สำหรับหนังสือที่ได้รับมอบหมายให้จัดทำอาจแบ่งออกได้ ดังนี้ 1. หนังสือที่ระลึกและเฉลิมพระเกียรติในวาระที่มหาวิทยาลัยทูลเกล้าฯ ถวายปริญญากิตติมศักดิ์เช่น หนังสือคีตมหาราช สรรพศิลปศาสตราธิราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เอกกษัตริย์อัจฉริยะ ราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เจ้าฟ้านักการศึกษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสพระราชทานแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2498 - 2535 เป็นต้น 2. หนังสือที่ระลึกในโอกาสครบรอบแห่งการสถาปนาและที่ระลึกในการเปิดอาคารต่างๆ เช่น 36 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนังสือ 25 ปี คณะศึกษาศาสตร์สามทศวรรษคณะศึกษาศาสตร์ สองทศวรรษทบวงมหาวิทยาลัย ที่ระลึกในงานวางศิลาฤกษ์อาคารบริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ระลึกในการเปิดศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลองที่ระลึกในการเปิดศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตรแห่งชาติ 3. งานเอกสารและหนังสือของมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานกรรมการ กองบรรณาธิการและบรรณาธิการหนังสือ เช่น สูจิบัตรงานโครงการหลวงตั้งแต่ครั้งที่ 20 ถึงปัจจุบัน หนังสือพรรณไม้โครงการหลวง หนังสือเพียงพระบาทยาตรามาประสบ หนังสือชวนฝันตระการตา บุปผาดอยคำประพาสต้นบนดอย 20 ปี แห่งการบุกเบิกพัฒนาพื้นที่สูงภาคเหนือของไทย 30 ปี แห่งความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมูลนิธิโครงการหลวงและไต้หวัน เป็นต้น 4. เป็นกองบรรณาธิการจัดพิมพ์หนังสือชุดสารานุกรมวัฒนธรรมไทย 4 ภาค (ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้) รวม 63 เล่ม 5. เป็นรองประธานอนุกรรมการและบรรณาธิการจัดทำหนังสือเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพ-รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ ในปี 2546 นอกจากการจัดทำหนังสือต่างๆ ของหน่วยงานในมหาวิทยาลัย ทบวงมหาวิทยาลัย มูลนิธิโครงการหลวงมูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติแล้วผู้ช่วยศาสตราจารย์สมศักดิ์ วิราพร ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ร่างคำกราบบังคมทูลราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติต่างๆ คำกราบบังคมทูล คำสดุดีเกียรติคุณของผู้ได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ คำปราศรัย ตลอดจนจัดทำหนังสือสูจิบัตรงานพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี 2517 เป็นต้นมา นอกจากงานจัดทำหนังสือแล้ว มหาวิทยาลัยยังได้แต่งตั้งให้ปฏิบัติงานที่ปรึกษาคณะกรรมการตำราและส่งเสริมบรรยากาศทางการศึกษา เป็นกรรมการในคณะกรรมการอำนวยสำนักพิมพ์ ม.ก. (พ.ศ.2537 -2544) กรรมการหอประวัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรรมการหอจดหมายเหตุ เป็นต้น งานการสอนและการบริหารโครงการบัณฑิตศึกษา ในด้านการสอนซึ่งเป็นงานในตำแหน่งหน้าที่นั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมศักดิ์ วิราพร ได้สอนนิสิตทั้งปริญญาตรีและปริญญาโทตั้งแต่ปี 2520 เป็นต้นมา ควบคู่ไปกับการปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากองการเจ้าหน้าที่งานสอนส่วนใหญ่ในระดับปริญญาโทนั้น ได้แก่ การสอนนิสิตปริญญาโทในหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสาขาการสอน สาขาจิตวิทยาและแนะแนวการศึกษา ต่อมาใน พ.ศ. 2525 เป็นกรรมการร่วมร่างและจัดทำหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษาและได้เปิดสอนในปีการศึกษา 2533 ใน พ.ศ. 2536 ได้ร่วมจัดทำโครงการปริญญาโทสาขาการบริหารการศึกษาภาคพิเศษ เปิดสอน ในวันเสาร์และอาทิตย์ รับนิสิตรุ่นที่ 1 ในปี 2536 ปฏิบัติงานในหน้าที่กรรมการและเลขานุการโครงการจนถึงปี 2541 ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการบริหารโครงการปริญญาโทสาขาการบริหารการศึกษา ภาคพิเศษ รวม 2 วาระ (22 ตุลาคม 2541 ถึง 22 ตุลาคม 2545) ได้สอนและบริหารงานโครงการตั้งแต่รุ่นที่ 1 ถึงรุ่นที่ 9 มีนิสิตสำเร็จการศึกษาปริญญาโทสาขาการบริหารการศึกษามากกว่า 500 คน อนึ่ง เมื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีนโยบายให้สาขาบริหารการศึกษา ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ไปเปิดสอนหลักสูตรปริญญาโทสาขาการบริหารการศึกษา ภาคพิเศษที่วิทยาเขตกระบี่เพื่อช่วยพัฒนาบุคลากรในฝั่งอันดามัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมศักดิ์ วิราพร ได้ร่วมเป็นกรรมการดำเนินงานโครงการปริญญาโทสาขาการบริหารการศึกษา ภาคพิเศษวิทยาเขตกระบี่ รับนิสิตรุ่นที่ 1 ในภาคปลายปีการศึกษา 2543 และเป็นผู้สอนจนถึงปีการศึกษา 2546 นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมศักดิ์ยังได้รับเชิญให้เป็นผู้สอนระดับบัณฑิตศึกษาในภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ในหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจารึกตั้งแต่ปีการศึกษา 2520 จนถึงปัจจุบัน กิจกรรมมูลนิธิต่างๆ การบริการทางวิชาการแก่สังคม ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมศักดิ์ วิราพร ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในด้านการศึกษาและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมมาตลอด แม้ภายหลังเกษียณอายุราชการ (1 ตุลาคม 2544) ดังนี้ เป็นกรรมการมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เพื่อการศึกษาตั้งแต่ พ.ศ. 2524 ถึงปัจจุบัน เป็นหัวหน้าคณะบริหารโครงการ กรรมการและเลขานุการและผู้อำนวยการมูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 - ปัจจุบัน เป็นประธานคณะกรรมการฝ่ายเอกสารและสูจิบัตรในการจัดงานโครงการหลวง ปีที่ 20 ถึง ปีที่ 34 เป็นกรรมการในกองบรรณาธิการ บรรณาธิการ จัดทำหนังสือต่างๆ ของมูลนิธิโครงการหลวง เป็นกรรมการร้านศาลาโครงการหลวง ร้านดอยคำในกรุงเทพมหานคร ในด้านครอบครัว ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมศักดิ์ ได้สมรสกับนางนันทนา (เทียมเมฆ) วิราพร มีธิดา2 คน คือ นางสาววรมนัส วิราพร กำลังศึกษาระดับปริญญาโทต่อที่ Michigan State University สหรัฐ-อเมริกา และนางสาววราลี วิราพร กำลังศึกษาอยู่ปีที่ 3 คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แหล่งข้อมูล สมศักดิ์ วิราพร. บรรณรังสรรค์. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) 2545. สัมภาษณ์ 2 สิงหาคม 2545. สมศักดิ์ วิราพร. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี, 2519.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์

ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ เกิดเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2482 ที่จังหวัดลำปาง เป็นบุตรของนายแสง นางสมณา เดียวตระกูล แม่เป็นคนลำปาง นามสกุลเดิม กองแก้วใจ ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ จบชั้นประถมและมัธยมต้นจากโรงเรียนวิชชานารี มัธยมปลายจากโรงเรียนบุญยวาทย์วิทยาลัย จังหวัดลำปาง ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ มีความใฝ่ฝันที่จะเรียนเกษตรตั้งแต่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2 จนเพื่อนๆ ล้อว่า เธอจะไปเรียนเลี้ยงควายหรืออย่างไร? ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์เล่าว่าไม่เคยรู้สึกอับอายในถ้อยคำล้อเลียนดังกล่าวนี้แต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะภาพลักษณ์ของเกษตรในความคิดและหัวใจของศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ บรรเจิดกว้างไกลและยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เพื่อนๆ คิดไว้มาก จึงมุ่งมั่นที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้ได้ทั้งๆ ที่ครอบครัวต้องการให้เรียนบัญชี จึงได้สมัครสอบทั้ง 2 แห่งคือ คณะกสิกรรมและสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะพานิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลปรากฏว่าสอบได้ทั้ง2 ที่ แต่เป็นความโชคดีที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เปิดเรียนก่อนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย1เดือน จึงเป็นโอกาสทองให้ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ได้เรียนเกษตร (KU. 17) สมปรารถนาอย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยเป็นหญิงสาวคนแรกของจังหวัดลำปางที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำให้ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ได้รับทุนการศึกษา 5,000 บาท ตามประกาศของวงดนตรี KU BAND เมื่อครั้งไปแสดงที่จังหวัดลำปางเมื่อ พ.ศ. 2498 ช่วยให้เด็กหญิงผู้ใฝ่ดีผู้นี้มีหัวใจเต็มร้อยในการศึกษาเล่าเรียน จนสำเร็จการศึกษาได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมปรารถนา ดังนั้น ในโอกาสที่ KU. BAND จัดงานคอนเสิร์ต จวบฟ้าดิน 50 ปี เคยูแบนด์ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2544 ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์จึงถือโอกาสนี้มอบเงิน50,000บาท แม้เทียบไม่ได้กับค่าของเงิน 5,000 บาท เมื่อครั้งกระโน้นก็ตาม แต่เป็นเงินที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงของเด็กภูธรคนนี้มอบให้ KU. BAND ด้วยความกตัญญูรู้คุณ ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ เล่าว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ได้อยู่-กิน-นอน-เล่นและเรียนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นห้วงเวลาที่สนุกสนาน ตื่นเต้นและมีความสุขที่สุดในชีวิต ได้พบเห็นและได้เรียนรู้ในสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่ที่ไม่แปลกคือวิถีชีวิตของชาวเกษตรซึ่งเหมือนกับวิถีชีวิตของเด็กต่างจังหวัดอย่างศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ที่สุด กางเกงยีนส์ เสื้อเชิ้ตลายสก็อต รองเท้าโมฮ็อกและจักรยานจึงยังคงเป็นวิถีชีวิตของศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ตราบจนปัจจุบันนี้และตลอดไป ต่อคำถามถึงสิ่งประทับใจในระหว่างเรียนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คำตอบคือประทับใจในสังคมที่อบอุ่นและเอื้ออาทรของชาวเกษตร ผู้บริหารและอาจารย์ล้วนเป็นคนดีมีเมตตาให้คำแนะนำสั่งสอนในทุกๆ เรื่อง ดูแลทุกข์สุขของลูกศิษย์ทั้งในและนอกห้องเรียนตลอดเวลา ที่สำคัญคือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดให้มีชั่วโมงว่างในตารางเรียนของนิสิตทุกคนในระหว่างเวลา 11.00-12.00 น. ทุกวันศุกร์ เพื่อใช้ในการอบรมบ่มนิสัย ปลูกฝังในสิ่งที่ดีงามในชีวิต ตลอดจนปลูกฝังให้นิสิตมีกริยามารยาทอย่างไทยๆ เหนือสิ่งอื่นใดคือสอนให้มีความกตัญญูรู้คุณคนและสถาบัน ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ได้รับปริญญากสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิต สาขาพืชสวน เมื่อ พ.ศ. 2505 ระหว่าง พ.ศ. 2505-2507 ได้รับมอบหมายให้ทำงานวิจัยในโครงการ Cytogenetics ของกล้วยไม้ร่วมกับศาสตราจารย์ ระพี สาคริก และศาสตราจารย์ ดร. ฮารุยุกิ คามีโมโตะ ภายใต้โครงการร่วมระหว่างมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์กับ University of Hawaii ประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2506ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำแหน่งอาจารย์ตรี ในภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร พ.ศ. 2507ได้ติดตามสามี (นายรัศมี เกษมทรัพย์) ซึ่งได้รับทุน USAID ไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยทุนส่วนตัว และจบปริญญาโท (M.S. Horticulture) จาก Utah State University ใน พ.ศ. 2509 ก่อนจบปริญญาโทได้สมัครขอรับทุนเรียนปริญญาเอกที่Oregon State University และได้รับการตอบรับแล้ว ตั้งใจว่าจะกลับไปเยี่ยมบุตรชายซึ่งพี่สาวกรุณาเลี้ยงดูแทนตั้งแต่อายุได้เพียง 1 เดือนสักระยะหนึ่ง แต่เมื่อได้พบหน้าบุตรชายแล้วไม่สามารถกลับไปเรียนต่อได้อีก หลังจากจบปริญญาโทแล้ว ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ได้รับมอบหมายให้สอนวิชาไม้ดอก (Floriculture) และวิชาสถิติการวางแผนการทดลอง (Experimental Design) เป็นวิชาหลัก ได้ทำหน้าที่สอนและวิจัยทางด้านการผลิตไม้ดอกเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนตั้งแต่ พ.ศ. 2510 เป็นต้นมา แม้ในระยะต้นๆ จะไม่ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากคณะกรรมการวิจัยเท่าที่ควร แต่ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ได้รับความเมตตาจากอธิการบดี (หลวงอิงคศรีกสิการ) และอาจารย์อาวุโสในภาควิชาพืชสวนกรุณาเจียดจ่ายเงินรายได้เล็กๆ น้อยๆ ให้สามารถทำงานวิจัยได้อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความร่วมมือจากชาวสวนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดทางภาคเหนือ สถานีวิจัยปากช่อง สถานีวิจัยดอยปุย และสถานีวิจัยภายใต้โครงการหลวงได้อนุเคราะห์ให้ใช้สถานที่ในการวิจัย ที่สำคัญคือได้รับความร่วมมือจากผู้ร่วมงานและลูกศิษย์เป็นผู้ช่วยวิจัยที่ดีเยี่ยม ทำให้มีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่แล้ว 46 เรื่อง บทความทางวิชาการอีก 64 เรื่อง ผลงานวิจัยและบทความทางวิชาการดังกล่าว นอกจากเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนแล้ว ยังสามารถสร้างอาชีพและรายได้แก่เกษตรกรและประชาชนที่สนใจตราบจนปัจจุบันนี้ เมื่อถามถึงแรงบันดาลใจให้เลือกเรียนและทำวิจัยทางด้านไม้ดอกทั้งๆ ที่ทำวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาตรีทำเกี่ยวกับการขยายพันธุ์องุ่น โดยมีศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา คำตอบคือ อาจเป็นเพราะว่าในสมัยเด็กๆ ขณะเรียนที่จังหวัดลำปาง ที่บ้านปลูกไม้ดอกเมืองหนาวหลายชนิดอาทิ คาร์เนชั่น สแนปดรากอน ฟล็อกซ์และผีเสื้อ ในฤดูหนาวมีอากาศหนาวเย็น จึงทำให้ไม้ดอกเหล่านั้นออกดอกสะพรั่งสวยงามมากแถมยังติดเมล็ดด้วย คุณแม่จึงตัดดอกไม้นำเข้ากำสำหรับบูชาพระและขอร้องแกมบังคับให้ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ขี่จักรยานไปขายในละแวกบ้าน รางวัลคือค่าขนมที่เพิ่มให้มากกว่าปกติ ในปีต่อมาก็นำเมล็ดที่เก็บรวบรวมไว้ไปปลูกต่อ จำได้ว่าเวลาผ่านไปเพียง 2-3 ปี คุณแม่นำเงินที่ขายได้และหยอดกระปุกไว้มานับรวมกัน ปรากฏว่าได้เงินมากพอสำหรับบวชพระได้หลายรูป ยังความปลาบปลื้มใจให้คุณแม่และความภาคภูมิใจให้ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์เป็นอันมาก นอกจากนั้นการได้มีโอกาสไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกาใน พ.ศ. 2507 ทำให้ได้พบเห็นและตื่นตาตื่นใจในความก้าวหน้าทางวิชาการและงานวิจัยทางด้านไม้ดอก โดยเฉพาะเบญจมาศ ทั้งในส่วนของมหาวิทยาลัยและการปลูกเบญจมาศเป็นการค้าของเอกชน จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์สนใจที่จะศึกษาวิจัยทางด้านไม้ดอกเพื่อนำเอาวิชาการเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ในประเทศไทยบ้าง เพราะประเทศไทยมีครบทุกสิ่งทุกอย่างอยู่แล้วในธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องซื้อทั้งอุณหภูมิและแสงแดดและไม่ต้องปลูกเบญจมาศในโรงเรือนที่ต้องกางมุ้งและติดตั้งเครื่องทำความอุ่น (heater) ให้ ดังที่ปฏิบัติกันในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป หลังจากจบปริญญาโทแล้ว งานวิจัยชิ้นแรก ที่ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ขอรับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คือ การนำและเปรียบเทียบพันธุ์เบญจมาศ โดยการสั่งพันธุ์จากประเทศสหรัฐอเมริกามาปลูกทดสอบถึง 2 ชุด สรุปได้ว่า พันธุ์เบญจมาศจากประเทศสหรัฐอเมริกาไม่เหมาะที่จะปลูกเป็นไม้ตัดดอกการค้าในสภาพธรรมชาติของประเทศไทย เพราะไวต่อแสงและอุณหภูมิมาก ทำให้ออกดอกตั้งแต่ต้นยังไม่โตเต็มที่ ดอกเบญจมาศจึงไม่มีคุณภาพ ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์จึงต้องหันไปสั่งพันธุ์เบญจมาศจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาทดลองใหม่ ปรากฏว่าคัดเลือกได้พันธุ์ดีสีขาวและสีเหลือง สามารถปลูกในสภาพธรรมชาติได้ตลอดทั้งปี จึงได้เผยแพร่พันธุ์พร้อมคำแนะนำตลอดจนเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้กับเกษตรกรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลปลูกเป็นการค้าแทนพันธุ์เดิมที่ปลูกได้เฉพาะในฤดูหนาวเท่านั้น เกษตรกรจึงเรียกขานเบญจมาศพันธุ์ส่งเสริมนี้ว่าขาวเกษตรและเหลืองเกษตร ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ยังได้ทำงานวิจัยไม้ดอกอื่นๆ อีกหลายชนิด ที่สามารถนำไปสู่การแนะนำส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นไม้ตัดดอกการค้าจนประสบความสำเร็จได้แก่ เบญจมาศ แอสเตอร์ เยอบีรายุโรป แกล็ดดิโอลัส และดาวเรือง ที่โดดเด่นที่สุดคือดาวเรือง ทั้งนี้สืบเนื่องจากโครงการวิจัยเรื่อง Research on cultivated crops and wild plant for dye production in the highlands of northern Thailand ระหว่าง พ.ศ. 2519-2522 ซึ่งได้รับทุนจาก ARS, USDA ผ่านโครงการเกษตรที่สูง ทำวิจัยอย่างต่อเนื่องครบวงจร ซึ่งผลงานวิจัยนี้ได้นำไปสู่ธุรกิจการปลูกดาวเรืองเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารไก่อย่างกว้างขวาง มีพื้นที่ปลูกเฉลี่ยปีละประมาณสองหมื่นไร่ ที่สำคัญคือก่อให้เกิดอาชีพการปลูกดาวเรืองตัดดอก และดาวเรืองกระถางสำหรับตกแต่งในโอกาสต่างๆ โดยเฉพาะในวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะสีเหลืองทองของดอกดาวเรือง (พันธุ์ส่งเสริม) เป็นสีประจำวันพระราชสมภพ และทุกสมัยที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง เกษตรกรจะมีรายได้งดงามมาก เพราะผู้สมัครทุกคนนิยมพวงมาลัยดอกดาวเรือง ทั้งนี้เพราะสีเหลืองเป็นสีแห่งชัยชนะ กล่าวได้ว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เปิดศักราชการผลิตและการบริโภคดาวเรืองจนเป็นอาชีพหลักที่มั่นคงยิ่งสำหรับเกษตรกรทั่วทั้งประเทศไทย เพื่อเป็นเกียรติแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกษตรกรจึงได้ขนานนามดาวเรืองพันธุ์ส่งเสริมนี้ว่า ดาวเรืองเกษตร นอกจากงานวิจัยทางด้านไม้ตัดดอกแล้ว ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ยังได้ทำวิจัยเกี่ยวกับไม้ดอกกระถางและไม้ดอกประดับแปลงนานาชนิดอย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน ทำให้ได้รู้ทั้งศาสตร์และศิลป์ตลอดจนพันธุ์ที่เหมาะสมของไม้ดอกแต่ละชนิดส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเป็นไม้กระถางการค้าได้อย่างดียิ่ง ได้แก่ พิทูเนีย กล็อกซิเนีย บีโกเนีย แอฟริกันไวโอเลต กุหลาบหิน แพนซี ผีเสื้อ คาร์เนชั่น พังพวย (พันธุ์ใหม่) ดาวเรือง เบญจมาศ เยอบีราและคริสต์มาส เป็นต้น เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเฉลิมพระชนมมายุ 60 พรรษา ใน พ.ศ. 2530 ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ได้รับเกียรติให้ร่วมเป็นกรรมการก่อสร้างสวนหลวง ร. 9 ได้มีโอกาสใช้วิชาความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากงานวิจัยและงานสอน ปลูกไม้ดอกล้มลุกนานาชนิดจำนวนหลายหมื่นต้นในลักษณะของไม้ดอกประดับแปลง (bedding plants) แม้จะประสบปัญหาดินเค็ม น้ำเค็ม แต่ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ได้พยายามทุกวิถีทางจนสามารถแก้ไขให้ลุล่วงและประสบผลสำเร็จเกินความคาดหมาย โดยไม้ดอกออกดอกพร้อมเพรียงกันทุกต้นในวันที่ 1 ธันวาคม 2530 ตามที่กำหนดไว้ทุกประการ เป็นที่เชิดหน้าชูตาและภาคภูมิใจอย่างยิ่ง จากผลงานสำคัญนี้ได้นำไปสู่การเขียนตำราไม้ดอกประดับแปลง กรุงเทพฯ สวยด้วยไม้ดอก ให้กองสวนสาธารณะ สำนักสวัสดิการสังคมกรุงเทพมหานคร พิมพ์เผยแพร่แก่ประชาชนที่สนใจเมื่อ พ.ศ. 2533 จำนวนนับหมื่นเล่ม ในฐานะครู ได้ทำหน้าที่สอน วิจัย และให้คำปรึกษาแนะนำทางด้านการผลิตไม้ดอกให้แก่นิสิต นักศึกษา เกษตรกรตลอดจนประชาชนที่สนใจมาโดยตลอด ยังได้เรียบเรียงตำราเพื่อใช้ในการเรียนการสอนอีก 4 เล่ม คือ 1. การปลูกไม้ดอก (Introduction to Floriculture) พ.ศ. 2522, 2525และ 2528 (451 หน้า) 2. ไม้ดอกกระถาง (Flowering Pot Plants) พ.ศ. 2524 และ 2526 (275 หน้า) 3. เทคโนโลยีการผลิตและธุรกิจไม้ตัดดอก (Cut Flower Production Technology & Marketing Business) พ.ศ. 2532 (398 หน้า) 4. กรุงเทพฯ สวยด้วยไม้ดอก (Bedding Plants) พ.ศ. 2533 (58 หน้า) ส่วนในด้านงานบริหาร ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ ได้รับเกียรติให้เป็นหัวหน้าภาควิชาพืชสวน (พ.ศ. 2525-2529) โดยไม่คาดฝันมาก่อน แต่เมื่อเริ่มรับตำแหน่ง ได้ตั้งเป้าหมายไว้หลายเรื่อง และพยายามทำทุกๆ เรื่องให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 4 ปี ปรากฏว่ามีหลายเรื่องที่ประสบผลสำเร็จตามเป้า มีบางเรื่องทะลุเป้า มีเพียงเรื่องเดียวที่ไม่สามารถทำได้สำเร็จนั่นคือ การร้องขอให้คณะเกษตรแก้ไขกฏเกณฑ์ที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของนิสิตในการเลือกลงทะเบียนเรียนวิชาในหลักสูตรตามความเหมาะสมและความสามารถของแต่ละบุคคล ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์คิดในใจไว้ว่า ถ้ามีโอกาสจะหาทางปรับปรุงวิธีการลงทะเบียนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้ได้ โชคดีที่ต่อมาได้มีโอกาสเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ (พ.ศ. 2539-2542) ได้ดำเนินการให้นิสิตทำบัตรประจำตัวในรูปแบบ Smart Card ซึ่งเป็นบัตรอัจฉริยะอเนกประสงค์เป็นงานแรก แต่ไม่สำเร็จ เพราะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ ได้รับเกียรติให้เป็นอุปนายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2527-2531) ประธานคณะอนุกรรมการประสานงานวิจัยและพัฒนาไม้ดอกไม้ประดับ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (พ.ศ. 2532-ปัจจุบัน) คณะกรรมการประจำสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ อาหาร (3 สมัย) ประธานคณะทำงานวิจัยและพัฒนากุหลาบ กรรมการในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ประธานกรรมการเสริมสร้างและพัฒนาบุคลากรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (พ.ศ. 2537-2539) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มก. (พ.ศ. 2538-2540) กรรมการสภามหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ กรรมการบริหารอัตรากำลัง ประธานกรรมการโครงการสหวิทยาการ ประธานกรรมการบริหารศูนย์หนังสือ มก. รองประธานกรรมการคณะอำนวยการสำนักพิมพ์ มก. ประธานคณะทำงานจัดทำรูปแบบประเมินคุณภาพของบุคลากรที่จะเข้าสู่ระบบค่าตอบแทนเพิ่มพิเศษ ประธานกรรมการโครงการจัดตั้งคณะสิ่งแวดล้อม ที่ปรึกษาอธิการบดี อนุกรรมการอุทธรณ์ร้องทุกข์ประจำมหาวิทยาลัย กรรมการชมรม มก. อาวุโส กรรมการบริหารนิธิภูมิปัญญาอาวุโส คณะทำงานรวบรวมข้อมูลบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เลขานุการด้านไม้ดอกไม้ประดับในคณะที่ปรึกษาเกษตร สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ และกรรมการบริหารสมาคมศิษย์เก่าเคยูแบนด์ เป็นต้น สำหรับงานในหน้าที่รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ นั้น ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ได้ทุ่มเทสติปัญญาและพละกำลังทั้งหมดทำงานตามนโยบายของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อย่างจริงจังและจริงใจที่สุดด้วยความกตัญญูรู้คุณ ทำให้งานทั้งหลายทั้งปวงสำเร็จลุล่วงด้วยดี โดยเฉพาะงานในภารกิจหลักอันดับแรกคือ การสร้างบัณฑิตที่มุ่งเน้นให้บัณฑิตเป็นคนที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ มีสติปัญญาความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 งานสำคัญที่ลงมือทำอันดับแรกคือ งานประกันคุณภาพการศึกษา ได้จัดวางระบบและกลไกตลอดจนประกาศนโยบายและแนวทางปฏิบัติในการประกันคุณภาพ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2540 และวันที่ 28 พฤศจิกายน 2541 พร้อมกำหนด 4 ขั้นตอนในการดำเนินการคือ พัฒนา กำกับ สนับสนุน และตรวจสอบ ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์กล่าวว่าการดำเนินการในขั้นตอนที่ 1 การพัฒนานั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก จึงได้ตั้งกรรมการขึ้น 11+10 ชุด พร้อมทั้งหน่วยงานหลักและสนับสนุนรวมทั้งสิ้น 400 ชีวิต เพื่อพัฒนาองค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนในการสร้างบัณฑิต อาทิ อาคารศูนย์เรียนรวม 3 หลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน การวัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา คู่มืออาจารย์ที่ปรึกษา คู่มือรายวิชาหมวดศึกษาทั่วไป คู่มือการเสนอหลักสูตร คู่มือหลักสูตรปริญญาตรีฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ คู่มือและเทปวีดิทัศน์แนะนำมหาวิทยาลัย คู่มือเทคนิคการเรียนในมหาวิทยาลัย อีกทั้งกิจกรรมต่างๆ เช่น โครงการฝึกอบรมหลักสูตรคอมพิวเตอร์ หลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาบุคลากรและนิสิตอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือปรับปรุงโครงสร้างหลักสูตรปริญญาตรีและปรับลดหน่วยกิตให้สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานและนโยบายของทบวงมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะวิชาบูรณาการในหมวดวิชาศึกษาทั่วไป และโครงการบัณฑิตยุคใหม่ เพื่อปลูกฝังให้นิสิตมีคุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต จัดทำโครงการหลักสูตรสองปริญญา (ต่อยอด) เพื่อเอื้อให้นิสิตที่สอบได้ไม่ตรงสาขาไม่ต้องลาออกไปสมัครสอบใหม่ได้มีโอกาสต่อยอดด้วยสาขาที่ตนปรารถนาได้อีก 1 ปริญญา หลังจากที่ค้นพบตนเองแล้ว หลักสูตรสองปริญญา (คู่ขนาน) โดยใช้จุดแข็งทางสาขาเกษตรและสังคมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเป็นหลักเพื่อสร้างบัณฑิตให้เป็นผู้นำชุมชน สามารถชี้นำทำความเข้าใจ และให้ความรู้แก่ชุมชนในการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อการพึ่งพาตนเองในชุมชน ให้ตระหนักถึงศักยภาพและความเข้มแข็งของชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ได้จัดตั้ง KU Cyber Lab เพื่อใช้อบรมการผลิตสื่อการสอนอีเล็กทรอนิคส์ และให้บริการในการผลิตสื่อรายวิชาให้กับอาจารย์ อีกทั้งจัดหาอุปกรณ์สื่ออิเล็กทรอนิคส์ที่ทันสมัยพร้อมเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องทั้ง อาคารศูนย์เรียนรวม 1 และ 3 ผลพวงที่ได้จากการรับจ้างฝึกอบรมบุคลากรทางคอมพิวเตอร์ให้กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ทำให้ได้ห้องเรียนและห้องปฏิบัติการพร้อมคอมพิวเตอร์ 204 เครื่อง ที่อาคารศูนย์เรียนรวม 1 บางเขน และ 41 เครื่องที่ศูนย์กิจกรรมนิสิต กำแพงแสน รวม 245 เครื่อง นำไปสู่การจัดตั้ง KU Self Learning Center ส่วนกลางของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อให้นิสิตได้พัฒนาการเรียนรู้และฝึกทักษะทางภาษาอังกฤษและภาษาคอมพิวเตอร์ ก่อนออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปสู่โลกกว้าง ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ยังได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าทีมจัดทำครุยประจำตำแหน่งอาจารย์ กรรมการสภามหาวิทยาลัย อธิการบดี และนายกสภามหาวิทยาลัย ตามประกาศสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรื่องข้อบังคับว่าด้วยครุยประจำตำแหน่งฯ พ.ศ. 2540 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฉายพระรูปร่วมกับคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในโอกาสแรกที่สวมครุยประจำตำแหน่ง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม 2540 ที่ภาคภูมิใจที่สุดคือ ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบจัดทำของที่ระลึกพระมหาวิริยาธิคุณานุสรณ์ ทำด้วยทองคำบริสุทธิ์หนัก 72 บาท เพื่อขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายเนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนม์ 72 พรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2542 และจัดทำหนังสือสรรพศิลปศาสตร์ตราธิราช ในโอกาสที่สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 11 สาขาวิชา (19 กรกฎาคม 2542) แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสยามินทราธิราช จากผลงานที่ได้สั่งสมมาตลอดทั้งชีวิต ตั้งแต่จบปริญญาตรีเมื่อ พ.ศ. 2505 จวบจนเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2542 เป็นเวลา 37 ปี ด้วยความวิริยะอุตสาหะ ทำให้ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์มีความก้าวหน้าในชีวิตการงานเป็นลำดับ เริ่มจากผู้ช่วยวิจัย (พ.ศ. 2505-2507) ไปจนถึงรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ (พ.ศ. 2539-2542) ซึ่งเกินความคาดหมายของเด็กผู้หญิงจากชนบทตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่ดั้นด้นเข้าเมืองหลวงเพื่อแสวงหาความรู้ในศาสตร์แห่งแผ่นดิน ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งนี้ ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ได้รับรางวัลจากองค์กรและสมาคมวิชาชีพตามสมควร ดังนี้ - รางวัลผู้ทำงานดีเด่น (พ.ศ. 2514) จากภาควิชาพืชสวน - รางวัลดีเด่น The Creative and Unique Use of Bedding Plants to Help Beautifying the World (พ.ศ. 2519) จากสมาคม Bedding Plants ประเทศสหรัฐอเมริกา - รางวัลนักวิจัยดีเด่น (พ.ศ. 2527) จากสมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ - รางวัลนักวิทยาศาสตร์เกษตรดีเด่น (พ.ศ. 2537) จากสมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ - รางวัลนิสิตเก่าดีเด่น (พ.ศ. 2541) จากสมาคมนิสิตเก่าแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ รางวัลชีวิตที่ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ภาคภูมิใจที่สุดคือ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เหรียญบำเหน็จในพระองค์ รัชกาลที่ 9 เหรียญรัตนาภรณ์ ชั้นที่ 3 (พ.ศ. 2525) เป็นเหรียญเครื่องหมายในพระมหากรุณาธิคุณส่วนพระองค์พระราชทานเป็นกรรมสิทธิ์ แม้ผู้ได้รับพระราชทานล่วงลับไปแล้ว ก็ให้ตกแก่ทายาท เพื่อรักษาไว้เป็นที่ระลึกในวงศ์ตระกูลสืบไป และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดทั้ง 2 สกุล คือ มหาวชิรมงกุฏ (พ.ศ. 2535) และมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (พ.ศ. 2540) ในด้านครอบครัว ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์สมรสกับนายรัศมี เกษมทรัพย์ (KU. 12) เมื่อ พ.ศ. 2506 มีบุตรธิดา 2 คนคือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พูนพิภพ เกษมทรัพย์ จบปริญญาตรีจากคณะเกษตร ได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง เป็นที่หนึ่งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดลไปศึกษาปริญญาโท-เอก ณ University of California, Davis สมรสกับ ดร. พินิจพร ดารกานนท์ มีบุตร 2 คนคือ ด.ช. พูนพิพัฒน์ และ ด.ช. พรพิพัฒน์ ส่วนบุตรสาว แพทย์หญิงสุขเกษม เกษมทรัพย์ จบแพทยศาสตรบัณฑิต (ศิริราชพยาบาล) กุมารเวชศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญโรคไต (รามาธิบดี) มหาวิทยาลัยมหิดล Nephrology Research จาก University of Minnesota สมรสกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นาวาเอก นายแพทย์อนันต์ โฆษิตเศรษฐ ยังไม่มีบุตร ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นอกจากจะให้ร่มเงาเป็นที่พักพิงให้เจริญงอกงามบนผืนแผ่นดินแห่งนี้เป็นเวลายาวนานถึง 46 ปี ด้วยความผาสุกร่มเย็นแล้ว ยังได้วางรากฐานชีวิตที่มั่นคงที่สุดให้ด้วย ที่สำคัญยิ่งคือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้หล่อหลอมให้เด็กหญิงบ้านนอกตัวเล็กๆ คนนี้ เติบโตเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งมีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ สามารถเจริญงอกงามได้ดีในทุกสภาพแวดล้อม เฉกเช่นต้นนนทรีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้เป็นต้นไม้สัญลักษณ์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำให้ท่านสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมโลกได้อย่างมีความสุข แม้ในยามวิกฤตเศรษฐกิจในยุค IMF ด้วยสำนึกในพระคุณ ศาสตราจารย์สมเพียร เกษมทรัพย์ขอมอบเฉพาะส่วนที่เป็นความดี ความงามทั้งหลายทั้งปวงที่ได้กระทำมาตลอดทั้งชีวิตให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อันเป็นที่รักยิ่ง แด่บูรพาจารย์ และผู้มีพระคุณทุกท่าน และจะรำลึกถึงพระคุณของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตลอดไปไม่รู้ลืม แหล่งข้อมูล สมเพียร เกษมทรัพย์. สัมภาษณ์, 3 กรกฎาคม 2545. สมเพียร เกษมทรัพย์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2506.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว

ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว เกิดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2484 เป็นบุตรของนายเอี่ยม นางเปี่ยม อักษรแก้ว บ้านอยู่ในชนบทเป็นลูกชาวนา-ชาวสวนยางที่ตำบลแม่ลาน อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี อายุได้ประมาณ 5 ขวบคุณแม่เสียชีวิตด้วยป่วยเป็นไข้ป่า ในวัยเด็กส่วนใหญ่มียายเป็นผู้เลี้ยงดูเนื่องจากคุณพ่อต้องทำงาน ทำนา กรีดยาง ผมนอนกับยาย ยายทำหน้าที่แทนแม่ ทั้งสั่งสอน และเลี้ยงดู ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว เล่าให้ฟังว่าสมัยยังเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนแม่ลาน พ่อมักจะหาเวลาตอนหัวค่ำ ช่วงทานข้าวเย็น เล่านิทานสนุกๆ ให้ลูกฟัง ส่วนใหญ่จะเป็นนิทานสร้างปัญญาและความคิดให้กับลูกๆ โดยเฉพาะนิทานเรื่อง ศรีธนนชัย พ่อบอกว่า ศรีธนนชัยเป็นคนฉลาด แต่แฝงไว้ด้วยเล่ห์กล คนเรามีปัญญามีความคิดก็ควรทำในสิ่งที่ดี ถึงจะมิได้เรียนหนังสือระดับสู แต่พ่อจะปลูกฝังให้ลูกมีความคิดความอ่านและสนับสนุนให้เรียนหนังสือทุกคน ด้วยความตั้งใจจริงของพ่อนี้เอง หลังจากจบชั้นประถมปีที่สี่จากโรงเรียนโคกเหรียง ตำบลแม่ลาน ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ก็เดินทางเข้าตัวเมืองจังหวัดปัตตานี เข้าเรียนชั้นมัธยมปีที่ 1 ในโรงเรียนปัตตานีเบญจมราชูทิศ และสำเร็จมัธยมปีที่ 6 ใน พ.ศ. 2501 ในช่วงที่เรียนหนังสือชั้นมัธยมปีที่ 1 ถึง 6 นั้น พ่อฝากให้อยู่บ้านคุณอาที่ปัตตานี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วัชรี เลิศมงคล ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทกันมากตลอดระยะ 6 ปี ที่เรียนอยู่ที่ปัตตานีได้กล่าวถึงศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ว่า เป็นคนขยันและอดทนช่วยทำงานทุกอย่างในบ้าน และที่สำคัญคือ เป็นคนดี ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ตั้งใจทำงานด้วยความประณีต เอาใจใส่ มีความละเอียดละออ ในวัยเรียนช่วงนี้ลำบากมากแต่ต้องอดทนเพราะต้องการให้พ่อได้เห็นความสำเร็จ ใน พ.ศ. 2501 ด้วยความตั้งใจของคุณพ่อที่อยากให้ผมเรียนหนังสือในระดับสูง จึงได้รวบรวมเงินทองส่งเรียนต่อมัธยมศึกษาตอนปลายที่กรุงเทพมหานคร ในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลาย ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ได้เรียนที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศ โดยได้อาศัยอยู่กับพลอากาศโท กุศล สุวรรณวิหค พี่ชายของผู้ช่วยศาสตราจารย์ วัชรี เลิศมงคล ซึ่งรักนับถือเสมือนพี่ชายและญาติสนิท และคุณอาสมพิศ ซึ่งเป็นพยาบาลทำงานที่โรงพยาบาลกรุงเทพแมคคอมิคขณะนั้นเป็นผู้อุปการะเรื่องเงินทองเนื่องจากคุณพ่อมีรายได้จากการกรีดยางค่อนข้างจำกัด ในที่สุดก็จบมัธยมตอนปลาย แล้วได้เข้าเรียนต่อที่คณะ วนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งทำให้คุณพ่อดีใจมาก ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว เลือกสอบเข้าศึกษาในคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยเลือกเป็นอันดับหนึ่ง เหตุผลคือท่านเป็นลูกชาวนา ชาวสวนยาง ชาวชนบท มีชีวิตวัยเด็กผูกพันกับป่าไม้มาโดยตลอดและชีวิตก็ต้องพึ่งพาอาศัยป่า จึงอยากรู้เรื่องราวรายละเอียดเกี่ยวกับป่า และประการสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ป่าสมัยก่อนนั้นมีต้นไม้ขนาดใหญ่มากมาย มีน้ำตกสวยงาม ท่านชอบธรรมชาติของป่าไม้ ชอบชีวิตโลดโผน ผจญภัย และมีโอกาสได้ท่องเที่ยวทั่วไทยด้วย การเป็นนิสิตคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะต้องมีเอกลักษณ์คือ ต้องมีความอดทน ต้องเข้มแข็ง ต้องรักกัน สามัคคีกัน ต้องเรียน และรับผิดชอบ และที่ประทับใจคือนิสิตในคณะวนศาสตร์ รุ่น 26 มีนิสิตทั้งหมด 26 คน อาจารย์จะจำชื่อนิสิตได้ทุกคน และเวลาเข้าฝึกงานในป่าอาจารย์ทุกคนจะเป็นกันเองและให้ความรู้อย่างเต็มที่ และจะเข้มงวดในเรื่องวินัยมาก นอกจากนั้น ยังมีความประทับใจในการรับน้องใหม่ทั้งของมหาวิทยาลัย และของรุ่นพี่ๆ หอพัก (ท่านพักอยู่หอพักที่แปด หรือเรียกว่า หอแปด) คือรุ่นพี่จะรับน้องใหม่ด้วยวิธีที่ดูเหมือนว่าจะทารุณ โหดร้าย แต่ความจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้นเลย เมื่อผ่านพิธีการรับน้องใหม่แล้ว จะมีความรู้สึกในส่วนลึกๆ ว่ารุ่นพี่รักน้องๆ จริงๆ ช่วยทุกอย่างถ้าน้องมีปัญหา สอนหนังสือให้ และให้ทำในสิ่งที่ดีๆ ให้ ชีวิตนิสิตในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีความสนุกและให้โอกาสได้เรียนรู้อย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นคนที่รักเรียนมาแต่เด็กและรู้ว่าตนเองมาจากครอบครัวที่ไม่มีฐานะดีนัก ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว จึงตั้งใจเรียนหนังสือและร่วมทำกิจกรรมของคณะวนศาสตร์ควบคู่เป็นประจำด้วย ในที่สุดก็จบปริญญาตรีวนศาสตร์บัณฑิต หลักสูตร 5 ปี ใน พ.ศ. 2508 เสียใจมากที่คุณพ่อไม่ได้มาร่วมในวันรับพระราชทานปริญญาบัตรของตน เนื่องจากคุณพ่อได้ถึงแก่กรรมเสียก่อนในปี พ.ศ. 2507 เนื่องจากศาสตราจารย์ ดร. สง่า สรรพศรี ซึ่งขณะนั้นเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์ ได้ผู้ชักจูงและให้เหตุผลประกอบถึงผลดีของการเป็นอาจารย์ เช่นว่า เป็นอาจารย์แล้วจะได้เรียนต่อปริญญาสูงขึ้นไป อาจจะจบถึงปริญญาเอก และการเป็นอาจารย์มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ไปจังหวัดไหนก็ไม่เหงา และจะมีความภูมิใจที่เราได้สร้างคนที่มีคุณภาพให้สังคม ในที่สุดศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว จึงเลือกการเป็นอาจารย์และได้บรรจุเป็นข้าราชการในตำแหน่งอาจารย์ประจำภาควิชาวนวัฒนวิทยาใน พ.ศ. 2510 เป็นต้นมา เมื่อเข้าทำงาน ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ได้รับมอบหมายให้สอนหนังสือวิชาเดียวกันกับที่ท่านศาสตราจารย์ ดร. สง่า สรรพศรี เคยสอน การเป็นอาจารย์ในช่วงแรกค่อนข้างยากแต่อาศัยความโชคดีเพราะได้เห็นวิธีการสอนที่ดีๆ ของศาสตราจารย์ ดร. สง่า สรรพศรี ในขณะที่เป็นนิสิต และนำวิธีการสอนที่ดีของอาจารย์ท่านอื่นๆ มาประยุกต์และปรับปรุงใช้ จึงทำให้ไม่หนักใจ นอกจากการสอนแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. สง่า สรรพศรี จะมอบงานพิเศษให้คือ นำศาสตราจารย์และนักวิจัยชาวต่างประเทศออกทำงานวิจัยในภาคต่างๆ ของประเทศไทยเป็นประจำ จึงทำให้ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ได้มีโอกาสได้ร่วมทำงานและหาประสบการณ์จากนักวิจัยผู้มีชื่อเสียงจากต่างประเทศ และฝึกภาษาอังกฤษไปในตัวด้วย ในจำนวนศาสตราจารย์จากต่างประเทศหลายท่าน มี 2 ท่าน ที่มีความผูกพันกับศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว มากและนำไปสู่การเรียนขั้นปริญญาโทและปริญญาเอกในเวลาต่อมาคือ ศาสตราจารย์ ดร. พอล เจ. ซิงกี้ (Professor Dr. Paul J. Zinke) จาก University of California, Berkeley และศาสตราจารย์ ดร. วิลเลียม บี. ดรูว์ (Professor William B. Drew) จาก Michigan State University ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ทำงานเป็นอาจารย์มาได้ 2 ปี คณะวนศาสตร์ได้เปิดสอนระดับปริญญาโทครั้งแรกในสาขาวนวัฒนวิทยา ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ได้สมัครเรียนขั้นปริญญาโท และจบเป็นคนแรกของรุ่น และของคณะวนศาสตร์ในปี พ.ศ. 2513 โดยมีศาสตราจารย์ ดร. สง่า สรรพศรี เป็นประธานที่ปรึกษา และศาสตราจารย์ ดร. พอล ซิงกี้ เป็นประธานที่ปรึกษาร่วม ศาสตราจารย์ ดร. นิพนธ์ ตั้งธรรม อาจารย์ภาควิชาอนุรักษ์วิทยา คณะวนศาสตร์ คณะเดียวกันกับ ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ได้กล่าวถึงการที่ได้เรียนพร้อมกับ ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้วว่า ตอนเรียนปริญญาโทด้วยกันนั้นวิชาที่เรียนเป็นวิชาใหม่ทั้งหมด อาจารย์ผู้สอนให้เราร่วมกันคิด ร่วมกันทำ แต่ละคนมีแนวคิดอย่างไรก็นำมาแลกเปลี่ยนกัน พี่สนิทเป็นคนสนุกสนาน เรียนหนังสือไม่เครียด มีอะไรไม่เข้าใจก็มาแลกเปลี่ยน ไม่ถือพี่ถือน้อง ขยันขันแข็ง หลังจากจบปริญญาโทนอกเหนือจากงานการสอนแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ได้เริ่มทำงานอย่างจริงจัง โดยมีศาสตราจารย์ ดร. สง่า สรรพศรี และ ดร. เกษม จันทร์แก้ว เป็นผู้ชี้นำและสนับสนุน ในช่วงแรก ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับนิเวศวิทยาด้านป่าบก นอกจากได้ทำงานวิจัยร่วมกับอาจารย์ในประเทศแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ยังได้มีโอกาสได้ร่วมทำงานกับนักวิจัยจากต่างประเทศอีกหลายประเทศทั้งจากอเมริกา ญี่ปุ่น และในแถบภูมิภาคเอเชียด้วยกัน โดยการสนับสนุนจากศาสตราจารย์ ดร. สง่า สรรพศรี ซึ่งศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว เล่าให้ฟังว่า การที่ได้มีโอกาสได้ทำงานวิจัยร่วมกับนักวิจัยที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศทำให้เรามีโอกาสได้เรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบวิธีการวิจัย และการเสนอผลงานทางวิชาการได้อย่างดีและเรียนรู้ในระยะสั้น เราต้องรีบกอบโกยความรู้จากผู้เชี่ยวชาญให้มาก โอกาสอย่างนี้ไม่มีบ่อยนัก ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว เล่าว่า ชีวิตได้เริ่มเบี่ยงเบนและให้ความสนใจเรื่อง ป่าชายเลนเป็นกรณีพิเศษตั้งแต่ พ.ศ. 2514 ขณะนั้นมีคณะผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกาเดินทางมาวิจัยเกี่ยวกับป่าชายเลนในประเทศไทย เพื่อนำความรู้กลับไปฟื้นฟูป่าชายเลนที่สาธารณรัฐเวียดนาม เนื่องจากป่าชายเลนของประเทศเวียดนามถูกทำลายโดยสารพิษเป็นพื้นที่จำนวนมากในช่วงภาวะสงคราม ศาสตราจารย์ ดร. สง่า สรรพศรี ได้ให้ ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว นำนักวิจัยกลุ่มนี้ไปศึกษาวิจัยเกี่ยวกับป่าชายเลนซึ่งเป็นป่าชายเลนที่สมบูรณ์มากในขณะนั้น คือที่ อำเภอ ขลุง จังหวัดจันทบุรี ศาสตราจารย์ ดร. สง่า สรรพศรี ได้ร่วมวิจัยครั้งนี้ด้วย แต่ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ได้รับมอบหมายให้เก็บข้อมูลการวิจัยร่วมกับ ศาสตราจารย์ ดร. วิลเลียม ดรูว์ จาก Michigan State University และ ศาสตราจารย์ ดร. พอล ซิงกี้ จาก University of California, Berkeley ในช่วงระยะเวลาศึกษาวิจัยนิเวศวิทยาป่าชายเลนอย่างละเอียดกับอาจารย์ทั้งสองท่านนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ได้เล่าอย่างประทับใจว่า เมื่อได้ลงไปศึกษาวิจัยและได้สัมผัสกับป่าชายเลนอย่างใกล้ชิด รู้สึกสนุกดี ทำงานไปแช่น้ำไป ลักษณะต้นไม้ก็แตกต่างไปจากป่าบกมาก น่าสนใจ ทำไมมันขึ้นได้ในน้ำเค็ม รากก็ประหลาด มีฝักห้อยโตงเตง ดูลงไปในน้ำเห็นมีกุ้ง หอย ปู ปลา ทั้งขนาดเล็กและใหญ่มากมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เลยประทับใจและคิดว่าหากมีโอกาสจะไปเรียนปริญญาเอกด้านป่าชายเลนซึ่งยังไม่มีผู้ใดได้เรียนอย่างจริงจังเลยในประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว สอบชิงทุนธนาคารโลกได้ และมีโอกาสไปเรียนต่อขั้นปริญญาเอกที่ Michigan State University โดยมีศาสตราจารย์ ดร. วิลเลียม บี ดรูว์ ซึ่งเคยทำวิจัยด้านป่าชายเลนร่วมกันที่จังหวัดจันทบุรีเป็นประธานที่ปรึกษา และในขณะที่เรียนปริญญาเอกอยู่ที่รัฐมิชิแกน ศาสตราจารย์ ดร. ดรูว์ ส่งให้เรียนวิชาด้านป่าชายเลนในช่วงภาคฤดูร้อนกับอาจารย์ที่มีชื่อเสียงด้านนี้หลายท่าน เช่น ศาสตราจารย์ ดร. สเนดาเกอร์ (Professor Dr. Snedaker) ที่ University of Miami และ ศาสตราจารย์ ดร. เอเรียล ลูโก (Professor Dr. Ariel Lugo) University of Puerto Rico เป็นต้น และกลับมาทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกด้านนิเวศป่าชายเลนที่อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ในที่สุด ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ได้เรียนจบปริญญาเอกด้านนิเวศวิทยาป่าชายเลนจาก Michigan State University ใน พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นคนแรกของประเทศไทย หลังจากจบการศึกษาขั้นปริญญาเอก ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ได้ทำงานเกี่ยวกับด้านป่าชายเลนมาโดยตลอดทั้งงานการสอน งานวิจัย งานนโยบาย ในด้านงานสอนหากเป็นเรื่องเกี่ยวกับด้านป่าชายเลน ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว จะเป็นผู้สอนเกือบทุกมหาวิทยาลัยที่มีวิชาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้รวมถึงระดับโรงเรียน เพราะเห็นว่าถ้านิสิตหรือนักเรียนเข้าใจและเห็นความสำคัญของป่าชายเลนแล้ว ผู้เรียนกลุ่มนี้เองจะเป็นกำลังและขยายผลในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลนในอนาคตต่อไป เรื่องงานวิจัยนั้น ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ได้ทำงานวิจัยด้านป่าชายเลนมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่องทำให้รู้เรื่องเข้าใจและเห็นความสำคัญของป่าชายเลนอย่างชัดเจนขึ้น ถ้าไม่มีป่าชายเลนทรัพยากรทุกสิ่งทุกอย่างบริเวณชายฝั่งทะเลจะสูญหายไป รวมทั้งสิ่งมีชีวิต นานาชนิดรวมถึง กุ้ง หอย ปู ปลา และสิ่งไม่มีชีวิต และหากย้อนอดีตประมาณ 15-20 ปี พบว่าคนไทยส่วนใหญ่ให้ความสนใจหรือเข้าใจป่าชายเลนน้อยมาก ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ได้ร่วมกับนักวิจัยหลายท่านจัดการประชุมเกี่ยวกับป่าชายเลนหลายครั้งเพื่อยกระดับความสนใจ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติโดยเฉพาะการประชุมระดับนานาชาติ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นทางกลุ่มนักวิจัยทั้งในและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องช่วยกันจัดทำโครงการระยะยาว 8 ปี เพื่อศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลนใน 4 กลุ่ม หลักคือ กลุ่มสิ่งแวดล้อม กลุ่มทรัพยากรป่าไม้ กลุ่มทรัพยากรประมง และกลุ่มสังคมเศรษฐกิจ ภายใต้การสนับสนุนจากองค์การ UNDP และ UNESCO ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว เล่าให้ฟังว่าโครงการนี้ได้ผลิตนักวิจัยป่าชายเลนทั้งระดับนานาชาติ แถบเอเซียแปซิฟิค และนักวิจัยระดับนานาชาติซึ่งมาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมทั้งสถาบันที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป่าไม้ และกรมประมง หลายท่าน โดยมีศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว เป็นหัวหน้าทีม ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว มีวิธีทำงานกับผู้ร่วมงานเป็นจำนวนมากและแต่ละท่านล้วนมีความคิดเห็นเป็นของตนเองและทำงานด้วยกันเป็นระยะเวลานานอย่างสำเร็จได้ราบรื่น และที่สำคัญก็คือ ได้นำความรู้ที่ได้เรียนมาเรื่องพื้นฐานนิเวศวิทยาซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติมาปรับใช้ในการทำงานด้วย ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว กล่าวว่า สังคมป่าไม้ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ จะอยู่ด้วยกันแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันจะอยู่โดดเดี่ยวไม่ได้เช่นเดียวกับสังคมของเรา เราเป็นหัวหน้าก็ต้องนำวิถีทางหรือกลไกธรรมชาติของระบบนิเวศป่าไม้มาพิจารณาประกอบในการทำงาน โดยประการแรกสำคัญมากคือ ต้องเสียสละ ประการที่สองต้องรับฟังปัญหาและช่วยแก้ไข ประการที่สามต้องมีความรู้มากพอที่จะให้คำแนะนำแก่ผู้ร่วมงานและทำให้พวกเขายอมรับได้ ประการที่สี่ต้องเชื่อและไว้ใจผู้ร่วมงานทั้งเรื่องผลงานและเรื่องการเงิน และประการสุดท้ายต้องสนับสนุนให้ผู้ร่วมงานมีชื่อเสียง เช่นเดียวกันเหมือนกับธรรมชาติที่ต้นไม้ใหญ่ต้องยอมให้เถาวัลย์พันเพื่อสร้างความแข็งแรงและต้องเป็นร่มเงาให้ไม้เล็กบ้าง หากมีปัญหาต้องร่วมมือ ช่วยกันคิด และช่วยกันแก้ไข ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว กล่าวว่า จะภูมิใจมากเมื่อผลงานวิจัยได้สร้างประโยชน์และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชุมชน นั่นคือจุดมุ่งหมายหลักของงานวิจัย รองศาสตราจารย์ณิฎฐารัตน์ ปภาวสิทธิ์ จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำงานวิจัยกับ ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว มาตั้งแต่ พ.ศ. 2521 จนถึงปัจจุบันได้กล่าวถึงวิธีการทำงานของ ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ว่า มีจุดเด่นที่การให้เกียรติและให้โอกาสผู้ร่วมงาน โดยศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว จะเป็นผู้ประสานงานวิจัยกลุ่มต่างๆ ให้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทำให้นักวิจัยแต่ละคนมีความรู้ที่ลึกซึ้ง และกว้างขวาง ที่สำคัญคือ ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ทำงานโดยมีการวางแผนงานและตรงเวลาเมื่อถามปัญหาจะได้คำตอบเสมอ ฟังผู้ร่วมงานและปรึกษาหารือกันตลอด เป็นคนเขียนรายงานวิจัยและอ่านรายงานวิจัยและให้คำแนะนำได้รวดเร็ว ส่วนงานบริการการศึกษานั้น ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ตั้งใจที่จะเป็นวิทยากร ทุกครั้งที่มีโอกาสโดยมีแนวคิดว่าการเผยแพร่ความคิดไปสู่ประชาชนหรือนักเรียน ซึ่งถือเป็นระดับรากหญ้าก็จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติหรือรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน รวมถึงการเขียนหนังสือ การเป็นวิทยากรทั้งในรายการทางวิทยุโทรทัศน์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมหรือป่าชายเลน นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว มีแนวคิดว่าการจัดการอนุรักษ์ป่าชายเลนต้องร่วมมือกันหลายฝ่าย ถึงแม้ว่าจะได้เตรียมนักวิจัย ประชาชน ผู้สนใจไว้พร้อมที่จะช่วยงานแล้วก็ตาม หากขาดนโยบายที่ชัดเจนงานก็จะดำเนินไปได้ยาก และศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ได้มีโอกาสไปร่วมจัดทำนโยบายป่าชายเลนของประเทศ ในช่วงเวลาที่ได้เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงเป็นผู้วางนโยบายการวิจัยและการจัดการด้านป่าชายเลนระดับโลกร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากอีกหลายประเทศ โดยเขียนแผนการพัฒนา การอนุรักษ์การใช้ประโยชน์ป่าชายเลนอย่างยั่งยืนเป็นแผน 5 ปี ของโลกเพราะทุกประเทศจะพึ่งพาและเชื่อมโยงกันตลอดเวลา หากป่าชายเลนส่วนใดส่วนหนึ่งของโลกถูกทำลาย ประชากรโลกจะมีปัญหาร่วมกันคือ จะมีอาหารจากทะเล กุ้ง หอย ปู ปลา ปริมาณน้อยลง และเกิดปัญหาของความเสื่อมคุณภาพสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเล ดังนั้นการวางนโยบายจึงต้องสอดคล้องทั้งระดับโลก ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ ลงไปถึงระดับหมู่บ้าน ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ได้อุทิศตนเพื่องานมาโดยตลอด และเป็นการทำงานที่มีความสุข ผลงานของท่านทั้งที่เป็นตำรา งานวิจัย และเอกสารวิชาการ เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้รับรางวัลและเกียรติที่สำคัญคือ ศิษย์เก่าดีเด่นจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปี 2534, รางวัล 1993 BIWAKO PRIZE FOR ECOLOGY ประเทศญี่ปุ่น, เมธีวิจัยอาวุโส สกว. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) พ.ศ. 2539, นักวิทยาศาสตร์การเกษตรดีเด่น สาขาพืช สมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ พ.ศ. 2540, Honorary Membership ของ Society of American Foresters ประเทศอเมริกา พ.ศ. 2540, บุคคลตัวอย่างด้านวิชาการ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2540-2544, นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2542, รับรางวัล TTF Award หนังสือดีเด่น สาขาสิ่งแวดล้อมจากมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2543 และวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานิเวศวิทยา จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. 2543 ตามลำดับ ป่าชายเลนเป็นเสมือน ธนาคารไม้ ที่นำมาใช้ทำฟืน ทำถ่าน และก่อสร้าง เป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตทั้งพันธุ์ไม้และสัตว์น้ำเพื่อหลบภัยและขยายพันธุ์ และอนุบาลตัวอ่อน เป็น ครัว สำหรับปรุงอาหารแก่ต้นไม้และสัตว์น้ำคือ ซากไม้ใบไม้ที่ร่วงหล่นจะสลายตัวให้ธาตุอาหารเพื่อการเจริญเติบโต เป็น โรงบำบัดน้ำเสีย เพราะพันธุ์ไม้ป่าชายเลนจะช่วยดูดซับสิ่งปฏิกูลต่างๆ และฟอกน้ำเสียให้เป็นน้ำสะอาด เป็น โรงงานฟอกอากาศ เพราะสามารถลดคาร์บอนไดออกไซด์และเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้กับบรรยากาศ เป็น โรงพยาบาล เพราะมีพันธุ์ไม้ใช้เป็นสมุนไพรหลายชนิดเป็นเสมือน กำแพงชายฝั่ง ช่วยป้องกันดินพังทลายและลมพายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็น สะพานเชื่อมระหว่างบกกับทะเล เพื่อสร้างความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งและที่สำคัญคือ เป็น อู่ข้าวอู่น้ำ ของผู้คนชุมชนป่าชายเลน ดังนั้นป่าชายเลนจึงเป็น ขุมทรัพย์ชายฝั่งทะเล ที่มีคุณค่ามหาศาลและมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ในด้านชีวิตครอบครัว ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ได้สมรสกับอาจารย์ ศรีลักษณ์ (วิสูญ) อักษรแก้ว ซึ่งจบปริญญาตรีจากคณะอักษรศาสตร์ และปริญญาโทจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีธิดา 2 คน คือ นางสาวการัณยา อักษรแก้ว จบปริญญาตรีจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และจบปริญญาโททางด้านกราฟิกดีไซน์ จาก Syracuse Universityประเทศสหรัฐอเมริกา และขณะนี้ทำงานอยู่ที่บริษัทโฆษณาที่รัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา คนที่สองชื่อ นางสาวนภาสินี อักษรแก้ว จบปริญญาตรีจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาเอกทางด้านเภสัชศาสตร์ จาก University of Tennesse ประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะนี้ทำงานที่โรงงานผลิตยาที่รัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก หลังจากศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว เกษียณอายุราชการ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 แล้ว ยังได้ทำงานสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นวิทยากรในการประชุมและตามโรงเรียนต่างๆ และทำงานวิจัยในด้านป่าชายเลนต่อไป ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ให้ข้อคิดหลังจากเกษียณอายุราชการไว้ว่า ต้องฝึกจิตใจ ร่างกายให้แข็งแรง อย่าทำตัวเป็นผู้ชราที่ไร้ค่า และทำความเสื่อมเสีย ใช้ความรู้ประสบการณ์ที่มีในงานที่ถนัด ทำประโยชน์ให้แก่สังคม และประเทศชาติจนกว่าจะหมดแรง นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สนิท อักษรแก้ว ยังได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการด้านป่าชายเลนและชายฝั่งทะเลทั้งระดับประเทศและต่างประเทศอีกหลายชุด แหล่งข้อมูล สนิท อักษรแก้ว. สัมภาษณ์, 17 ตุลาคม 2544. สนิท อักษรแก้ว. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2509.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจ

ศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจ เกิดที่ตำบล บางจาก อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของ นายไต่ย่วน นางเป้า (แซ่หว่อง) ธารชลานุกิจ อาศัยหมอตำแยช่วยทำคลอดที่บ้าน เมื่อช่วงเช้าของวันจันทร์ที่ 4 เมษายน 2481 หลังจากมีอายุถึง 8 ขวบแล้ว พี่ชายจึงไปแจ้งการเกิดที่เทศบาล บอกกับเจ้าหน้าที่ว่าเกิดตรงกับวันปีใหม่พอดี (ปีใหม่ไทย) เจ้าหน้าที่ที่ได้รับแจ้ง จะฟังชัด หรืออย่างไรไม่ทราบได้ เปิดปฏิทินดูแล้วเขียนว่าเกิดวันที่ 1 มกราคม 2480 จึงทำให้หลักฐาน วันเดือนปีเกิด ผิดไป 1 ปีเศษ ก่อนเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ยังเด็กจนถึงเป็นหนุ่ม เปลี่ยนที่เรียนหลายแห่ง นับตั้งแต่เรียน ป. 1 ที่โรงเรียนประชาบาลวัดบางจาก โรงเรียนประชาบาลวัดปากนคร เรียน ป. 2-3 ที่โรงเรียนศึกษากุมารี โรงเรียนคริสเตียน หญิง หรือเรียน ป. 4 โรงเรียนศรีธรรมราชวิทยา โรงเรียนคริสเตียน ชาย และเรียน ม. 1-8 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ (โรงเรียนประจำจังหวัด) การเรียนตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนต้น-ตอนปลาย และเตรียมอุดมศึกษา ได้คะแนนลำดับที่เลขตัวเดียวมาตลอด และภายหลังสอบไล่ชั้นเตรียมอุดมศึกษาปีที่ 2 หรือ ม. 8 แล้ว ผลการสอบได้เป็นอันดับ 2 ในชั้นเรียน ทำให้คิดถึงการเรียนต่อขั้นมหาวิทยาลัย เพราะมีข่าวว่าเพื่อนๆ จำนวนมากตัดสินใจไปเรียนต่อในกรุงเทพมหานคร ศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจ จึงตัดสินใจตามเพื่อน และขณะเดียวกันก็ทราบว่ารุ่นพี่ไปเรียนประมงที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่แล้ว ทำให้มีกำลังใจดีขึ้น ศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจ เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปเรียนกวดวิชาอยู่ 1 เดือน ก็สอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผลสอบที่ประกาศคณะประมง ได้อันดับที่ 2 และได้รับทุนอุดหนุนการศึกษาด้วย และเนื่องจากสอบไม่ตกในรายวิชาใดๆ เลย จึงได้รับทุนตลอด 5 ปี ที่เรียนตามหลักสูตร เมื่อจบการศึกษา พ.ศ. 2506 มีหน่วยราชการ 2 แห่ง ที่ประสงค์จะรับเข้าทำงาน ท้ายสุดก็เลือกเข้าทำงานที่คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็รับเข้าทำงาน และเห็นว่ามีหน่วยก้านพอจะรับภาระที่มีอยู่สมัยนั้นได้ คือการเลี้ยงปลาในบริเวณมหาวิทยาลัย ซึ่งอดีตอธิการบดี คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจเป็นผู้ริเริ่มและดูแลมาแต่เดิม หลังจากท่านเกษียณอายุราชการ อาจารย์ที่ทำหน้าที่สืบทอดคือ อาจารย์แทน อิงคสุวรรณ ศาสตราจารย์จินดา เทียมเมธ และศาสตราจารย์เมฆ บุญพราหมณ์ ซึ่งสองท่านสุดท้ายให้ความไว้วางใจศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจเป็นคนดูแลการเลี้ยงปลาทั่วทั้งมหาวิทยาลัย ปลาที่เลี้ยงในสมัยนั้นคือ ปลาจีน ทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ปลาเฉา ปลาเล่ง ปลาซ่ง และปลาไน เป็นปลาราคาค่อนข้างแพง การเลี้ยงใช้วิธีใส่ปุ๋ย ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ช่วงนั้น เลี้ยงไก่มาก ปุ๋ยมูลไก่ขอได้ตลอด นำมาใส่บ่อเป็นระยะๆ ช่วยให้เกิดอาหารธรรมชาติปลาได้กิน เติบโตดี ช่วงต่อมามีงานวิจัย และงานสอนเพิ่มขึ้น แต่งานเลี้ยงปลายังเหมือนเดิม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สมัยที่ศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจ เรียนนั้นยังไม่ค่อยเจริญ ถนนหนทางเป็นดินเหนียว และมีต้นไม้มาก อาคารต่างๆ ไม่สวยและหนาแน่นเหมือนปัจจุบัน เมื่อมหาวิทยาลัยพัฒนามากขึ้น เนื้อที่ที่ใช้เลี้ยงปลาค่อยๆ ลดลงตามลำดับ จึงมีความคิดที่จะทดลองเพาะพันธุ์ปลาจีนทั้ง 3 ชนิดแรกให้ได้เอง เพื่อจะได้งดสั่งและนำเข้าพันธุ์ปลาจีนจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรซื้อพันธุ์ปลาในราคาที่ถูกลงไปเลี้ยงต่อไป การศึกษาวิจัยกระทำค่อนข้างเข้มข้น ใช้เวลา 3-4 ปี ก็พบกับความสำเร็จถึงขั้นกระทำเป็นการค้าได้ ความรู้ดังกล่าวได้เผยแพร่ไปสู่เกษตรกรอย่างกว้างขวางรวดเร็ว สมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทยเห็นว่าได้ทำคุณประโยชน์ควรได้รับผลตอบแทน จึงมอบประกาศนียบัตรให้เป็นรางวัล การเพาะขยายพันธุ์ปลาจีนได้เป็นรายแรกในประเทศไทย หลังจากนั้นได้เพาะขยายพันธุ์ปลาเศรษฐกิจอีกหลายชนิด ทำการวิจัยเรื่องกบ และตะพาบน้ำ ได้พบกับความสำเร็จ เผยแพร่ความรู้ไปสู่เกษตรกรเช่นกัน ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นนับร้อยล้านบาทต่อปี การทดลองเลี้ยงปลาดุกในบ่อคอนกรีตกลมระบบน้ำหมุนเวียน ได้ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในบางแหล่งได้ เพิ่มผลผลิตปลาดุกจากการเลี้ยงวิธีที่นิยมทั่วไปเมื่อใช้พื้นที่เท่ากันได้ไม่น้อยกว่า 600 เท่า เป็นที่สนใจของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำเป็นอย่างยิ่ง ในด้านอาหารสัตว์น้ำวัยอ่อน ได้มีโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเบลเยี่ยม 2 ระยะ รวม 8 ปี ทำการวิจัยเรื่องการเพาะเลี้ยง และคุณภาพของอาร์ทีเมียร์ หรือไรสีน้ำตาล ที่ใช้เป็นอาหารโดยตรงสำหรับสัตว์น้ำวัยอ่อน และใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์น้ำ โดยเฉพาะการอนุบาลลูกปลากะพงขาว ปลาปะการัง กุ้งกุลาดำ และกุ้งก้ามกราม ผลจากการวิจัย ทำให้การเลี้ยงสัตว์น้ำขยายตัว ทำผลผลิตส่งขายต่างประเทศ ทำเงินตราเข้านับพันล้านบาทต่อปี ระหว่างรับราชการ ได้เขียนตำรารวม 4 เล่ม และเอกสารที่เกี่ยวข้องอีกหลายเรื่อง หลายสถาบันทั้งในประเทศไทย และประเทศใกล้เคียง นำไปเป็นตำราการเรียนการสอน บทความบางเรื่อง เช่น Tiger Prawn Culture in Thailand and Its Impacts ทาง Mekong Committee นำไปให้ประเทศเพื่อนบ้านใช้เป็นบทเรียนในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำจนถึงปัจจุบันนี้ ตลอดอายุราชการ 35 ปี ศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจ ทำหน้าที่หลายอย่าง นับตั้งแต่บรรจุเข้ารับราชการในปีแรก นอกเหนือจากการสอน การวิจัย บริการทางวิชาการ และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมบ้างโดยอ้อม มีตำแหน่งหน้าที่ ดังนี้ คือ อาจารย์ตรี พ.ศ. 2506-2507 อาจารย์โท พ.ศ. 2507-2515 อาจารย์เอก พ.ศ. 2515-2519 เลขานุการคณะประมง พ.ศ. 2516-2518 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พ.ศ. 2519-2522 หัวหน้าภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ พ.ศ. 2518-2523 รองศาสตราจารย์ พ.ศ. 2522-2529 รองคณบดีคณะประมง พ.ศ. 2523-2526 คณบดีคณะประมง พ.ศ. 2526-2534 ศาสตราจารย์ ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง พ.ศ. 2532-2541 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับ คือ ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (พ.ศ. 2529) เหรียญจักรพรรดิมาลา (พ.ศ. 2531) ประถมาภรณ์ช้างเผือก (พ.ศ. 2532) มหาวชิรมงกุฎ (พ.ศ. 2535) มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (พ.ศ. 2540) ด้านครอบครัว ศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจ สมรสกับคุณจินตนา (อิ่มโอชา) ธารชลานุกิจ เกษตรรุ่น 18 มีธิดา 1 คน เรียนจบปริญญาโทสาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ขณะใกล้จะเกษียณอายุราชการ ศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจ ล้มป่วยอาการหนัก ภรรยาซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองคลังข้อมูลและสารสนเทศสถิติ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ลาออกจากราชการเพื่อดูแล อาการอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งอาการดีขึ้นเป็นลำดับ ศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจ เกษียณอายุราชการพอดี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2541 ภายหลังเกษียณแล้วศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจก็ยังไปที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทุกวัน ด้วยความตั้งใจที่จะช่วยมหาวิทยาลัยฯ จนกว่าจะหมดกำลังกาย ไม่หวังสิ่งตอบแทน เพราะถือว่าได้รับเงินบำนาญทุกเดือนก็เสมือนเงินเดือนเช่นกัน จึงต้องทำงาน แต่เป็นการช่วยงานด้วยความสมัครใจ เพื่อให้ข้อคิดเห็นตามประสบการณ์ มิได้ก้าวก่ายการบริหาร ทั้งที่ศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีอาหารสัตว์น้ำและที่สำหรับวิทยาลัยสิ่งแวดล้อม ตลอดจนยังรับเป็นที่ปรึกษาทำวิทยานิพนธ์ให้เกือบเต็มอัตราอาจารย์ปกติ ศาสตราจารย์วิทย์ ธารชลานุกิจ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 สิริอายุได้ 84 ปี แหล่งข้อมูล วิทย์ ธารชลานุกิจ. สัมภาษณ์, 21 ธันวาคม 2544. วิทย์ ธารชลานุกิจ. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2506.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

รองศาสตราจารย์วิฑูรย์ หงษ์สุมาลย์

รองศาสตราจารย์วิฑูรย์ หงษ์สุมาลย์ เกิดที่ตำบลวังบูรพาภิรมย์ อำเภอพระนคร จังหวัดพระนคร (ชื่อเรียกกรุงเทพมหานครในขณะนั้น) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2471 เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวน 6 คนของนายยืนยง และนางริ้ว หงษ์สุมาลย์ จบการศึกษามัธยมปีที่ 6 ในปีการศึกษา 2485 ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ และจบระดับเตรียมอุดมศึกษาปีที่ 2 จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาในปีการศึกษา 2488 (เนื่องจากภาวะสงครามจึงทำให้เรียนช้าไป 1 ปี) จากนั้นก็เข้าเรียนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วุฒิ วศ.บ. (ไฟฟ้า) ในปีการศึกษา 2492 เมื่อจบแล้วเข้าทำงานเป็นวิศวกรประจำโรงไฟฟ้าสามเสน ใช้เวลาว่าง (เนื่องจากทำงานเป็นกะ) กลับไปเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์อีกครั้ง ได้วุฒิ วศ.บ. (เครื่องกล) ในปีการศึกษา 2494 พ.ศ. 2495 ได้อ่านพบประกาศรับสมัครผู้มีวุฒิวิศวกรรมศาสตร์เข้าเป็นอาจารย์ในแผนกวิศวกรรมเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตร จึงมีความสนใจ ประกอบกับเคยมีเพื่อนที่เรียนวิศวะด้วยกัน แต่ตอนหลังเปลี่ยนมาเรียนที่เกษตร จึงคิดว่าน่าจะมีอะไรที่ดีๆ ที่เกษตรเป็นแน่ อีกทั้งการทำงานที่โรงไฟฟ้าสามเสนนั้นอยู่ในฐานะลูกจ้าง ไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการ ทั้งหมดนี้เป็นแรงดลใจ จึงได้เดินทางมาสมัครงานกับท่านอธิการบดีคือ คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ท่านอธิการบดีถามคำถามเพียงไม่กี่คำก็รับเข้าเป็นอาจารย์และให้ทำงานทันที ตอนนั้นต้องบรรจุในตำแหน่งนายช่างตรี แผนกโรงงานกองช่างกล กรมชลประทานซึ่งอยู่ในสังกัดกระทรวงเดียวกัน ปีถัดมาจึงมีตำแหน่งรับโอนมาเป็นอาจารย์ตรี วิชาที่สอนขณะนั้นคือ Farm Electricity และ Farm Building ใน พ.ศ. 2498 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นอาจารย์โท และได้รับทุนความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ และ Oregon State University ไปศึกษาระดับปริญญาโท จบใน พ.ศ. 2501 ได้ M.S. สาขา Electrical Engineering เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยก็เริ่มสอนวิชาฟิสิกส์พื้นฐานให้แก่คณะต่างๆ ในมหาวิทยาลัย ซึ่งได้แก่ คณะกสิกรรมและสัตวบาล คณะวนศาสตร์และคณะประมง ในขณะที่รองศาสตราจารย์วิฑูรย์ หงษ์สุมาลย์ ไปเรียนที่สหรัฐอเมริกานั้น มีอาจารย์จาก Oregon State University ชื่อ Dr. Bolinger มาช่วยสอนวิชาฟิสิกส์อยู่ก่อนแล้ว เมื่อสำเร็จการศึกษากลับมาจึงรับหน้าที่สอนต่อ เป็นอาจารย์คนไทยคนแรกในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่สอนวิชาฟิสิกส์ ถึงแม้จะจบด้านวิศวกรรมศาสตร์มาทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสอนวิชาฟิสิกส์แต่ประการใด เพราะผู้ที่เรียนวิศวกรรมศาสตร์นั้นต้องมีพื้นความรู้ทางวิชาฟิสิกส์เป็นอย่างดี และสามารถนำเอาวิชาฟิสิกส์ไปประยุกต์ในสาขาวิชาของตนได้ โดยเฉพาะด้านวิศวกรรมไฟฟ้าต้องใช้ความรู้ทางฟิสิกส์มาก พ.ศ. 2502 รัฐบาลได้ย้ายมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี และมีการปรับระบบภายในมหาวิทยาลัย การสอนวิชาฟิสิกส์จึงถูกเปลี่ยนสังกัดไปขึ้นกับแผนกวิศวกรรมเกษตร คณะกสิกรรมและสัตวบาล ใน พ.ศ. 2502 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นอาจารย์เอกสังกัดหน่วยงานเดิม พ.ศ. 2515 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เปลี่ยนสังกัดอีกครั้งไปขึ้นกับทบวงมหาวิทยาลัย มีการปรับปรุงโครงสร้าง และแบ่งหน่วยงานโดยขยายเป็นคณะต่างๆ มากขึ้น วิชาในสายวิทยาศาสตร์ถูกจัดรวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่เรียกว่า แผนกวิชา ขึ้นอยู่กับคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะก่อตั้งใหม่ นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนการสอนวิชาฟิสิกส์ที่เป็นหน่วยงานเอกเทศ และเป็นรากฐานมาจนถึงปัจจุบัน รองศาสตราจารย์วิฑูรย์ทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าแผนก เป็นผู้บุกเบิกจัดวางหลักสูตร ฯลฯ ถือว่าเป็นผู้ก่อตั้งภาควิชาฟิสิกส์ขึ้นมา ในสมัยนั้นมีอาจารย์ในแผนกวิชาฟิสิกส์เพียงไม่กี่คน ทุกคนจึงต้องรับภาระงานหนักคือ เกินกว่า 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ วิชาฟิสิกส์ที่เคยสอนมาในอดีตได้แก่ วิชาฟิสิกส์ทั่วไป I วิชาฟิสิกส์ทั่วไป II วิชาไฟฟ้าและแม่เหล็ก วิชาทฤษฎีไฟฟ้าแม่เหล็กเบื้องต้น วิชาอิเล็กทรอนิกส์ วิชาอิเล็กทรอนิกส์ II และวิชาเทอร์โมไดนามิก พ.ศ. 2512 หน่วยงานในคณะวิทยาศาสตร์ถูกเปลี่ยนชื่อจาก แผนกวิชา เป็น ภาควิชา จึงได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์ พ.ศ. 2514 เลื่อนตำแหน่งเป็นอาจารย์ชั้นพิเศษ และใน พ.ศ. 2517 มีตำแหน่งทางวิชาการเป็นรองศาสตราจารย์ ใน พ.ศ. 2524 คณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ได้ถูกแยกเป็นสองคณะคือ คณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์คณะหนึ่ง และคณะสังคมศาสตร์อีกคณะหนึ่ง จึงได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ตั้งแต่นั้นมา จนถึง พ.ศ. 2530 มาจนเกษียณอายุราชการ ใน พ.ศ. 2532 เนื่องจากจบมาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยจึงมอบหมายให้ดูแลงานอื่นๆ อีกหลายเรื่อง ตั้งแต่เริ่มเข้ารับราชการจนถึง พ.ศ. 2528 เช่น งานด้านไฟฟ้า และโทรศัพท์ส่วนกลางของมหาวิทยาลัย รับผิดชอบด้านการติดตั้ง เดินสายไฟฟ้าและโทรศัพท์ ทั้งในเวลาปกติและเมื่อมหาวิทยาลัยจัดงานประจำปีต่างๆ เช่น วันเกษตรแฟร์ งานพระราชทานปริญญาบัตร งานกาชาด เป็นต้น ทำให้งานเหล่านั้นดำเนินไปได้โดยไม่ติดขัด หรือขัดข้องในด้านสาธารณูปโภคแต่ประการใด นอกจากนั้นยังรับมอบหมายงานด้านอาคารสถานที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับงานไฟฟ้า และยังได้เป็นกรรมการดำเนินงานของสถานีวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระหว่าง พ.ศ. 2511-2530 โดยได้ออกสำรวจการรับส่งคลื่นวิทยุ ชนิดคลื่นพื้นดินในย่าน AM ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้เพราะมีสถานีวิทยุ มก. กระจายอยู่ทั่วทุกภาค ภาคกลางอยู่ที่หนองแขม ภาคเหนืออยู่ที่เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ขอนแก่น ภาคใต้อยู่ที่สงขลา จึงต้องออกวัดความแรงของคลื่นจากสถานีส่งเหล่านี้ เป็นงานวิจัยไปในตัว ต้องเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งบางแห่งทุรกันดาร บางแห่งเป็นพื้นที่อันตรายจากผู้ก่อการร้าย แต่เป็นงานที่ต้องทำติดต่อกันทุกๆ ปี จึงต้องเสี่ยงภัยเรื่อยมา นอกจากนั้นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังได้มอบหมายให้เป็นประธานอนุกรรมการฝ่ายหารายได้ในงานกาชาดหลายปี เพราะเห็นความสามารถที่หารายได้ให้แก่สภากาชาดได้มาก โดยเป็นอนุกรรมการกลุ่มแรกที่ได้จัดให้มีสลากกาชาด โดยมีรางวัลสูงเป็นเครื่องจูงใจ เช่น บ้านพร้อมที่ดิน รถยนต์ เป็นต้น ทั้งยังได้ระดมบุคลากรให้ร่วมมือร่วมใจช่วยงานกุศลนี้อย่างเต็มความสามารถ ได้ออกตรวจงานด้านไฟฟ้าและดูแลร้านสลากกาชาดด้วยตนเองทุกวัน โดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก เป็นการเสริมสร้างกำลังใจและความสามัคคีในการทำคุณประโยชน์แก่สังคมของบุคลากร มหาวิทยาลัยยังได้มอบหมายงานด้านอื่นๆ ให้ตามโอกาสอันควร เช่น เป็นที่ปรึกษาหน่วยบริการกลางระหว่าง พ.ศ. 2519-2520 เป็นคณะทำงานโครงการศึกษาและพัฒนาด้านพลังงานของมหาวิทยาลัย เป็นกรรมการจัดสอบไล่ส่วนกลางของมหาวิทยาลัย เป็นกรรมการออกข้อสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการของมหาวิทยาลัย ในสมัยแรกๆ เคยรับผิดชอบงานจัดทำตารางเรียนรวมทุกคณะ ในฐานะหัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์คนแรก ได้เป็นผู้วางรากฐานและหลักสูตรวิชาฟิสิกส์มาตั้งแต่ต้นรวมทั้งงานสอน ควบคุมการฝึกงานของนิสิต งานปกครองบุคลากร แก้ไขปัญหาต่างๆ ในภาควิชา เสริมสร้างความรักสามัคคีในหมู่คณะ รวมทั้งเป็นกรรมการออกข้อสอบคัดเลือกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของทบวงมหาวิทยาลัย รวม 15 ปี และยังมีงานวิจัยหลายเรื่อง ได้แก่ 1. เครื่องหุงต้มด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ จัดแสดงเป็นผลงานวิชาการในงานเกษตรแฟร์ โดยสาธิตการย่างไก่ และอบขนมเค้กเป็นส่วนใหญ่ มีผู้สนใจแวะเวียนเข้ามาชมและชิมไก่ย่าง ขนมเค้กตลอดเวลา 2. ฟืนอัดจากใบไม้กิ่งไม้แห้ง โดยใช้กิ่งไม้ใบไม้แห้งที่หน้าตึกฟิสิกส์ เป็นวัสดุทดลอง 3. สำรวจการเคลื่อนที่ของคลื่นวิทยุชนิดคลื่นพื้นดิน ในย่านความถี่ AM ของสถานีวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทั่วประเทศ ในฐานะหัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์ยังได้ทำหน้าที่เป็นพระอาจารย์ที่ปรึกษาของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ระหว่าง พ.ศ. 2521-2522 และทำหน้าที่คัดเลือกอาจารย์ผู้ถวายความรู้ทั้งภาคบรรยายและภาคปฏิบัติการ กับทั้งคอยดูแลให้คำปรึกษาแก่อาจารย์ผู้สอนเพื่อให้การถวายความรู้นั้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปรัชญาหรือแนวคิดในการทำงานก็คือ สำนึกในหน้าที่และรับผิดชอบในหน้าที่ เมื่อมหาวิทยาลัยมอบหมายงานใดให้ทำ ก็จะรีบปฏิบัติทันที ถือว่าเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สำนึกเสมอว่ามีพระองค์ท่านเป็นเจ้านายสูงสุด หลักในการถ่ายทอดความรู้ให้กับนิสิตเพื่อให้วิชาฟิสิกส์ซึ่งเป็นวิชาที่ยากทำให้ดูง่ายและเข้าใจง่ายก็คือ ทุ่มเทเวลาและใกล้ชิดนิสิต ให้โอกาสแก่นิสิตได้พบนอกชั้นเรียนเพื่อซักถาม ในระยะต้นนิสิตสาขาฟิสิกส์นั้นมีจำนวนไม่มากนักจึงทำได้สะดวก ถึงแม้ในระยะหลังจะมีผู้เรียนมากขึ้นก็ยังคงใช้หลักการเดียวกันในการถ่ายทอดวิชาความรู้ มีความประทับใจในการทำงานในตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาฟิสิกส์ เพราะได้รับใช้ประเทศชาติในหลายๆ ด้าน หลายๆ วงการ และหลายๆ อาชีพ เนื่องจากวิชาฟิสิกส์นั้นต้องสอนให้กับนิสิตหลายคณะ นิสิตสังกัดภาควิชาฟิสิกส์ที่จบไปแล้วประกอบอาชีพหลากหลายมาก และส่วนใหญ่ก็ได้นำวิชาฟิสิกส์ไปประยุกต์ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี เช่น เป็นผู้จัดการโรงงาน เป็นนักธุรกิจเสื้อผ้าส่งออก เป็นผู้ทำงานด้านคอมพิวเตอร์ เป็นนายธนาคาร บางคนไปเป็นคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ บางคนได้ไปศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์ได้เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เป็นต้น จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าผู้ที่จบทางฟิสิกส์ไม่ได้อยู่ในวงแคบๆ ของฟิสิกส์เท่านั้น แต่สามารถกระจายไปเรียนต่อในสาขาอื่นๆ หรือประกอบอาชีพอื่นได้มากมาย และล้วนแต่ประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งสิ้น ส่วนความประทับใจต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น เริ่มตั้งแต่ก้าวเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยใน พ.ศ. 2495 เป็นต้นมา ย้อนไปในอดีตสมัยนั้นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เปรียบเสมือนฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ เพราะภายในบริเวณรั้วมหาวิทยาลัยจะได้ยินเสียงไก่ เสียงหมู วัว และสัตว์เลี้ยงอื่นๆ รวมทั้งยังได้สัมผัสกลิ่นของสัตว์เหล่านั้น ทั้งยังมีบ่อปลา และพืชสวนครบวงจร สำนักงานอธิการบดีเป็นอาคารไม้ชั้นเดียวหลังย่อมๆ เท่านั้น อาคารเรียนก็เป็นเรือนไม้ บางวิชาต้องไปอาศัยห้องของกระทรวงเกษตรเป็นห้องเรียน บุคลากรในมหาวิทยาลัยขณะนั้นมีไม่มาก ส่วนใหญ่รู้จักคุ้นเคยทุกคน อาจารย์ของมหาวิทยาลัยแท้ๆ มีเป็นจำนวนนับสิบคนเท่านั้น นอกจากนั้นเป็นข้าราชการของกรมกองต่างๆ ในกระทรวงเกษตร แต่บัดนี้มหาวิทยาลัยเติบโตรุ่งเรืองขึ้นมาก มีบุคลากรหลายพันคน สภาพภายในมหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนแปลงไปมาก เกิดตึกเรียนสูงหลายๆ ชั้นขึ้นมากมาย ผู้คนก็ไม่คุ้นหน้ากัน จากประสบการณ์ที่ได้เคยสัมผัสกับบุคลากรรุ่นหลังๆ พบว่ามีช่องว่างระหว่างวัย เข้าใจว่าชนรุ่นหลังไม่ต้องการผูกพันกับอดีตหรือประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย และไม่เห็นความจำเป็นในการเรียนรู้เรื่องราวความเหนื่อยยากหรือความเสียสละของผู้เริ่มก่อตั้งมาในอดีต เนื่องจากเกษียณอายุราชการไปแล้วประมาณ 14-15 ปี จึงไม่สามารถคาดหมายอะไรได้จากนิสิตของมหาวิทยาลัย แต่หวังจะเห็นว่ามีลูกศิษย์ของเราได้ไปสอบแข่งขันโอลิมปิกได้เหรียญ ได้รางวัลกลับมาเป็นที่เชิดหน้าชูตา ในส่วนภาพรวมหวังจะเห็นบัณฑิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปสร้างชื่อเสียงทำคุณประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมในระดับชาติ หรือระดับนานาชาติ ส่วนเรื่องอาคารสถานที่ตึกรามที่เจริญพัฒนาขึ้นมานั้นความสำคัญรองลงมา เครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดที่ได้รับคือ ปถมาภรณ์ช้างเผือก และมหาวชิรมงกุฎ นอกจากนั้นยังได้รับพระราชทานเหรียญกาชาดสรรเสริญสูงสุด ในด้านครอบครัว รองศาสตราจารย์วิฑูรย์ หงษ์สุมาลย์ ได้สมรสกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุธี หงษ์สุมาลย์ (ประเสริฐวงศ์) ซึ่งเป็นอาจารย์ในสังกัดภาควิชาฟิสิกส์ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2508 มีธิดา 1 คน ขณะนี้กำลังศึกษาระดับปริญญาโท ที่ภาควิชาคหกรรมศาสตร์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แหล่งข้อมูล วิฑูรย์ หงษ์สุมาลย์. สัมภาษณ์, 26 มีนาคม 2545. วิฑูรย์ หงษ์สุมาลย์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตร, 2495.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์

ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2470 เป็นบุตรของ ร.ท. ถวิล เสถียรสวัสดิ์ ร.น. และนางประนิง เสถียรสวัสดิ์ จบการศึกษาระดับมัธยม 6 ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ จบมัธยม 8 ที่โรงเรียนไพศาลศิลป์ จบกสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2497 จบ M.S. (Horticulture) จาก Utah State University ประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2500 จบ Ph.D. (Plant Breeding) จาก Utah State University ประเทศสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2509 ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ สนใจเล่าเรียนในด้านกสิกรรมและสัตวบาล เพราะมีพื้นฐานเป็นชาวสวน ได้รับการปลูกฝังเกี่ยวกับการเกษตรมาตั้งแต่เยาว์วัย ประกอบกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีนโยบายช่วยเหลือการศึกษาเล่าเรียน แก่นักศึกษา โดยเฉพาะหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อธิการบดีในสมัยนั้น พยายามหารายได้จากผลิตผลในโครงการวิจัยต่างๆ เช่น การทำสวนผัก การเลี้ยงไก่เป็นอาชีพ การเลี้ยงปลาจีน เป็นต้น เพื่อเอามาส่งเสริมการเล่าเรียนแก่นิสิต ในขณะที่เรียนและทำงานไปด้วยนั้น อาจารย์ที่กรุณาอบรมให้ความรู้เป็นอย่างมากในขณะนั้น ได้แก่ อาจารย์ประวัติ สายทองสุข อาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ อาจารย์โกสินทร์ สายแสงจันทร์ ศาสตราจารย์ ดร. สุวรรณ เกษตรสุวรรณ เมื่อจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี สาขากสิกรรมและสัตวบาล จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2497 ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ เป็นผู้หนึ่งในกลุ่มอาจารย์รุ่นบุกเบิกภาควิชาพืชสวน ซึ่งมีอาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ เป็นผู้ริเริ่มและเป็นหัวหน้าภาควิชาพืชสวนคนแรก เมื่อ ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ กลับจากต่างประเทศใหม่ๆ ประมาณ พ.ศ. 2501 ประเทศไทยเกิดวิกฤตการทางการเมืองระหว่างประเทศ มีการตัดความสัมพันธ์ทางการฑูตกับประเทศจีน ทำให้ไม่สามารถจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ผักจากประเทศจีนได้ (จีนเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์พืชหลัก) ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ จึงได้เสนอโครงการวิจัยการผลิตเมล็ดพันธุ์ ได้รับทุนจากสถาบันวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2502 โดยได้รับความเอื้อเฟื้อจาก ศาสตราจารย์ ดร. เชื้อ ว่องส่งสาร หัวหน้ากองวัคซีนและซีรั่ม กรมปศุสัตว์ ให้ใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของกองวัคซีนและซีรั่ม ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่องานวิจัยดังกล่าว ได้ทำโครงการ Vegetable Seed Production ด้วยทุนจาก USOM ต่ออีก 2 ปี และในขณะเดียวกันได้ขยายพื้นที่ทำแปลงรวบรวมพันธุ์ไม้ผล ซึ่งในระยะนั้น ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ เป็นคณบดีคณะเกษตร คุณหลวงอิงคศรีกสิการ เป็นอธิการบดี ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ จนรวบรวมไม้ผลเป็นรูปเป็นร่าง จากนั้นได้ผลักดันให้ฝ่ายพืชไร่นามาทำการทดลองเกี่ยวกับข้าวโพด ข้างฟ่าง ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นพืชเศรษฐกิจในอนาคต ระยะแรกใช้เงินอุดหนุนงานวิจัยจาก USOM ต่อมาทุน Rockefeller Foundation มีนโยบายมุ่งเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับข้าวโพด ข้าวฟ่าง ในระยะต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่ไร่ธนฟาร์ม ที่ตำบลกลาง อำเภอปากช่อง จัดตั้งเป็นศูนย์วิจัยข้าวโพด ข้าวฟ่างแห่งชาติมาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงที่ ม.ล. ชูชาติ กำภู ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประมาณ พ.ศ. 2508 ท่านมีวิสัยทัศน์กว้างไกล เห็นว่าเฉพาะที่บางเขนแห่งเดียวคงจะไม่เพียงพอที่จะรองรับความเจริญของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ในอนาคตได้ จึงได้พิจารณาขยับขยายไปที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม อีกแห่งหนึ่ง โครงการขยายมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปสู่กำแพงแสนได้หยุดชะงักลง เนื่องจาก ม.ล. ชูชาติ กำภู ได้ขอลาออก ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ได้รับคำสั่งจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในสมัยที่คุณหลวงอิงคศรีกสิการกลับมาเป็นอธิการบดีอีกครั้ง ให้ดำเนินการพัฒนากำแพงแสนต่อ ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2512 งานในระยะแรกๆ คือการแก้ไขปัญหาที่ดิน (พ.ศ. 2512-2532) ควบคู่ไปพร้อมกับงานพัฒนา ทำให้การครอบครองปรปักษ์ที่ดินสาธารณะ ทางเลียบป่าช้า และที่ดินตกสำรวจ รวมประมาณ 150 ไร่ ใช้เวลาประมาณ 12 ปี ในการพัฒนาอาคารสถานที่ ตามโครงการเงินกู้ธนาคารโลก การช่วยเหลือแบบให้เปล่า จากรัฐบาลญี่ปุ่น และทุน Rockefeller Foundation ช่วยเหลือในด้านสถานีทดลอง การพัฒนาตามโครงการเงินกู้ธนาคารโลกเป็นการพัฒนาแบบเบ็ดเสร็จ มิใช่เฉพาะพัฒนาอาคารสถานที่เท่านั้น แต่รวมถึงพัฒนาบุคคล วัสดุ ครุภัณฑ์ ฯลฯ นับเป็นโครงการพัฒนาที่สมบูรณ์แบบที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสนเป็นเป้าหมายหลักเพื่อรองรับการศึกษาของ 4 คณะ คือ คณะเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ (เกษตรและชลประทาน) คณะสัตวแพทยศาสตร์ และคณะศึกษาศาสตร์ (เกษตร) รวมทั้งสาขาวิชาพื้นฐาน-วิทยาศาสตร์และห้องสมุด การพัฒนาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สู่กำแพงแสน เพื่องานวิจัยและเปิดสอนนิสิต ได้สำเร็จเป็นรูปร่างพร้อมปฏิบัติงานได้ในช่วง พ.ศ. 2522 ระหว่าง พ.ศ. 2522-2523 เป็นระยะเตรียมการเคลื่อนย้ายนิสิตจากบางเขนไปเปิดการเรียนการสอนที่กำแพงแสน โดยเฉพาะนิสิตคณะเกษตรเป็นการนำร่อง และได้มีการพัฒนาต่อเนื่องในทุกๆ ด้าน จนเป็นมหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบในปัจจุบัน ในช่วงเวลาที่ ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน แม้ว่างานบริหารทั่วไปจะเป็นงานหลัก มีความรับผิดชอบสูง ก็ยังมีเวลาแบ่งไปทำงานวิจัย ตามที่ทุ่มเทมาตลอดชีวิตการทำงาน เช่น โครงการเชื้อเพลิงเขียว ซึ่งเป็นช่วงที่โลกเกิดวิกฤตด้านพลังงาน เริ่มจากโครงการ พืชเพื่อการพลังงาน โดยขอทุนวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ต่อมาขอทุนจากสำนักงานพลังงานแห่งชาติ เพื่อวิจัยโครงการต่างๆ ได้แก่ เชื้อเพลิงแข็ง เชื้อเพลิงเขียว ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีการอัดแท่งชีวมวล โดยใช้ความร้อน และเชื้อเพลิงเหลว โดยเน้นที่น้ำมันทดแทนน้ำมันดีเซลหรือไบโอดีเซล นอกจากนั้นสำนักงานพลังงานแห่งชาติยังให้ทุนวิจัยเหมืองถ่านหินเพื่อการอุตสาหกรรม เน้นที่การนำถ่านหินอัดเป็นแท่ง การทำถ่าน Char จาก Low temperature carbonization และการทำก๊าซเชื้อเพลิง เชื้อเพลิงเขียว เป็นเชื้อเพลิงที่พัฒนามาจากพืช เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนฟืนและถ่าน เพื่อลดการตัดไม้ทำลายป่า ในขั้นแรกได้ทดลองนำเอาวัชพืช เศษพืชสดๆ มาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่ในกระบอกเหล็กอัดให้ชิ้นส่วนพืชจับกันแน่น แล้วกระทุ้งออกมาเป็นแท่งสีเขียว แล้วนำไปตากแห้ง ทดลองใช้ติดไฟง่าย แต่ควันมาก ก็ได้พัฒนาปรับปรุงต่อไปจนใช้งานได้ กองทัพบกให้ความสนใจ ได้ติดต่อขอความรู้และวิธีการทำเพื่อไปส่งเสริมและแจกจ่ายเครื่องอัดแท่งที่กองทัพบกได้ปรับปรุงแก่ชาวชนบทในโครงการอิสานเขียว ในระยะหลังๆ ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ได้พัฒนาเทคนิคการอัดแท่งให้สามารถนำไปใช้เป็นแท่งปุ๋ย แท่งอาหารสัตว์ แท่งเพาะเมล็ดพืช มีภาครัฐและเอกชนบางแห่งนำไปทำแท่งเพาะเมล็ด แท่งปลูก ออกจำหน่าย รวมทั้งได้ขอสิทธิบัตรเป็นของตนเองด้วย เชื้อเพลิงได้รับความนิยมจากต่างประเทศไม่น้อย มีประมาณ 20 ประเทศ ได้ติดต่อขอเทคโนโลยีมา เช่น ประเทศอังกฤษ แคนาดา และศรีลังกา เป็นต้น นอกจากงานบริหาร งานวิจัยต่างๆ มากมายแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ได้จับงานปลูกพืชวิธีไฮโดรโพนิคส์เพิ่มเติมหลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว เรื่อง การพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโพนิคส์ (Hydroponics) ได้รับทุนด้านพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นโครงการที่ 3 งานวิจัยสำเร็จตามเป้าหมาย ปัจจุบันกำลังเขียนเรื่องการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโพนิกส์ เขียนตำราและโครงการสารานุกรมไทย ในพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความรู้สึกของ ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ที่มีต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือเมื่อเศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ทั้งวิทยาเขตและสถาบันสมทบต่างๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คงก้าวหน้าดีขึ้น ควรเพิ่มสาขาวิชาใหม่ๆ ให้ทันกับการเจริญเติบโตของโลกในยุคโลกาภิวัฒน์ และเพื่อยกวิทยะฐานะของแต่ละวิทยาเขตและสถาบันสมทบ เราจะต้องพัฒนาทั้งอาคารสถานที่ และวิชาการให้เข้าสู่ระดับนานาชาติ (International) ให้มากขึ้น วิทยาเขตที่มีนิสิตตั้งแต่ 3,000 คน ขึ้นไปควรยกฐานะให้เทียบเท่ามหาวิทยาลัยอิสระ ปรัชญาในการงานของ ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์คือ ต้องศึกษาปัญหาในทางลึกว่า มันคืออะไร มีอะไรอยู่เบื้องหลัง ถ้ามันเกิดขึ้นจะแก้ปัญหาอย่างไร การแก้ปัญหาไม่ง่าย แต่ก็ต้องอดทน และแก้ให้ได้ โดยพิจารณาล่วงหน้าไปถึงอนาคตด้วย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องตามแก้ปัญหาซ้ำซาก จากการที่ ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ มุ่งมั่นสร้างความเจริญให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเฉพาะภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร และบุกเบิกพัฒนาวิทยาเขตกำแพงแสน จนเป็นปึกแผ่นมาจนปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้ขอพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิทยาศาสตร์การเกษตรให้ ใน พ.ศ. 2537 หลังจากศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์เกษียณอายุราชการ พ.ศ. 2530 แล้ว ก็ยังปฏิบัติงานให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทุกครั้งที่โอกาสจะอำนวย ศาสตราจารย์ ดร. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ มหาวชิรมงกุฎ ในด้านครอบครัว ศาสตราจารย์วัฒนา เสถียรสวัสดิ์ ได้สมรสกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อาภา (นามสกุลเดิม ชัยเนตร) เสถียรสวัสดิ์ มีธิดา 1 คน คือ นางสาวภาวนา เสถียรสวัสดิ์ แหล่งข้อมูล วัฒนา เสถียรสวัสดิ์. สัมภาษณ์, 8 มกราคม 2544. วัฒนา เสถียรสวัสดิ์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตร, 2497.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน

ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน เป็นคนจังหวัดธนบุรี เกิดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2463 อำเภอบางกอกน้อย ใน ครอบครัวของข้าราชการทหารที่ต้องมีการโยกย้ายไปทำงานในจังหวัดต่าง ๆ ตลอดเวลา ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้รับการศึกษาในชั้นประถมที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้ติดตามบิดามารับราชการในช่วงนั้น หลังจากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 2 ที่จังหวัดนครสวรรค์ และจบมัธยมศึกษาตอนต้นที่จังหวัดอยุธยา ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้เข้ามาศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในสายวิทยาศาสตร์ เพื่อนร่วมรุ่นที่มีชื่อเสียงคือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ จำลอง หะริณสุต อดีตคณบดี คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งยังคงคบหาเป็นกัลยาณมิตร จนกระทั่งปัจจุบัน หลังจากจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เรียนเตรียมแพทย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเรียนจบหลักสูตรชั้นปีที่ 2 ด้วยผลการเรียนที่ดี พร้อมที่จะข้ามฟากไปเรียนวิชาแพทยศาสตร์ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราช ตามที่ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้มุ่งหวังไว้ แต่เนื่องจากมีปัญหาทางด้านสุขภาพ ทำให้ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมานต้องพักการเรียนแพทย์ที่ค่อนข้างหนัก เปลี่ยนเส้นทางมาเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ และจบอนุปริญญาครูมัธยม สาขาวิทยาศาสตร์ในปี พ.ศ. 2484 ในช่วงนี้สุขภาพของ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ดีขึ้น ความตั้งใจที่จะเรียนแพทย์ก็ยังมีอยู่ โชคดีของ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ที่ได้พบกับนายสัตวแพทย์ ละออ คุ้มไพโรจน์ ซึ่งจบสัตวแพทยศาสตร์ จากประเทศอังกฤษ และทำงานร่วมกับบิดาของ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน และยังสอนนักเรียนสัตวแพทย์ที่โรงเรียนสัตวแพทย์กรมปศุสัตว์อีกด้วย อาจารย์ละออ คุ้มไพโรจน์ (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นไพโรจน์) ได้แนะนำให้ไปเรียนทางสัตวแพทย์ เนื่องจากเห็นว่า ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน เป็นผู้มีพื้นฐานการศึกษาดี เคยเรียนเตรียมแพทย์มาก่อน น่าจะทำประโยชน์ให้กับวิชาชีพสัตวแพทย์ ซึ่งเป็นวิชาชีพใหม่สำหรับประเทศไทย ในช่วงเวลานั้นคณะสัตวแพทยศาสตร์ สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีเพียงคณะเดียวในประเทศไทย ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้สอบสัมภาษณ์เพื่อเข้าเรียนโดยไม่ต้องผ่านการสอบข้อเขียนและจบการศึกษาใน พ.ศ. 2487 ด้วยคะแนนสูงสุด ได้รับรางวัลเหรียญทองตลอดหลักสูตร ได้รับปริญญาสัตวแพทยศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (เนื่องจากมีการย้ายคณะสัตวแพทยศาสตร์ ไปสังกัดมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ใน พ.ศ. 2484) หลังจากจบการศึกษา ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้เข้ารับราชการในกรมปศุสัตว์ ที่กองสัตวรักษ์ ต่อมาย้ายไปอยู่ที่กองค้นคว้าทดลอง (กองวัคซีนในปัจจุบัน) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการผลิตวัคซีนป้องกันโรคติดต่อที่ร้ายแรงในขณะนั้น คือ โรครินเดอเปสต์ (Rinderpest) หรือ โรคลงแดงและโรคบาร์โบน (โรคคอบวม หรือ เฮโมราจิคเซฟติซีเมีย) ในโคกระบือ โดย ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน เป็นคนแรกที่ได้ทดลองทำวัคซีนจากไข่สำหรับป้องกันโรคบาร์โบนในกระบือ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน อยู่ช่วยผลิตวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวจนกระทั่งโรคสงบและสามารถกำจัดโรครินเดอรเปสต์ให้หมดไปจากประเทศไทยได้ ต่อมา ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้ย้ายมาอยู่ที่กองวิชาการ และได้รับทุนจาก MSA (Mutual Secretary Agency) ไปดูงานที่สหรัฐอเมริกาทางด้านโรคสัตว์และปรสิต เป็นเวลา 1 ปี ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน เรียนรู้และเสริมสร้างประสบการณ์ จากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกาหลายแห่ง ได้แก่ University of Illinois, Texas A & M University และ University of Florida ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ยังได้แวะเยี่ยมชมศูนย์ชันสูตรโรคสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกาที่ CDC (Communicable Disease Center ณ เมือง Atlanta ในรัฐจอร์เจีย ศูนย์โรคสัตว์ของ Agricultural Research Service (ARS) ที่ Beltsville รัฐมารีแลนด์ ซึ่งความรู้และประสบการณ์ที่ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้รับมีประโยชน์ต่อการพัฒนาวงการสัตวแพทย์ไทยเป็นอย่างมาก มีการปรับปรุงพัฒนากองวิชาการ โดยจัดแบ่งสายงานเป็นฝ่ายต่างๆ เช่น พยาธิวิทยา ปรสิตวิทยา ชีวเคมี จุลชีวะ ไวรัส และอิมมูนวิทยา ตามแบบสากล และเริ่มงานศึกษาค้นคว้าวิจัยทางด้านปรสิตนับเป็นการบุกเบิกงานทางด้านนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน เริ่มจับงานทางด้านปรสิตหลังกลับจากการดูงานที่สหรัฐอเมริกา โดยเริ่มตรวจหาพยาธิตัวอ่อน microfilaria ในเลือดช้าง และศึกษาความร้ายแรงของพยาธิไส้เดือนในไก่ สำรวจโรคแท้งบลูเซลโลซีส โดยใช้ antigen ที่นำกลับมาจากสหรัฐอเมริกา ทำให้ทราบว่ามีโรคนี้ในประเทศไทย มีการพัฒนาการตรวจวินิจฉัยโรค จนสามารถควบคุมโรคนี้ได้ในเวลาต่อมา ตลอดจนศึกษาวิจัยปรสิตที่สำคัญ ๆ ในสัตว์เลี้ยง เช่น พยาธิใบไม้ในตับ พยาธิใบไม้ในกระแสโลหิต พยาธิในเม็ดเลือดแดง พยาธิเม็ดสาคูของโคกระบือ พยาธิใบไม้ลำไส้ พยาธิเม็ดสาคู พยาธิตัวจี๊ด พยาธิ Toxoplasma gondii พยาธิทริคิเนลล่า สไปราลีส ในสุกร นับเป็นการจุดประกายงานค้นคว้าวิจัยทางสาขาปรสิตอย่างจริงจัง ผลงานที่สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและชื่อเสียงให้กับ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน คือการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคทริคิโนซีส ในประเทศไทย ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน มีความสนใจเกี่ยวกับโรคนี้มาตั้งแต่ต้น โดยทำการสำรวจกล้ามเนื้อกระบังลมสุกรทั่วประเทศ ปรากฏว่าไม่พบโรค จนกระทั่งมีการระบาดของโรคนี้ที่ อ. แม่สะเรียง จ. แม่ฮ่องสอน ใน พ.ศ. 2505 ทำให้มีคนป่วยและเสียชีวิตหลายราย ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน จึงเริ่มกลับมาศึกษาอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง โดยสำรวจหาแหล่งโรคในจังหวัดต่างๆในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ และน่าน โดยขึ้นไปสำรวจสุกรของชาวเขาเผ่าต่าง ๆ เช่น ม้ง เย้า ลีซอ ฯลฯ ทำให้พบว่าสุกรของชาวเขาเป็นแหล่งแพร่ระบาดของโรคนี้ การเดินทางขึ้นไปสำรวจสุกรในครั้งนั้นต้องใช้ความอดทนเสียสละอย่างมากเพราะภูมิประเทศต้องใช้การเดินเท้าโดยตลอด บางครั้งต้องขี่ม้าเช่าจากชาวเขา ออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืดกว่าจะจบงานแต่ละวัน บางครั้งถึง 4-5 ทุ่ม ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้นำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจมาวางแผนการศึกษาวิจัยและหามาตรการในการป้องกันโรคนี้ต่อมา โดยเสนอรัฐบาลให้จัดตั้งหน่วย ทริคิโนซีส ในเขต 8 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อตรวจเนื้อสุกรก่อนที่จะนำไปจำหน่ายให้แก่ประชาชน ทำให้สามารถป้องกันการระบาดของโรคนี้อย่างได้ผล นอกจากนี้ผลงานการค้นคว้าวิจัยโรคนี้ทำให้ได้ข้อมูลทางวิชาการมากมาย เป็นที่ยอมรับในหมู่นักวิจัยทั้งภายในและต่างประเทศ ใน พ.ศ. 2511 ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้ย้ายมาอยู่ในคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ตามคำชวนของศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีและคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย เนื่องจากทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ขอโอนทรัพย์สินบุคลากรและงบประมาณของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปสังกัดคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงต้องจัดหาบุคลากรทรัพย์สินและงบประมาณเพื่อดำเนินการเรียนการสอนต่อไป ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณบดีใน พ.ศ. 2519 ต่อจากศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้ใช้ความรู้และประสบการณ์จากการดูงานที่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกามาพัฒนาปรับปรุงระบบการบริหารงานของคณะจนมีความเจริญก้าวหน้าเป็นลำดับ ในช่วงที่ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ดำรงตำแหน่งเป็นคณบดี เป็นช่วงที่สำคัญของคณะฯ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้นหลายอย่าง ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน เห็นว่าคณะสัตวแพทย์ ที่เกษตรกลางบางเขนนั้น เหมาะสำหรับที่จะให้บริการทางวิชาการแก่สัตว์เลี้ยงประเภทสุนัขและแมวเท่านั้น เพราะตั้งอยู่ในเมือง นับวันจะเจริญมากยิ่งขึ้น สัตว์เศรษฐกิจ เช่น โค กระบือ สุกร เป็ด ไก่ คงจะหมดไปทำให้นิสิตขาดประสบการณ์ทางด้านนี้ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน จึงคิดว่าคณะควรจะขยายงานออกไปสู่ชนบทเพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เอื้อประโยชน์แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ให้มากที่สุด ประกอบกับในช่วงนั้นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลจัดหาเงินกู้จากธนาคารโลกมาพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีการขยายสถานศึกษาไปตั้งเป็นวิทยาเขตที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม อาจารย์จึงได้โอกาสขยายงานไปที่วิทยาเขตแห่งใหม่ด้วย เพราะที่อำเภอกำแพงแสน และท้องที่โดยรอบมีสัตว์เลี้ยงประเภท สุกร และสัตว์ปีกอยู่มากพอสมควร น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน นอกจากจะขยายงานไปที่วิทยาเขตกำแพงแสนแล้ว ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ยังดำริว่าคณะน่าจะมีแหล่งสำหรับการเรียนการสอนและให้บริการทางวิชาการเกี่ยวกับโคนม ขณะนั้นในเขตตำบลหนองโพ จังหวัดราชบุรี มีการส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคนมกันเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม จึงเป็นแหล่งที่มีโคนมมากที่สุดในประเทศไทย แต่ยังขาดหน่วยงานที่จะให้บริการเกี่ยวกับสัตว์ป่วย มีแต่หน่วยผสมเทียมของกรมปศุสัตว์ที่ให้บริการอยู่ ทางคณะฯ จึงได้ติดต่อขอความร่วมมือจากสหกรณ์โคนมหนองโพ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ช่วยจัดสถานที่ให้ ซึ่งก็ได้รับความอนุเคราะห์เป็นอย่างดี โดยสหกรณ์ฯ ได้จัดซื้อที่ประมาณ 15 ไร่ เพื่อให้จัดสร้างโรงพยาบาลสัตว์ สำนักงบประมาณก็เห็นความสำคัญและประโยชน์ที่จะได้รับ จึงสนับสนุนงบประมาณจนการก่อสร้างได้แล้วเสร็จสมบูรณ์ สามารถให้บริการตรวจรักษาสัตว์ป่วยของเกษตรกร และเป็นที่ฝึกงานของนิสิตได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันนอกจากจะเป็นแหล่งให้บริการทางวิชาการและฝึกงานของนิสิตแล้ว โรงพยาบาลสัตว์หนองโพยังเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโคนมในประเทศไทยและเป็นสถานที่ฝึกอบรมเกี่ยวกับโคนมให้แก่เกษตรกร และบุคลากรของกรมปศุสัตว์โดยความร่วมมือของกรมปศุสัตว์ ในช่วงที่ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้ดำรงตำแหน่งคณบดีนั้น งานสัตวแพทยสาธารณสุขยังไม่ค่อยมีบทบาทมากนัก และยังไม่มีหน่วยงานใดดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ท่านมองเห็นว่างานนี้จะมีบทบาทสำคัญในอนาคต จึงได้จัดตั้งภาควิชาสัตวแพทยสาธารณสุข เป็นแห่งแรกและได้สนับสนุนให้กรม ปศุสัตว์จัดตั้งกองสัตวแพทยสาธารณสุข เพื่อเริ่มงานเกี่ยวกับโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนตลอดจนปัญหาสารตกค้างในเนื้อสัตว์ นม และผลิตภัณฑ์สัตว์ต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคซึ่งปัจจุบันได้เป็นปัญหาระดับชาติ มีผลกระทบต่อการส่งออกเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์สัตว์ ตลอดจนอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ ทั้งสัตว์บก และสัตว์น้ำ ทำให้รัฐบาลต้องรีบแก้ไขอยู่ในขณะนี้ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน สามารถมองปัญหาต่างๆ ได้ตั้งแต่ต้น จึงได้วางรากฐานล่วงหน้าไว้เป็นอย่างดี คณะจึงมีความพร้อมในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนการสอนการให้บริการทางวิชาการ ซึ่งมีหน่วยงานรองรับถึง 3 แห่ง ทำให้คณะสามารถผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อมในทุกด้านอย่างสมบูรณ์ ผลงานทั้งหมดที่ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้ทำไว้ นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการศึกษาทางสัตวแพทย์ สังคม และประเทศชาติ ถึงแม้ว่าอาจารย์จะไม่ได้เรียนและทำงานในสาขาวิชาที่อาจารย์มุ่งหวังไว้ตั้งแต่ต้น แต่อาจารย์ก็สามารถสร้างงานได้ผลเป็นอย่างดี โดยอาจารย์ได้ยึดหลักที่ว่า เราอาจจะไม่ได้ทำงานที่เรารัก แต่เราจะต้องรักงานที่เราทำ เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ยกย่อง ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์เกียรติคุณ ใน พ.ศ. 2523 นอกจากนั้นท่านยังได้รับพระราชทานปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2525 และสัตวแพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน พ.ศ. 2527 อีกด้วย ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน มีความประทับใจใน 3 บูรพาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือ คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ คุณพระช่วงเกษตรศิลปการ และคุณหลวงอิงคศรีกสิการเป็นอย่างยิ่ง ในข้อที่ว่า ทั้ง 3 ท่านต่างมีความรักใคร่นับถือกันเปรียบเสมือนพี่น้องไม่มีการแบ่งแยกหรือขัดแย้ง ทุกท่านเสียสละอย่างมากเพื่อความเจริญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดังนั้นในช่วงที่ ศาสตราจารย์ ดร. รำพึง ดิสสะมาน มาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านจึงได้พยายามสร้างความรักความสามัคคีในหมู่คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ หลังจาก ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน เกษียณอายุราชการแล้ว ก็ยังทำหน้าที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒในการ ประเมินผลงานทางวิชาการของอาจารย์ในการขอตำแหน่งทางวิชาการของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และของทบวงมหาวิทยาลัย ตลอดจนเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นอาจารย์พิเศษคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อยู่จนถึงปัจจุบัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รำพึง ดิสสะมาน ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2558 สิริรวมอายุได้ 95 ปี แหล่งข้อมูล รำพึง ดิสสะมาน. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2488.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ดร. ระดม เศรษฐีธร

ดร. ระดม เศรษฐีธร เกิดวันที่ 18 ตุลาคม 2465 ที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรของพระตราษบุรีศรีสมุทรเขตต์และนางตราษบุรีฯ นามสกุลเดิม เศรษฐีธร สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยใน พ.ศ. 2482 แล้วเข้าศึกษาต่อที่เตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แม่โจ้ อยู่ 2 ปี และสำเร็จการศึกษาระดับอนุปริญญาเกษตรศาสตร์ และใน พ.ศ. 2485 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์และสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วเข้ารับราชการในกรมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ประมาณ 10 ปี ระหว่างนี้ ดร. ระดม เศรษฐีธร ได้ย้ายไปรับราชการต่างจังหวัดด้วย เช่น จังหวัดสกลนคร และจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นต้น จนได้ไปดูงานต่างประเทศ เมื่อกลับจากต่างประเทศแล้ว ใน พ.ศ. 2504 ดร. ระดม เศรษฐีธร ก็โอนมารับราชการ เป็นอาจารย์ภาควิชาสหกรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์และสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อมา ดร. ระดม เศรษฐีธร ได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในคณะบริหารธุรกิจ อีกไม่นานนัก ดร. ระดม เศรษฐีธร ได้รับทุนการศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกทางสังคมศาสตร์ (Doctor of Philosophy) จาก Michigan University ใน พ.ศ. 2510 เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกแล้ว อาจารย์ ดร. ระดม เศรษฐีธร กลับมารับราชการที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์อีกต่อไป จากคณะเศรษฐศาสตร์และสหกรณ์ ก็ได้รับการแต่งตั้งให้มาทำงานที่บัณฑิตวิทยาลัย ในตำแหน่งเลขานุการ รองคณบดี รักษาการคณบดี ตามลำดับ จนกระทั่ง พ.ศ. 2522 ดร. ระดม เศรษฐีธร ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณบดี คณะสังคมศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะใหม่ อาจารย์จึงทำงานหนักในการวางรากฐานและพัฒนาคณะจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไปจนเกษียณอายุราชการ ใน พ.ศ. 2526 ผลงานทางด้านสังคมวิทยาและเศรษฐศาสตร์ ของ อาจารย์ ดร. ระดม เศรษฐีธร เป็นที่รู้จักในสถาบันอุดมศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน ในระดับนานาชาตินั้น อาจารย์ได้รับเชิญให้ทำงานร่วมกับผู้แทนของมหาวิทยาลัยในประเทศต่างๆ ที่มาประชุมกันที่ฮ่องกงเพื่อจัดตั้งภาคีสังคมศาสตร์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (แต่ต้องล้มเลิกเพราะขาดงบประมาณ) แต่ก็ได้ศึกษา ดูงาน สัมนาในการจัดการศึกษาทางสังคมและเศรษฐกิจที่สหรัฐอเมริกา เปอร์โตริโก สวีเดน เดนมาร์ก ไต้หวัน เกาหลี และญี่ปุ่น คุณสมบัติเด่นของ อาจารย์ ดร. ระดม เศรษฐีธร คือความอดทน อุตสาหะ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค นับเป็นตลอดเวลา 22 ปีที่ท่านรับราชการทั้งในสังกัดคณะเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ และคณะสังคมศาสตร์ ท่านได้ทำให้เพื่อนร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรคณะสังคมศาสตร์ตระหนักว่า ท่านได้อุทิศเวลาให้แก่งานอย่างเต็มความสามารถที่จะพัฒนาวางรากฐานที่มั่นคงให้แก่คณะสังคมศาสตร์ซึ่งเป็นคณะใหม่ของมหาวิทยาลัยในขณะนั้น อาจารย์ ดร. ระดม เศรษฐีธร จะเน้นการมองโลกในแง่ดี การเมตตา และการให้อภัย ขณะเดียวกันก็ต้องรักษากฎเกณฑ์ ระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัดด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำควบคู่กันได้ยาก ตัวอย่างประทับใจในกรณีนี้ได้จากการที่ท่านสามารถตัดความผูกพันฉัน พ่อ-ลูก ตัดสิทธิ์ลูกชายคนเดียวของท่าน มิให้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรเพราะขาดการฝึกซ้อมรับพระราชทานฯ ในปีที่ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานการฝึกซ้อมรับพระราชทานปริญญาบัตร แม้จะทำให้ลูกชายท่านเสียใจก็ตาม ความเป็นคนยุติธรรม เมตตา ขยันทำงานก็ทำให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของท่านทำงานด้วยความสบายใจ ไม่ต้องกลัวการถูกกลั่นแกล้งใดๆ หลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว อาจารย์ ดร. ระดม เศรษฐีธรยังมาออกกำลังกาย เล่นเทนนิสกับเพื่อนๆ ที่คุ้นเคยที่มหาวิทยาลัยอยู่เสมอ จนกระทั่งอาจารย์มีปัญหาเรื่องสุขภาพ จึงต้องพักผ่อนอยู่กับบ้าน อยู่กับครอบครัวอันอบอุ่น เนื่องจากบุตรของอาจารย์ ซึ่งเป็นนิสิตเก่าของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เช่นกัน แม้จะแต่งงาน แยกบ้านออกไป แต่ก็อยู่ในรั้วติดกับบ้านของอาจารย์นั่นเอง จึงมีหลานปู่เป็นเพื่อนและเป็นที่ชื่นใจ ชีวิตหลังเกษียณของ อาจารย์ ดร. ระดม เศรษฐีธร ดำเนินไปอย่างเป็นสุข-สงบ เป็นที่น่าพอใจ บ้านของอาจารย์ ดร. ระดม เศรษฐีธร หลังกระทัดรัดเงียบสงบ ตกแต่งแบบเรียบง่ายแต่น่าอยู่ สิ่งที่เด่นในห้องรับแขกก็คือ เปียโนหลังหนึ่งที่ให้ความเพลิดเพลินแก่อาจารย์ในยามว่าง การใช้ชีวิตของอาจารย์เป็นลักษณะแบบธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งพาวัดเป็นที่พักใจ การพยายามทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็กก็เป็นวิธีการแก้ปัญหาอย่างง่ายๆ ของอาจารย์ จึงไม่มีปัญหาคั่งค้างอยู่ในหัวใจ อาจารย์ ดร. ระดม เศรษฐีธร ได้กล่าวถึงความทรงจำที่มีต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ว่า …มีแต่ความรู้สึกที่ดีต่อมหาวิทยาลัยฯ คิดถึงวันเก่าๆที่เต็มไปด้วยความรัก ความมีน้ำใจความสามัคคีปรองดองกันฉันน้องพี่ ทำให้มหาวิทยาลัยฯ เป็นบ้านหลังที่สองของอาจารย์ และตั้งความปรารถนาให้ชาว มก. ปัจจุบัน มีความผูกพันกับมหาวิทยาลัย เช่นเดียวกัน สิ่งที่อาจารย์ ดร. ระดม เศรษฐีธร เป็นห่วงอยู่ขณะนี้ก็คือ การที่วัยรุ่นไทยมีนิสัยโน้มเอียงไปด้านวัตถุนิยมและบริโภคนิยม อาจารย์ ดร. ระดม เศรษฐีธร ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555 สิริรวมอายุได้ 89 ปี แหล่งข้อมูล ระดม เศรษฐีธร. สัมภาษณ์, 6 พฤศจิกายน 2543. ระดม เศรษฐีธร. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2489.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์เมฆ บุญพราหมณ์

ศาสตราจารย์เมฆ บุญพราหมณ์ เป็นบุตรของนายมหา และนางอิ่ม บุญพราหมณ์ เกิดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2465 ที่จังหวัดนครราชสีมา สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมต้นจากโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ได้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนเตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่แม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ขณะศึกษามีผลการเรียนยอดเยี่ยมจนได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ เมื่อจบจากโรงเรียนเตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แม่โจ้แล้ว ได้เข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ บางเขน ในคณะประมง ซึ่งขณะนั้น (พ.ศ. 2486) เปิดสอนเพียงระดับอนุปริญญา ได้รับอนุปริญญาทางการประมงใน พ.ศ. 2489 เมื่อสำเร็จการศึกษาหลักสูตรอนุปริญญาแล้ว ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในกรมประมง กระทรวงเกษตราธิการ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2490 ตำแหน่งพนักงานประมงจัตวา แผนกทดลองเพาะเลี้ยง กองบำรุง ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นพนักงานประมงสถานีบำรุงพันธุ์ 1 (บึงบรเพ็ด) จังหวัดนครสวรรค์ หลังจากนั้นเพียง 1 ปี มีคำสั่งให้ย้ายไปที่สถานีบำรุงพันธุ์ 2 (กว๊านพะเยา) อำเภอพะเยา (ต่อมาปรับเปลี่ยนเป็นจังหวัดพะเยา) ขณะที่รับราชการที่กว๊านพะเยาได้สมรสกับชาวพะเยา ชื่อคุณพวงแก้ว มีบุตร 3 คนคือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พูลวงษ์ บุญพราหมณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นายพร้อมพงษ์ บุญพราหมณ์ ทำงานที่บริษัท การบินไทย และนายสืบพงษ์ บุญพราหมณ์ ทำงานที่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์วิศวกรรม จำกัด ใน พ.ศ. 2496 ศาสตราจารย์เมฆ บุญพราหมณ์ ได้โอนจากกรมประมงมารับราชการในกรมมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ในตำแหน่งอาจารย์ตรี คณะประมง ในขณะเดียวกันได้รับอนุญาตให้ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ในคณะประมงไปด้วยพร้อมๆ กัน (พ.ศ. 2497-2498) เมื่อจบปริญญาตรีการประมงบัณฑิตแล้ว ได้รับทุนไปศึกษาต่อปริญญาโท สาขาวิชาการประมง ณ Oregon State University ประเทศสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2499-2501) เมื่อจบปริญญาโท (M.S. Fisheries) แล้ว ได้กลับมารับราชการเป็นอาจารย์ในคณะประมงต่อ จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ ชีวิตราชการของศาสตราจารย์เมฆ บุญพราหมณ์ ก้าวหน้าเป็นลำดับเริ่มตั้งแต่โอนย้ายจากกรมประมง มาบรรจุในตำแหน่งอาจารย์ตรีในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2496 ต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นอาจารย์โทและอาจารย์เอกใน พ.ศ. 2497 และ พ.ศ. 2506 ตามลำดับ ใน พ.ศ. 2511-2512 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองคณบดีคณะประมง และ พ.ศ. 2513-2514 รักษาการในตำแหน่งคณบดี จนในที่สุดได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณบดีคณะประมง เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2515 นับเป็นคณบดีคนที่ 14 ดำรงตำแหน่งคณบดี คณะประมงต่อเนื่องถึง พ.ศ. 2526 รวมเวลาตั้งแต่รักษาการในตำแหน่งคณบดีเป็นเวลายาวนานถึง 13 ปี ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2523 การเรียนการสอน และการวิจัย ในด้านการเรียนการสอนได้ปรับปรุงและขยายหลักสูตรในคณะประมง ซึ่งเดิมมีเพียงระดับอนุปริญญาให้มีการเรียนการสอนถึงระดับปริญญาตรี มีฐานะทัดเทียมกับคณะอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อได้มีโอกาสบริหารงานคณะในตำแหน่งหัวหน้าภาควิชา รองคณบดี และคณบดี ศาสตราจารย์เมฆ บุญพราหมณ์ ได้ถือโอกาสพัฒนาอาจารย์และบุคลากรไปพร้อมๆ กันกับการพัฒนาหลักสูตร ตลอดจนจัดเตรียมอุปกรณ์การเรียนการสอน และห้องปฏิบัติการเพื่อรองรับการเรียนการสอน จนสามารถขยายหลักสูตรไปจนถึงระดับปริญญาโท ในสาขาวิชาการประมง จนเป็นที่ยอมรับนับถือจากสถาบันการศึกษาอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ศาสตราจารย์เมฆ บุญพราหมณ์ นอกจากเน้นการพัฒนาไปที่การเรียนการสอนแล้ว ยังได้พัฒนางานวิจัยควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะในด้านการวิจัย ศาสตราจารย์เมฆ บุญพราหมณ์ ได้ทำวิจัย การเพาะพันธุ์ปลานานาชนิดด้วยกรรมวิธีฉีดฮอร์โมนเป็นผลสำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ได้แก่ปลาสวาย ปลาตะเพียน ปลาจีน ปลาลิ้น ปลาทรงเครื่อง และปลากระบอก เป็นต้น นอกจากนั้น ศาสตราจารย์เมฆ บุญพราหมณ์ ยังมีงานวิจัยสำคัญอีกหลายโครงการ เช่น การวิจัยการเลี้ยงปลาบู่ทราย การวิจัยผสมข้ามพันธุ์ปลาดุกและปลาสวาย โดยมีการวิจัยอย่างต่อเนื่องครบวงจร จนไปถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับปลาดุกลูกผสมที่เกิดจากปลาดุกอุยและปลาสวาย ตลอดจนการวิจัยเรื่องการเจริญเติบโตของปลาสวายที่เลี้ยงด้วยอาหารต่างชนิดกัน เป็นต้น นอกจากงานวิจัยเกี่ยวกับปลาแล้ว ศาสตราจารย์เมฆ บุญพราหมณ์ ยังสนใจในเรื่องของกบด้วย โดยได้มีการศึกษาอัตราการเจริญเติบโตของกบพื้นเมืองและกบบุลฟร็อก ผลงานวิจัยทุกๆ เรื่องที่ศาสตราจารย์เมฆ บุญพราหมณ์ ได้ลงมือทำจนเป็นผลสำเร็จ ได้นำไปสู่การใช้เป็นข้อมูลในการเขียนตำราเพื่อใช้ในการเรียนการสอน และการเผยแพร่สู่สาธารณชนเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพหลายเล่ม อาทิ • การเลี้ยงกบ จัดพิมพ์เผยแพร่โดยสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย ญี่ปุ่น • การเพาะพันธุ์ปลาด้วยกรรมวิธีฉีดฮอร์โมน จัดพิมพ์โดยสำนักเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ • การเลี้ยงปลา จัดพิมพ์โดยสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ • สัตว์เศรษฐกิจ ในชุดวิชาเกษตรทั่วไปของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช นอกจากการเรียบเรียงตำราเพื่อใช้ในการเรียนการสอนและการประกอบอาชีพแล้ว ศาสตราจารย์เมฆ บุญพราหมณ์ ยังได้รับเกียรติจากหน่วยงาน และองค์กรต่างๆ ให้เป็นวิทยากรบรรยายแก่สาธารณชนอยู่เสมอ โดยเฉพาะการบรรยายและสาธิตการเพาะพันธุ์ปลาด้วยกรรมวิธีฉีดฮอร์โมนแก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ข้าราชการจากประเทศลาว และคณะลูกเสือไทย เป็นวิทยากรฝึกอบรมอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแก่ประชาชน และยังได้รับเกียรติให้เป็นผู้เขียนอธิบายคำในหนังสือสารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ด้วยผลงานสอนและงานวิจัยที่ทรงคุณค่าทางด้านวิชาการประมง ตลอดจนงานบริหารทำให้ศาสตราจารย์เมฆ บุญพราหมณ์ ได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ในตำแหน่งในองค์กรต่างๆ อาทิ เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ กรรมการวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งชาติ กรรมการแผนการชีววิทยาแห่งชาติ กรรมการศูนย์ชีววิทยาไทย-เดนมาร์ก กรรมการบริหารวิทยาเขตกำแพงแสน กรรมการจัดตั้งสถานีฝึกนิสิตคลองวาฬและกำแพงแสน กรรมการฝ่ายปกครองมหาวิทยาลัย กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรรมการพัฒนาการเรียนการสอน กรรมการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรรมการออกข้อสอบผู้สมัครรับทุน ก.พ. ไปศึกษาต่อต่างประเทศ เป็นต้น ศาสตราจารย์เมฆ บุญพราหมณ์ ได้ทุ่มเทให้กับงานวิจัยและงานสอนมาโดยตลอด แม้เกษียณอายุราชการแล้ว ยังได้อุทิศตนเป็นอาจารย์พิเศษให้กับนิสิตคณะประมงอย่างต่อเนื่อง เป็นแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง ซึ่งอาจารย์สุจินต์ ดีแท้ อาจารย์ในคณะประมง ได้บันทึกไว้ใน ห้าทศวรรษมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ข้อสนเทศ งานวิจัย (หน้า 269-271) ว่า… ศาสตราจารย์เมฆ บุญพราหมณ์ มีพื้นความรู้ดีมากทางด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด โดยเฉพาะการขยายพันธุ์ปลาโดยกรรมวิธีผสมเทียม ท่านได้เขียนตำราเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และมีผลงานวิจัยมากมาย โดยเฉพาะการผสมเทียมทางด้านการฉีดฮอร์โมน ท่านเป็นบุคคลแรกของคณะประมง ที่มีผลงานวิจัยปรากฏเป็นหลักฐาน ซึ่งได้จัดพิมพ์ ใน พ.ศ. 2502 ท่านเป็นผู้นำในการสร้างทีมงานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของคณะทางด้านการผสมเทียม… รางวัลชีวิตที่ศาสตราจารย์เมฆ บุญพราหมณ์ ภาคภูมิใจที่สุดคือ การได้รับพระราชทานเครื่องราช อิสริยาภรณ์ ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (พ.ศ. 2524) ศาสตราจารย์เมฆ บุญพราหมณ์ ได้ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2532 สิริอายุ 67 ปี แหล่งข้อมูล งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์เมฆ บุญพราหมณ์. กรุงเทพมหานคร : วิคตอรี่เพาเวอร์พอยท์, 2533. เมฆ บุญพราหมณ์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2490.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

นายแพทย์ภิญโญ กัลยาณมิตร

นายแพทย์ภิญโญ กัลยาณมิตร เกิดเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2473 ที่ตำบลบุ่ง อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี บิดาชื่อนายเกษม กัลยาณมิตร มารดาชื่อนางข่ายทอง (อรจันทร์) กัลยาณมิตร นายแพทย์ภิญโญ กัลยาณมิตรสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจากโรงเรียนราษฎร์มิชชั่น จังหวัดอุบลราชธานี ระดับเตรียมอุดมศึกษาจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาเภสัชศาสตร์บัณฑิตและปริญญาแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ประกาศนียบัตรวิชาโรคจิตและประสาทจากโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา นิติศาสตร์บัณฑิตและรัฐศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช และเนติบัณฑิตจากเนติบัณฑิตยสภา นายแพทย์ภิญโญ กัลยาณมิตร เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่ศึกษา สนใจในสาขาวิชาต่างๆ มีผลการเรียนดีมาโดยตลอด มีความเป็นอยู่เรียบง่าย สมถะ เป็นผู้รักการอ่านและรักหนังสือมาก ชอบค้นคว้าหาความรู้ จึงมีความรอบรู้ในเรื่องต่างๆ มากมาย ทั้งเรื่องภาษา การแต่งโคลงกลอน ภายหลังสำเร็จการศึกษาจากคณะเภสัชศาสตร์ ได้เข้าทำงานที่แผนกอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข เมื่อเก็บเงินได้ระยะหนึ่งก็มาสมัครเข้าเรียนต่อที่คณะแพทยศาสตร์ เริ่มเข้ารับราชการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2503 ในตำแหน่งนายแพทย์โท สำนักงานเลขานุการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นนายแพทย์เอก (วันที่ 31 ตุลาคม 2510) รักษาการในตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต (วันที่ 14 กรกฎาคม 2518) เป็นนายแพทย์ 7 กองกิจการนิสิต สำนักงานอธิการบดี (22 มกราคม 2522) และเป็นรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต 2 ช่วง (วันที่ 1 ตุลาคม 2519 ถึงวันที่ 22 มกราคม 2522 และวันที่ 17 มีนาคม 2523 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2525) นอกจากนี้ ยังปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ของมหาวิทยาลัย เช่น สมาชิกสภาคณาจารย์ กรรมการสภามหาวิทยาลัย กรรมการบริหารวิทยาเขตกำแพงแสน ประธานกรรมการพิจารณาแก้ไขระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับนิสิต บ้านพักของทางราชการ กองทุนสวัสดิการเพื่อนิสิต เป็นหัวหน้าฝ่ายแพทย์และอนามัยสระว่ายน้ำจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ แม้เมื่อเกษียณอายุราชการแล้ว ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษด้านการแพทย์และเภสัชของมหาวิทยาลัย (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2534 จนถึง พ.ศ. 2545) นายแพทย์ประจำคนแรกและผู้ก่อตั้งสถานพยาบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก่อนปี 2500 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีสถานพยาบาลเป็นเพียงห้องปฐมพยาบาลเพื่อดูแลนิสิตที่อยู่หอพัก ในปี 2503 เมื่อนายแพทย์ภิญโญ กัลยาณมิตรเข้ามารับราชการ จึงนับเป็นนายแพทย์ประจำคนแรกของมหาวิทยาลัย ได้พยายามปรับปรุงและขยายงานของสถานพยาบาลเพื่อรองรับนิสิตและบุคลากรของมหาวิทยาลัยที่เพิ่มมากขึ้น ในปี 2510 จึงได้รับงบประมาณขยายห้องทันตกรรม โดยมีทันตแพทย์สมิต ทันตปาลิต เป็นแพทย์ประจำคนที่สอง ใน พ.ศ. 2513-2514 นายแพทย์ภิญโญ กัลยาณมิตร ได้ขยายงานสถานพยาบาลให้กว้างขวางขึ้นอีก โดยดำริจัดตั้งคณะแพทย์ โดยได้ติดต่อกับโรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลกลาง และโรงพยาบาลวชิรพยาบาล เพื่อเป็นสถานที่ฝึกงานแก่นิสิตแพทย์ จัดทำเป็นแผนการจัดตั้งเสนอ แต่ไม่สำเร็จ เพราะติดขัดเรื่องนโยบาย ต่อมาใน พ.ศ. 2524 จึงได้อาคารสถานพยาบาลใหม่ จากเงินกู้ธนาคารโลกเพื่อพัฒนามหาวิทยาลัย เพราะมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นหลายเท่า และตั้งชื่อว่า Health Care สถานพยาบาลของมหาวิทยาลัยจึงมีแพทย์ประจำพร้อมทั้งพยาบาลหลายคน บริการทั้งนิสิตและบุคลากรของมหาวิทยาลัย เป็นสวัสดิการที่ช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยประเภทคนไข้นอก และมีแพทย์พิเศษจากโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชและโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามาช่วยรักษาโรคต่างๆ ด้วย คุณหมอโญ ของชาวเกษตร นายแพทย์ภิญโญ กัลยาณมิตร เป็นผู้อุทิศตนเพื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อย่างแท้จริง เนื่องจากสมัยแรกเริ่มนั้น การมาอยู่ที่เกษตรกลางบางเขน ก็เหมือนการมาอยู่ป่า สองชั่วโมงจึงจะมีรถผ่านมาคันหนึ่ง บริเวณบางเขนไม่มีโรงพยาบาล ซึ่งทันตแพทย์สมิต ทันตปาลิตเล่าว่า นิสิตอยู่หอพักเป็นส่วนใหญ่ อาจารย์ประจำก็อยู่บริเวณบางเขน ไม่มีโรงพยาบาล อยู่ห่างไกลเป็นบ้านนอก เมื่อนิสิตมีกิจกรรมด้านกีฬา มีกีฬาทางน้ำ รักบี้ และฟุตบอล ต้องดูแลนักกีฬาทั้งหมด นักกีฬาอยู่คลุกคลีกับคุณหมอภิญโญตลอด คุณหมอดูแลทุกอย่างเป็นผู้เสียสละจริงๆ ไม่ทำคลินิกเลย พอตกเย็นอยู่ในมหาวิทยาลัย ดึกๆ ดื่นๆ เที่ยงคืนนิสิตไปเคาะเรียกที่บ้านพักเพราะไม่สบาย ใครมาชวนไปอยู่คลินิก คุณหมอก็ไม่ยอมไป นายแพทย์ภิญโญ กัลยาณมิตร มิใช่เป็นแพทย์ประจำตัวนิสิตเท่านั้น บรรดาอาจารย์ ข้าราชการ ตลอดจนสมาชิกในครอบครัวของข้าราชการก็ได้เป็นคนไข้ของคุณหมอ ช่วยดูแลสุขภาพรักษาพยาบาลและให้คำปรึกษาทั้งช่วยเหลือในเรื่องอื่นๆ เมื่อเดือดร้อน ชาวเกษตรศาสตร์จึงรู้จักและขนานนามว่า คุณหมอโญ พ่อพระของคนจน แม้เกษียณอายุราชการก็ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง นายแพทย์ภิญโญ กัลยาณมิตร เป็นอายุรแพทย์ จิตแพทย์ และเภสัชกร ฉะนั้นชาวเกษตรที่มาปรึกษาจึงมีทุกประเภท ดังที่อาจารย์จุไร กัลยาณมิตร ภรรยาของคุณหมอเล่าว่า สมัยก่อน สถานพยาบาลมีหมอเพียงคนเดียว ต้องรักษาได้ทุกโรค นอกจากอาการหนักมากก็ส่งโรงพยาบาล ไม่ได้รักษาแต่คนที่มารักษาเท่านั้น พ่อ แม่ ลูกๆ ของข้าราชการ ถ้ารู้ว่าไม่สบายก็จะฝากยาไปให้ ดึกดื่น เที่ยงคืน คนป่วย คนตาย ก็มาเคาะประตูเรียกขอใบรับรองแพทย์ได้ เพราะบ้านพักอยู่ในมหาวิทยาลัย ไม่เคยโกรธหรือโมโห นอกจากรักษาทางยาแล้ว ทางจิตใจก็รักษาได้ ให้คำแนะนำปรึกษาได้ทุกเรื่อง เป็นพ่อพระของคนจนด้วย เรื่องยา หมอเก่งมาก เพราะรู้ว่าใครๆ ก็พูดถึงตลอด เช่น ยาแก้แพ้แมลง ยาธาตุ ใครมีอะไรก็มาหารักษาและปรึกษาได้ทุกเรื่อง เพราะหมอเรียนวิชาโรคจิตและประสาทจากโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาด้วย เนื่องจากนายแพทย์ภิญโญ กัลยาณมิตรอยู่ในบ้านพักของมหาวิทยาลัยมาตลอด จนเกษียณอายุราชการ และไม่มีรายได้จากที่อื่น เพราะอุทิศตนให้กับงานของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาโดยตลอด ทันตแพทย์สมิต เล่าว่า คุณหมอทุ่มเทหมดตัว เงินไม่มีเหลือ เงินเดือนไม่พอทุกเดือน ต้องกลับไปขอคุณพ่อคุณแม่ที่บ้าน เงินเดือนแทบไม่พอใช้ เมื่อเกษียณอายุราชการจึงไม่มีบ้านเป็นของตนเอง ริเริ่มสอนวิชาสุขศาสตร์ในภาควิชาพลศึกษา เมื่อเริ่มเปิดสอนวิชาสุขศาสตร์ในภาควิชาพลศึกษา คณะศึกษาศาสตร์นั้น ภาควิชายังหาอาจารย์ผู้สอนไม่ได้ นายแพทย์ภิญโญ กัลยาณมิตรได้รับเชิญให้เป็นผู้สอนนิสิตชั้นปีที่ 1 ของภาควิชาพลศึกษา สอนอยู่นานกว่า 10 ปี จึงมีอาจารย์ของภาควิชาพลศึกษามาสอนแทน ผู้พัฒนางานกิจการนิสิต นอกจากปฏิบัติงานแพทย์แล้ว นายแพทย์ภิญโญ กัลยาณมิตร ยังปฏิบัติงานในด้านกิจการนิสิตมาโดยตลอด เช่น เป็นที่ปรึกษาชมรมกีฬา งานปกครองนิสิต งานแนะแนวนิสิต งานอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและบันเทิง งานฝึกฝนการรวมกลุ่มเพื่อการบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม เป็นต้น 1. ในด้านการพัฒนางานกิจกรรมนิสิตนั้น นายแพทย์ภิญโญ กัลยาณมิตร เป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทในการริเริ่มสร้างสรรค์เพิ่มบทบาทและโอกาสการพัฒนางานกิจกรรมนิสิตให้ผ่านพ้นวิกฤตในยุคการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมือง โดยดำเนินงานรูปพัฒนาที่เหมาะสมเข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เพิ่มความสำคัญของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันด้วยความคิดสร้างสรรค์พึ่งพา เห็นคุณค่าของความหลากหลายในความคิด เป็นแบบอย่างที่ดีของการพัฒนากิจการนิสิต 2. การพัฒนาสภาพแวดล้อมและเสริมสร้างบรรยากาศเพื่อเพิ่มโอกาสแห่งการเรียนรู้ โดยจัดมุมในบริเวณหอพักให้เป็นสถานที่เกื้อกูลบรรยากาศการศึกษาเรียนรู้ จัดตั้งชมรมนิสิตข้ามคณะและสาขาวิชาพร้อมกลุ่มอาจารย์ที่ปรึกษา ช่วยเพิ่มศักยภาพและคุณภาพการศึกษา 3. การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนางานแนะแนวนิสิตโดยให้ความสำคัญต่อการศึกษาปัญหาและแนะแนวทางแก้ไขปัญหาแก่นิสิตเป็นรายบุคคล โดยพัฒนาระบบงานและเจ้าหน้าที่แนะแนวการศึกษา และแนวทางการประกอบอาชีพให้แก่นิสิต 4. การพัฒนางานด้านสุขภาพอนามัยและสวัสดิการของมหาวิทยาลัย เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการดูแลและรักษาสุขภาพพลานามัยของอาจารย์ ข้าราชการ นิสิต ตามหลักการแพทย์ และตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา โดยสนับสนุนการกีฬาทุกประเภทตามความถนัดและความสนใจของนิสิตทุกแขนง 5. งานอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและบันเทิง (ดนตรีไทยและสากล) การจัดงานไหว้ครู การรดน้ำดำหัวในเทศกาลสงกรานต์ การจัดงานวันลอยกระทง 6. การฝึกฝนการรวมกลุ่มเพื่อการบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยจัดกลุ่มนิสิตอาสาพัฒนาสู่ท้องถิ่นต่างๆ ศาสตราจารย์ ดร. ศุภมาศ พนิชศักดิ์พัฒนา อดีตประธานชุมนุมวรรณศิลป์ อ.ม.ก. ได้กล่าวถึงนายแพทย์ภิญโญ กัลยาณมิตร ไว้ว่า อาจารย์ในเกษตรไม่มีผู้ใดผูกพันใกล้ชิดกับนิสิตมากเท่ากับอาหมอ ไม่มีใครที่ให้ทั้งการสอนหนังสือ การสอนงานวรรณศิลป์ การดูแลรักษาพยาบาลยามเจ็บไข้ แม้อุทิศตนให้กับงานกิจกรรมนิสิตได้เท่ากับอาหมอ จนอาหมอได้เป็นรองอธิการบดี อาหมอจึงเกิดมาเพื่อเป็นหมอของชาวเกษตรโดยแท้ คุณหมอรักสีเขียวยิ่งกว่าลูกเกษตรแท้ๆ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ได้เขียนคำไว้อาลัยคุณหมอภิญโญ กัลยาณมิตรไว้ความตอนหนึ่งว่า เมื่อนึกถึงคุณหมอภิญโญครั้งใด ก็จะมองเห็นแต่ความดีความงามในรั้วเกษตรหรือรั้วสีเขียว คุณหมอภิญโญมิใช่ลูกสีเขียว แต่รักสีเขียวยิ่งกว่าลูกเกษตรแท้ๆ เสียอีก คุณหมอภิญโญจะไปเชียร์ให้กำลังใจนักกีฬามหาวิทยาลัยเกษตรตลอดเวลา คุณหมอเพียบพร้อมไปด้วยความรักเกษตร ความรักกีฬาและความรักกวีนิพนธ์โดยได้ประพันธ์บทกวีในงานพิธีเกษตรไว้มากมาย นายแพทย์ภิญโญ กัลยาณมิตร ได้มีคุณูปการต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่างๆ มากมาย จนเกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2534 นายแพทย์ภิญโญ กัลยาณมิตรได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหรียญทวีติยาภรณ์ช้างเผือก เหรียญรัตนาภรณ์ ชั้นที่ 4 และเหรียญจักรพรรดิมาลา ได้สมรสกับอาจารย์จุไร (แต่สกุล) กัลยาณมิตร มีบุตรธิดา 2 คน นายแพทย์ภิญโญ กัลยาณมิตร ได้ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2545 สิริอายุได้ 72 ปี แหล่งข้อมูล สมิต ทันตปาลิต และจุไร กัลยาณมิตร. สัมภาษณ์, 23 มกราคม 2545. ภิญโญ กัลยาณมิตร. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2503.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

รองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์

รองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2477 ที่หนองจะบก อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรของ พ.ต. หลวงไพรีพ่ายฤทธิ์ (สื่อสาร) และนางไพรีพ่ายฤทธิ์ (บุญหนุน) เรียนชั้นประถม และมัธยม ที่บ้านเกิด คือชั้นประถม (ป. 1-ป. 4) โรงเรียนเทศบาลวัดสมอราย ชั้นมัธยมต้น (ม. 1-ม. 3) โรงเรียนศิริวิทยากร ชั้นมัธยมปลาย (ม. 4-ม. 6) โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย จบประโยคอาชีวศึกษา แผนกเกษตรกรรม ที่แม่โจ้ เชียงใหม่ (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยแม่โจ้) จบกสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิต (กส.บ.) สาขาสัตวบาล จบมหาบัณฑิต (กส.ม.) สาขาพฤกษศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศึกษาด้วยตนเอง ได้ประกาศนียบัตรประโยคครูพิเศษมัธยม (พ.ม) อุปสมบท เมื่อ พ.ศ. 2505 ที่วัดอีสาน นครราชสีมา เป็นสัทธิวิหาริก ของพระอนุศาสน์โกศล ได้ฉายา ชุตินธโร เป็นอันเตวาสิก ของท่านอาจารย์ปัญญานันทภิกขุ โดยมาศึกษาธรรมกับท่าน 2 เดือน ณ วัดชลประทานรังสฤษฎ์ จังหวัดนนทบุรี ด้วยอุดมการณ์ ด้วยความมุ่งมั่นมาตั้งแต่เป็นนักเรียนมัธยม บัณฑิตหนุ่มจากรั้วสีเขียวคนนี้เชื่อว่า ถ้าคนมีปริญญากระจุกกันอยู่ในกรุงเทพฯ ประเทศชาติจะเจริญได้อย่างไร ประเทศไทยก็คือกรุงเทพมหานคร เท่านั้น ส่วนต่างจังหวัดอยู่นอกสายตา ได้รับการเหลียวแลเพียงผิวเผิน เก็บเสื้อครุยใส่กระเป๋า กลับโคราชบ้านเกิด เลือกอาชีพครู เพราะเป็นข้าราชการที่ไม่ต้องโยกย้ายไปไหน ทำงานไปได้ตั้งแต่หนุ่มจนแก่ในที่เดิม ดังที่เห็นๆ กันอยู่ในสมัยนั้น ชีวิตส่วนตัวลิขิตเองได้ แต่ชีวิตการงาน มีฟ้า มีดิน ฉะนั้นสิบปีต่อมาจึงระเห็จจากวิทยาลัยครูนครราชสีมา (ปัจจุบันคือสถาบันราชภัฏนครราชสีมา) ไปอยู่วิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยมหาสารคาม) เมื่อมีการโยกย้ายครั้งที่ 1 ได้ ก็ย่อมมีครั้งที่ 2 ที่ 3 ได้ อย่ากระนั้นเลยกลับสู่อ้อมอกแม่ดีกว่า จึงเข้ามาเป็นอาจารย์อยู่ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนเกษียณอายุราชการ รองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์ เป็นนิสิตเกษตร รุ่นที่ 14 ศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระดับปริญญาตรี หลักสูตร 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2497-2502 ระดับปริญญาโท 2 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2507-2509 และทำงานที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 26 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2512-2538 สรุปแล้วครึ่งหนึ่งของชีวิตที่ผ่านมา อยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็มีทั้งสุข และทุกข์ มีดีใจ เสียใจ คละเคล้ากันไป อันเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ความประทับใจในขณะที่เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อันดับแรกคือ ประทับใจในตัวของอาจารย์หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ซึ่งรู้จักชื่อ ได้ยินเสียงมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยมที่จังหวัดนครราชสีมา ในสมัยนั้นไม่มีโทรทัศน์ สื่อที่ถึงชาวบ้านคือ วิทยุกระจายเสียง หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ จะแนะนำให้รู้จักมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทางวิทยุ ท่านพูดจนคนฟังเกิดภาพพจน์ว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งนี้ มีบรรยากาศที่น่ารื่นรมย์ น่าอยู่ น่าเรียนอย่างไร นิสิตเรียนวิชาอะไรกันบ้าง ในแต่ละวัน นิสิตเขาทำอะไรกัน กินอะไร เล่นอะไร นอนที่ไหน หอพักเป็นอย่างไร เมื่อฟังแล้วก็เกิดความอยาก คืออยากเข้ามาเรียน ปลาบปลื้ม ปิติเป็นอย่างยิ่ง เมื่อสามารถผ่านการสอบคัดเลือกเข้ามาเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ เมื่อเข้ามาแล้ว และมาเห็นตัวจริงของอาจารย์หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจก็ยิ่งประทับใจ ท่านเป็นคนทำงาน เพื่องานจริงๆ ท่านทำงานโดยไม่มี เวลาราชการ หมายความว่า ไม่มีเวลาเข้างาน เวลาเลิกงาน เพราะท่านทำราชการตลอดเวลา บ้านพักของท่านอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นิสิตก็อยู่หอพักในมหาวิทยาลัย นิสิตจึงซึมซับพฤติกรรมการทำราชการของท่านได้อิ่มเต็มสมบูรณ์ จนสามารถกล่าวได้ว่า ลูกศิษย์ของอาจารย์หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจจะทำงานตามเนื้องาน ทำให้เสร็จ ทำให้ดีที่สุด ไม่ใช่ทำตามเวลาราชการ ทำไปดูนาฬิกาไป เมื่อศิษย์ย้อนมาดูตัวเองก็พบว่า แม้จะพยายามเอาอย่างการทำงานของอาจารย์หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ แต่ก็ทำงานได้ไม่ถึงหนึ่งในสิบของท่าน ดังนั้น จึงพึ่งพาท่านอยู่ตลอดมา แม้ทุกวันนี้ก็ยังพึ่งอยู่ ที่พึ่งท่านนั้นส่วนมากก็เป็นเรื่องภายในรั้วมหาวิทยาลัย ถ้าใครทำอะไรดีๆ ให้กับมหาวิทยาลัย หรือใครทำอะไรร้ายๆ ให้มหาวิทยาลัยถดถอย ก็จะนำธูป 3 ดอกไปจุดหน้าอนุสาวรีย์ของท่าน แล้วเรียนให้ท่านทราบแบบศิษย์ไปรายงานหน้าชั้นบ้าง หรือแบบศิษย์ฟ้องครูบ้าง แล้วแต่กรณีไป อาจารย์ท่านที่สองที่ประทับใจคือ อาจารย์หลวงสมานวนกิจ ราชทินนามของท่านบ่งบอกอยู่แล้วว่าเกี่ยวกับวนศาสตร์ เกี่ยวกับป่าไม้ ก่อนที่ท่านจะเข้ามาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านเป็นอธิบดีกรมป่าไม้มาก่อน ท่านเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่า สมัยท่านเป็นอธิบดีได้ถูกขอร้องให้ลงนามอนุมัติสัมปทานป่าไม้แปลงหนึ่ง แต่ท่านไม่เห็นด้วย จึงมีการขอร้องโดยมีค่าตอบแทนเป็นเงินนับล้านบาท แต่ท่านก็ไม่ยอมรับ นิสิตจึงถามว่าเมื่ออาจารย์ไม่รับ เขา ว่าอย่างไรครับ ท่านตอบว่า เขาก็ส่งอาจารย์มาเป็นอาจารย์พวกเธอนี่ไง พวกเราฟังแล้วปลาบปลื้มและภาคภูมิใจในอาจารย์ของเราอย่างยิ่ง สมัยก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้สอบรวม ดังนั้น เด็กฝาก เด็กเส้น ก็เป็นเรื่องเกิดขึ้นได้ วันหนึ่งขณะนั่งเรียนวิชาการเลี้ยงผึ้ง ซึ่งอาจารย์เปิดสอนพิเศษในช่วงเดือนเมษายน ก็มีคนขับรถมาจอดหน้าห้องเรียน ซึ่งเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว คนขับรถนำซองจดหมายมายื่นให้ อาจารย์รับแล้วหายเข้าไปในห้องทำงานที่อยู่ติดกับห้องเรียน สักครู่หนึ่งก็กลับออกมาพร้อมกับยื่นซองให้คนขับรถไป เมื่อรถเคลื่อนออกไปแล้ว ท่านก็เล่าว่าท่านรัฐมนตรีให้คนขับรถมาถามเรื่องเด็กที่ฝากเข้าเรียน พวกเราก็กะเก็งกันว่าอาจารย์คงไม่ช่วยเหลือแน่ๆ เพราะเรื่องอภิสิทธิ์อิทธิพลทั้งหลายเข้าใกล้อาจารย์ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ก็แกล้งถามไปว่า แล้วอาจารย์ช่วยหรือเปล่าครับ อาจารย์ตอบว่า ช่วยซิ ! เพราะท่านเป็นรัฐมนตรี เป็นผู้บังคับบัญชาเราโดยตรง จะไม่ช่วยท่านได้อย่างไร พูดแล้วก็กวาดสายตามายังพวกเราทุกคนเพื่อดูปฏิกิริยา ท่านคงอยากเห็นความสิ้นหวัง ความผิดหวังของลูกศิษย์หลายๆ คนเป็นแน่ จึงทอดระยะนานอยู่ แล้วจึงกล่าวต่อไปว่า อาจารย์เขียนตอบไปว่า เด็กที่ใต้เท้าฝากมานั้นสอบเข้าไม่ได้ พวกลูกศิษย์ถอนหายใจ แล้วก็ถามกลับไปว่า ไหนอาจารย์ว่าอาจารย์ช่วยท่าน แล้วทำไมเด็กของท่านเข้าไม่ได้เล่าครับ คำตอบมีว่า อาจารย์ช่วยอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าช่วยก็ทำให้ผู้มีความรู้ความสามารถเสียโอกาสไป 1 คน พวกลูกศิษย์ก็สงสัยอีกว่า แล้วอาจารย์ช่วยอะไรท่านรัฐมนตรี ท่านก็เฉลยว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะประกาศผลการสอบคัดเลือกวันพรุ่งนี้ อาจารย์ให้สิทธิพิเศษท่านรัฐมนตรีได้ทราบผลการสอบก่อนคนอื่น 1 วัน อย่างไรเล่า ! ฟังแล้วก็รู้สึกว่าตนมีบุญ มีวาสนาที่ได้มาเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์หลวงสมานวนกิจ อาจารย์ที่ประทับใจเป็นพิเศษอีก 1 ท่าน คือ ศาสตราจารย์ ม.ร.ว. ชวนิศนดากร วรวรรณ ลูกศิษย์เรียกว่า อาจารย์หม่อม เป็นอาจารย์ที่มีความรู้ยอดเยี่ยม ลูกศิษย์ของท่านจะต้องรู้กว้างและรู้ลึก ฉะนั้น ท่านจึงบังคับกลายๆ ให้เรียนวิชาโน้น วิชานี้ พวกนิสิตก็ร้องว่าหน่วยกิตที่ลงเรียนเกินแล้ว คือเกินกว่าจำนวนที่หลักสูตรกำหนด ท่านก็เฉยเสีย ครั้นจะไปอ้างว่า ไม่มีเงินจ่ายค่าหน่วยกิตก็ไม่ถนัด เพราะเพียง 5 บาทเท่านั้น 5 บาทสมัยนั้น ก็ซื้อไข่ไก่ได้ 10 ฟอง และหากขัดสนจริงๆ ก็ไปรับจ้างภาควิชาทำงานก็ได้ โดยจ่ายค่าแรงให้วันละ 8 บาท เรื่องเคี่ยวเข็ญให้นิสิตเรียนมากๆ นี้ มาเห็นประโยชน์ภายหลัง ประการแรกคือ ทำให้คุ้นเคยกับการเรียนหนัก ทำงานหนัก เมื่อออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปแล้ว เรื่องหนักๆ ทั้งหลายที่ประดังเข้ามาจึงปักหลักสู้ได้ไม่ท้อถอย อีกประการหนึ่งการเรียนหนัก กับการทำงานหนักเป็นสิ่งที่คล้ายกันคือ เรียนมากก็รู้มาก ทำงานมากก็มีประสบการณ์มาก เมื่อคนเรามากไปด้วยความรู้และประสบการณ์ ชีวิตนี้ย่อมเป็นสุข มีโอกาสเพลี่ยงพล้ำได้ยาก นอกจากเรื่องเรียนเพื่อให้ได้ปริญญาแล้ว อาจารย์หม่อมยังสอนเรื่องการเข้าสังคมด้วย เช่น จ้างครูมาสอนลีลาศให้ จัดฝึกมารยาทบนโต๊ะอาหาร ทั้งในฐานะผู้นั่งรับประทาน และผู้ให้บริการคือ เป็น เด็กเสิร์ฟ ได้ด้วย ซึ่งต้องรู้ว่า อาหาร เครื่องดื่ม เสิร์ฟทางขวา ยกเว้นขนมปังเสิร์ฟทางซ้าย ฯลฯ ลูกศิษย์ของอาจารย์หม่อมเมื่อไปนั่งโต๊ะอาหารที่มีช้อน ซ่อม มีด วางเรียงกันเป็นแพทั้งซ้าย ขวา พร้อมกับแก้วอีกหลายใบ ก็จะหยิบได้ถูกต้อง ไม่ปล่อยไก่ไปหยิบแก้วน้ำด้านซ้ายขึ้นมาดื่ม เพราะนั่นเป็นของคนที่นั่งข้างซ้ายของเรา ไม่ใช้ซ่อมจิ้มขนมปังมาหั่นเป็นชิ้นๆ ในจาน ให้คนร่วมโต๊ะต้องกลั้นหัวเราะ ยังมีมารยาทอื่นๆ อีกมากมายที่ท่านฝึกและสอน จนทำให้เด็กบ้านนอกทั้งหลายมีความมั่นใจเต็มร้อยเมื่อต้องเข้าสังคม เมื่อต้องไปนั่งโต๊ะอาหารหรูๆ ในพิธีต่างๆ รวมทั้งมีความมั่นใจในการพูดจา ในการแสดงออก การจบปริญญาและมีความรู้เฉพาะที่เขียนไว้ในหลักสูตรย่อมไม่สามารถชุบชีวิตเราให้เป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพได้ การมีอาจารย์เก่ง อาจารย์ดีนับว่ามีโชค แต่อาจารย์ที่ไม่ดีในมุมมองของศิษย์ก็มีเหมือนกัน เราจะไม่มองข้ามท่านเหล่านั้น แต่จะจดจำเอาไว้ พร้อมกับเตือนตนเองว่าเราจะไม่ทำอย่างนั้น เราจะไม่คิดอย่างนั้น ศิษย์เคารพอาจารย์ประเภทหลังนี้เช่นกัน เพราะถ้าไม่มีท่านเหล่านี้เราจะเห็นความแตกต่างระหว่างกลางวันกับกลางคืนได้อย่างไร เมื่อจบปริญญาตรี รองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์ได้ออกไปรับราชการอยู่ต่างจังหวัดแล้วจึงโอนมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการทำงานยึดหลักว่า ทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุดเป็นความสุขอย่างยิ่ง เมื่อมีหน้าที่สอน ก็ต้องสอนให้ศิษย์พัฒนาความรู้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเขาให้ดีที่สุด เต็มตามศักยภาพของเรากับของเขารวมกัน ไม่ใช่มีหน้าที่สอน แต่สอนเสมือนหนึ่งเป็นงานอดิเรก เที่ยวได้มีธุระปะปังไปทั่วทุกมุมเมือง มีชื่อเสียงขจรขจาย แต่ทิ้งชั้นเรียน ทิ้งลูกศิษย์ ขาดการติดตามการศึกษาของศิษย์ เช่นนี้ไม่น่ารักแน่ๆ ต้องทำงานให้กล้าพูดได้เต็มปากว่าไม่เคยบกพร่องในการอบรมสั่งสอนศิษย์ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของตำแหน่งอาจารย์ ถ้าทำได้ก็จะมีความสุขมากกับงานนี้ งานสอนของรองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์เป็นที่ประจักษ์กับศิษย์ทั้งหลายทุกระดับ นอกจากงานสอนแล้ว มีงานที่ตัวท่านเองเก็บมาประทับใจหลายอย่าง ซึ่งไม่อยากเล่า เพราะเล่าไปก็ดูจะกระไรอยู่ แต่เมื่อจำเป็นต้องเล่าก็ขอกล่าวถึงเพียงบางเรื่อง โดยเริ่มที่งานวิจัยก่อน ท่านออกตัวว่ามีฝีมือในงานวิจัยค่อนข้างต่ำ จึงขอพูดถึงสักเรื่องหนึ่ง คือ การเพาะเมล็ดกล้วยไม้ ปัญหามีอยู่ว่า กล้วยไม้ผสมเกสรติดฝักนั้น กว่าฝักจะแก่นำเมล็ดไปเพาะได้ใช้เวลานานหลายเดือน บางชนิดใช้เวลาเป็นปี ทำให้เกิดปัญหาการขยายพันธุ์ล่าช้า และอาจถูกโรคแมลงทำลายฝักให้ร่วงไปก่อนจะแก่ รองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์เป็นคนแรกของประเทศไทยที่สามารถนำเมล็ดกล้วยไม้ที่ยังไม่แก่มาเพาะให้งอกได้ ซึ่งเรียกกันว่า การเพาะเมล็ดอ่อนบ้าง การเพาะคัพภะบ้าง ที่ภูมิใจเพราะผลงานนี้ อำนวยประโยชน์ในการปรับปรุงพันธุ์ การขยายพันธุ์กล้วยไม้อย่างมากมายตราบเท่าทุกวันนี้ เพราะนอกจากเป็นการร่นระยะเวลาให้ได้ผลเร็วขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ได้กล้วยไม้ลูกผสมหลายร้อยคู่ผสม ที่มีปัญหาฝักร่วงหลุดก่อนแก่ไม่สามารถนำเมล็ดมาเพาะได้ แต่เมื่อนำเทคนิคการเพาะเมล็ดอ่อนมาใช้ ปัญหานี้ก็หมด โดยชิงตัดฝักมาเพาะก่อนที่จะร่วงหลุดไป นอกจากงานสอน งานวิจัย มีงานด้านอื่นที่จะเล่า 2 เรื่อง เป็นงานบริหารเรื่องหนึ่ง และงานบริการอีกเรื่องหนึ่ง งานในตำแหน่งสูงสุดทางด้านบริหารคือ รองอธิการบดีกำแพงแสน ระหว่าง พ.ศ. 2527-2529 แต่งานที่ภาคภูมิใจที่สุดคืองานในตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาพืชสวน ระหว่าง พ.ศ. 2517-2521 เมื่อมารับผิดชอบบริหารงานในตำแหน่งนี้ ก็มุ่งมั่นที่จะให้คนเก่งเลือกเรียนพืชสวน รองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์บอกว่าชอบสอนคนเก่ง ในขณะเดียวกันก็ค่อนข้างเครียดกับศิษย์ที่คะแนนเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า 2.0 ท่านได้ใช้วิธีรณรงค์หลายรูปแบบ จนได้คนเก่งเข้ามาเรียนพืชสวนเป็นจำนวนมาก ประจักษ์พยานคือ บัณฑิตพืชสวนได้ที่ 1 ของคณะเกษตรคนแรกเมื่อ พ.ศ. 2502 คนที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2505 และแล้วก็หายไปนานถึง 14 ปี ด้วยความมุ่งมั่นของรองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์โดยมีอาจารย์ในภาควิชาพืชสวนเกื้อหนุน ทำให้มีบัณฑิตสาขาพืชสวนได้ที่ 1 ของคณะเกษตรกลับมาอีกใน พ.ศ. 2520, 2521 และ 2522 คือได้ 3 ปี ติดต่อกัน หลังจากนั้นก็ได้บ้าง เว้นบ้าง มาโดยตลอด ในด้านงานบริการ ได้บริการความรู้ให้แก่ประชาชนมาโดยตลอด เริ่มจากจัดรายการวิทยุมาตั้งแต่ พ.ศ. 2507-2530 โดยจัดบ้าง หยุดบ้าง ครั้งแรกใช้ชื่อรายการว่า เกษตรสรร ต่อมาเปลี่ยนเป็น อิ่มท้องอิ่มใจ ความจริงจะว่าเป็นงานบริการสังคมก็ไม่ถูกนัก เพราะการจัดนี้ได้สตางค์ น่าจะเรียกว่าเป็นอาชีพเสริมมากกว่า ที่บริการจริงๆ คือ รายการโทรทัศน์ชื่อรายการ ชีวิตกับต้นไม้ ซึ่งเป็นทั้งพิธีกร และวิทยากร บางครั้งรับภาระหาโฆษณาเข้ารายการด้วย ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับรายการโทรทัศน์นี้ ระหว่าง พ.ศ. 2513-2524 นับครั้งได้ไม่ต่ำกว่า 100 ครั้งงานนี้ไม่มีค่าตอบแทน ไม่มีค่าเครื่องแต่งตัว แม้แต่ค่าพาหนะก็ไม่มี ฉะนั้น เรียกว่าเป็นงานบริการสังคมได้เต็มปาก งานบริการสังคมที่รองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์ มีความภาคภูมิใจอยู่ลึกๆ คือ งานที่เรียกกันมาหลายชื่อ เช่น งานตลาดนัดเกษตร งานเกษตรแฟร์ งานวันเกษตรแห่งชาติ จัดกันมาตั้งแต่สมัยอาจารย์หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจเป็นอธิการบดี มีอยู่สมัยหนึ่ง บุคลากรบางกลุ่มอยากให้เลิกจัดงาน เพราะเห็นว่านิสิตเสียเวลาเรียน และมหาวิทยาลัยสกปรก บางคนถึงกับกล่าวว่า งานนี้ไม่เห็นมีแก่นสารอะไรเลย มีแต่ร้านขายกางเกงยีนส์กับร้านขายเทป ผู้ที่กล่าวเช่นนี้แสดงว่าไม่ได้เข้าไปชมแก่นของงาน ซึ่งมีผลงานทางวิชาการที่เกิดจากการค้นคว้าวิจัยของคณะต่างๆ แสดงให้ชมมากมาย นักเรียนมัธยมปลายและผู้ปกครองเมื่อมาชมก็จะ รู้จักมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยิ่งขึ้น ทำให้ตัดสินใจเลือกสาขาที่จะเรียนได้ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามกระแส ในระหว่างงาน นิสิตมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมมากมาย และหลากหลาย กลุ่มกิจกรรมต่างๆ ของนิสิตทั้งองค์การ สโมสร ชมรม ได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานของตน ได้มีโอกาสทำกิจกรรมหารายได้เต็มที่ ฉะนั้น กลุ่มกิจกรรมเก่งๆ เขาจะหารายได้จากงานนี้ แล้วนำไปใช้ทำกิจกรรมตลอดปี โดยไม่ต้องเก็บเงินจากสมาชิกเลย รองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์ เทใจให้กับงานเกษตรนี้มาก ทำหามรุ่ง หามค่ำ ทำจนมีคนอดสงสัยไม่ได้ว่า อาจารย์มีผลประโยชน์อะไรกับงานนี้ ท่านตอบว่า ผลประโยชน์นั้นมี และเป็นผลประโยชน์ที่ยิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทองนั่นคือ เป็นความสุข ความปิติ ที่ได้บริการงานเกษตรเป็นงานที่ไม่ต้องโฆษณาเพียงโทรทัศน์ออกข่าวพิธีเปิดงานเท่านั้นรุ่งขึ้นก็มีคนมาเที่ยวมืดฟ้ามัวดิน ขณะนี้ ท่านก็ยังไปเดินชมงานทุกปี แล้วเก็บมาภูมิใจเงียบๆ ที่ตนเองมีส่วนให้งานนี้จัดอยู่ที่เก่านี้ และจัดทุกปี ภูมิใจที่เห็นนิสิตร่วมกิจกรรมในงานนี้ แบบทุ่มสุดตัว บางคณะไล่เรียงตั้งแต่น้องปี 1 ขึ้นไปเลยทีเดียว ความเป็น คุณหนู จากการเลี้ยงดูมาแต่เกิด ถูกล้างละลายไปหมดในงานนี้ และแล้วคุณภาพของบัณฑิตจากรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็สูงขึ้นๆ ตลาดงานยินดีต้อนรับมากยิ่งขึ้น สนามฝึกงานนิสิตที่ไหนจะยิ่งใหญ่กว่างานนี้ เป็นไม่มี ฉะนั้น นิสิตที่ใฝ่รู้จะไม่ไปไหนในช่วงที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีงานเกษตร จึงหวังว่างานนี้จะคงอยู่คู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตลอดไป และควรจะมีงานแบบนี้ในทุกๆ วิทยาเขตทั่วประเทศอีกด้วย งานบริการสังคมเฉพาะที่ใช้วิชาชีพ ของรองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ได้แก่ การร่วมก่อตั้งชมรมพฤกษชาตินครราชสีมา (สมาคมกล้วยไม้โคราช)(พ.ศ. 2509) เป็นเลขาธิการ สมาคมกล้วยไม้แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์(พ.ศ. 2513-2516) ร่วมก่อตั้ง สโมสรกล้วยไม้ บางเขน (พ.ศ. 2514) เป็นกรรมการตัดสินเกียรตินิยมและตัดสินการประกวด สมาคมกล้วยไม้แห่งประเทศไทยฯ (พ.ศ. 2514-2534) ดำรงตำแหน่งนายกสโมสรกล้วยไม้บางเขน (พ.ศ. 2520-2521) เป็นเหรัญญิก สมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2521-2523) เป็นอุปนายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2534-2536) เป็นพิธีกร วิทยากร และร่วมจัดรายการ ชีวิตกับต้นไม้ สถานีโทรทัศน์กองทัพบก สนามเป้า ประมาณ 100 ครั้ง (พ.ศ. 2513-2524) ปัจจุบันเลี้ยงชีพด้วยเงินบำนาญ ทำงานบริการสังคมบ้างตามความเหมาะสมของวัย เช่น เป็นรองประธานชมรม มก. อาวุโส เป็นนายกสโมสรคนรักกล้วยไม้เขาใหญ่ และที่ให้เวลามากที่สุดคือเป็นกรรมการบริหารมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือประถมาภรณ์ช้างเผือก ในด้านครอบครัว รองศาสตราจารย์ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ได้สมรสกับอาจารย์สมถวิล สัมปัตตะวนิช ซึ่งเป็นบุตรของนายแพทย์ขุนสุทรรศนามัย (สุทรรศ) และนางสุทรรศนามัย เมื่อ พ.ศ. 2506 มีบุตรเป็นชาย 1 คน และหญิง 3 คนซึ่งมีครอบครัวไปหมดแล้ว มีหลานปู่ 2 คน เป็นหญิงทั้งคู่ และหลานตาเป็นชาย 1 คน และหญิง 2 คน แหล่งข้อมูล ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์. สัมภาษณ์, 16 พฤศจิกายน 2544. ไพบูลย์ ไพรีพ่ายฤทธิ์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ, 2502. หนังสือหนึ่งสี่ครบสี่หนึ่ง พ.ศ. 2543. กรุงเทพมหานคร : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2543.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์เพ็ญศรี กาญจโนมัย

ศาสตราจารย์เพ็ญศรี กาญจโนมัย เป็นชาวหัวหินโดยกำเนิด เกิดวันที่ 10 มิถุนายน 2484 ในครอบครัวใหญ่ของคุณพ่อบัญญัติ และคุณแม่หวย กาญจโนมัย โดยมีลูกถึง 11 คน เป็นชาย 5 คน เป็นหญิง 6 คน ศาสตราจารย์เพ็ญศรี กาญจโนมัย เป็นคนสุดท้อง แต่พ่อ-แม่ และพี่ๆ จึงดูแลให้เป็นเด็กที่เข้มแข็ง อดทน มีความรับผิดชอบ ทำอะไรทุกอย่างด้วยตนเอง และมีความมั่นใจในตัวเองสูง ศาสตราจารย์เพ็ญศรี กาญจโนมัย จบการศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจากโรงเรียนมัธยมสาธุการวิทยา และโรงเรียนวังไกลกังวล ตามลำดับ เนื่องจากเป็นเด็กที่เรียนหนังสือดีมาตลอด ทางโรงเรียนจึงคัดเลือกให้เป็นนักเรียนดีเด่นทั้งการเรียน การกีฬา ความประพฤติ และการบำเพ็ญประโยชน์ ได้เข้ารับรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นประจำทุกปี ศาสตราจารย์เพ็ญศรี กาญจโนมัย ได้รับพระราชทานทุนการศึกษา ซึ่งมีเงื่อนไขว่า ผู้รับพระราชทานทุนสามารถเรียนจนจบการศึกษาระดับใดก็ได้ในชั้นเตรียมอุดมศึกษาและอุดมศึกษา และหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ต้องกลับไปสอนที่โรงเรียนวังไกลกังวล 5 ปี ปรากฏว่า ศาสตราจารย์เพ็ญศรี กาญจโนมัย สามารถผ่านการสอบคัดเลือกเข้าเรียนในแผนกวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาในกรุงเทพฯได้ และต่อมาได้สอบเข้าศึกษาในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนจบปริญญาตรี แล้วเข้าเรียนต่อในคณะครุศาสตร์อีก 2 ปี จึงได้รับปริญญาครุศาสตร์บัณฑิตเพิ่มขึ้นอีกสาขาหนึ่ง หลังจากนั้นก็ได้ทุนการศึกษาของ Kansas State University, U.S.A. และได้รับพระราชทานทุนของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ศึกษาจนจบระดับ Master of Arts ทางด้านประวัติศาสตร์ หลังจากนั้นศาสตราจารย์เพ็ญศรี กาญจโนมัย ก็กลับไปสอนที่โรงเรียนวังไกลกังวล หัวหิน จนครบ 5 ปี แล้วจึงย้ายเข้ามาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ เพื่อที่จะได้ใช้ประโยชน์จากความรู้ ประสบการณ์ที่ได้รับมาจากสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มที่ ต่อมาเมื่อจัดตั้งคณะสังคมศาสตร์แล้ว อาจารย์ก็เข้าสังกัดภาควิชาประวัติศาสตร์ รับผิดชอบในการสอนวิชาประวัติศาสตร์ เอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อารยธรรมโลก ญี่ปุ่นสมัยใหม่ และอารยธรรมญี่ปุ่น อาจารย์ได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่ University of Northern Colorado, U.S.A. แต่สุขภาพไม่อำนวย จึงต้องยุติการศึกษาลงกลางคัน ศาสตราจารย์เพ็ญศรี กาญจโนมัย มุมานะทำงานหนักอย่างหนัก ในช่วง พ.ศ. 2522-2528 สามารถสร้างผลงานทางวิชาการ ทำให้ได้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังได้รับทุนอุดหนุนในการทำวิจัยจากมูลนิธิญี่ปุ่น และสถาบัน IIST ของญี่ปุ่น ตลอดจนสถาบันอื่นๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศหลายครั้ง ผลงานวิจัย หนังสือตำรา บทความและงานอื่นๆ ที่ได้พิมพ์ออกเผยแพร่ คือ งานวิจัย 9 เรื่อง ตำรา 9 เล่ม บทความ 7 เรื่อง และงานอื่นๆ 4 เรื่อง ศาสตราจารย์เพ็ญศรี กาญจโนมัย ได้เขียนตำราหลายเล่ม ซึ่งยังคงเผยแพร่อยู่ในตลาดวิชาการปัจจุบันนี้ บางเล่มก็วางขายในตลาดหนังสือของญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย (ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น) เช่น Hotoke no Kuni to Kami no Kuni, Thai Perceptions on Japanese Modernization ส่วนบทความก็มักเป็นบทความนำเสนอในสมาคมนักประวัติศาสตร์นานาชาติ (IAHA) และ Sagamihara's International Assoication เป็นต้น ชีวิตของอาจารย์ผูกพันอยู่กับการสอน การวิจัย การเขียนตำราและบทความ กิจกรรมพิเศษอื่นๆ ของคณะที่อาจารย์เป็นผู้ริเริ่มของ เช่น เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมประวัติศาสตร์ เพื่อให้ความช่วยเหลือนิสิตทั้งการเรียน การดำเนินชีวิต และการทำกิจกรรมพิเศษเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น กิตติศัพท์ของศาสตราจารย์เพ็ญศรี กาญจโนมัย ที่นิสิตบอกเล่าต่อๆ กันมาคือ เป็น คนดุ แต่ใจดี เพราะจะเข้มงวดกับนิสิตเรื่องการเรียน ระเบียบวินัย แต่เมื่อนิสิตมีปัญหาก็จะทุ่มเทช่วยเหลือทุกอย่าง แม้แต่จัดกิจกรรมฝึกอบรมให้เป็นผู้นำที่ดีของสังคม นอกเวลาเรียนก็จะเป็นเหมือนแม่ พี่ และเพื่อนที่ดีของนิสิตในการทำกิจกรรมต่างๆ อาจารย์ต้องใช้แรงงานของอาจารย์ทั้งนอกและในเวลาราชการ แต่อาจารย์ก็มีความสุขและความพอใจกับการดำเนินชีวิตของอาจารย์มาก เพราะเป็นไปตามหลักการสร้างคนให้มีการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า จะปลูกพืชต้องเตรียมดิน จะกินต้องเตรียมอาหาร จะพัฒนาการต้องเตรียมคน ภารกิจอื่นๆ ของศาสตราจารย์เพ็ญศรี กาญจโนมัย มีมากมาย เช่น เป็นหัวหน้าคณะนักวิชาการแลกเปลี่ยนและดูงานด้านวิชาการ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน หัวหน้าคณะนักวิชาการแลกเปลี่ยนและดูงานด้านวิชาการ ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี หัวหน้านักวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แลกเปลี่ยนและดูงาน เสนอบทความด้านวัฒนธรรม กับ International Association of Sagamihara, Japan ( 3 ครั้ง ) บรรณาธิการหนังสือไทย - ญี่ปุ่นศึกษา, ประเทศไทย กรรมการ Japan Network จนถึงปัจจุบัน ทบวงมหาวิทยาลัยยกย่องให้เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้าน Japan Studies การเป็นนักวิชาการ รักที่จะเรียนตลอดเวลา และการยึดหลักมนุษยสัมพันธ์ ทำให้อาจารย์มีเพื่อนทั้งในและนอกประเทศ สามารถเพิ่มพูนแลกเปลี่ยน ถ่ายทอด สร้างสรรค์ ประสบการณ์ชีวิตที่มีคุณค่าต่อสังคม อาจารย์จึงภาคภูมิใจมากที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย โดยเฉพาะได้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกจากเป็นอาจารย์แล้ว ก็ยังมีโอกาสทำงานเป็นผู้บริหารในตำแหน่ง หัวหน้าภาควิชา ผู้ช่วยคณบดี และผู้ช่วยอธิการบดี ตามลำดับอีกด้วย งานชิ้นสุดท้ายที่ ศาสตราจารย์เพ็ญศรี กาญจโนมัย ได้มีโอกาสตอบแทนพระคุณของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ก่อนเกษียณอายุราชการก็คือ การเป็นหัวหน้าจัดการสัมมนานานาชาติ "The International Seminar on Sustainable Human Resources and Conmunity Development in Asia and the Pacific" ในระหว่างวันที่ 13-15 พฤษภาคม 2541 เพื่อให้มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์เป็นเลิศทางวิชาการและได้รับการกล่าวขวัญถึงเช่นเดียวกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล โดยใช้ชื่อการสัมมนานี้ว่า The International Seminar on Sustainable Human Resources and Conmunity Development in Asia and the Pacific ในระหว่างวันที่ 13-15 พฤษภาคม 2541 มีผู้เข้าร่วมการสัมมนาประมาณ 200 กว่าคน จากประเทศไทยและต่างประเทศอีกประมาณ 15 ประเทศ มีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ตลอดรายการ นับเป็นการสัมมนาที่ประสบความสำเร็จมาก เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับคือ ประถมาภรณ์ช้างเผือก (พ.ศ. 2536) เหรียญจักรพรรดิมาลา (พ.ศ. 2538) มหาวชิรมงกุฎ (พ.ศ. 2539) ความภาคภูมิใจของ ศาสตราจารย์เพ็ญศรี กาญจโนมัย คือ การได้รับความไว้วางใจจากนิสิตให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมประวัติศาสตร์ เพราะเป็นโอกาสที่สร้างความปิติใจเมื่อช่วยเหลือกิจกรรม และแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งการเรียนและเรื่องส่วนตัวให้แก่นิสิต พร้อมกับเป็นที่พึ่งทางใจของนิสิตได้ ขณะเดียวกันก็ภาคภูมิใจที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ทางประวัติศาสตร์ เพราะตำแหน่งนี้ได้มาเพราะผลงาน ความสามารถ และความเป็นที่รู้จักกันทั้งในและต่างประเทศ การดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ทำให้ได้รับเกียรติ หรือรับเชิญเป็นวิทยากรในวงการวิชาการทั่วไปอย่างเต็มที่ และสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริม เผยแพร่ พัฒนาสาขาวิชาออกไปอย่างกว้างขวาง หลังเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2541 แล้ว ศาสตราจารย์เพ็ญศรี กาญจโนมัย ยังคงทำงานให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่อไป พร้อมทั้งทำงานทางวิชาการให้กับสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ และทำงานด้านสังคมสงเคราะห์เป็นครั้งคราว ศาสตราจารย์เพ็ญศรี กาญจโนมัย มีทัศนคติเกี่ยวกับการเรียน การสอนว่า คุณภาพของคนขึ้นอยู่กับผู้สอนเป็นสำคัญ ดังนั้น ทางมหาวิทยาลัยต้องจัดสิ่งแวดล้อมที่สำคัญให้ โดยเฉพาะจัดให้มีการฝึกอบรม ทั้งเนื้อหา วิชา เทคโนโลยี การสอนใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพราะวิชาการต่างๆ จะมีการเคลื่อนไหวไม่หยุดยั้ง เราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่วนการขยายวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ออกไปยังภาคต่างๆ นั้น ก็เป็นสิ่งดี เป็นการเปิดโอกาสให้คนท้องถิ่นมีการเรียนรู้ แต่มหาวิทยาลัยต้องสร้างบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับคนท้องถิ่นด้วย ศาสตราจารย์เพ็ญศรี กาญจโนมัย ดำเนินชีวิต "ตามรอยบาทพระพุทธองค์" เสมอมา กล่าวคือ 1. ทำดี 2. ไม่ทำชั่ว 3. ทำจิตใจให้ผ่องใส บริสุทธิ์ ทั้งหมดมุ่งสู่การ ละ-ลด-เลิก กิเลส โลภ โกรธ หลง อันก่อให้เกิดความสุขสูงสุดในบั้นปลายชีวิต ศาสตราจารย์เพ็ญศรี กาญจโนมัย มีพี่น้อง 11 คน คือ 1. นายวิวัฒน์ กาญจโนมัย (ถึงแก่กรรม) 2. นายจรูญ กาญจโนมัย (ถึงแก่กรรม) 3. นางเจริญศรี สีดอกบวบ 4. นางสาวผ่องศรี กาญจโนมัย 5. นายประชุม กาญจโนมัย (ถึงแก่กรรม) 6. นางประมวลศรี เจริญพงศ์ 7. นายประเชิญ กาญจโนมัย 8. นางสาวสุดศรี กาญจโนมัย 9. นายจรัญ กาญจโนมัย 10. นายจรินทร์ กาญจโนมัย (ถึงแก่กรรม) และ 11. ศาสตราจารย์เพ็ญศรี กาญจโนมัย แหล่งข้อมูล เพ็ญศรี กาญจโนมัย. สัมภาษณ์, 27 สิงหาคม 2544. เพ็ญศรี กาญจโนมัย. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2512.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. พิศ ปัณยาลักษณ

ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. พิศ ปัณยาลักษณ เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2455 ที่ตำบลบางลำภู อำเภอพระนคร จังหวัดพระนคร เป็นบุตรของนายปาน นางจู ปัณยาลักษณ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 8 จากโรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกภาษาฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2472 สำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต เกียรตินิยม สาขาธรรมชาติวิทยา จาก University Paris ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2490 ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. พิศ ปัณยาลักษณ ได้เข้ารับราชการกรมการเกษตร กระทรวงเกษตราธิการ ตำแหน่งนักเกษตรตรี เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2492 เคยได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งหัวหน้าสถานีเกษตรกลางบางเขน กองการข้าวและการทดลอง กรมเกษตร ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อและสังกัดใหม่เป็นสถานีกสิกรรมบางเขน กองการค้นคว้าและทดลอง กรมกสิกรรม ตำแหน่งผู้อำนวยการกองการยาง กรมกสิกรรม รองอธิบดีกรมกสิกรรม และอธิบดีกรมกสิกรรม เกษียณอายุราชการ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2515 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เชิญมาเป็นอาจารย์พิเศษ ภาควิชาชีววิทยา ตั้งแต่ พ.ศ. 2492 สอนวิชาพฤกษศาสตร์และสัตววิทยา นอกจากงานสอนแล้ว ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. พิศ ปัณยาลักษณ ได้ช่วยเหลือราชการ และสนับสนุนด้านวิชาการและด้านอื่นๆ แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาโดยตลอด นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนการวิจัย โดยให้เงินทุนและความร่วมมือเป็นอย่างดี ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. พิศ ปัณยาลักษณ ได้ทำการสอนวิชาพฤกษศาสตร์แก่บรรดาศิษย์หลายรุ่น แต่ละรุ่นก็มีความประทับใจในอัธยาศัยไมตรี และเป็นที่รักเคารพของศิษย์ ต่างก็จะพูดถึงความสนิทสนมเป็นกันเองกับศิษย์ รวมทั้งกล่าวขวัญถึงบุคลิกพิเศษที่ได้พบเห็นมา เช่น มาทำการสอนตอนเช้า เวลา 07.00 น. ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่ท่านได้ไปดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บริเวณสถานีทดลองเกษตรกลางบางเขน ดังนั้น ท่านจะแต่งกายให้เหมาะสมกับการปฏิบัติงานคือ นุ่งกางเกงขาสั้น ใส่เสื้อยืด ใส่หมวกปีกใหญ่เข้ามาสอนในห้องเรียน ขณะที่บรรยายจะเดินไป เดินมา พูดเสียงดัง ฟังชัด มือถือชอล์คโยนขึ้นลง ท่านจะบ่นว่ากล่าวพวกเราเสมอ ยิ่งถ้าศิษย์ทำอะไรไม่ค่อยได้เรื่องได้ราว เช่น การทำ thin cross section ของพืชด้วยใบมีดโกนด้วยมือ ซึ่งถ้าใครหั่นหนาก็จะถูกท่านกล่าวด้วยเสียงดังๆ ว่า นี่เธอหั่นอย่างนี้จะนำไปผัดกับหมูหรือไง ? กล้องจุลทรรศน์ของใครจัดแสงไม่สว่างชัดเจน ท่านก็จะว่า มืดอย่างกะเข้าถ้ำแล้วจะเห็นอะไรกัน ? เวลาสอบท่านจะออกข้อสอบสั้นๆ แต่ให้ตอบยาวๆ มีความรู้ในเรื่องนี้อย่างไร เขียนมาให้หมดไส้หมดพุงได้เลย ท่านจะอ่านทุกตัวอักษรทีเดียว ตัวอย่าง เช่น ให้บรรยายเรื่องพืชใบเลี้ยงคู่ พืชใบเลี้ยงเดี่ยว หรือ การสังเคราะห์แสงของพืช เป็นต้น ถ้าศิษย์ไม่มีความรู้จริง ก็จะเขียนคำตอบในลักษณะแต่งความไม่ได้เลย ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. พิศ ปัณยาลักษณ เป็นปูชนียบุคคลที่ได้ทำคุณประโยชน์อย่างมากมายต่อวงการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เช่น การสอนวิชาพฤกษศาสตร์ การวิจัยเกี่ยวกับสรีรวิทยาและกายวิภาคของการออกรวงข้าว เพื่อการปรับปรุงพันธุ์ข้าว และการผลิตข้าว นอกจากนี้ ได้ศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับพืชอื่นๆ เช่น ข้าวโพดหวาน แตงฝรั่ง องุ่น ยางพารา ซึ่งได้นำมาประยุกต์และปรับปรุงการเพาะปลูกพืชพรรณต่างๆ รวมทั้งด้านการพัฒนาผลิตผลทางการเกษตร เช่น การผลิตยางพารา การผลิตแป้งมัน การทำไวน์ และการหมักแอลกอฮอล์ เป็นต้น นับเป็นการบริการทางวิชาการด้านการเกษตรแก่นักธุรกิจด้วย สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พิจารณาเห็นว่า ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. พิศ ปัณยาลักษณ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีผลงานดีเด่นทางวิชาการพฤกษศาสตร์ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ สมควรให้ได้รับพระราชทานปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ทางพฤกษศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2524 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. พิศ ปัณยาลักษณ ได้รับพระราชทานชั้นสูงสุดคือ ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ พ.ศ. 2514 เกียรติยศที่ได้รับจากต่างประเทศ Chevalir de l' Ordre National de la Legion d'Honneur พ.ศ. 2513 ด้านครอบครัว ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. พิศ ปัณยาลักษณ สมรสกับ คุณรำไพ ปัณยาลักษณ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2492 แหล่งข้อมูล อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ พิเศษ ดร. พิศ ปัณยาลักษณ. พ.ศ. 2535. พิศ ปัณยาลักษณ. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2492. คำประกาศเกียรติคุณปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ทางพฤกษศาสตร์ พ.ศ. 2524
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์พันธุม ดิษยมณฑล

ศาสตราจารย์พันธุม ดิษยมณฑล เป็นชาวสุพรรณบุรี เกิดที่ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมือง เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2459 เป็นบุตรของนายทิพยปรีชา และนางทองหล่อ ดิษยมณฑล การศึกษาเริ่มต้นที่โรงเรียนมัธยมวัดโสมนัส จนจบชั้นมัธยมปีที่ 3 จากนั้นไปเข้าเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และจบชั้นมัธยมปีที่ 8 ใน พ.ศ. 2478 เมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ 8 แล้ว ได้เข้าเรียนในคณะอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเวลา 1 ปี บิดาจึงส่งไปเรียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งในสมัยนั้น คนไทยนิยมไปเรียนกันมาก ได้เลือกเรียนสาขาเศรษฐศาสตร์บริหารธุรกิจและการบัญชี ที่Far Eastern University มีผลการเรียนดีมาก สามารถจบปริญญาตรีได้ภายใน 3 ปีครึ่งเท่านั้น เมื่อเรียนจบกลับมาประเทศไทย พระพิจารณ์พาณิชย์ รองอธิบดีกรมสหกรณ์ในขณะนั้น ได้เชิญไปทำงานในทันที เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าแผนก ทำงานเกี่ยวกับเรื่องเงินทุนของสหกรณ์ตลอดมาเป็นเวลาถึง 8 ปี และระหว่างนั้นก็ทำการสอนนิสิตคณะสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะสหกรณ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับกรมสหกรณ์ที่ท่าเตียน) ใน พ.ศ. 2494 ศาสตราจารย์พันธุม ดิษยมณฑล สอบชิงทุน ก.พ. ได้ และเดินทางไปศึกษาต่อที่ Michigan State University สหรัฐอเมริกา จบปริญญาโท (M.A. Agr. Econ.) ใน พ.ศ. 2495 และได้รับทุน Einsenhower Exchange Fellowship ให้ฝึกงานสหกรณ์ในสหรัฐอเมริกา คานาดา และอีกหลายประเทศในยุโรป เป็นเวลาประมาณ 8 เดือน จึงเดินทางกลับประเทศไทย และกลับเข้ารับราชการที่กรมสหกรณ์เช่นเดิม หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งเลขานุการคณะสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปฏิบัติเป็นผลดีเรื่อยมาจนได้เลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้าภาควิชา รองคณบดี และคณบดีใน พ.ศ. 2504 คณะสหกรณ์นี้เป็นชื่อของคณะตั้งแต่ต้น ศาสตราจารย์พันธุม ดิษยมณฑล ได้เสนอให้เปลี่ยนเป็นคณะเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ และต่อมาเปลี่ยนชื่ออีกครั้งหนึ่งเป็นคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ (ปัจจุบันแยกออกเป็นคณะเศรษฐศาสตร์ และคณะบริหารธุรกิจ) ด้วยเหตุผลที่จะทำให้คณะขยายงานได้กว้างขวางขึ้น และนิสิตที่จบการศึกษาไปแล้วก็จะได้หางานได้ง่ายขึ้น นับว่าเป็นวิสัยทัศน์ที่ดีของศาสตราจารย์พันธุม ดิษยมณฑล เป็นอย่างยิ่ง ศาสตราจารย์พันธุม ดิษยมณฑล ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ใน พ.ศ. 2509 ต่อมาเมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ขึ้น ศาสตราจารย์พันธุม ดิษยมณฑล จึงได้ย้ายไปเป็นที่ปรึกษาขององค์การนี้ ปฏิบัติงานอยู่ประมาณ 4 ปี ก็ย้ายไปทำงานด้านการประชุมระหว่างประเทศที่ ESCAP และย้ายอีกครั้งหนึ่งไปเป็นผู้เชี่ยวชาญสหกรณ์ (Co-operative Expert) ที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ในระหว่างที่ปฏิบัติงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น ศาสตราจารย์พันธุม ดิษยมณฑล ได้ริเริ่มงานหลายอย่างและสร้างความเจริญให้แก่คณะ ทั้งในด้านวิชาการและการวิจัยค้นคว้า จนทำให้คณะเป็นสถาบันชั้นนำ ตัวอย่างของงานที่สำคัญคือ ได้ปรับปรุงหลักสูตรและวิธีการศึกษาทางสหกรณ์ให้เหมาะสมและกว้างขวาง สนับสนุนความสำคัญของวิธีการสหกรณ์ให้เป็นหลักสำคัญในการดำเนินการให้ประเทศไทยสามารถยกฐานะระดับรายได้ของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรให้สูงขึ้นได้ นอกจากนี้ยังได้พยายามศึกษาค้นคว้า ประเมิน และติดตามผลการเปลี่ยนแปลงของวิทยาการมาใช้ในการปรับปรุงการศึกษาในคณะให้ก้าวหน้าทันสมัย ในด้านตำราและการค้นคว้าวิจัย ศาสตราจารย์พันธุม ดิษยมณฑล ได้เรียบเรียงตำราต่างๆ ไว้หลายเรื่อง ทางด้านเศรษฐศาสตร์และสหกรณ์ และเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยหลายเรื่อง ผลของการวิจัยค้นคว้าซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาทางวิชาการแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาของเกษตรกร เอกสารบางเรื่องยังแพร่หลายไปต่างประเทศ เช่น เรื่องสินเชื่อเกษตรของไทย เป็นต้น นอกจากการเขียนตำราและโครงการวิจัยแล้ว ศาสตราจารย์พันธุม ดิษยมณฑล ยังได้เขียนบทความลงในเอกสารทางวิชาการในสาขาเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์เกษตร และการสหกรณ์อีกประมาณ 50 เรื่อง ในด้านการใช้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์และสหกรณ์อันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติ ศาสตราจารย์พันธุม ดิษยมณฑล ก็ได้เป็นกำลังสำคัญ เป็นผู้ริเริ่มและร่วมงานต่างๆ เช่น ได้ร่วมจัดตั้งธนาคารเพื่อการสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ออมทรัพย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นกรรมการการศึกษาแห่งชาติ กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ กรรมการบริหารโครงการตำราของสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย กรรมการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกร และนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย เป็นต้น ผลงานสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของ ศาสตราจารย์พันธุม ดิษยมณฑล ก็คือ การสร้างบุคลากรให้แก่คณะ โดยได้พยายามเลือกสรรผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นอาจารย์ ช่วยกันสร้างคณะตั้งแต่ยังเป็นคณะเล็กๆ มาจนก้าวหน้าใหญ่โตเช่นที่เห็นในปัจจุบัน ได้ผลิตบัณฑิตที่มีความสามารถออกไปทำงานในตำแหน่งสำคัญๆ มากมาย ทั้งในงานราชการและเอกชน จากความสำเร็จของงานมากมายหลายเรื่องของศาสตราจารย์พันธุม ดิษยมณฑล ทางมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ จึงได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ได้รับพระราชทานปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ในสาขาเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2518 เพื่อเป็นเกียรติสืบไป และต่อมาใน พ.ศ. 2523 ก็ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกด้วย สำหรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์นั้น ศาสตราจารย์พันธุม ดิษยมณฑล ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย เมื่อ พ.ศ. 2511 และประถมาภรณ์ช้างเผือกเมื่อ พ.ศ. 2514 ทางด้านครอบครัว ศาสตราจารย์พันธุม ดิษยมณฑล สมรสกับคุณวิภา วนรักษ์ นักเรียนเก่าประเทศฟิลิปปินส์ มีบุตรชาย 1 คน และบุตรสาว 2 คน เมื่อถึงวันหยุดลูกหลานก็จะมาเยี่ยมที่บ้านอยู่เป็นประจำ ทำให้มีความสุขสดชื่นอยู่เสมอ นับว่า ศาสตราจารย์พันธุม ดิษยมณฑล มีชีวิตที่ดี ทั้งทางด้านการงานและส่วนตัว เป็นตัวอย่างที่สมควรได้รับการยกย่องเป็นอย่างยิ่ง แหล่งข้อมูล พันธุม ดิษยมณฑล. สัมภาษณ์, 16 กรกฎาคม 2544.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ

รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ นิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นอาจารย์รุ่นแรกๆ ที่ได้ช่วยบริหาร สร้างสรรค์ และพัฒนางานต่างๆ ของมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นผู้ที่ได้พัฒนางานส่งเสริมและฝึกอบรม และอุทิศตนในการทำงานเพื่อก่อตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สถานีวิทยุ ม.ก.) จนประสบความสำเร็จ มีสถานีเครือข่ายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ สามารถเผยแพร่ข่าวสารความรู้อันเป็นประโยชน์ ไปสู่ครอบครัวเกษตรกรและประชาชนโดยทั่วไปในปัจจุบัน รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ เป็นบุตรของอดีตอธิการบดีหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ (นายทองดี เรศานนท์) และนางเสงี่ยม เรศานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2469 เรียนระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญ พระนคร เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ใน พ.ศ. 2486 แล้ว ไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเกษตรศาสตร์ แม่โจ้ หลังจากจบการศึกษาแล้ว ได้มาศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2488 และได้รับปริญญากสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิต (กส.บ.) เมื่อ พ.ศ. 2494 เป็นนิสิตเกษตรรุ่นที่ 6 (KU 6) ได้เข้าทำงานเป็นอาจารย์ในแผนกวิชาวิศวกรรมเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ (คณะกสิกรรมและสัตวบาล หรือคณะเกษตรในปัจจุบัน) ใน พ.ศ. 2497 รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ ได้รับทุน ก.พ. ตามความต้องการของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เข้าศึกษาที่ Utah State Agricultural College และสำเร็จปริญญา M.S. (Agricultural Education) ใน พ.ศ. 2499 เมื่อกลับมาประเทศไทยได้ขอโอนไปสังกัดแผนกวิชาใหม่ในคณะเดียวกัน คือ แผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร ซึ่งเปิดขึ้นโดยดำริของ ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ ใน พ.ศ. 2498 รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ ได้รับมอบหมายให้สอนวิชาส่งเสริมการเกษตรและอาชีวเกษตร และเป็นผู้ช่วยผู้ประสานงานโครงการเกษตรศาสตร์-ออรีกอน (KU-OSU) ปฏิบัติงานหลายอย่าง อาทิ การติดต่อประสานงานกับกรมวิเทศสหการและ USOM (United States Operations Mission to Thailand) การอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เชี่ยวชาญจาก Oregon State University ที่มาประจำ ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การจัดทำแผนการขอความช่วยเหลือด้านเครื่องมือ อุปกรณ์การสอนให้คณะต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยผ่านทางกรมวิเทศสหการและ USOM เป็นต้น รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ เป็นผู้ที่มีความสนใจด้านสื่อต่างๆ ที่ช่วยในการสอนและงานส่งเสริมเผยแพร่การเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิทยุ ภาพยนตร์ โทรทัศน์ และเครื่องมือสื่อสารต่างๆ ฉะนั้นเมื่อหอประชุมของมหาวิทยาลัยด้านถนนพหลโยธินสร้างแล้วเสร็จใหม่ๆ และเปิดใช้เป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2499 อุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในยังไม่พร้อม รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ จึงทำเรื่องขอความช่วยเหลือจากโครงการเกษตรศาสตร์-ออรีกอน ทำให้ได้เครื่องฉายภาพยนตร์มาตรฐานแบบที่ใช้ตามโรงภาพยนตร์ใหญ่ๆ ขนาด 35 ม.ม. แบบจอกว้างหรือ Cinema Scope และขนาด 16 ม.ม. รวม 2 เครื่อง พร้อมทั้งระบบเสียงมาติดตั้งที่หอประชุม (22 เมษายน 2501) แผนกวิชาส่งเสริมฯ ได้ทำการฉายภาพยนตร์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2501 และหลังจากนั้นก็ฉายเป็นประจำแทบทุกสัปดาห์ ทั้งภาพยนตร์ประเภทความรู้ สารคดี และบันเทิงต่างๆ เป็นที่ชื่นชอบของนิสิต อาจารย์ ข้าราชการและประชาชนที่อยู่บริเวณรอบรั้วมหาวิทยาลัยที่ได้มีโอกาสชมภาพยนตร์ในวันศุกร์ภาคค่ำโดยไม่ต้องเดินทางเข้าไปชมในตัวเมือง เช่น ศาลาเฉลิมกรุง หรือ ศาลาเฉลิมไทย (ราชดำเนิน) ฯลฯ เพราะขณะนั้นบริเวณเกษตรกลางบางเขนยังเป็นทุ่งนาส่วนใหญ่ ที่สามแยกเกษตรมีร้านค้าอยู่เพียงไม่กี่ร้าน ไม่เจริญเช่นปัจจุบัน โทรทัศน์ก็เพิ่งมีเพียง 2 เครื่อง ที่สโมสรนิสิตและหอ 10 (เมื่อมีโรงภาพยนตร์ในมหาวิทยาลัยทำให้หลายฝ่ายพอใจ ทางด้านนิสิตเองก็มีโอกาสจัดภาพยนตร์รอบพิเศษเพื่อหารายได้สนับสนุนกิจกรรมของสโมสรและชมรมต่างๆ ไม่ต้องไปจัดตามโรงภาพยนตร์ในเมือง ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก นับว่าเป็นการเสริมกิจกรรมนิสิตโดยทางอ้อม นอกเหนือจากการให้ความรู้และความบันเทิงภายในรั้วมหาวิทยาลัยดังได้กล่าวแล้ว ด้วยความสนใจด้านวิทยุเป็นพิเศษ ยามว่างจากงานสอนและงานผู้ช่วยผู้ประสานงานโครงการเกษตรศาสตร์-ออรีกอน รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ ได้ทุ่มเทเวลาให้กับการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียง ทำการทดลองส่งวิทยุ โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร. เจือ สุทธิวนิช เป็นผู้ช่วย บางครั้งบางคราวในช่วงวันหยุดราชการ รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ มักจะชวนอาจารย์ในแผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร ไปต่างจังหวัดเพื่อตรวจรับฟังรายการวิทยุ ที่ทดลองส่งจากสถานีวิทยุทดลองในมหาวิทยาลัย (เรือนเขียว) เป็นการตรวจสอบดูว่า จุดที่รับฟังรายการวิทยุได้ดีหรือไม่ดีอยู่ ณ ที่ใดบ้าง ใกล้หรือไกลจากสถานีทดลองส่งเพียงใด ด้วยความพยายามที่จะตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงของ รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ และด้วยแรงสนับสนุนจาก ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ พลตรีเล็ก สุนทรศร (หัวหน้าสถานีวิทยุยานเกราะ) ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร (เลขาธิการมหาวิทยาลัย) และ ศาสตราจารย์อินทรี จันทรสถิตย์ (อธิการบดี) สถานีวิทยุ ม.ก. บางเขน ก็สามารถเปิดเป็นทางการได้เป็นสถานีแรกเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2504 และดำเนินการกระจายเสียงตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา สามารถเผยแพร่ข่าวสารความรู้ทางเกษตร สารคดี และความบันเทิงไปสู่ครอบครัวเกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้ในวงกว้าง ต่อมาการกระจายเสียงสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้มากขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้เปิดสถานีวิทยุเครือข่ายอีก 3 แห่งคือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ (22 มกราคม 2508) ขอนแก่น (12 เมษายน 2508) และจังหวัดสงขลา (10 เมษายน 2515) นอกจากงานวิทยุแล้ว รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ ได้ทำงานด้านบริหาร คือ เป็นหัวหน้าภาควิชาเกษตรนิเทศ และผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและเผยแพร่ (หน่วยงานภายใน) ระหว่าง พ.ศ. 2508-2512 ในช่วงนี้มหาวิทยาลัยได้แต่งตั้งให้ รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ เป็นกรรมการเตรียมการจัดตั้งคณะศึกษาศาสตร์ โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร เป็นประธาน (คำสั่งที่ 191/2511) ซึ่งต่อมาได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งคณะศึกษาศาสตร์ขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2512 นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ ยังเป็นกรรมการก่อตั้งสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม (คำสั่งที่ 124/2513) อีกด้วย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. สง่า สรรพศรี เป็นประธาน ทำให้มีประกาศตั้งสำนักส่งเสริมฯ เป็นทางการเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2513 และ รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ ได้รับการแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัยให้เป็นผู้อำนวยการตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา อย่างไรก็ดี เมื่ออาจารย์ส่วนหนึ่งของสำนักส่งเสริมฯ ได้ไปทำงานในภาควิชาอาชีวศึกษาของคณะศึกษาศาสตร์ และดูแลรับผิดชอบหลักสูตรที่เปิดขึ้นใหม่ คือ หลักสูตร วท.บ. (ศึกษาศาสตร์-เกษตร) และ ศศ.บ. (ศึกษาศาสตร์-คหกรรมศาสตร์) รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้มีวุฒิปริญญาโททาง Agricultural Education จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการประจำคณะศึกษาศาสตร์ด้วย และได้ทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าภาควิชาอาชีวศึกษาระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน 2515 ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2516 ซึ่งเป็นช่วงที่หัวหน้าภาควิชากำลังศึกษาต่อในต่างประเทศ ในการก่อตั้งคณะศึกษาศาสตร์ ทำให้ภาควิชาเกษตรนิเทศ (ส่งเสริมและเผยแพร่ฯ เดิม) ถูกโอนย้ายไปจากคณะเกษตรเป็นภาควิชาอาชีวศึกษาในคณะศึกษาศาสตร์ คณะเกษตรจึงมีความจำเป็นต้องตั้งภาควิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตรขึ้นใหม่ ในคณะเกษตร รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ ก็ได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุมคณบดี (20 สิงหาคม 2522) ให้เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ซึ่งมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรุณ จันทนโอ รองศาสตราจารย์ ดร. พจน์ บุญเรือง และศาสตราจารย์ ดร. บุญธรรม จิตต์อนันต์ เป็นคณะทำงานเพื่อยกร่างโครงการ ซึ่งต่อมาก็ได้รับอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยและทบวงฯ ตามลำดับ ตั้งเป็นภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตรขึ้นในคณะเกษตร ซึ่งดำเนินงานมาจนกระทั่งปัจจุบัน ในระหว่างที่ รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม ก็ได้พยายามขยายงานบริการทางวิชาการไปยังวิทยาเขตกำแพงแสน นครปฐม ด้วยการร่วมมือช่วยเหลือกันหลายฝ่าย ทำให้สามารถก่อตั้งศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตรแห่งชาติขึ้น โดยการสนับสนุนด้านงบประมาณจากรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งได้มีพิธีเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2524 และเปิดทำการมาตลอดจนกระทั่งปัจจุบัน ทำให้งานส่งเสริมและฝึกอบรมของมหาวิทยาลัยขยายขอบเขตการทำงานได้กว้างขวางมากขึ้น นอกเหนือจากงานพัฒนามหาวิทยาลัยดังได้กล่าวแล้ว รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ ยังมีส่วนช่วยงานของสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ส.ม.ก.) ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2497 โดยได้รับการเสนอให้เป็นนายกสมาคมคนที่ 2 สืบต่อจาก ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณ ตั้งแต่ พ.ศ. 2504-2506 รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ ได้ขอให้อาจารย์ในแผนกวิชาส่งเสริมฯไปช่วย 5 คน คือเป็น เลขาธิการ (รองศาสตราจารย์ ดร. เจือ สุทธิวนิช) เหรัญญิก (ศาสตราจารย์ ดร. บุญธรรม จิตต์อนันต์) นายทะเบียน (รองศาสตราจารย์ ดร. พจน์ บุญเรือง) กรรมการฝ่ายบันเทิง (ผู้ช่วยศาสตราจารย์พุม ขำเกลี้ยง และ ศาสตราจารย์วิจิตร อาวะกุล) ได้มีการจัดงานฉลองปริญญาบัณฑิตใหม่ และรื้อฟื้นงานลีลาศโต้รุ่งกลางทุ่งบางเขน ณ บริเวณหลังหอประชุม (5 มีนาคม 2505) และเริ่มงาน Home- Coming Day เป็นครั้งแรกในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2506 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัย มีศิษย์เก่ามาร่วมงานกันคับคั่งทั้งสองงาน และทางสมาคมฯ ยังได้นำเงินส่วนหนึ่งจากการจัดงานขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อสมทบกองทุนช่วยเหลือประชาชนตามพระราชประสงค์ มีงานอีกหลายอย่างที่ รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ ได้มีส่วนร่วมในการบริหาร การวิจัย และการพัฒนาต่างๆ เช่น กรรมการสภามหาวิทยาลัย อ.ก.ม. อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ การฝึกอบรมนานาชาติ โครงการพัฒนาชนบทบ้านเนินดินแดงตามพระราชดำริ โครงการเกษตรที่สูง ศูนย์ศึกษาและพัฒนาเขาหินซ้อน รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ เป็นผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2513 จนถึงวันที่ 1 เมษายน 2530 รวมเวลาที่ดำรงตำแหน่งนี้และตำแหน่งผู้อำนวยการสถานีวิทยุ ม.ก. ประมาณ 16 ปี แต่หากนับตั้งแต่สำนักส่งเสริมยังเป็นหน่วยงานภายในก็เป็นเวลาประมาณ 22 ปี นับว่าเป็นเวลาอันยาวนานที่ได้ทำงานบริหารและงานสร้างสรรค์พัฒนาต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ยิ่งแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำหรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงที่ รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ ได้รับคือ ตติยจุลจอมเกล้า และมหาวชิรมงกุฎ ชีวิตครอบครัว รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ ได้สมรสกับอาจารย์ อารีรัตน์ (อาญาสิทธิ) มีบุตรชาย 1 คน คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ศศ.บ. (รัฐศาสตร์) มร. และ ศษ.ม. (เทคโนโลยีการศึกษา) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปัจจุบันเป็นรองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม และหัวหน้าสถานีวิทยุ ม.ก. บางเขน สมรสกับ รองศาสตราจารย์จิราภรณ์ (สีหวงศ์) คบ. และ คม. (โสตทัศนศึกษา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำงานที่สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (อดีตประธานสาขานิเทศศาสตร์) มีธิดา 2 คน ภายหลังจากเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2530 แล้ว รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ ยังช่วยงานของสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม สถานีวิทยุ ม.ก. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันศึกษาอื่นๆ อย่างต่อเนื่องมิได้หยุดนิ่ง หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี อาจารย์ได้ล้มป่วยเป็นอัมพฤกษ์อยู่เป็นเวลานาน และในที่สุดก็ได้ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2543 ได้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2543 สิริอายุได้ 74 ปี อาจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ เป็นผู้สร้างสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมมาโดยแท้ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อประสานงานกับบุคคล หน่วยงาน จนเกิดความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่อุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือของสำนักฯ การช่วยให้มหาวิทยาลัยมีวิทยุติดต่อสื่อสารกับสถานีฯ ไร่ฝึกได้อย่างรวดเร็ว การติดตั้งไมโครเวฟให้วิทยาเขตกำแพงแสนกับบางเขนได้ติดต่อกันได้รวดเร็วเป็นครั้งแรก การจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตรแห่งชาติ อาจารย์ได้สร้างลูกศิษย์ทางการส่งเสริมไปเป็นอาจารย์ ข้าราชการได้รับความสำเร็จถึงขั้นสูงสุด เจริญก้าวหน้าโดยทั่วกัน วิจิตร อาวะกุล (KU 15) อาจารย์พรเกิดมาเพื่อให้ ให้ทุกอย่างกับทุกคนโดยไม่เลือกหน้า เหมือนพระเวสสันดรในชาดก อาจารย์ มีกตัญญูกตเวที เคารพนับถือผู้อาวุโส อาจารย์เป็นผู้นำที่เข้มแข็งและเสียสละ รักเพื่อน รักลูกน้อง และผู้ร่วมงานโดยหมดใจ ความรักนับถือและความผูกพันที่ผมมีต่อพี่พรของผมนั้น ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาด้วยคำพูดหรือตัวหนังสือได้ เมื่อปราศจากอาจารย์ ผมจึงคิดถึง ว้าเหว่ ด้วยขาดที่พึ่งทางใจ ขาดคนที่จะพูดคุย หรือปรับทุกข์ในทุกเรื่องได้โดยไม่มีขีดจำกัด ธัชชัย แสงสิงแก้ว (KU 18) อาจารย์พรเป็นผู้บริหารที่ไม่วางตนเหนือผู้อื่น คือเป็นทั้งอาจารย์ เพื่อน และพี่ที่ดีของลูกน้อง มีอัธยาศัยไมตรีที่ดีต่อบุคคลทุกระดับ มีความอดทน อดกลั้น และไม่เคยแสดงความโกรธต่อผู้ใด ผมได้รับประสบการณ์ชีวิตในช่วงที่ทำงานกับอาจารย์พร ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างด้านการส่งเสริมการเกษตรจากอาจารย์ รวมทั้งประสบการณ์อื่น ๆ ที่ได้รับเมื่อติดตามอาจารย์ไปในท้องถิ่นชนบทและในต่างประเทศ ได้ช่วยเพิ่มสติปัญญาในการทำงานต่าง ๆ ที่ได้รับมอบให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่ายิ่งที่ยังอยู่ในความทรงจำของผมมิรู้ลืม รำลึกถึงอาจารย์พรผู้สอนศิษย์ ให้รู้วิทยาการด้านส่งเสริมฯ อีกทั้งตั้งวิทยุหนุนเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมเกษตรไทยให้เจริญ บุญธรรม จิตต์อนันต์ (KU 13) อาจารย์พรจากพวกเราไปแล้ว เหลือแต่ผลงานและคุณความดีที่ท่านอาจารย์ได้สร้างไว้ วิญญาณของอาจารย์สถิตย์อยู่ ณ แห่งหนตำบลใด ขอได้โปรดรับทราบด้วยว่าพวกเราชาวส่งเสริมทุกคน ยังเคารพรักอาจารย์ และยังคิดถึงอาจารย์อยู่เสมอ ขอให้ผลแห่งความดีที่อาจารย์ได้สร้างไว้จงตอบสนองให้อาจารย์มีสุขทุกชาติไป พุม ขำเกลี้ยง (KU 14) งานส่งเสริมการเกษตรนิเทศทัศน์ ช่วยขจัดปัญหาท่วมร่วมสมัย ผลผลิตเบิกหล้าชาวนาไทย ชีวิตใหม่พ้นปรักศักดิ์เสรี ภารกิจสำนักฯ ประจักษ์แจ้ง สอนเสริมแรง มหา'ลัยไปทุกที่ กระจายสารผ่านสื่อคือวิธี ความรู้นี้เกษตรกรคอยต้อนรับ เปิดตำนานผ่านยุคผู้บุกเบิก ปฐมฤกษ์สื่อทางไกลได้สดับ วิทยุ มอ กอ ขานมานานนับ ผู้กำกับก่อตั้งผู้คุณูปการ อาจารย์ พร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้ประสิทธิ์สฤษดิ์สร้างอย่างกล้าหาญ มรสุมรุมกระหน่ำ ย้ำเนานาน ยังฝ่าด่านอุปสรรคทุกหลักเกณฑ์ ท่านคือผู้สืบทอดตลอดชีพ ดุจประทีปส่องสว่างกลางยุคเข็ญ เป็นแรงใจคุ้มเกล้าเราร่มเย็น สำนักฯ เด่นสง่างามสมความคิด ขอรำลึกผนึกแน่นด้วยแหนหวง งานทั้งปวงอนุสรณ์ป้อนดวงจิต อยากตอบแทนท่านก็สายปลายชีวิต กรรมลิขิตสุดฝืนให้คืนคง ณ วันนี้ส่งเสริมฯ ข้ามสามทศวรรษ น้อมมนัสขจัดภัยไม่เหลือหลง นำสำนักฯ สู่สากลโพ้นทระนง จักยืนยงคู่มหาวิทยาลัย รงก์ โรจน์กร (เกษม จรินโท - KU 12) แหล่งข้อมูล ส่งเสริมและฝึกอบรม, สำนัก. 25 ปี สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตรแห่งชาติ, 2539. ส่งเสริมและฝึกอบรม, สำนัก. สถานีวิทยุ ม.ก. ครบรอบ 30 ปี 20 กันยายน 2534. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2534. ส่งเสริมและฝึกอบรม, สำนัก. 30 ปี สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตรแห่งชาติ, 2543. พร สุวรรณวาจกกสิกิจ. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2495.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์

ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ ปรมาจารย์ทางการส่งเสริมการเกษตร เป็นผู้ที่ได้ริเริ่มและก่อตั้งแผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตรในคณะกสิกรรมและสัตวบาล (คณะเกษตร) และสำนักส่งเสริมและเผยแพร่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กว่า 40 ปี มาแล้ว ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่เปิดสอนสาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรทั้งระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา และมีหน่วยงานโดยเฉพาะ ที่ให้บริการทางวิชาการอันเป็นประโยชน์แก่ประชาชน (สำนักส่งเสริมและฝึกอบรมในปัจจุบัน) ซึ่งต่อมาหลายๆ มหาวิทยาลัยได้นำแนวคิดไปเป็นแบบอย่างในการเสนอหลักสูตร และให้บริการทางวิชาการแก่ประชาชนในหลายรูปแบบ อันเป็นส่วนช่วยอย่างมากในการพัฒนาอาชีพและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ เป็นบุตรของพันโทพระจงสรวิทย์ (เพี้ยน สมิตานนท์) และนางน้อม (แท่งทอง) เกิดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2453 ที่กรุงเทพมหานคร สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 จากโรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ พ.ศ. 2471 แล้วไปเรียนต่อที่ University of the Philippines at Los Banos สำเร็จปริญญา B.S. in Agr. พ.ศ. 2477 ได้รับปริญญา M.S. (พ.ศ. 2501) และ Ed.D. พ.ศ. 2503) จาก Cornell University สหรัฐอเมริกา สำเร็จจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 5 (พ.ศ. 2506) หลังจากสำเร็จการศึกษาจากประเทศฟิลิปปินส์ ใน พ.ศ. 2477 ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ ได้เข้าทำงานในกระทรวงธรรมการและกระทรวงเกษตราธิการ เป็นเวลา 19 ปี (ระหว่าง พ.ศ. 2477-2496) ในตำแหน่งต่างๆ เช่น อาจารย์กรมศึกษาธิการ อาจารย์ใหญ่โรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้ หัวหน้าสถานีทดลองและส่งเสริมภาค 5 หัวหน้าแผนกปฐพีวิทยา (กรมเกษตร) อาจารย์วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (2485-2486) ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเกษตรศาสตร์ และหัวหน้าสถานีทดลองแม่โจ้ และท้ายที่สุด ใน พ.ศ. 2495-2496 ได้เข้าประจำกรมศึกษาธิการ โดยเป็นผู้ประสานงาน Chachoengsao Educational Pilot Project, UNESCO ทำงานก่อตั้งยุวกสิกรเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ต่อมาราวเดือนมกราคม 2497 คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ขอโอน ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ มาเป็นอาจารย์เอกในคณะกสิกรรมและสัตวบาล มีที่ทำงานอยู่ที่ตึกวิทยาศาสตร์หรือชีววิทยา (เยื้องกับอนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์) ซึ่งสำนักงานอธิการบดีตั้งอยู่ที่นั่นในขณะนั้น ศาสตราจารย์ ดร. พนม ได้รับมอบให้ทำงานด้านส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร โดยเฉพาะการอบรมวิชาชีพภาคฤดูร้อนสำหรับประชาชน ซึ่งคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจได้เปิดขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2496 และช่วยงานตามสัญญาเกษตรศาสตร์-ออรีกอน (KU-OSU) ซึ่งมีการลงนามกัน ณ สถานทูตไทยประจำกรุง Washington D.C. เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2497 มีสาระสำคัญคือให้ Oregon State University ช่วยเหลือปรับปรุงมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ภายใต้การช่วยเหลือสนับสนุนทางการเงินของ USOM (United States Operations Mission to Thailand) เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2497 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2503 ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้มอบให้ ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ เป็นผู้ประสานงานโครงการหรือสัญญาดังกล่าว นอกจากนี้ ยังได้รับมอบงานเพิ่มขึ้นอีก คือ ใน พ.ศ. 2498 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าแผนกวิชาวิศวกรรมเกษตร และรักษาการหัวหน้าแผนกวิชาปฐพีวิทยา และในปีเดียวกันนี้ ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ ได้เสนอขอตั้งแผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตรขึ้นเป็นการภายใน ในคณะกสิกรรมและสัตวบาล ซึ่งสภามหาวิทยาลัยเห็นชอบ ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ บันทึกไว้ว่า คณะกสิกรรมและสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เริ่มเปิดสอนวิชาส่งเสริมฯ บางวิชามา 5 ปีแล้ว แต่เพิ่งจะเริ่มวางรูปแบบการศึกษาเป็นแผนกวิชาใน พ.ศ. 2498 โดยได้เปิดหลักสูตรปริญญาตรีสาขาวิชาส่งเสริมการเกษตร เป็นหลักสูตร 5 ปี คือ ใน 3 ปีแรกนิสิตเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป วิชาทางสังคมศาสตร์ ภาษา และวิชาพื้นฐานทางเกษตร จนจบอนุปริญญา แล้วจึงเรียนวิชาเอก (major) ทางส่งเสริมการเกษตร พร้อมกับทำวิทยานิพนธ์ใน 2 ปีหลัง จึงจะได้รับปริญญากสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิต(กส.บ.) เมื่อเริ่มเปิดแผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร ใน พ.ศ.2498 ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ ทำงานอยู่เพียงคนเดียว จึงต้องโอนและจ้างนิสิตฝึกงาน (trainee)มาช่วยคือ นายธรรมนูญ เปรมสุนทร และนายธรรมนูญ สิงหคเชนทร์ เพื่อทำงานเกี่ยวกับห้องปฏิบัติการถ่ายภาพ และ นายชลอ จัดแจง รับผิดชอบงานโสตทัศนูปกรณ์ ขณะนั้น ที่ทำการแผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร อยู่ที่ชั้น 2 ของตึกชีววิทยา ในปีที่ได้รับอนุมัติให้ตั้งแผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร มีนิสิต (นายโชติ สุวิปกิจ) ที่เรียนมาก่อนในปี 2497 เสนอวิทยานิพนธ์เพื่อขอจบการศึกษาเรื่อง การศึกษาเกี่ยวกับวิธีการส่งเสริมการเกษตร โดยมี ศาสตราจารย์ ทำนอง สิงคาลวนิช เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ถือว่าเป็นบัณฑิตคนแรกทางส่งเสริมการเกษตรที่จบการศึกษาในปี 2498 ด้านอาจารย์ผู้สอนของแผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร ก็ค่อยมีเพิ่มขึ้น คือในเดือนเมษายน 2499 รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ จบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัย Utah State University ได้โอนจากแผนกวิชาวิศวกรรมเกษตรมาสังกัดแผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร ถัดมาอีก 1 เดือน ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร ได้รับอาจารย์มณฑา ควรสมาคม (รศ. สุมนฑา กุลละวณิชย์) วุฒิ กส.บ. เป็นอาจารย์อีกหนึ่งคน ทำให้แผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร มีอาจารย์เพิ่มขึ้นเป็น 3 คน ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ จึงเปิดรับนิสิตรุ่นใหม่เข้าเรียนวิชาเอกใน สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2499 ในช่วงที่เปิดรับสมัครนิสิตอยู่นี้ หอประชุมที่สร้างขึ้นด้านถนนพหลโยธินเพิ่งเสร็จใหม่ๆ สำนักงานอธิการบดีได้ย้ายจากตึกชีววิทยาไปอยู่ ณ หอประชุม แผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร ก็ได้ย้ายตามไปด้วยเพราะต้องดูแลหน่วยประสานงานตามสัญญา KU-OSU โดยย้ายไปอยู่ที่ ชั้น 2 เมื่อแผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตรมาอยู่ที่หอประชุม รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้สอนวิชาโสตทัศนศึกษาได้ขอจ้างนิสิตมาช่วยงานอีกหนึ่งคน คือ นายบุญธรรม จิตต์อนันต์ เพื่อช่วยเตรียมสื่อการสอนต่างๆ ให้ทันวันเปิดภาคเรียนในเดือนมิถุนายน 2499 ซึ่งมีผู้จบอนุปริญญามาสมัครเรียนในสาขาวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร 5 คน ขณะนั้นหอประชุมชั้นล่างยังมิได้ติดตั้งเก้าอี้ จึงจัดให้นิสิตเรียนที่ชั้น 2 ของตึกชีววิทยา ซึ่งมีห้องเรียนพร้อมทั้งห้องปฏิบัติการถ่ายภาพ และฉายภาพยนตร์อยู่ที่นั่น ได้จ้างนายจรัสพงษ์ อรุณสิทธิ์ นิสิตปี 3 เป็นช่างภาพและ ดูแลงานธุรการต่างๆ ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน แผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร ได้อาจารย์มาเสริมอีกหนึ่งคน คือ ศาสตราจารย์ ดร. นิพนธ์ คันธเสวี ซึ่งเพิ่งจบปริญญาโทจาก University of California at Davis ทำให้การสอนเข้มขึ้น และมีนิสิตมาเรียนวิชาเอกสาขาวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร อีก 15 คน ใน พ.ศ. 2500 งานของแผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร ตอนนั้นมิได้มีเฉพาะเรื่องการสอนนิสิตเพียงอย่างเดียว แต่มีงานอื่นอีกหลายอย่างที่อาจารย์และนิสิตฝึกงานต้องช่วยกันทำ เช่น งานส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร หรืองานบริการทางวิชาการในปัจจุบัน ได้แก่ การเปิดอบรมวิชาชีพภาคฤดูร้อนสำหรับประชาชน การจัดทำเอกสารเผยแพร่ งานประชาสัมพันธ์ การรับแขกของมหาวิทยาลัย และประชาชนที่มาเยี่ยมชมกิจการมหาวิทยาลัยและเกษตรกลางบางเขน งานตามสัญญาเกษตรศาสตร์-ออรีกอน ตลอดจนงานอื่น ๆ ที่อธิการบดีมอบหมาย ต่อมาใน พ.ศ. 2500 ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ ได้ไปศึกษาและดูงาน Comparative Extension ที่ Cornell University สหรัฐอเมริกา โดยมอบให้ รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ รักษาการหัวหน้าแผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร และผู้ประสานงานแทน รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ เห็นว่ามีอาจารย์เหลือปฏิบัติงานอยู่ 3 คน และนิสิตฝึกงานจบการศึกษาออกไป ส่วนที่เหลือไม่เพียงพอที่จะทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ จึงได้จ้างนิสิตเพิ่มขึ้น ในช่วงนี้ได้จ้าง นายพุม ขำเกลี้ยง นิสิตปี 4 เข้ามาทำงานในปี 2500 และปีถัดมา รองศาสตราจารย์ มณฑาไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา รองศาสตราจารย์ พร จึงจ้างนิสิตปี 3 เพิ่มขึ้นอีก คือ นายวิจิตร อาวะกุล และ นายพจน์ บุญเรือง นิสิตที่กล่าวนามมา บางส่วนเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วก็สมัครงานเป็นอาจารย์ในแผนกวิชาฯ เริ่มต้นจากนายบุญธรรม จิตต์อนันต์ ที่สมัครเป็นอาจารย์คนที่ 5 ของแผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร ในปี 2501 และแผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร รับต่อๆ มาอีกหลายรุ่น หลังจากเรียนครบหลักสูตรปริญญาเอกใน พ.ศ. 2502 แล้ว ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ ก็กลับมาทำงานในตำแหน่งเดิม และเป็นหัวหน้าแผนกวิชาพืชไร่ด้วย โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.พนม สมิตานนท์ ผู้มีความรู้และประสบการณ์หลายด้านเล็งเห็นว่า งานส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร ที่คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจได้เริ่มไว้ และแผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร รับปฏิบัติและขยายงานมาอย่างต่อเนื่อง เป็นงานสำคัญของมหาวิทยาลัยต่อจาก งานสอน และ งานวิจัย สมควรที่จะตั้งขึ้นเป็นหน่วยงานเอกเทศเพื่อทำงานด้านการส่งเสริมและเผยแพร่โดยเฉพาะ ฉะนั้นโดยการสนับสนุนจากอธิการบดี ศาสตราจารย์อินทรี จันทรสถิตย์ สำนักส่งเสริมและเผยแพร่ จึงได้รับอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยให้ตั้งขึ้นเป็นหน่วยงานภายในที่ใช้อัตรากำลังของแผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร ไปก่อน ขึ้นตรงต่อสำนักงานอธิการบดีใน พ.ศ. 2502 โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ เป็นหัวหน้าอีกตำแหน่งหนึ่ง เมื่อตั้งเป็นสำนักส่งเสริมและเผยแพร่ เสมือนเป็นหน่วยงานกลางของมหาวิทยาลัยแล้ว ก็สามารถประสานงานกับคณะหรือหน่วยงานภายนอกได้คล่องตัวขึ้น เพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น ด้านการฝึกอบรม นอกจากการฝึกอบรมวิชาชีพภาคฤดูร้อนสำหรับประชาชนแล้ว ยังสามารถจัดการอบรม สัมมนา นิทรรศการ หรือจัดประชุมต่างๆ ได้กว้างขึ้น การจัดรายการวิทยุ โทรทัศน์ ที่ต้องประสานงานกับทางสถานีฯ และแผนกวิชาต่างๆ ที่จะเสนอรายการนั้นๆ ก็ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย อย่างไรก็ดีเกี่ยวกับการจัดรายการวิทยุ ศาสตราจารย์ ดร.พนม สมิตานนท์ ได้สนับสนุนการคิดค้นและทดลองส่งวิทยุจากมหาวิทยาลัยของ รองศาสตราจารย์ พร สุวรรณวาจกกสิกิจ มาตั้งแต่ต้นจนประสบความสำเร็จ สามารถตั้งเป็นสถานีวิทยุ ม.ก. บางเขน ได้เป็นสถานีแรกใน พ.ศ. 2504 ทำให้สำนักส่งเสริมและเผยแพร่ สามารถเผยแพร่ข่าวสาร ความรู้ ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานอื่นที่มิใช่งานสอนก็ได้แยกออกมาจากแผนกวิชาส่งเสริมการเกษตร คือ งานประชาสัมพันธ์ การทำเอกสารเผยแพร่ การนำชมกิจการมหาวิทยาลัย และการจัดทำสื่อการส่งเสริม เป็นต้น ช่วงนั้น หลายส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำลังพัฒนาขยายตัว ศาสตราจารย์ ดร. นิพนธ์ คันธเสวี ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าแผนกวิชาภาษาอังกฤษใน พ.ศ. 2502 แต่ยังคงสอนให้กับแผนกวิชาส่งเสริมการเกษตร เช่นเดิม และต่อมาก็ได้รับทุนไปศึกษาต่อปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกาใน พ.ศ. 2504 ปีเดียวกันนี้กระทรวงศึกษาธิการได้ติดต่อให้มหาวิทยาลัยผลิตครูเกษตรให้เพื่อส่งไปประจำ ณ โรงเรียนเกษตรกรรมหลายแห่ง โดยเสนอให้ทุนในปีนั้น 10 ทุน ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ จึงเปิดหลักสูตรปริญญาตรีสาขาวิชาครุศาสตร์เกษตรอีกหลักสูตรหนึ่ง รับผู้จบอนุปริญญามาเรียนต่ออีก 2 ปี แนวเดียวกับสาขาวิชาส่งเสริมฯ ต่างกันที่วิชาเอกและวิทยานิพนธ์ เปิดสอนในเดือนพฤศจิกายน 2504 และมีนิสิตจบเป็นรุ่นแรกในปี 2506 เป็นต้นมา สำหรับหลักสูตรปริญญาโท ก็ได้เปิดขึ้นใน พ.ศ. 2506 เป็นหลักสูตร วท.ม. (เกษตรศาสตร์) สาขาส่งเสริมการเกษตร ครุศาสตร์เกษตร และสาขาพัฒนาชุมชน นิสิตรุ่นแรกที่มาเรียนเป็นชาวฟิลิปปินส์ เรียนในสาขาวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร และสาขาครุศาสตร์เกษตร ด้วยทุน SEATO (Southeast Asia Treaty Organization) ซึ่งต้องสอนเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนสาขาพัฒนาชุมชนมีผู้เรียนรุ่นแรกเป็นคนไทยในปี 2509 จาก พ.ศ. 2506 เป็นต้นมา อาจารย์ที่เคยเป็นนิสิตฝึกงานทยอยกันไปศึกษาต่อต่างประเทศ/ในประเทศ ด้วยทุนของมหาวิทยาลัยบ้าง และทุนอื่นบ้าง โดยการสนับสนุนของ ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ เมื่อสำเร็จการศึกษากลับมาทำงานก็เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาแผนกวิชาส่งเสริมฯ สำนักส่งเสริมฯ และหน่วยงานอื่นของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก ต่อมาใน พ.ศ. 2509 ได้มีการปรับปรุงส่วนราชการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใหม่ แผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร ได้เปลี่ยนชื่อเป็นแผนกวิชาเกษตรนิเทศ (Rural Education) และตั้งเป็นทางการในคณะเกษตร ตั้งแต่นั้นมา จนกระทั่ง พ.ศ. 2512 ได้มีการเปลี่ยนชื่อส่วนราชการจาก แผนกวิชา เป็น ภาควิชา และจัดตั้งคณะศึกษาศาสตร์ขึ้นอีกคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (28 พฤศจิกายน 2512) ประกอบด้วยภาควิชาอาชีวศึกษา (ภาควิชาเกษตรนิเทศเดิมจากคณะเกษตร) ภาควิชาพลศึกษา (จากคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์) ภาควิชาการศึกษา และสำนักงานเลขานุการ เป็นอันว่าภาควิชาเกษตรนิเทศถูกโอนไปอยู่คณะใหม่และเปลี่ยนชื่อใหม่ ถัดมาอีกปีหนึ่งก็ได้มีประกาศตั้งสำนักส่งเสริมและเผยแพร่เดิมขึ้นเป็นทางการมีชื่อใหม่ว่า สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม (21 สิงหาคม 2513) ดำเนินงานต่อเนื่องมาจนกระทั่งปัจจุบัน ส่วนทางคณะเกษตรก็ได้ตั้ง ภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร (จากสาขาเดิมที่มีอยู่และการโอนหมวดวิชาส่งเสริมฯ จากภาควิชาอาชีวศึกษา) ขึ้นแทนภาควิชาเกษตรนิเทศ โดยประกาศของทบวงมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2527 งานของภาควิชาฯ ก็เจริญก้าวหน้ามาด้วยดี และมีหลักสูตรปริญญาโทใหม่ๆ เกิดขึ้นด้วย ที่กล่าวมาเป็นประวัติและวิวัฒนาการของภาควิชาส่งเสริมฯ และสำนักส่งเสริมฯ ซึ่ง ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ ได้ริเริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2498 ในคณะกสิกรรมและสัตวบาล เริ่มจากการทำงานเพียงคนเดียวเมื่อตอนโอนเข้ามาใหม่ๆ มหาวิทยาลัยมอบงานให้ทำหลายอย่าง แต่ ศาสตราจารย์ ดร.พนม สมิตานนท์ ไม่เคยปฏิเสธ ไม่ย่อท้อ มีความมุ่งมั่นและเชื่อมั่นในตนเองสูง เพราะได้ผ่านงานอาจารย์และการบริหารงานที่ยากลำบากมาก่อนในกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตร ศาสตราจารย์ ดร.พนม สมิตานนท์ พยายามสร้างและพัฒนาคนเพื่อทำงานที่คิดไว้และตั้งใจไว้จนบรรลุผลสำเร็จ ทั้งภาควิชาส่งเสริมฯ และสำนักส่งเสริมฯ เป็นหน่วยงานสำคัญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน และเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับหลายมหาวิทยาลัยในการผลิตหรือพัฒนาทรัพยากรบุคคล เพื่อพัฒนาการเกษตรและชนบทของประเทศ แม้ว่า ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ ได้ชื่อว่าเป็นนักวิชาการ นักวิจัย นักส่งเสริม และนักบริหารเต็มตัวในสายตาของบุคคลทั่วไป แต่สำหรับลูกน้อง ลูกศิษย์ และผู้ใกล้ชิดแล้ว ย่อมทราบดีว่า ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ มีความเป็นครูที่เมตตาต่อศิษย์ เป็นนักกีฬาที่มีความสามารถ เพราะเคยเป็นหัวหน้าทีมฟุตบอลของมหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ ลอสบันโยส และเคยเป็นผู้ที่โดดเด่นด้านกีฬาและการบริหารที่แม่โจ้มาก่อน เป็นผู้นำกีฬารักบี้ฟุตบอลเข้ามาเริ่มเล่นที่แม่โจ้และได้นำกีฬาโบว์ลิ่งเข้ามาในประเทศไทยโดยเริ่มกีฬานี้ในงานฤดูหนาวจังหวัดเชียงใหม่ เคยเป็นประธานกรรมการกีฬาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หลายสมัย จึงเป็นผู้บริหารที่มีใจเป็นนักกีฬาที่ให้สิทธิเสรีและความไว้วางใจแก่ลูกน้องในการทำงาน ช่วยให้รู้จักคิดและตัดสินใจ ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ เป็นผู้ที่ทำงานเป็นระเบียบ และเป็นแบบอย่างที่ดีของลูกน้องไม่เฉพาะแต่เรื่องการงาน แต่รวมถึงการมีครอบครัวที่อบอุ่นและเป็นปึกแผ่น หลังจากทำงานที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มา 16 ปี หม่อมราชวงศ์จักรทอง ทองใหญ่ ได้ทาบทามไปทำงานกับมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยที่จังหวัดชัยนาท ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ จึงลาออกจากราชการเมื่อ พ.ศ. 2512 สำหรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์และรางวัลเกียรติยศที่ได้รับ คือ ประถมาภรณ์มงกุฎไทย โล่เกียรติคุณจากคณะกรรมการกีฬามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะผู้มีอุปการะคุณแก่การกีฬา เป็นศิษย์เก่าดีเด่น (Best Alumnus Award) University of Philippines at Los Banos, Certificate of Appreciation Rotary District 330 ในฐานะนายกสโมสรโรตารี่ กรุงเทพฯ ทางด้านครอบครัว ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ ได้สมรสกับ น.ส. บุญมี (อรุณสิทธิ์) มีบุตรและธิดา 6 คน คือ 1. นางเมธินี ณ เชียงใหม่ กส.บ. อดีตนักวิจัยและหัวหน้าฝ่ายอำนวยการ กองการข้าว(สถาบันวิจัยข้าว) กรมวิชาการเกษตร สมรสกับ นายอุทัย ณ เชียงใหม่ กส.บ. กรมพัฒนาที่ดิน (ถึงแก่กรรม) ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษารองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติจังหวัดสกลนคร 2. นายเทพพนม สมิตานนท์ B.A. อดีตปลัดอำเภอ กรมการปกครอง สมรสกับ ม.ล. ชวนโชค (นวรัตน์) B.A. 3. รศ. ดร. มณฑารพ จักกะพาก อนุปริญญากสิกรรมและสัตวบาล, B.Food Tech.,M.S.,Ph.D. ภาควิชา คหกรรมศาสตร์ คณะเกษตร ม.ก. สมรสกับนายจักร จักกะพาก ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเกษตร กรมวิชาการเกษตร 4. พ. อ. พิเศษ พนมน้อย สมิตานนท์ ปวส., ประกาศนียบัตรนายร้อยพิเศษ จปร., กศ.บ. กองบัญชาการทหารสูงสุด สมรสกับ น.ส. เสาวณี (รัตนา) 5. นายพนมบุญ สมิตานนท์ ร.บ. พนักงาน โรงพิมพ์ธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย สมรส กับ น.ส. บุษพรรณ (สุคันธชีพ) 6. นางมัทนพัชร ลิมพะสุต ประกาศนียบัตรธุรกิจการบิน และประกาศนียบัตรพาณิชยการ กรุงเทพโปลิเทคนิค พนักงานต้อนรับสายการบิน คาเธ่ย์แปซิฟิค สมรสกับ นายนรชัญ ลิมพะสุต หัวหน้าพนักงานต้อนรับ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ชีวิตหลังเกษียณ หลังจากที่ได้ทำงานกับมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยแล้ว ต่อมาเริ่มจาก พ.ศ. 2518 ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ได้ทำหน้าที่นายกสโมสรโรตารี่ กรุงเทพฯ เป็นประธานอนุกรรมการการเกษตร โครงการพัฒนาชนบทบ้านเนินดินแดงตามพระราชดำริ อำเภอห้วยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เดินทางไปปฏิบัติงานกับ รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ เป็นประจำ นอกจากนั้นยังเป็นอาจารย์พิเศษช่วยสอนวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร ให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ เป็นกรรมการสมาคมผู้ปกครองและครู โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ มักแวะเข้ามาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นประจำทุกเดือน ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2522 อาจารย์ได้ล้มป่วยกะทันหัน ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช อยู่ในความดูแลของแพทย์ร่วม 3 เดือน ในที่สุด ก็ได้จากไปอย่างสงบในวันที่ 7 กรกฎาคม 2522 คงไว้แต่คุณงามความดีและผลงานที่สร้างไว้นานัปการให้ระลึกถึง ได้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2522 สิริอายุได้ 69 ปี แหล่งข้อมูล อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์. ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร วันที่ 13 ตุลาคม 2522. แผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. คู่มือนิสิต ปีการศึกษา 2499-2500. พระนคร : ไทยหัตถการพิมพ์, 2499 . สำนักส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ทางเกษตร. คู่มือนิสิต 2506. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ไทยเขษม, 2506. สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม. 25 ปี สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตรแห่งชาติ, 2539. สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ที่ระลึกวันเปิดตึก พนม สมิตานนท์ 29 ธันวาคม 2523. กรุงเทพมหานคร : งานสื่อการศึกษา สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม, 2523. พนม สมิตานนท์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2477.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี

ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เกิดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2475 ที่จังหวัดจันทบุรี เป็นบุตรของนายปราบ และนางสำเนียง ปุณศรี แม่เป็นชาวกรุงเทพฯ นามสกุลเดิมคือ ทวีสิน พ่อมีอาชีพทำสวนยางพารา ซึ่งเป็นอาชีพที่ตกทอดของตระกูลปุณศรี อันเป็นตระกูลเก่าแก่ตระกูลหนึ่งของจังหวัดจันทบุรี ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี อยู่กับครอบครัวที่จังหวัดจันทบุรีตั้งแต่เกิด จนถึงอายุได้ 14 ปี จึงได้ย้ายมาอยู่กับตาและยายที่กรุงเทพฯ ขณะที่อยู่จังหวัดจันทบุรีนั้น ได้เข้าเรียนในโรงเรียนอำนวยวิทย์ ซึ่งแม่เป็นเจ้าของโรงเรียนและมาเรียนต่อที่โรงเรียนประจำจังหวัด จนถึงมัธยมปีที่ 5 ในสมัยนั้น เมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ 5 แล้ว พอดีสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง พ่อแม่จึงได้ส่งเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญวิทยาลัย (บางรัก) เข้าเรียนในชั้นมัธยมปีที่ 6 และเรียนต่อจนจบชั้นมัธยมปีที่ 8 หรือเตรียมอุดมศึกษา ใน พ.ศ. 2492 จากนั้น ได้สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเข้าเรียนในคณะกสิกรรมและสัตวบาล ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เล่าว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เดิมตั้งใจจะเรียนไปทางวิชาพาณิชย์บัญชี แต่มาเปลี่ยนใจตอนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 8 เพราะได้คลุกคลีกับการปลูกผัก และดอกไม้เป็นงานอดิเรกของญาติ ประกอบกับพื้นเพทางด้านคุณพ่อก็เป็นชาวสวน จึงคิดว่าเมื่อเรียนจบแล้ว ก็จะได้กลับไปช่วยครอบครัวเพื่อทำสวนต่อไป ระหว่างที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เล่าว่า รู้สึกสนุกอยู่ตลอดเวลา เพราะได้พบเรื่องใหม่ๆ ที่น่าสนใจอยู่เสมอ และการที่ต้องอยู่ประจำ ก็เป็นเรื่องใหม่ที่ทำให้ชีวิตเข้มข้นขึ้น ต้องช่วยตัวเองในทุกๆ เรื่อง ทำให้ทำอะไรเป็นหลายอย่าง เช่น ซักผ้า รีดผ้า หุงข้าว ทำอาหาร ล้างจาน ล้างชาม เป็นต้น โชคดีที่มีเพื่อนร่วมหอที่ดีหลายคน คอยให้ความช่วยเหลือ และแนะนำสั่งสอนอยู่เสมอ การเรียนของศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่ในขั้นดี อาจารย์ทุกคนก็ให้ความปราณีเพราะไม่เคยมีปัญหาในเรื่องการเรียนหรือความประพฤติ ในสมัยนั้น หลักสูตรปริญญาตรีทางกสิกรรมและสัตวบาลใช้เวลาศึกษา 5 ปี เมื่อเรียนจบชั้นปีที่ 3 ใน พ.ศ. 2495ก็ได้รับอนุปริญญากสิกรรมและสัตวบาล และเมื่อขึ้นชั้นปีที่ 4 ได้สอบชิงทุน ก.พ. เพื่อไปเรียนต่อยังต่างประเทศ ซึ่งบังเอิญสอบได้ ทำให้ได้ไปเรียนที่ University of California at Davis ใน พ.ศ. 2495 ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เรียนจบปริญญาตรีใน พ.ศ. 2497 ได้ปริญญา B.S. ทาง Plant Science และได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยเดิมเพื่อทำปริญญาโท ได้รับปริญญา M.S. ทาง Horticulture ใน พ.ศ. 2498 เมื่อจบปริญญาโทแล้ว ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขอให้กลับมาช่วยกันทำงาน เพราะเป็นระยะที่กำลังขาดแคลนอาจารย์ จึงได้กลับมาโดยเริ่มทำงานเป็นอาจารย์ในภาควิชาพืชศาสตร์ใน พ.ศ. 2499 มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานเป็นลำดับ จนกระทั่งเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2535 รวมเวลาที่ทำงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ถึง 36 ปี คือตลอดทั้งชีวิต ตลอดระยะเวลาของการทำงานนี้ ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เล่าว่ามีเรื่องบังเอิญเกิดขึ้นในชีวิตหลายเรื่อง ทำให้แนวทางชีวิตผันแปรไป เช่น ในขั้นต้นนั้น มีความตั้งใจที่จะกลับไปเรียนต่อปริญญาเอกเพื่อให้ได้ความรู้เพียงพอที่จะทำงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาทางการเกษตรของประเทศไทยให้ได้ผล แต่ก็ไม่มีโอกาสอีกเลย เพราะใน พ.ศ. 2510 ถูกดึงตัวไปเป็นรองคณบดีคณะเกษตร และต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณบดีคณะเกษตรใน พ.ศ. 2513 และอยู่ในตำแหน่งจนถึง พ.ศ. 2517 การทำงานในระยะ 17 ปีนี้ จึงเป็นลักษณะผสมปนเป งานวิจัยก็อยากทำเพราะเป็นเรื่องที่รักที่ชอบ แต่งานบริหารก็ทิ้งไปไม่ได้เพราะผู้ใหญ่ขอร้อง เมื่อพ้นจากตำแหน่งคณบดีคณะเกษตรแล้ว ก็ยังต้องรับงานบริหารอีก 3 เรื่อง คือ เป็นผู้อำนวยการงานเกษตรที่สูงระหว่าง พ.ศ. 2517 ถึง พ.ศ. 2534 เป็นประธานคณะกรรมการจัดตั้งสถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบเกษตรในเขตวิกฤต ซึ่งเป็นการขยายงานเกษตรที่สูงใน พ.ศ. 2534 ถึง พ.ศ. 2535 เป็นผู้ประสานงานทั่วไปของโครงการหลวงซึ่งเป็นโครงการส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ พ.ศ. 2512 ถึง พ.ศ. 2535 และเป็นรองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษในช่วง พ.ศ. 2529 ถึง พ.ศ. 2533 ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี กล่าวว่า ดูๆ ไปแล้ว ชีวิตส่วนใหญ่จะมีแต่เรื่องบริหาร มีโอกาสที่จะทำงานวิจัยน้อยเหลือเกิน อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เล่าต่อไปว่า งานวิจัยก็มีมาโดยบังเอิญอีก กล่าวคือ เมื่อกลับจากสหรัฐอเมริกา มารับราชการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใน พ.ศ. 2499 นั้น หลวงสมานวนกิจ คณบดีคณะกสิกรรมและสัตวบาลในสมัยนั้น กำลังสนใจทำการทดลองปลูกองุ่นอยู่ เมื่อท่านเห็นว่าได้เล่าเรียนทางเรื่องไม้ผลเขตหนาวมาโดยตรง จึงมอบให้ทำงานวิจัยเรื่ององุ่นต่อ ในระยะนั้น ประเทศไทยยังปลูกองุ่นเป็นการค้าไม่ได้ มีเพียงการปลูกเล่นๆ ในบ้านเท่านั้น และผลที่ออกมาก็จะเปรี้ยว เมื่อมาทำการวิจัยเรื่ององุ่นแบบเอาจริงเอาจัง ทุกคนก็นึกว่าบ้า ไม่มีใครเชื่อว่าจะทำได้สำเร็จ เพราะเป็นที่เชื่อกันว่าองุ่นเป็นพืชเมืองหนาว คงจะไม่สามารถปลูกในประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองร้อนได้ ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี ได้สั่งพันธุ์องุ่นจากประเทศต่างๆ เข้ามามากมายหลายพันธุ์เพื่อทดสอบ และเริ่มวางแผนการทดลองอย่างเป็นระบบในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตขององุ่น โรคและแมลงที่เป็นศัตรู การเกิดดอก การติดผล ตลอดจนการขยายพันธุ์ โดยมีนิสิตหลายคนเป็นผู้ช่วย โดยแบ่งการทดลองในเรื่องต่างๆ เป็นวิทยานิพนธ์ ทำให้งานวิจัยในเรื่ององุ่นนี้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากคณบดี และหัวหน้าภาควิชา (อาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์) จึงทำให้ทำงานวิจัยได้อย่างคล่องตัว ไม่มีปัญหาติดขัดแต่อย่างใดทั้งสิ้น เมื่อทำงานวิจัยเรื่ององุ่นมาได้ประมาณ 7 ปี ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี ได้สรุปผลงานไว้ในบทความเรื่อง องุ่น : พืชสวนชนิดใหม่ของเรา (วารสารพืชสวนปีที่ 1 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2507) มีสาระสำคัญ ดังนี้ เมื่อข้าพเจ้าจับงานทดลองเรื่องนี้ได้ไม่นาน ก็ปรากฎว่ามีการตื่นตัวกันขึ้นอย่างมากในกลุ่มเอกชนที่สนใจการปลูกองุ่น ได้มีผู้ปลูกองุ่นได้ผลดียิ่งหลายราย เช่น คุณสมพงษ์ ตัณฑเศรษฐี คุณกำแหง ทวีสิน และคุณเชียด อภัยวงศ์ เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งของคุณสมพงษ์ ตัณฑเศรษฐี นั้นได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากองุ่นที่ปลูกออกผลดกมากจริงๆ และผลใหญ่รสดี เป็นองุ่นพันธุ์ Cardinal ซึ่ง คุณสมพงษ์ ตัณฑเศรษฐี สั่งมาจากแคลิฟอร์เนีย คุณสมพงษ์ ตัณฑเศรษฐี ได้ออกรายการโทรทัศน์ในเรื่องนี้ด้วย จึงยิ่งทำให้ประชาชนเกิดความสนใจมากขึ้น อย่างไรก็ตามการปลูกองุ่นภายในบ้านกับการปลูกองุ่นเป็นสวนใหญ่แบบการค้านั้นย่อมแตกต่างกันมาก ในขณะนั้นข้าพเจ้าจึงยังไม่อาจส่งเสริมการปลูกองุ่นให้ถึงประชาชนได้ แต่ถึงกระนั้นการเห็นผลจากผู้ปลูกเป็นงานอดิเรกเช่นนี้ก็ได้ทำให้มองเห็นความสำเร็จยิ่งขึ้น ในระยะต่อมาความสนใจของประชาชนได้ขยายตัวกว้างขวางออกไปมากยิ่งขึ้น มีผู้กล้าลงทุนทำสวนองุ่นขึ้นหลายราย ทั้งๆ ที่ยังไม่มีความแน่ใจว่าจะได้ผลอย่างไร บางแห่งก็เริ่มจากสวนเล็กๆ ก่อน และบ้างก็ทำเป็นสวนใหญ่เลยทีเดียว ประชาชนกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกว่าเอาจริงเอาจังมากก็คือชาวสวนแถบสามพราน นครปฐม ชาวสวนพวกนี้เดิมปลูกพุทรากันเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาพุทราล้นตลาด ราคาต่ำมากจึงได้มองหาพืชอื่นที่จะปลูกแทน และได้ยอมเสี่ยงทำการปลูกองุ่นกันเป็นจำนวนมาก มีอยู่หลายรายที่ปลูกได้งามมาก และออกผลดีทำเงินทำทองให้เจ้าของอย่างน่าตื่นใจ เป็นผลให้ชาวสวนแถบนั้นแตกตื่นและทำตามกันยกใหญ่ จากผลงานที่ได้รับตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน พอจะสรุปสาระสำคัญได้เป็นข้อๆ ดังนี้ 1. องุ่นหลายพันธุ์สามารถปลูกให้ออกผลได้ดีในประเทศไทย เพื่อประโยชน์สำหรับใช้รับประทานผลสด 2. องุ่นทุกพันธุ์ให้ผลที่มีคุณภาพตรงต่อพันธุ์ ปัญหาเรื่ององุ่นที่ปลูกในเมืองไทยมีรสเปรี้ยวนั้นเป็นอันหมดไป 3. องุ่นที่ปลูกในประเทศไทยมีศัตรูที่ร้ายแรงมากมาย ต้องการการดูแลอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ซึ่งถ้าหากปฏิบัติได้ดีก็จะทำให้สามารถควบคุมปัญหาเรื่องนี้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากนัก และไม่เกินความสามารถ 4. องุ่นหลายพันธุ์ให้ผลเร็วกว่าที่ปลูกในต่างประเทศมาก เนื่องจากต้นเจริญเติบโตรวดเร็วกว่า 5. องุ่นที่ปลูกในประเทศไทย ให้ผลไม่ดกเท่าของต่างประเทศ ในการออกผลครั้งหนึ่งๆ แต่เนื่องจากสามารถออกผลได้ตลอดปี จึงทำให้ผลผลิตต่อต้นต่อปีสูงไม่แพ้ของต่างประเทศ จากผลสรุปทั้ง 5 ข้อนี้ ทำให้มีความแน่ใจว่าองุ่นจะเป็นพืชสวนชนิดใหม่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกอย่างหนึ่งของประเทศไทย ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เล่าต่อไปว่า งานวิจัยที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็เกิดขึ้นโดยความบังเอิญเช่นกัน นั่นก็คือ โครงการวิจัยเรื่องไม้ผลเขตหนาว ซึ่งต่อมาได้ขยายงานออกไปเป็น งานเกษตรที่สูง เรื่องเกิดขึ้นโดยใน พ.ศ. 2506 คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ริเริ่มโครงการวิจัยเกี่ยวกับการจัดลุ่มน้ำขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีศาสตราจารย์เทียม คมกฤส คณบดี เป็นประธานโครงการ โครงการนี้ใช้พื้นที่ห้วยคอกม้าที่ดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่ดำเนินการ เมื่อมาถึง พ.ศ. 2508 ศาสตราจารย์เทียม คมกฤส ต้องการนักวิจัยทางด้านการเกษตรเข้าไปร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการปลูกต้นไม้ผล เนื่องจากการจัดลุ่มน้ำนั้น ย่อมมีประชาชนในพื้นที่หรือชาวเขาที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วย และจำเป็นจะต้องแนะนำให้เขามีอาชีพเป็นหลักเป็นแหล่ง ไม่เร่ร่อนหักร้างถางป่าไปตามใจชอบอย่างที่เป็นอยู่ ถ้าชาวเขาสามารถมีรายได้จากการทำสวนผลไม้อยู่กับที่อย่างถาวรได้ ก็จะเป็นประโยชน์มาก ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี กล่าวว่า เมื่อได้รับเชิญจาก ศาสตราจารย์เทียม คมกฤส ให้เข้าไปร่วมโครงการนี้นั้น ก็รู้สึกดีใจมาก เพราะจะได้ใช้วิชาไม้ผลเขตหนาวที่เรียนมาได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม โครงการวิจัยดังกล่าว มีปัญหาทางด้านงบประมาณเป็นอย่างยิ่ง เพราะรัฐบาลในสมัยนั้นยังไม่เห็นความสำคัญของการจัดการลุ่มน้ำ ทำให้โครงการเกือบต้องล้มเลิกไปเป็นหลายครั้ง จนกระทั่งความทราบไปถึงพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องจากการที่ทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกลเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานความช่วยเหลือแก่โครงการด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และเพื่อให้โครงการวิจัยในเรื่องนี้ดำเนินการไปได้อย่างตลอดรอดฝั่ง ก็ได้ทรงก่อตั้งโครงการส่วนพระองค์ขึ้นมาช่วยดำเนินการในเรื่องนี้ด้วยใน พ.ศ. 2512 โครงการนี้มีชื่อว่า โครงการพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา ซึ่งได้มีการเปลี่ยนชื่ออีกหลายครั้งตามความเหมาะสม จนกระทั่งเป็น มูลนิธิโครงการหลวง เช่นในปัจจุบันนี้ ในส่วนงานวิจัยของ ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี นั้น ได้นำพันธุ์ไม้ผลเขตหนาวจากต่างประเทศเข้ามาทดสอบมากมายหลายพันธุ์ เมื่อมาถึง พ.ศ. 2525 จึงสามารถสรุปได้ว่า มีไม้ผลเขตหนาวหลายชนิดปลูกเป็นการค้าได้บนที่สูงของประเทศไทย เช่น บ๊วย ท้อ พลัม สาลี่ และพลับ เป็นต้น ต้นไม้ผลดังกล่าวนี้สามารถให้ผลผลิตที่มีคุณภาพในปริมาณมากเป็นที่น่าพอใจ และในระหว่างที่ทำการวิจัยอยู่นี้ ผลของการวิจัยก็ได้ถูกส่งเสริมเผยแพร่ไปยังชาวเขาอย่างกว้างขวาง จนพอจะกล่าวได้ว่า ไม้ผลเขตหนาวหลายชนิดที่กล่าวมาแล้วได้กลายเป็นไม้ผลที่คุ้นเคยและมีปลูกกันทั่วไปในที่สูงของประเทศอย่างที่ไม่เป็นของแปลกอีกต่อไป ในเรื่องของการเรียนการสอนนั้น ก็มีเรื่องของความบังเอิญเข้ามาเกี่ยวข้องเช่นเคย คือเมื่อ ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เข้ามารับราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใน พ.ศ. 2499 นั้น คณะกสิกรรมและสัตวบาล (คณะเกษตรในสมัยนี้) ที่สังกัดอยู่มีภาควิชาน้อยมาก และยังไม่มีภาควิชาที่รับผิดชอบในเรื่องพืชสวนโดยตรง ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี เป็นผู้หนึ่งในอาจารย์คณะแรกที่ได้ก่อตั้งภาควิชาพืชสวนขึ้น และได้รับผิดชอบในการสอนและการทำวิทยานิพนธ์ของนิสิตอย่างมากมาย เนื่องจากในขณะนั้นมีอาจารย์อยู่น้อยคน และมีนิสิตสนใจเข้าเรียนในภาควิชาพืชสวนเป็นจำนวนมาก ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี ได้เปิดสอนวิชาใหม่ๆ ขึ้นหลายวิชา เช่น วิชาหลักการของพืชสวน หลักการของไม้ผล การปลูกองุ่น การปลูกไม้ผลเขตหนาว และวิชาฮอร์โมนกับพืชสวน เป็นต้น ตลอดระยะเวลาของการทำงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นงานทั้งชีวิตนั้น ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี กล่าวว่า นอกจากความบังเอิญที่ทำให้ได้ทำงานที่นำไปสู่ความสำเร็จพอสมควรแล้ว ก็ยังได้พบแต่เพื่อนร่วมงานที่ดี มีเจ้านายและลูกน้องที่ดี การทำงานจึงสนุก ทุกคนมีความสามัคคีกันเป็นอย่างดี อย่างเช่นเมื่อไปช่วยกันทำงานบนดอยซึ่งลำบากมาก ทุกคนก็ไม่มีใครเคยบ่นหรือท้อถอย ต่างก็ทำงานกันอย่างเต็มความสามารถ ในภาควิชาพืชสวนก็มีอาจารย์ที่กลมเกลียวกันดี มีความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นกันเองกับลูกศิษย์ เป็นระยะที่ภาควิชาพืชสวนมีผลงานที่น่าชื่นชมมาก ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี แสดงความเห็นว่าเรื่องความสามัคคีในระดับภาควิชานี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นพื้นฐานที่จะทำให้คณะและมหาวิทยาลัยเข้มแข็ง และเท่าที่ได้ประสบมากับตัวเองนั้น ผู้บริหารในทุกๆ ระดับมีความสำคัญมาก ถ้ามีผู้บริหารที่ดีแล้ว ความสำเร็จของงานต่างๆ ย่อมมีโอกาสมาก ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี แสดงความห่วงใยว่า ในปัจจุบันนี้ ผู้บริหารได้มาจากการสรรหา ซึ่งเกือบจะเป็นการเลือกตั้ง ทั้งสองวิธีย่อมจะมีข้อดีและข้อด้อย จำเป็นจะต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวังเพื่อนำมหาวิทยาลัยอันเป็นที่รักของเราให้ไปสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ เป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม และเป็นหลักของแผ่นดิน ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี กล่าวอย่างถ่อมตนว่า จากผลงานที่เกิดจากความบังเอิญทั้งหลายนี้ ทำให้มีโชคดีในเรื่องเกียรติยศ และรางวัลต่างๆ หลายๆ เรื่อง ซึ่งไม่เคยนึกฝันว่าจะได้ ทางด้านราชการนั้น ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดทั้ง 2 สกุล คือ มหาวชิรมงกุฎ (พ.ศ. 2528) และมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (พ.ศ. 2535) ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ใน พ.ศ. 2536 และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (เกษตรศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2538 รางวัลชีวิตที่ ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี มีความภาคภูมิใจมากก็คือ เครื่องราชอิสริยาภรณ์เหรียญรัตนาภรณ์ ชั้น 3 (พ.ศ. 2516) ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (พ.ศ. 2531) และทุติยจุลจอมเกล้า (พ.ศ. 2535) เครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งสามนี้ เป็นผลของการที่ได้มีโอกาสทำงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อันเป็นความบังเอิญ และเป็นความโชคดีอย่างที่สุดของเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ปรัชญาในการทำงานของ ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี ก็คือ ทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ เมื่อพ้นจากตำแหน่งหรือหมดหน้าที่แล้ว ก็ปล่อยวางเสีย อย่าไปยึดติดอยู่กับตำแหน่งที่เป็นอดีต ในด้านส่วนตัวนั้น ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี สมรสกับ น.ส. สุภาพ ศรลัมพ์ เมื่อ พ.ศ. 2503 มีบุตรธิดา 2 คน คือ นายพงษธร ปุณศรี (เกิด พ.ศ. 2504) และ น.ส. ปณิธาน ปุณศรี (เกิด พ.ศ. 2507) นายพงษธร ปุณศรี สมรสกับ น.ส. เพชรา วัฒนกุลจรัส เมื่อ พ.ศ. 2537 มีบุตร 2 คน คือ ด.ญ. พรรณธร ปุณศรี (เกิด พ.ศ. 2537) และ ด.ช. ภีรพงษ์ ปุณศรี (เกิด พ.ศ. 2543) น.ส. ปณิธาน ปุณศรี สมรสกับ นายธีรวัต ณ ป้อมเพชร เมื่อ พ.ศ. 2531 มีบุตร 1 คน คือ ด.ช. ธีรดนัย ณ ป้อมเพชร (เกิด พ.ศ. 2532) ศาสตราจารย์ ปวิณ ปุณศรี กล่าวว่า เป็นครอบครัวเล็กๆ ที่อบอุ่น อันนำมาซึ่งความสุขในบั้นปลายของชีวิต แหล่งข้อมูล ปวิณ ปุณศรี. สัมภาษณ์, 25 เมษายน 2545. ปวิณ ปุณศรี. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตร, 2499.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

อาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจ

อาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจ เป็นบุตรของนายเพ็ชร นางบุญมา แจ้งเจนกิจ เกิดเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2465 ที่ตำบลนางเลิ้ง อำเภอป้อมปราบ จังหวัดพระนคร ในด้านการศึกษา อาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจ สำเร็จมัธยมบริบูรณ์ จากโรงเรียนอัสสัมชัญ พ.ศ. 2482 สำเร็จเตรียมปีที่ 2 จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2485 สำเร็จปริญญาตรี วิชากสิกรรมและสัตวบาลหลักสูตร 5 ปี จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ. ศ. 2490 นับเป็นเกษตรรุ่น 2 และในปีนี้มีผู้สำเร็จการศึกษาสาขานี้เพียงสองคน อาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจ เข้ารับราชการตำแหน่งอาจารย์ตรี กรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตราธิการ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2490 ต่อมาในปี พ.ศ. 2495 ได้รับทุน กพ. ไปศึกษาต่อถึงระดับปริญญาเอก ณ Utah Agricultural State College ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ใน พ.ศ. 2497 หลังจากจบปริญญาโท ทางมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ได้เรียกตัวกลับเนื่องจากขาดแคลนบุคลากร เมื่อกลับมาปฏิบัติราชการที่เกษตรบางเขน อาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจได้ทำงานมากมายหลายหน้าที่นอกเหนือจากงานสอน อาจารย์ต้องรับผิดชอบด้านสาธารณูปโภครวมถึงอาคาร สถานที่ ยานยนต์ และความปลอดภัยภายในมหาวิทยาลัยเป็นเวลายาวนาน นิสิตเกษตรรุ่นเก่าๆ จะเห็นอาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจขี่จักรยานบ้างเดินบ้างเพื่อตรวจเวรยามตอนตีสี่ตีห้าทุกวัน อาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจ มีบ้านพักอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสวัสดิการให้ในสมัยนั้น บ้านพักนี้อยู่หน้าตึกพักบุษกร ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่ของสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร สมัยนั้นมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ยังนับเป็นสถานที่ที่ห่างไกลความเจริญ ไม่มีน้ำบาดาลหรือน้ำประปา ต้องใช้น้ำคลอง การเดินทางมามหาวิทยาลัยก็ลำบากเหมือนไปชนบท ในฐานะอาจารย์ที่มีบ้านพักในรั้วมหาวิทยาลัย ทุกทุกปีตอนตีหนึ่งตีสองของคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ นิสิตรุ่นเก่าตามหอพักจะถือเป็นธรรมเนียมร่วมใจกันไปขอพรจากอาจารย์ตามบ้านพัก อาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจจะเตรียมขนมจำนวนมาก และจะลงมือทำอาหารเช่น ไก่อบ ไว้ให้นิสิตด้วยความรักและเต็มใจเสมอ โดยอาจารย์จะออกไปกล่าวอวยพร และกล่าวขอบคุณในน้ำใจของนิสิต นอกจากนั้นอาจารย์ยังเป็นที่ปรึกษาในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การนิสิตในขณะนั้น อาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกเกษตรวิศวกรรมคณะเกษตรตั้งแต่ พ.ศ. 2490 จนเกษียณอายุราชการ อนึ่งแผนกเกษตรวิศวกรรมได้เปลี่ยนชื่อเป็นแผนกเกษตรกลวิธานใน พ.ศ. 2509 และเปลี่ยนเป็นภาควิชาเกษตรกลวิธานใน พ.ศ. 2512 โดยอาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจสอนวิชาเกี่ยวกับเครื่องยนต์ เครื่องทุ่นแรง และการขับรถยนต์ให้นิสิตในคณะเกษตรมาตั้งแต่แรกเป็นจำนวนมากมาย มื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขยายไปที่วิทยาเขตกำแพงแสน อาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจพร้อมผู้ร่วมงานจากภาควิชาเกษตรกลวิธานเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่เป็นแนวหน้ากล้าตายที่ถูกส่งไปเตรียมพื้นที่ ล้อมรั้วและทำความเข้าใจกับชาวบ้านที่เคยอาศัยทำกินกับที่ผืนดินแผ่นนั้น อาจารย์และคณะต้องนอนกลางดินกินกลางทราย ท่ามกลางอันตรายต่าง ๆ เนื่องจากชาวบ้านไม่พอใจในการขยายพื้นที่ของมหาวิทยาลัย อาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจและคณะต้องไปช่วยทำงานที่วัดในบริเวณใกล้เคียงซึ่งเป็นวัดที่ชาวบ้านเลื่อมใสจนสามารถผูกใจชาวบ้านได้ ผลงานเด่นของอาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจ อีกเรื่องหนึ่งคือการกีฬา อาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจเป็นนักกีฬาตั้งแต่เป็นนักเรียนอัสสัมชัญ โดยวิ่งแข่งขันชนะเลิศได้ถ้วยรางวัลหลายครั้ง นอกจากนั้นตัวอาจารย์ยังเป็นนักรักบี้ฟุตบอล อาจารย์ได้ใช้เวลาเป็นที่ปรึกษากีฬาประเภทต่างๆ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เช่น ว่ายน้ำ รักบี้ ซอฟท์บอล และอื่นๆ นอกจากนั้นยังเป็นผู้จัดการทีม เป็นผู้ฝึกสอนให้ชมรมกีฬาต่างๆ ของ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ อาจารย์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการกีฬามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกจากนั้นอาจารย์ยังเป็นกรรมการสมาคมกีฬาระดับประเทศคือ สมาคมรักบี้ฟุตบอลแห่งประเทศไทย และสมาคมว่ายน้ำแห่งประเทศไทย อีกหลายวาระ อาจารย์ได้ร่วมนำทีมนักกีฬาทั้งระดับมหาวิทยาลัยและระดับชาติ เข้าร่วมแข่งขันกีฬาทั้งในและต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และได้เข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับกีฬาในหลายประเทศเช่นที่รัสเซีย และประเทศจีน เป็นต้น เมื่อสมัยที่อาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจได้ดูแลทีมรักบี้ฟุตบอลของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และขณะนั้นทีมได้แข่งขันชนะเลิศหลายครั้งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป โดยสถานีวิทยุยานเกราะรายการกีฬา จะชมเชยทั้งนักกีฬาและกองเชียร์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อย่างมาก อาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจได้จัดงานสปอร์ตเดย์เพื่อเชิดชูเกียรตินักกีฬาต่าง ๆ รวมทั้งได้รับผิดชอบจัดกีฬาประเพณีชาวเรือ-ชาวไร่อีกหลายครั้ง เมื่อมหาวิทยาลัยดำเนินการสร้างสนามอินทรี จันทรสถิตย์ อาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจได้เป็นหัวหน้าในการจัดสร้างทั้งหมด โดยเริ่มต้นจากการถมดินในสถานที่เดิมที่เป็นบ่อเลี้ยงปลาขนาดใหญ่และด้านบนเป็นคอกไก่ ได้ทำการปรึกษากรมพลศึกษาเกี่ยวกับการจัดทำลู่รอบสนาม จนเสร็จสิ้นและใช้เป็นที่แข่งกรีฑาและฟุตบอลตั้งแต่ พ.ศ. 2508 เป็นต้นมา แม้ว่าจะมีอายุมากขึ้นอาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจ ก็ยังได้วิ่งเชิญคบเพลิงในพิธีเปิดกีฬาที่สนามที่อาจารย์เป็นผู้ควบคุมการสร้าง อาจารย์วิ่งด้วยใจรักและใช้สนามนี้เป็นที่วิ่งออกกำลังกายทุกวันเพราะอยู่ใกล้บ้านพักที่มหาวิทยาลัยได้ให้พักอาศัยจนกระทั่ง พ.ศ. 2521 อาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจ ต้องย้ายออกไปจากบ้านพักหลังนี้เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีนโยบายในการพัฒนาสถานที่ใหม่ อาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจ เกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2526 ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์คือ ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก พ.ศ. 2514 และเหรียญจักรพรรดิมาลา พ.ศ. 2515 ด้านชีวิตครอบครัว อาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจ ได้สมรสกับ นางสาวประไพ ณ นคร ซึ่งเป็นน้องสาวของศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร มีบุตรธิดา 4 คน ธิดาสองคนจบจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเข้ารับราชการเป็นอาจารย์ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตามรอยบิดาและมารดาซึ่งเป็นอาจารย์สอนคณิตศาสตร์ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เช่นกัน ส่วนบุตรชายสองคนจบบัญชีทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตและงานเอกชนตามลำดับ อาจารย์ปราณี แจ้งเจนกิจ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2541 แหล่งข้อมูล พุมเรียง. เรื่องจากปก. วารสารเกษตรสัมพันธ์ 7 (พฤศจิกายน 2511). ปราณี แจ้งเจนกิจ. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2490.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

รองศาสตราจารย์ประชุม ทัพภะสุต

รองศาสตราจารย์ประชุม ทัพภะสุต เป็นธิดาของหลวงเชื้อสุรัยยการ และนางแส ทัพภะสุต เกิดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2460 ที่กรมทหาร อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ในด้านการศึกษา รองศาสตราจารย์ประชุม ทัพภะสุต ได้เข้าศึกษาในระดับชั้นมัธยมปีที่ 1 ถึงมัธยมปีที่ 8 จากโรงเรียนวิชชานารี จังหวัดลำปาง และโรงเรียนราชินีบน จังหวัดพระนครตามลำดับ ต่อมาใน พ.ศ. 2492 สอบไล่ได้ประโยคครูพิเศษมัธยมจากกระทรวงศึกษาธิการ และสอบไล่ได้ปริญญาอักษรศาสตร์บัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใน พ.ศ. 2497 ใน พ.ศ. 2497 รองศาสตราจารย์ประชุม ทัพภะสุตได้รับทุน SEA Scholarship เดินทางไปศึกษาต่อ ณ ประเทศฟิลิปปินส์ และสำเร็จปริญญาโททางอักษรศาสตร์ สาขาวรรณคดีอังกฤษ จาก University of the Philippines at Los Banos ใน พ.ศ. 2499 หลังจากเข้ารับราชการเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษอยู่ในคณะกสิกรรมและสัตวบาลมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์แล้ว ใน พ.ศ. 2501 รองศาสตราจารย์ประชุม ทัพภะสุตได้รับทุน ไอ.ซี.เอ. (ICA) ไปศึกษา ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา และสำเร็จปริญญาโทด้านวิชาภาษาอังกฤษจาก University of Michigan ใน พ.ศ. 2503 ในด้านการทำงานนั้น ก่อนที่จะเข้ามารับราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รองศาสตราจารย์ประชุม ทัพภะสุต ได้เคยเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษอยู่ที่โรงเรียนราชินีบน กระทั่ง พ.ศ. 2500 จึงได้เข้ามาเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษที่คณะกสิกรรมและสัตวบาล และใน พ.ศ. 2509 ได้รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าแผนกวิชาภาษา คณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ หลังจากที่รองศาสตราจารย์ประชุม ทัพภะสุตได้เลื่อนระดับเป็นอาจารย์ชั้นพิเศษแล้วท่านได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาภาษา คณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์นับตั้งแต่ พ.ศ. 2514 เป็นต้นมา และใน พ.ศ. 2517 ได้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการเป็นรองศาสตราจารย์กระทั่งในวันที่ 1 ตุลาคม 2521 จึงพ้นจากราชการเนื่องจากมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ นอกเหนือจากหน้าที่ในการสอนและการบริหารในฐานะหัวหน้าภาควิชาภาษาแล้ว รองศาสตราจารย์ประชุม ทัพภะสุตได้ปฏิบัติหน้าที่พิเศษให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มากมาย อาทิ เป็นอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการคัดเลือกนิสิตเข้าศึกษาในคณะต่าง ๆ เป็นอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการนโยบายแนะแนวการศึกษานิสิต เป็นรองประธานกรรมการของคณะกรรมการบรรณาธิการเอกสารมหาวิทยาลัย เป็นกรรมการในคณะกรรมการการศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นต้น อนึ่ง รองศาสตราจารย์ประชุม ทัพภะสุตยังได้ช่วยราชการภายนอกมหาวิทยาลัยมากมายเช่นกัน อาทิ เป็นกรรมการในคณะกรรมการประสานงานระดับชาติสำหรับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของซีมีโอ สถาบันศูนย์ภาษาอังกฤษ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ช่วยปฏิบัติราชการที่สถาบันศูนย์ภาษาอังกฤษ โดยเป็นวิทยากรพิเศษในการอบรมวิชา Writing และ Reading ให้แก่นักศึกษาปริญญาโทของโครงการพัฒนามหาวิทยาลัย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นกรรมการออกข้อสอบภาษาอังกฤษประจำปีของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ในการสอบแข่งขันเพื่อรับทุนรัฐบาลและทุนเล่าเรียนหลวง เป็นกรรมการในโครงการพัฒนาภาษาอังกฤษของสภาการศึกษาแห่งชาติ เป็นต้น ซึ่งผลจากการไปปฏิบัติราชการภายนอกมหาวิทยาลัย ทำให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นที่รู้จักของสังคมในวงกว้างยิ่งขึ้น สำหรับการปฏิบัติหน้าที่การงานในฐานะอาจารย์ผู้สอนและผู้บริหารตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาภาษานั้น รองศาสตราจารย์ประชุม ทัพภะสุต ได้ทุ่มเทกำลังกายและกำลังใจให้แก่นิสิตและมหาวิทยาลัยเป็นที่สุด เริ่มจากเมื่อได้เข้ามารับราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รองศาสตราจารย์ประชุม ทัพภะสุต ได้พยายามพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง คือในส่วนตัวได้เพิ่มพูนความรู้ด้วยการไปศึกษาต่อและไปร่วมประชุมสัมมนา ณ ต่างประเทศในฐานะเป็นผู้แทนของมหาวิทยาลัย เช่น เดินทางไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาจนสำเร็จปริญญาโทอีกสาขาหนึ่งในด้านวิชาภาษาอังกฤษจาก University of Michigan เดินทางไปดูการสอนภาษาต่างประเทศ ณ National University of Singapore และ Kuala Lumpur University ได้รับทุน SEAMEC ให้ไปรับการฝึกอบรมวิธีการสอนภาษาอังกฤษจากโครงการภาษาอังกฤษของโครงการพัฒนามหาวิทยาลัยที่สิงคโปร์ ได้รับคัดเลือกเป็นผู้แทนของประเทศไทยไปรับการอบรมทาง ESOL ADMINSTRATORS PROGRAM ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยทุน EAST WEST CENTER และทุนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฯลฯ หลังจากกลับมา รองศาสตราจารย์ประชุม ทัพภะสุต นำความรู้ที่ได้รับมาพัฒนาการเรียนการสอนอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนคือ นอกจากการรับผิดชอบในด้านการจัดโปรแกรมการสอนวิชาภาษาอังกฤษบริการแก่นิสิตทั้งมหาวิทยาลัยแล้ว ยังได้เป็นผู้ริเริ่มหลักสูตรส่งเสริมนิสิตที่เรียนภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานได้ดีแล้วให้มีโอกาสได้เรียนวิชาภาษาอังกฤษอย่างเข้มข้นหรือเรียนวิชาพิเศษในระดับที่สูงขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อให้นิสิตได้ศึกษาตามศักยภาพของตนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ได้คัดเลือกอาจารย์ผู้สอนที่เป็นชาวต่างประเทศมาสอนนิสิตให้มีความสามารถในการใช้ภาษาอย่างมีประสิทธิภาพเยี่ยงเจ้าของภาษา อีกทั้งยังริเริ่มให้มีการเรียนภาษาอังกฤษในห้องปฏิบัติการอย่างทันสมัยอีกด้วย (sound lab) นอกจากวิชาภาษาอังกฤษซึ่งเป็นวิชาหลักในการบริการนิสิตทั้งมหาวิทยาลัยแล้ว รองศาสตราจารย์ประชุม ทัพภะสุตยังเป็นผู้ริเริ่มจัดการเรียนการสอนภาษาไทย เขมร บาลีและสันสกฤตแก่นิสิตอักษรศาสตร์สายภาษา และจัดการเรียนการสอนภาษาไทยสำหรับนิสิตทั่วไป ทั้งยังได้ริเริ่มให้มีการเรียนการสอนภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมันเป็นวิชาเลือกอีกด้วย ซึ่งการเปิดสอนวิชาดังกล่าวเหล่านี้ได้รับการขยายพัฒนาการเรียนการสอนให้กว้างขวางยิ่งขึ้นเมื่อมีการจัดตั้งคณะมนุษยศาสตร์ในภายหลัง รองศาสตราจารย์ประชุม ทัพภะสุตเป็นอาจารย์ที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงจากบรรดาศิษย์ทั้งในด้านการสอนที่มีประสิทธิภาพยิ่ง และในด้านความเมตตาที่มีต่อศิษย์ ผลจากการอุทิศทั้งกายและใจในการสอนทำให้ศิษย์ได้รับความรู้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นพื้นฐานอันสำคัญแก่ศิษย์ในการประกอบอาชีพและการศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังปรากฏว่าผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของประเทศจำนวนไม่น้อยได้เคยเป็นศิษย์ของท่าน และล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าท่านคือ ครู ผู้เป็นปูชนียบุคคลอันแท้จริง ในฐานะผู้บังคับบัญชา รองศาสตราจารย์ประชุม ทัพภะสุตเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ได้สนับสนุนส่งเสริมให้อาจารย์ทุกคนมีโอกาสได้ศึกษาต่อและเพิ่มพูนความรู้ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อจะได้นำความรู้และประสบการณ์มาพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ที่น่าประทับใจยิ่งคือมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมกับผู้ใต้บังคับบัญชา บริหารโดยยึดหลักเมตตาธรรมเป็นที่ตั้ง ในขณะเดียวกันก็มีความเข้มแข็งและมุ่งมั่นน่านับถือยิ่ง จึงได้รับความร่วมมือร่วมใจในการทำงานจากผู้ร่วมงานด้วยดีตลอดอายุราชการของท่าน หลังจากเกษียณอายุแล้ว รองศาสตราจารย์ประชุม ทัพภะสุตได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์พิเศษสอนภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และทำงานแปลหนังสือ ครั้นเมื่อมารดาซึ่งพักอยู่ที่จังหวัดลำปางล้มป่วยลง รองศาสตราจารย์ประชุม ทัพภะสุตจึงได้อุทิศเวลาทั้งมวลกลับไปเฝ้าปรนนิบัติดูแลมารดาอยู่หลายปีจนกระทั่งถึงแก่กรรม ท่านจึงกลับมาพำนักอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาในต้นเดือนตุลาคม 2542 รองศาสตราจารย์ประชุม ทัพภะสุตได้ล้มป่วย และได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์ลำปางและโรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่ และถึงแก่อนิจกรรมในวันที่ 14 ตุลาคม 2542 คงไม่เป็นการกล่าวเกินจริงว่า การเรียนการสอนภาษาอย่างเป็นสากลและทันสมัยทั้งภาษาต่างประเทศและภาษาไทยในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบันนี้ เป็นผลมาจากการวางรากฐานอันดียิ่งของรองศาสตราจารย์ประชุม ทัพภะสุตอย่างแท้จริงทั้งในด้านหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และบุคลากร จึงสมควรอย่างยิ่งที่นามของท่านจะได้รับการประกาศเกียรติคุณให้เป็นที่ประจักษ์ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ จักได้สมดังพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ว่า เสียชีพไป่เสียสิ้น ชื่อก้องเกียรติงาม แหล่งข้อมูล แสงสุรีย์ สินธุวณิก และ สายสุธา ทัพภะสุต. สัมภาษณ์, 6 พฤษภาคม 2546. ประชุม ทัพภะสุต. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2500.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

รองศาสตราจารย์บุญสม สุวชิรัตน์

รองศาสตราจารย์บุญสม สุวชิรัตน์ เกิดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2475 ที่จังหวัดสุรินทร์ เป็นบุตรของ นายวิง นางลิว สุวชิรัตน์ เมื่อจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนสุรินทร์ สุรวิทยาคาร แล้ว ได้ศึกษาต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา (รุ่นที่ 13) ใน พ.ศ. 2493 ต่อจากนั้นสอบเรียนต่อที่โรงเรียนการชลประทาน (หลักสูตร 3 ปี) อาจารย์ให้เหตุผลว่า อยากเรียนที่โรงเรียนชลประทานเพราะเวลาปิดเทอมมีฝึกงาน ได้เบี้ยเลี้ยง หางานง่าย ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายไม่สูง เพราะเมื่ออาจารย์เข้ามาศึกษาในกรุงเทพฯ ใหม่ๆ ต้องช่วยเหลือตนเอง ต้องมีความอดทน คุณสมบัติดังกล่าวนี้ นับเป็นประโยชน์ต่ออาจารย์ในภายหลังเป็นอย่างยิ่ง เมื่อสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนการชลประทาน ได้เข้ารับราชการที่กรมชลประทานประมาณ 3 ปี แล้วเข้าศึกษาต่อในคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อมาได้สอบเข้าเรียนที่ AIT (Asian Institute of Technology) ซึ่งในขณะนั้นใช้ชื่อว่า SEA Graduate School of Engineering สำเร็จการศึกษาใน พ.ศ. 2507 และรับราชการที่กรมชลประทานจนถึง พ.ศ. 2509 จึงได้โอนมารับราชการในคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสังกัดภาควิชาวิศวกรรมโยธา ในระยะนั้นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีนโยบายที่จะย้ายการเรียนการสอนไปยังวิทยาเขตกำแพงแสน เนื่องจากมีพื้นที่กว้างขวางถึง 8,000 ไร่ แต่กว่าจะได้ขยายไปยังวิทยาเขตใหม่ ต้องใช้เวลาหลายปี เริ่มทยอยไปตั้งแต่ พ.ศ. 2522 โดยมีคณะเกษตรไปเฉพาะนิสิตชั้นปีที่ 3-4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ (ภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน) และบางสาขาวิชาของคณะสัตวแพทยศาสตร์ รองศาสตราจารย์บุญสม สุวชิรัตน์ มีโอกาสปฏิบัติงานในฐานะผู้บริหารเป็นเวลาทั้งสิ้น 16 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2521 - 2537 โดยดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชา คณบดี และรองอธิการบดี 2 สมัย ได้รับเชิญให้ปฏิบัติงานต่ออีก 2 ปี หลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว ด้วยระยะเวลายาวนานในการปฏิบัติงานทั้งในฐานะอาจารย์ผู้สอน ผู้บริหาร ส่งผลให้อาจารย์มีประสบการณ์มากมายทั้งในด้านวิชาการและการบริหาร ในฐานะอาจารย์ผู้สอน รองศาสตราจารย์บุญสม สุวชิรัตน์ รับผิดชอบการสอนวิชาวิเคราะห์โครงสร้าง วิชาออกแบบอาคารชลประทาน อาจารย์ให้ความใกล้ชิดกับลูกศิษย์ เมื่อสอนเสร็จแต่ละครั้งจะตั้งคำถามแก่นิสิตตอนท้ายชั่วโมง เป็นการเช็คชื่อในตัว ทำให้นิสิตมีความสนใจในการเรียนดีขึ้น ในฐานะผู้บริหาร รองศาสตราจารย์บุญสม สุวชิรัตน์ เป็นผู้เข้าถึงปัญหา เมื่อใดที่มีปัญหาเกิดขึ้น อาจารย์พยายามเข้าไปแก้ปัญหาต่างๆ ให้แก่หน่วยงานที่เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในระดับคณะที่พยายามปลูกฝังความคิดให้แก่บุคลากรว่า จะมาจากสถาบันใดก็ตาม ควรร่วมมือร่วมใจ มีความสามัคคีปรองดองในการทำงานให้เต็มที่ อันก่อให้เกิดความกว้างขวางในทางความคิด ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในสถาบันการศึกษา แนวทางการบริหารของอาจารย์ คือการสั่งงานต้องถูกต้อง มีการวางแผนการดำเนินงาน ประเมินผล หากไม่ถูกต้องจะรีบแก้ไข รองศาสตราจารย์บุญสม สุวชิรัตน์ ได้ใช้หลักการนี้กับทุกงานที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ในขณะดำรงตำแหน่งคณบดี มีงานที่ภูมิใจ คือการริเริ่มให้มีโควต้าพิเศษที่กำแพงแสน ใน 2 สาขาวิชา คือ สาขาวิศวกรรมเกษตร และวิศวกรรมชลประทาน โครงการดังกล่าวได้ให้โอกาสกับจังหวัดที่อยู่ในลุ่มน้ำแม่กลอง จังหวัดละ 2 คน จังหวัดนครปฐม 4 คน ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งคณบดีวาระที่สอง (พ.ศ. 2532 - 2537) เป็นช่วงที่ประเทศต้องการวิศวกรเพิ่มขึ้น คณะวิศวกรรมศาสตร์ได้เปิดรับนิสิตภาคพิเศษ ซึ่งสามารถเก็บค่าบำรุงการศึกษาสูงขึ้นกว่าภาคปกติ เพราะการลงทุนด้านวิศวกรรมศาสตร์มีค่าใช้จ่ายสูง เมื่อรวมเข้าหลายปีทำให้สามารถมีทุนสร้างตึก 7 ชั้น ด้วยเงินรายได้ นอกจากนี้ยังเน้นการหาทุน และการตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนการเรียน การสอน ของคณะฯ หรือส่งเสริมกิจกรรมของนิสิต เช่น การจัดนิทรรศการในโอกาสวันครบรอบการสถาปนามหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ในหัวเรื่อง บนเส้นทางวิศวกรรมศาสตร์ ทำให้มีการจัดต่อเนื่องเป็นประจำ นอกจากการตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนทางด้านวิชาการแล้ว ยังได้ขยายภาควิชาเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของสังคม คือภาควิชาทรัพยากรน้ำ ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ เป็นต้น ในขณะที่ดำรงตำแหน่งคณบดี และรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต รองศาสตราจารย์บุญสม สุวชิรัตน์ มีโอกาสใกล้ชิดกับนิสิต โดยเฉพาะในระหว่าง พ.ศ. 2521 รัฐบาลพยายามส่งเสริมให้นิสิตทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์และนิสิตจากคณะอื่นๆ ได้ร่วมพัฒนาหลายโครงการในจังหวัดภาคเหนือ เช่น การสร้างโรงเรียนชั่วคราวในป่า โครงการแหล่งน้ำเพื่อการศึกษา เป็นต้น ในการใช้ความรู้ทางวิชาการและวิชาชีพนั้น อาจารย์มีโอกาสออกแบบตึกหลายหลังในมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ แต่อาคารที่ภูมิใจมากที่สุด คือ การสร้างอาคารจักรพันธ์ เพื่อใช้เป็นที่รับปริญญา ซึ่งการออกแบบช่วงแรกเป็นอาคารชั้นเดียว แต่อาจารย์เสนอให้เป็น 2 ชั้น เพื่อให้มีที่จอดรถ หรือทำกิจกรรมอื่นๆ เพราะในแง่วิศวกรต้องถือหลักประหยัด และปลอดภัย จากการใช้ความรู้ความสามารถในวิชาชีพ โดยคำนึงถึงความประหยัด อาจารย์จึงได้รับการยกย่องว่าเป็น ผู้ยึดมั่นในหลักวิชาการ บนพื้นฐานของความประหยัด ตัวอย่างการออกแบบตามแนวคิดของอาจารย์ เช่น ตึก 8 ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ อาจารย์เป็นผู้ออกแบบโดยคำนึงถึงความประหยัด คือตัดเหล็กไม่ให้มีเศษ สามารถใช้ได้เต็มที่ อาคารเรียนศูนย์เรียนรวม 1 มหาวิทยาลัยสามารถนำแบบอาคารไปปรับใช้ในการก่อสร้างที่วิทยาเขตอื่นๆ อีกด้วย เช่น ที่วิทยาเขตกำแพงแสน และที่วิทยาเขตสกลนคร เป็นต้น เกี่ยวกับการตั้งชื่ออาคาร รองศาสตราจารย์บุญสม สุวชิรัตน์ ได้วางหลักเกณฑ์ว่า ควรเรียงเป็นหมายเลข เช่น ตึก 1 ตึก 2 ตึก 3 ฯลฯ มากกว่าตั้งเป็นชื่อคณบดี หรือเน้นว่าตึกนี้ใครสร้าง นอกจากงานในมหาวิทยาลัยแล้ว อาจารย์ยังได้รับเชิญให้ร่วมงานในวาระและโอกาสต่างๆ เช่น เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการติดตามงบประมาณ รวมทั้งได้รับเชิญให้เสนอแนะทางวิชาการแก่คณะกรรมการจราจรทางบก ในช่วง พ.ศ. 2529 มีการตั้งชมรมนิสิตเก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ รองศาสตราจารย์บุญสม สุวชิรัตน์ ได้รับเลือกให้เป็นประธานชมรม และเมื่อยกฐานะเป็นสมาคมนิสิตเก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ รองศาสตราจารย์บุญสม สุวชิรัตน์ ก็ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมถึง 3 สมัย ปัจจุบันอาจารย์เป็นที่ปรึกษาของสมาคม ความประทับใจของ รองศาสตราจารย์บุญสม สุวชิรัตน์ ในฐานะที่เป็นนิสิตเก่าของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ คือ การได้มีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ มีโอกาสเป็นผู้บริหารทั้งในตำแหน่งคณบดี 2 สมัย รองอธิการบดี 2 สมัย เป็นความสุขและความภาคภูมิใจ เพราะเมื่อเกษียณอายุราชการแล้ว ยังปฏิบัติงานต่ออีก 2 ปี หลังจากนั้น เนื่องจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะต้องออกนอกระบบ หรือเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล รองศาสตราจารย์บุญสม สุวชิรัตน์ ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า งบประมาณคงได้เช่นเดิม แต่จะมีค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มขึ้น มหาวิทยาลัยจะต้องมีภาระมากขึ้น เช่น ค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ฯลฯ จึงต้องมีภาระจัดหาค่าใช้จ่ายที่เป็นส่วนเสริม นอกจากนี้มหาวิทยาลัยควรเป็นผู้นำในการชี้แนะสังคม เมื่อผลิตบัณฑิตแล้ว ควรให้นิสิตมีความรู้นำไปสร้างงานได้ ไม่จำเป็นต้องรับราชการ สิ่งที่อาจารย์ฝากไว้เพื่อบุคลากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คือ มีความรู้ คู่คุณธรรม ทั้งนี้เพื่อให้สังคมอยู่รอด จากการที่ รองศาสตราจารย์บุญสม สุวชิรัตน์ ได้เป็นตัวอย่างที่ดีในทุกๆ ด้าน ทั้งนี้ในฐานะอาจารย์ที่ใส่ใจต่อลูกศิษย์ ในฐานะผู้บริหารที่ทุ่มเทโดยใช้ความรู้ทางวิชาการและวิชาชีพบริการต่อส่วนรวมและสังคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จึงได้เสนอต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิศวกรรมโยธาให้แก่ รองศาสตราจารย์บุญสม สุวชิรัตน์ ใน พ.ศ. 2538 รองศาสตราจารย์บุญสม สุวชิรัตน์ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดคือมหาวชิรมงกุฎ ด้านครอบครัว อาจารย์มีภรรยาชื่อ นางประไพ (คำทอง) สุวชิรัตน์ รับราชการเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนหอวัง มีบุตรคนเดียว ขณะนี้เป็นนาวาโท นายแพทย์ ของกองทัพเรือ แหล่งข้อมูล บุญสม สุวชิรัตน์. สัมภาษณ์, 5 มีนาคม 2544. บุญสม สุวชิรัตน์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชกการกระทรวงเกษตร, 2498.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ ดร. บุญธรรม จิตต์อนันต์

ศาสตราจารย์ ดร. บุญธรรม จิตต์อนันต์ เริ่มทำงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาตั้งแต่ครั้งยังเป็นนิสิต เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วได้ทำงานต่อเป็นอาจารย์ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการก่อตั้งแผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร คณะเกษตร และสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมในระยะเริ่มแรก อีกทั้งได้ร่วมก่อตั้งบัณฑิตวิทยาลัย และคณะศึกษาศาสตร์ ได้อุทิศตนในการทำงานบริหารติดต่อกันเป็นเวลากว่า 20 ปี ที่บัณฑิตวิทยาลัย คณะศึกษาศาสตร์ และสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม จากการจัดฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องด้วยดี ทำให้โครงการฝึกอบรมวิชาชีพสำหรับประชาชน สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม ได้รับรางวัลหน่วยงานดีเด่นของชาติ สาขาพัฒนาสังคม (ด้านการศึกษา) จากคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในปี 2532 โดยได้รับพระราชทานเกียรติบัตรจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ศาสตราจารย์ ดร. บุญธรรม จิตต์อนันต์ เกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2476 บิดาชื่อ อิ่น มารดาชื่อ สุ้น มีพี่น้อง 3 คน กำพร้าบิดาตั้งแต่เยาว์วัย นายดาบตำรวจอมร และนางตาบ จิตต์อนันต์ ผู้เป็นลุงและป้าได้อุปการะเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรมพร้อมกับพี่ชายอีกคนที่จังหวัดสงขลา เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนหาดใหญ่วิทยา และโรงเรียนประชาบาลกิ่งอำเภอสะบ้าย้อยระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา พอสงครามสงบก็ไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเทพาพิทยา อำเภอเทพา (สงขลา) และได้กลับไปจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนครวิทยาจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หลังจากนั้นเข้าเรียนชั้นเตรียมอุดมศึกษาที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อจบชั้นเตรียมอุดมศึกษาในปี 2496 แล้ว ศาสตราจารย์ ดร.บุญธรรม จิตต์อนันต์ ได้เข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพ ฯ สมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในคณะเกษตรศาสตร์ (คณะกสิกรรมและสัตวบาล) เหตุจูงใจที่เลือกเรียนเกษตรก็เพราะมีความชอบและผูกพันกับชีวิตชาวสวนชาวไร่ในชนบทมาตั้งแต่วัยเด็ก ขณะเรียนที่เกษตรได้อยู่หอพักโดยตลอด ผลการเรียนอยู่ในขั้นดี เข้าเกณฑ์ ได้รับทุนการศึกษาจากอธิการบดี คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ระหว่างเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4-5 ก็ได้ช่วยงานกิจกรรมนิสิตโดยเป็นรองประธานและต่อมาเป็นประธานแผนกโฆษณาขององค์การนิสิต มีโอกาสได้ช่วยทำสื่อการสอนให้รองศาสตราจารย์พร สุวรรณวาจกกสิกิจ รองศาสตราจารย์ พร จึงชวนไปทำงานเป็นนิสิตฝึกงาน (trainee) กับ แผนกวิชาส่งเสริมและเผยแพร่การเกษตร คณะกสิกรรมและสัตวบาล ในต้นปี 2499 ขณะนั้น แผนกวิชาส่งเสริมฯเพิ่งตั้งขึ้นใหม่ อยู่ใกล้กับสำนักงานอธิการบดี ที่ตึกชีววิทยา (เยื้องอนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์) พอหอประชุมสร้างเสร็จ สำนักงานอธิการบดีย้ายไปอยู่ตึกหอประชุม แผนกวิชาส่งเสริมฯ ซึ่งต้องดูแลหน่วยประสานงาน เกษตรศาสตร์ - ออรีกอน ( KU - OSU ) ได้ย้ายตามไปด้วย ไปอยู่ที่ ชั้น 2 ห้องกลาง ราวเดือนเมษายน 2499 เป็นช่วงเวลาที่แผนกวิชา ฯ กำลังเปิดรับนิสิตเข้าเรียนสาขาวิชาส่งเสริมฯ ศาสตราจารย์ ดร. บุญธรรม จิตต์อนันต์ เข้าทำงานเป็นนิสิตฝึกงานในช่วงนี้พอดี ตอนนั้นกำลังคนมีจำกัด แต่งานมีมาก จึงต้องทำงานทุกอย่างทั้งงานธุรการที่เกี่ยวกับนิสิตและงานส่งเสริมและเผยแพร่ของมหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ดร.บุญธรรม จิตต์อนันต์ จบปริญญาตรี กส.บ. (กีฏวิทยา) เกียรตินิยม ในปี 2501 (KU 13) แล้วทำงานต่อเป็นอาจารย์ในแผนกวิชาส่งเสริมฯ ได้ช่วยงาน ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ หัวหน้าแผนกวิชาฯ และรองศาสตราจารย์ พร สุวรรณวาจกกสิกิจ ในงานสอนและงานส่งเสริมและเผยแพร่ต่างๆ เช่น จัดอบรมวิชาชีพภาคฤดูร้อน จัดทำเอกสารเผยแพร่ นำชมกิจการมหาวิทยาลัย จัดฉายภาพยนตร์ จัดแสดงภาพกิจกรรมมหาวิทยาลัย ณ หอประชุม จัดรายการโทรทัศน์ ฯลฯ เมื่องานดำเนินไปได้ดี ในปี 2502 ศาสตราจารย์ ดร.พนมจึงได้ขอจัดตั้งสำนักส่งเสริมและเผยแพร่ขึ้นเป็นการภายใน โดยอาศัยอาจารย์และนิสิตฝึกงานในแผนกวิชาส่งเสริม ฯ ช่วยดำเนินงาน และมอบให้ศาสตราจารย์ ดร.บุญธรรม จิตต์อนันต์เป็นเลขานุการสำนักส่งเสริมฯ อันที่จริงงานของสำนักส่งเสริม ฯ เริ่มมาตั้งแต่ตอนก่อตั้งแผนกวิชาส่งเสริม ฯ ในปี 2497 - 2498 แล้ว โดยเฉพาะงานฝึกอบรมวิชาชีพภาคฤดูร้อน งานนี้คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ได้เปิดอบรมเป็นครั้งแรก 5 วิชา เมื่อ พ.ศ. 2496 มีผู้เข้ารับการอบรมทั้งสิ้น 404 คน แล้วแผนกวิชาส่งเสริม ฯ รับมาจัดต่อ คือเปิดอบรมทุกปีต่อจากปี 2496 เป็นต้นมา และขยายงานออกตามลำดับจนถึงปัจจุบัน รวมเป็นเวลา 50 ปี มีผู้สำเร็จการอบรมไปแล้วประมาณ 6 หมื่นคน งานอีกอย่างที่ ศาสตราจารย์ ดร. บุญธรรม จิตต์อนันต์ ช่วยจัดทำ คือ การพิมพ์เอกสารเผยแพร่ เริ่มจากหนังสือ คู่มือนิสิต 2499 ซึ่งแผนกวิชาส่งเสริมฯได้พิมพ์เป็นเล่มแรก หลังจากนั้นได้รับมอบให้จัดทำต่อเนื่องโดยตลอดในช่วงทำงานอยู่ที่นั่น หนังสือเล่มนี้มีคำแนะนำและข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อนิสิตและอาจารย์เป็นอย่างมาก ได้พิมพ์เผยแพร่มาเป็นเวลา 24 ปี (พ.ศ. 2499 - 2522) แต่ถูกสำนักงาน ฯ ตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทักท้วงว่าใช้ เงินงบประมาณพิมพ์หนังสือแจกนิสิตไม่ถูกต้องจึงต้องหยุดไป ต่อมาได้จัดพิมพ์อีกครั้งเฉพาะส่วน ทำเนียบอาจารย์ ข้าราชการ ม.ก. ในปี 2536 โดยศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตรแห่งชาติ นับว่า "คู่มือนิสิต" เป็นหนังสือที่เป็นประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยมายาวนาน มีภาพและข้อมูลสำคัญหลายเรื่องในอดีตที่ยังนำมาใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน ยังมีเอกสารเผยแพร่อีกเล่มที่ ศาสตราจารย์ ดร.บุญธรรม จิตต์อนันต์ ได้รับมอบให้เป็นผู้จัดการพิมพ์เผยแพร่ มานานเช่นเดียวกันในช่วงที่ทำงานอยู่ในแผนกวิชาส่งเสริมฯ และสำนักส่งเสริมฯ คือ ข่าวสารเกษตรศาสตร์ นิตยสารรายปักษ์ที่ออกเป็นเล่มแรกในเดือน พฤษภาคม 2499 และพิมพ์ต่อเนื่องมาจนกระทั่งปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบ 50 ปี เมื่อตอนออกใหม่ ๆ มี 4 หน้า จัดทำโดยคณะกรรมการ ซึ่งมี ศาสตราจารย์ ดร. พนม สมิตานนท์ เป็นประธาน ต่อมาเปลี่ยนเป็นรายเดือน และมีการเปลี่ยนบรรณาธิการเป็นระยะ ๆ เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นข่าวต่างๆ เช่น ข่าวจากหอประชุม ข่าวจากคณะ ข่าวอาจารย์ที่ศึกษาอยู่ต่างประเทศ ข่าวนิสิตเก่า ข่าวกีฬา วิทยาการ - สารคดี ฯลฯ กล่าวได้ว่ากิจกรรมใดที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยหรือเกี่ยวข้องในแต่ละเดือน ต้องมีปรากฏใน ข่าวสาร-เกษตรศาสตร์ เสมอ เพราะเป็นสื่อกลางเพียงฉบับเดียวของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงเสมือนหนึ่งเป็นจดหมายเหตุที่บันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ และภาพสำคัญของมหา วิทยาลัยไว้เป็นประวัติศาสตร์ในห้วงเวลาอันยาวนาน ก่อนการเปลี่ยนรูปแบบมาเน้นทางวิชาการในระยะหลัง ๆ นอกจากเอกสารเผยแพร่ทั้ง 2 เล่ม ที่ออกเป็นรายปี รายปักษ์ /รายเดือน แล้ว ศาสตราจารย์ ดร. บุญธรรม จิตต์อนันต์ ยังช่วยจัดพิมพ์ เอกสารเผยแพร่ทางวิชาการ อีกหลายเล่ม เริ่มจาก พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา เช่น ดินเบื้องต้น การเลี้ยงลูกกล้วยไม้สกุลหวาย การเลี้ยงหวายขนาดออกดอก องุ่น การเลี้ยงแพะนม การเลี้ยงดูไก่พันธุ์ ซึ่งต่อมาสำนักส่งเสริมฯ และศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตรแห่งชาติ ได้จัดพิมพ์ต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในหลายสาขาวิชาในปัจจุบัน การนำชมกิจการมหาวิทยาลัย เป็นงานส่งเสริมและเผยแพร่อีกอย่างในขณะนั้น ที่แผนกวิชาส่งเสริมฯ / สำนักส่งเสริมฯ ได้ดูแลรับผิดชอบมาตั้งแต่ต้น มีนักเรียน นักศึกษา ประชาชน และข้าราชการทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมทั้งชาวต่างประเทศ ติดต่อฃอมาชมกิจการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหน่วยงานของกระทรวงเกษตร ณ เกษตรกลาง บางเขน ทุกเดือน เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการศึกษา การค้นคว้าทดลอง และการส่งเสริมฯ ซึ่งมีหลายจุดจัดไว้เรียบร้อย น่าสนใจ น่าศึกษา ทั้งพืชผักผลไม้เมืองร้อน เมืองหนาว ไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ ฟาร์มไก่ สุกร กระต่าย และแพะแกะ โรงฟักไข่ วัวนมและผลิตภัณฑ์จากนม เครื่องจักรกลเกษตร สถานแสดงพันธุ์ปลา บ่อปลา นาข้าว และแปลงทดลองต่างๆทางเกษตร ศาสตราจารย์ ดร.บุญธรรม จิตต์อนันต์ ต้องจัดทำโปรแกรมและคู่มือให้นิสิตฝึกงานและนิสิตที่ว่างจากการเรียนช่วยนำชมกิจการแบบทัวร์เกษตรที่จัดกันอยู่ในปัจจุบัน จากข้อมูลที่บันทึกไว้รายงานต่อคณะกสิกรรมและสัตวบาลฯทุกเดือน ปรากฏว่า ในปี 2498 มีผู้มาชมกิจการ จำนวน 5,018 คน ปี 2499 จำนวน 5,789 คน ปี 2503 จำนวน 10,261 คน เป็นต้น ต้นปี 2506 ศาสตราจารย์ ดร. บุญธรรม จิตต์อนันต์ ได้รับทุน Colombo Plan ไปฝึกอบรมด้านการส่งเสริมการเกษตรที่ประเทศอินเดียราว 2 เดือน เมื่อกลับมา สอบคัดเลือกได้รับทุน KU - U. of Hawaii ไปศึกษาต่อปริญญาโทสาขาส่งเสริมการเกษตร ที่ University of Wisconsin, Madison สหรัฐอเมริกา หลังจากสำเร็จการศึกษาในปี 2508 แล้ว ก็กลับมาทำงานสอนและงานส่งเสริมฯที่แผนกวิชาส่งเสริมฯตามเดิม ในเดือนตุลาคม 2509 ศาสตราจารย์ ดร.บุญธรรม จิตต์อนันต์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น เลขานุการบัณฑิตวิทยาลัย ซึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ มี ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ เป็นคณบดี และ ศาสตราจารย์ ดร. สง่า สรรพศรี เป็นรองคณบดี ได้ใช้ห้องของหน่วยประสานงาน KU - UH ซึ่งอยู่ที่ ชั้น 2 ปีกขวาของหอประชุม เป็นจุดเริ่มต้นตั้งสำนักงานบัณฑิตวิทยาลัย โดยอาศัยเจ้าหน้าที่จากหน่วยข้างเคียง ศาสตราจารย์ ดร.บุญธรรม จิตต์อนันต์ จึงต้องทำงานใน 2 หน่วยงาน คือแผนกวิชาส่งเสริมฯ และบัณฑิตวิทยาลัย ที่อยู่ใกล้กัน ได้รับมอบให้จัดระบบทะเบียนนิสิตที่มีอยู่บ้างแล้ว ( 59 คน ) และเตรียมรับนิสิตใหม่ในภาคปลาย โดยได้จัดทำ คู่มือนิสิตปริญญาโท และแบบฟอร์มใบสมัครต่างๆ ทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ เนื่องจากมีชาวต่างประเทศ ทุน SEATO สมัครเรียนด้วย ในภาคปลาย 2509 ได้รับนิสิตเพิ่มขึ้นอีก 40 คน จึงมีนิสิตเพิ่มขึ้นตามลำดับ ในเดือนมิถุนายน 2511 บัณฑิตวิทยาลัยมีนิสิตปริญญาโท รวมทั้งสิ้น 310 คน เรียนอยู่ใน 4 คณะ 23 สาขาวิชา แม้ว่า ศาสตราจารย์ ดร.บุญธรรม จิตต์อนันต์ ทำงานอยู่ใน 2 หน่วยงานแล้ว มหาวิทยาลัยก็ยังตั้งให้เป็น เลขานุการโครงการเงินกู้เพื่อพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีกตำแหน่งหนึ่ง ในปี 2511 ศาสตราจารย์ ดร.บุญธรรม จิตต์อนันต์ เป็นเลขานุการบัณฑิตวิทยาลัยอยู่ 4 ปี ในปีสุดท้าย พ.ศ. 2512 ได้จัดทำหนังสือ รายงานการจัดการศึกษาขั้นปริญญาโท 2499 - 2511 ซึ่งเป็นประวัติและข้อมูลพื้นฐานสำคัญในระยะเริ่มแรกของบัณฑิตวิทยาลัย ปลายปี 2512 ศาสตราจารย์ ดร.บุญธรรม จิตต์อนันต์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าภาควิชาอาชีวศึกษา (แผนกวิชาส่งเสริมฯ / เกษตรนิเทศ เดิม ) สังกัดคณะศึกษาศาสตร์ ซึ่งตั้งขึ้นใหม่ แต่ทำงานอยู่ไม่นานก็ได้รับทุน Agricultural Development Council,N.Y. ไปศึกษาต่อปริญญาเอก สาขา Agr. Ed. ที่ Cornell University สหรัฐอเมริกา หลังจากเรียนจบแล้วก็กลับมาเป็นหัวหน้าภาควิชาอาชีวศึกษาเช่นเดิม เมื่อ พ.ศ. 2516 ขณะนั้น คณะศึกษาศาสตร์ เพิ่งก่อตั้งมาได้ 3 ปีกว่า มี ศาสตราจารย์ ดร.อุบล เรียงสุวรรณ เป็นคณบดี มีงานหลายอย่างต้องทำต้องพัฒนาเร่งด่วน ทั้งด้านอาคารสถานที่ หลักสูตร นิสิต และการก่อตั้งโรงเรียนสาธิต ฯลฯ ศาสตราจารย์ ดร.บุญธรรม จิตต์อนันต์ จึงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ช่วยคณบดีอีกตำแหน่งหนึ่ง เมื่อ ศาสตราจารย์ ดร.อุบล เรียงสุวรรณ พ้นวาระคณบดีในปี 2519 ศาสตราจารย์ ดร. สุธรรม อารีกุล รองอธิการบดีฯ ได้รักษาการ สภามหาวิทยาลัยดำเนินการสรรหา และแต่งตั้ง ศาสตราจารย์ ดร.บุญธรรม จิตต์อนันต์ เป็นคณบดีคณะศึกษาศาสตร์สืบต่อมา พร้อมกับมอบให้ทำหน้าที่ หัวหน้าภาควิชาพลศึกษาไปพร้อมกัน ได้สานงานต่อจาก ศาสตราจารย์ ดร.อุบล ในหลายเรื่อง ทั้งงานสอนระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และงานโรงเรียนสาธิตฯ ได้เปิดสอนหลักสูตรใหม่ ศศ.ม. (ศึกษาศาสตร์ - การสอน) ดำเนินการสร้างอาคารตามผังแม่บท และปรับปรุงบริเวณ วางแผนเตรียมตั้งภาควิชาเพิ่มขึ้น เริ่มเปิดรับเกษตรอำเภอ วุฒิ ปวส. เข้ามาเรียนต่อปริญญาตรีเช่นเดียวกับครูเกษตรที่มาเรียนอยู่ก่อนแล้ว จัดทำเอกสารเผยแพร่ ศึกษาสัมพันธ์ และหนังสือ ข้อมูลคณะศึกษาศาสตร์ ฯลฯ เมื่อทำงานครบวาระ 4 ปี ในปี 2523 สภามหาวิทยาลัยมีมติให้เป็นคณบดีต่อไปอีกวาระหนึ่ง แต่ศาสตราจารย์ ดร.บุญธรรม ขอถอนตัวเพื่อกลับไปช่วยงานที่ต้นสังกัด คือสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม เนื่องจากได้ช่วยงานที่คณะศึกษาศาสตร์มานาน 8 ปีแล้ว ระหว่างทำงานเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม และประธานคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาสาขาส่งเสริมการเกษตร และสาขาครุศาสตร์เกษตร ช่วงปี 2523 - 2528 นั้น ศาสตราจารย์ ดร.บุญธรรม จิตต์อนันต์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วย และต่อมาเป็นผู้อำนวยการโครงการประชากรศึกษาในภาคเกษตรกรรม ขึ้นตรงต่อสำนักงานอธิการบดีอีกตำแหน่งหนึ่ง โดยทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ UNFPA ( United Nations Funds for Population Activities ) และ กรมวิเทศสหการ เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพประชากร เมื่อโครงการสิ้นสุดลงในปี 2528 ศาสตราจารย์ ดร. บุญธรรม จิตต์อนันต์ ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม ซึ่งท้ายที่สุดก็เป็นผู้อำนวยการฯ ในปี 2530 จาก พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา ศาสตราจารย์ ดร.บุญธรรม จิตต์อนันต์ ได้พัฒนางานส่งเสริมและเผยแพร่ของมหาวิทยาลัยให้ขยายวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะงานฝึกอบรมวิชาชีพสำหรับประชาชนที่ต่อเนื่องมายาวนานจนได้รับเกียรติบัตรจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในปี 2532 และการฝึกอบรมให้กับข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เอกชน และชาวต่างประเทศ ทั้งที่วิทยาเขตบางเขน และกำแพงแสน สำหรับการฝึกอบรมชาวต่างประเทศ จัดปีละหลายหลักสูตรให้กับผู้ที่ไดัรับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลไทย และต่างประเทศ เช่น กรมวิเทศสหการ SEARCA , FAO, SINO - THAI เป็นต้น ทางด้านการส่งเสริมและเผยแพร่ ได้จัดทำเอกสารเผยแพร่ที่ทำมาแล้วอย่างต่อเนื่อง จัดตั้งศูนย์เผยแพร่เอกสาร จัดนิทรรศการทางเกษตร ริเริ่มจัดทำ รายงานประจำปีสำนักส่งเสริมฯ ส่งเสริมสัมพันธ์ สถานีวิทยุ ม.ก. ครบรอบ 30 ปี 25 ปี สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม ประมวลระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง สถานีวิทยุ ม.ก. 2534 ฯลฯ นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.บุญธรรม จิตต์อนันต์ ในฐานะผู้อำนวยการสถานีวิทยุ ม.ก. ได้ดำเนินการ (ผ่านคณะกรรมการบริหารฯ) เปลี่ยนเครื่องส่งกระจายเสียงของสถานีวิทยุ ม.ก.ทั้ง 4 แห่ง คือ ที่ บางเขน เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา จากระบบ AM เป็นระบบ AM Stereo ซึ่งเป็นระบบการออกอากาศที่ทันสมัย สามารถส่งข่าวสาร ความรู้ ความบันเทิง และ วิทยาการใหม่ๆ ไปยังเกษตรกร และผู้ฟังทั่วประเทศอย่างมีคุณภาพ ในส่วนของงานวิชาการ ศาสตราจารย์ ดร. บุญธรรม จิตต์อนันต์ สอนนิสิตทั้งระดับปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตร และ ศึกษาศาสตร์เกษตร เป็นวิทยากรในการฝึกอบรม และผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาผลงานทางวิชาการของอาจารย์ และนักวิชาการหลายสถาบัน เป็นกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติสาขาปรัชญา เกษตรศาสตร์และชีววิทยา เป็นเวลากว่า 10 ปี ได้เขียนตำรา และเอกสารคำสอน รวมทั้งทำการวิจัยด้านส่งเสริมการเกษตร พัฒนาชนบท และศึกษาศาสตร์เกษตร หลายเรื่อง หลายโครงการ ศาสตราจารย์ ดร.บุญธรรม จิตต์อนันต์ เป็นผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมอยู่ 2 วาระ เป็นเวลา 8 ปี เกษียณอายุราชการในปี 2536 แต่ได้ทำงานต่อจนถึงเดือนเมษายน 2538 ก็ครบวาระ รวมเวลาที่ทำงานมาทั้งสิ้น 38 ปี โดยทำงานใน 4 หน่วยงาน คือ คณะเกษตร บัณฑิตวิทยาลัย คณะศึกษาศาสตร์ และ สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม ได้ทำงานบริหารในตำแหน่ง เลขานุการคณะ หัวหน้าภาควิชา คณบดี และ ผู้อำนวยการ อย่างต่อเนื่อง เป็นเวลากว่า 20 ปี ในช่วงชีวิตที่ทำงานอันยาวนานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีโอกาสได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงและรางวัลเชิดชูเกียรติที่สำคัญ คือ มหาวชิรมงกุฏ เกียรติบัตรนิสิตเก่าคณะเกษตรที่ประสบความสำเร็จในอาชีพ โล่เกียรติคุณจากบัณฑิตวิทยาลัย สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม คณะกรรมการกีฬา ม.ก. และโล่เกียรติคุณจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์เป็นอเนกอนันต์ต่อหน่วยงาน ทางด้านครอบครัวนั้น ศาสตราจารย์ ดร. บุญธรรม จิตต์อนันต์ สมรสกับ รองศาสตราจารย์ผ่องพรรณ (แสงสิงแก้ว) นิสิตเก่า ม.ก. (KU 21), M.S.( State U. of New York ) อาจารย์สำนักส่งเสริมฯ มีบุตรสาว 1 คน (พรรณพิมล) สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร ม.ก. (KU 49) และปริญญาโทจาก Oregon State U. สมรสกับนายรังษี หยกอุบล นิสิตเก่าวิศวฯ จุฬาฯ จบปริญญาโทจาก OSU บุตรชายอีกคน (มนธีร์) จบปริญญาตรีจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต และปริญญาโทจากวิทยาลัยสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร. บุญธรรม จิตต์อนันต์ กล่าวว่า ...มีความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทั้งครอบครัว ได้เป็นอาจารย์สอนรุ่นน้องๆ และลูกหลาน มีส่วนได้ช่วยพัฒนามหาวิทยาลัย ที่เปรียบเสมือนเป็นบ้านหลังที่ 2 ได้เห็นการเจริญเติบโตของมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่เป็นนิสิตจนเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่ง อยากเห็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำงานเพื่อประชาชนและสังคมอย่างต่อเนื่องและก้าวหน้าไปในทุกทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผลิตบัณฑิต การวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมและเผยแพร่ และ สวัสดิการของบุคลากร ตามเจตนารมณ์ของอดีตอธิการบดี คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ รวมทั้งด้านศิลปวัฒนธรรมอันดีงาม โดยเน้นด้านคุณภาพให้มากยิ่งขึ้น ศาสตราจารย์ ดร.บุญธรรม จิตต์อนันต์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2566 สิริรวมอายุได้ 89 ปี
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์พิเศษ บุญ อินทรัมพรรย์

ศาสตราจารย์พิเศษ บุญ อินทรัมพรรย์ (เดิมชื่อ บุญช่วย) นักวิชาการประมงผู้ก่อตั้งคณะประมงและรณรงค์เพื่อภาษาไทย เกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2450 ที่ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นบุตรรองอำมาตย์เอก เชย อินทรัมพรรย์ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดอุทัยธานี และนางน่วม อินทรัมพรรย์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดารวม 5 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 2 การเปลี่ยนชื่อของท่านเกิดในสมัย เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย คือสมัยที่จอมพลแปลก พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี มีเหตุผลตามรัฐนิยมว่าชื่อเดิมแสดงความไม่เป็นตัวของตัวเองหรือไม่เข้มแข็ง และเยิ่นเย้อ ท่านได้อุปสมบทที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร มีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณฯ สมเด็จพระสังฆราชญาโณทยมหาเถระ (อยู่ ญาโณทัย) เป็นพระอุปัชฌาย์ และสมรสกับนางสาวประไพ กรัยวิเชียร บุตรีของนายแห และนางผะอบ กรัยวิเชียร มีบุตร 4 คน และหลาน 6 คน ภายหลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยม 8 จากโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์เมื่อ พ.ศ. 2467 แล้วศาสตราจารย์พิเศษ บุญ อินทรัมพรรย์ได้เข้าศึกษาวิชาเตรียมแพทย์ ในคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาได้รับพระราชทานทุนของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ให้ไปศึกษาวิชาบำรุงและรักษาสัตว์น้ำในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ Cornell University ท่านได้รับปริญญาตรีทางวิทยาศาสตร์ สาขาชีววิทยาประมง เมื่อ พ.ศ. 2472 หลังจากนั้นได้อยู่ศึกษาและฝึกงานในการควบคุมของกรมประมงสหรัฐอเมริกา กับแวะศึกษาดูงานในประเทศอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และสิงคโปร์ ก่อนกลับประเทศไทยใน พ.ศ. 2473 การได้รับพระราชทานทุนการศึกษาในครั้งนั้นส่งผลอันยิ่งใหญ่และยั่งยืนต่อศาสตราจารย์พิเศษ บุญ อินทรัมพรรย์ ท่านตั้งปณิธานไว้ว่า ...จะกระทำทุกสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถตราบเท่าที่มีลมหายใจอยู่เพื่อเป็นการแสดงกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่าน ซึ่งท่านก็ได้กระทำจริงตามปณิธานที่ตั้งไว้ อีกทั้งท่านไม่เพียงแต่จะยึดพระราชกระแสในพระบรมราชชนกที่ว่า ขอให้ถือผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตกมาแก่ท่านเองถ้าท่านทรงธรรมแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์ เป็นแนวทางในการทำงานและการดำรงชีวิตของตัวท่านเองเท่านั้น หากแต่ท่านยังได้เผยแผ่ความคิดนี้ไปสู่สมาชิกครอบครัว ผู้ใต้บังคับบัญชาและศิษยานุศิษย์ของท่านอย่างกว้างขวางอีกด้วย ศาสตราจารย์พิเศษ บุญ อินทรัมพรรย์ เป็นข้าราชการในกรมรักษาสัตว์น้ำ กระทรวงเกษตราธิการ (ปัจจุบันคือกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ตั้งแต่ พ.ศ. 2473 เป็นต้นมา โดยได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมประมงเมื่อ พ.ศ. 2487 ในช่วงเวลาหลังจากการสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 1 ปี ซึ่งมีคณะประมงเป็น 1 ใน 4 คณะแรกของมหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์พิเศษ บุญ อินทรัมพรรย์ผู้เล็งเห็นว่าการศึกษาระดับอุดมศึกษาทางวิชาการประมงเป็นเรื่องจำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อประเทศไทยเป็นหลักในการวางแผนและจัดตั้งคณะนี้ ภาระหนักจึงตกแก่ท่านเนื่องจากต้องรับเป็นคณบดีกิตติมศักดิ์ของคณะประมงอีกตำแหน่งหนึ่ง ศาสตราจารย์พิเศษ บุญ อินทรัมพรรย์จึงเป็นทั้งผู้ก่อตั้งและเป็นคณบดีคนแรกของคณะประมง และเป็นคณบดีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดรวม 18 ปี คือตั้งแต่ พ.ศ. 2487 ถึง พ.ศ. 2505 แม้จะมีหน้าที่รับผิดชอบมากมายแต่ท่านก็เข้าสอนนิสิตเช่นเดียวกับอาจารย์คนอื่น ๆ วิชาที่ท่านสอนคือ วิชาการอนุรักษ์ทรัพยากรประมง ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานเบื้องต้นของคณะที่นิสิตชั้นปีที่ 1 จะต้องเรียน ในการสอนท่านจะผนวกเรื่องระเบียบวินัยที่นิสิตควรประพฤติและประสบการณ์ต่าง ๆ ในทั้งแง่วิชาการประมงและการบริหารงาน ท่านเน้นเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติด้วยการ ฉลาดใช้ (wise use) ซึ่งเป็นแนวคิดในการอนุรักษ์ที่ก้าวหน้า ท่านได้ประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกศิษย์ที่ได้เล่าเรียนกับท่านทุกรุ่น ศาสตราจารย์ ดร. ทศพร วงศ์รัตน์ แห่งพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสถาน ได้รำลึกถึงท่านว่า …แต่งตัวเรียบร้อยมาก ผูกเนคไทเสมอ และพูดจาสำเนียงอ่อนโยนรับกับใบหน้า เรียกตนเองว่า ครู แต่บางครั้งก็ใช้ ผม และมักมีคำว่า ครับ ให้พวกเราได้ยิน… ท่านมีส่วนไม่น้อยที่ทำให้พวกเราเป็นคนดีและผู้ดีด้วยตลอดมา เมื่อพ้นหน้าที่อธิบดีกรมประมงและคณบดีคณะประมง สังกัดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว ศาสตราจารย์พิเศษ บุญ อินทรัมพรรย์ได้รับเชิญให้เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารของสำนักงานองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคตะวันออกไกล ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่าง พ.ศ. 2505 - 2513 และด้วยความเป็นคนรักวิชาการ ชอบอ่าน ชอบเขียนเป็นชีวิตจิตใจ ท่านได้มีบทบาททั้งเป็นผู้ริเริ่ม ผู้สนับสนุน และผู้ดำเนินการในกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของประเทศชาตินานัปการ เห็นได้จากการที่ท่านรับทำงานให้แก่องค์กรต่างๆ มากมายทั้งในระดับชาติและนานาชาติ เช่น พ.ศ. 2496 - 2504 เป็นกรรมการองค์การสะพานปลาที่ท่านมีส่วนสำคัญในการจัดตั้งขึ้น พ.ศ. 2504 - 2531 เป็นกรรมการในคณะกรรมการแผนกเกษตรศาสตร์ มูลนิธิอานันทมหิดล พ.ศ. 2513 - 2516 เป็นกรรมการโครงการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติด้วยดาวเทียม ของคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ อันเป็นแนวทางใหม่ที่ท่านเห็นความสำคัญและเป็นผู้ประสานงานคนแรก พ.ศ. 2514, 2517 และ 2522 เป็นผู้เชี่ยวชาญการประมงในคณะผู้เชี่ยวชาญของธนาคารโลก ทำการศึกษา ประเมินผลกระทบและการแก้ไขปัญหาต่อภาวะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรการเกษตรและการประมงในบังคลาเทศรวม 3 ครั้ง เป็นราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ ประเภทวิทยาศาสตร์ประยุกต์ สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2518 จนถึงแก่อนิจกรรม พ.ศ. 2518 - 2519 เป็นรองผู้ตรวจการและผู้ตรวจการลูกเสือ สำนักงานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ผู้ริเริ่มก่อตั้ง ลูกเสือบำรุงพันธุ์ปลา ขึ้น ได้รับการยกย่องจากผู้แทนจากสำนักงานลูกเสือโลกแห่งกรุงเจนีวาว่าท่าน …เป็นผู้ให้กำเนิดการฝึกอบรมลูกเสือบำรุงพันธุ์ปลาคนแรกของโลกในกิจการลูกเสือด้านพัฒนาชุมชน…. พ.ศ. 2525 - 2526 เป็นที่ปรึกษาคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เจรจาจัดทำโครงการความร่วมมือทางวิชาการด้านอาร์ทีเมียระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเบลเยี่ยม อันเป็นที่มาของการจัดตั้งศูนย์อาร์ทีเมียแห่งชาติหรือศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีอาหารสัตว์น้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปัจจุบัน คุณสมบัติเด่นอีกประการหนึ่งก็คือท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจเรื่องของภาษา ท่านตระหนักถึงประโยชน์ของการใช้เครื่องหมายวรรคตอนว่า ....การใช้เครื่องหมายวรรคตอนช่วยส่งเสริมความแม่นยำ และความกระจ่างอย่างได้ผล ป้องกันความสงสัยและเข้าใจผิด ควรยึดถือเป็นอุปกรณ์สำคัญยิ่งของเอกสาร …ท่านจึงเริ่มเขียนบทความชักชวนให้ผู้มีความรู้ในทุกสาขาอาชีพใช้เครื่องหมายวรรคตอนตั้งแต่ พ.ศ. 2510 เป็นต้นมา และพยายามทุกทางที่จะให้ผู้ซึ่งมีหน้าที่ได้ดูแลการใช้ภาษาให้ถูกต้องตามแบบแผน ท่านแสดงเจตจำนงอันแน่วแน่ในการนี้ไว้ในบทความ ประวัติการใช้เครื่องหมายวรรคตอนแบบคำถาม-คำตอบ (ราว พ.ศ.2527) ว่า ข้าพเจ้าขอบันทึกเป็นกิตติกรรมประกาศไว้ที่นี่ว่า การที่ข้าพเจ้ามีกำลังใจที่ได้เขียนบทความชักชวนให้ใช้เครื่องหมายวรรคตอนตามรอยพระยุคลบาท ล้นเกล้าฯ สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า มาเป็นเวลาได้ถึง 17 ปี, ข้าพเจ้าไม่ท้อถอยเลย ทั้งนี้ก็เพราะพระบารมีของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 และพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. ทั้งสองพระองค์ได้ทรงเตือนว่า ภาษาไทยอยู่ในระยะเริ่มวิบัติ และ กำลังวิบัติ จนทำให้เราร่วมกันตัดสินใจให้มีการทำนุบำรุง และพัฒนาภาษาไทยในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี. นับเป็นประทีปทำให้เครื่องหมายวรรคตอนแจ่มใสขึ้นในอนาคต, สอดคล้องกับนโยบายทำนุบำรุงภาษาไทย; นับว่าเราได้ร่วมกันส่งเสริมให้พระบรมราชาธิบายรัชกาลที่ 6 เป็นราชมรดกของชาติที่นานาชาตินิยมยิ่งขึ้น จนเมื่อ พ.ศ. 2528 ราชบัณฑิตยสถานจึงได้จัดพิมพ์เอกสารว่าด้วยหลักเกณฑ์การใช้เครื่องหมายวรรคตอนออกเผยแพร่เป็นครั้งแรก และจัดพิมพ์ต่อมาอีกหลายครั้งเป็นจำนวนพิมพ์นับแสนเล่ม และในเดือนสิงหาคม 2535 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ราชบัณฑิตสถานแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทยเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การเขียน การอ่าน และการใช้ภาษาไทย และส่งเสริมการใช้ภาษาไทยให้เป็นเอกภาพเดียวกัน ที่น่าทึ่งก็คือบทความด้านการรณรงค์เรื่องการใช้เครื่องหมายวรรคตอนของท่านมีจำนวนมากพอที่จะรวมพิมพ์เป็นหนังสือได้เล่มเขื่องทีเดียว ความเป็นนักวิชาการประมงที่มีประสบการณ์และความสามารถสูงเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศของศาสตราจารย์พิเศษ บุญ อินทรัมพรรย์เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้ที่อยู่ในวงการต่าง ๆ ที่ท่านเกี่ยวข้อง ท่านได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดคือชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (พ.ศ. 2527) และได้รับการยกย่องจากหน่วยงานต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการประมง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (พ.ศ. 2506) และปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ Doctor of Humane Letters, National College of Education, Evanston, Illinois สหรัฐอเมริกา (พ.ศ.2506) ตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษ จากคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (พ.ศ. 2517) และตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์อาวุโสประจำปี 2529 ของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ อีกทั้งเกียรติยศอันยืนยงในวงวิชาการประมงของ ศาสตราจารย์พิเศษ บุญ อินทรัมพรรย์ คือการที่ ดร. เอช เอ็ม สมิท (H.M. Smith) ที่ปรึกษาทางการประมงของไทยในยุคริเริ่มด้านการประมง ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 6 ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของปลาไทยที่เพิ่งจับได้เป็นครั้งแรกจากแอ่งน้ำบนเกาะสมุยในอ่าวไทย เมื่อ พ.ศ. 2477 ตามนามสกุลของท่านว่า Cirripectes indrambaryae และต่อมาใน พ.ศ. 2524 ศาสตราจารย์ ดร. ทศพร วงศ์รัตน์ ก็ได้ตั้งชื่อปลาโบราณที่พบในทะเลอันดามัน เขตตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะภูเก็ต เป็นเกียรติแก่ท่านอีกคำรบหนึ่งว่า Eptatretus indrambaryai ศาสตราจารย์พิเศษ บุญ อินทรัมพรรย์ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2537 ที่โรงพยาบาลพร้อมมิตร กรุงเทพมหานคร สิริอายุได้ 87 ปี 1 เดือน 3 วัน แหล่งข้อมูล อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายบุญ อินทรัมพรรย์. ณ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร วันเสาร์ที่ 7 กันยายน 2539.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

รองศาสตราจารย์ ดร. บรรพต ณ ป้อมเพชร

รองศาสตราจารย์ ดร. บรรพต ณ ป้อมเพชร เกิดเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2484 ณ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เป็นบุตรของนายเพิ่ม นางประไพ ณ ป้อมเพชร ทางด้านการศึกษา จบการศึกษามัธยมปลาย ม.8 จากโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม จังหวัดพิษณุโลก เมื่อ พ.ศ. 2501 แล้วสอบเข้าศึกษาในคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2501 เมื่อเรียนจบการศึกษาปีที่ 1 และเข้าเรียนปีที่ 2 แล้ว สอบได้ทุนภายใต้แผนโคลัมโบ (Colombo Plan) ของรัฐบาลอินเดียไปศึกษาต่อ ณ ประเทศอินเดีย เมื่อ พ.ศ. 2502 แต่ที่อินเดียสมัยนั้นไม่มีการศึกษาถึงขั้นปริญญาบัตรวิชาวนศาสตร์ จึงเปลี่ยนไปเรียนทางวิชาการเกษตรศาสตร์ โดยเข้าเรียนครั้งแรกที่ Rajasthan College of Agriculture มหาวิทยาลัยราชาสถาน ได้รับอนุปริญญาทางการเกษตร (I.Sc.Agr.) เมื่อ พ.ศ. 2504 แล้วไปต่อปริญญาตรีที่ Punjab Agricultural University ณ เมืองลุเดียน่า (Ludhiana) แคว้นปันจาบ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางด้านวิทยาศาสตร์การเกษตร (B.Sc.Agr.) วิชาเอกด้านกีฏและสัตววิทยาทางการเกษตร (Agricultural Entomology & Zoology) เมื่อ พ.ศ. 2507 โดยสอบได้เป็นที่ 1 ของ มหาวิทยาลัย ได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง และได้รับการจารึกชื่อไว้ใน Board of Honours (First in B.Sc.Agri.) ไว้ที่มหาวิทยาลัยด้วย เมื่อกลับมาประเทศไทย ได้เข้ารับการทดลองปฏิบัติราชการในตำแหน่งอาจารย์ตรี ภาควิชากีฏวิทยาและโรคพืช คณะเกษตร เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2507 ซึ่งในขณะนั้นอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือคุณหลวงอิงคศรีกสิการ หรือศาสตราจารย์อินทรี จันทรสถิตย์ ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นอาจารย์ตรี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2508 และอาจารย์โทเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2509 ในสมัย ม.ล. ชูชาติ กำภู เป็นอธิการบดี ต่อมาสอบได้ทุน The East-West Center เมื่อกลางปี 2509 เดินทางไปศึกษาต่อ ณ University of Hawaii เมืองฮอนโนลูลู รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาโททางกีฏวิทยา (M.S.Entomology) เมื่อ พ.ศ. 2511 ต่อจากนั้นได้รับทุน Research Assistantship เพื่อไปศึกษาต่อขั้นปริญญาเอก ณ University of Kentucky เมือง Lexington รัฐ Kentucky เมื่อ พ.ศ.2512 แต่เมื่อเรียนได้เพียงเทอมเดียวก็ขอลาออกเพื่อรับทุน Erhorn Scholarship และ Research Assistantship เพื่อกลับไปศึกษาต่อขั้นปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยฮาวาย ซึ่งได้ทำงานและศึกษาพร้อมกันไปจนจบการศึกษาขั้นปริญญาเอกทางกีฏวิทยา (Ph.D.Entomology) เมื่อ พ.ศ. 2516 ขณะที่ทำการศึกษาระดับปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยฮาวาย ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้แทนมหาวิทยาลัยเข้าร่วมประชุมวิชาการ เรื่อง Concepts of Pest Management หรือ แนวทางการบริหารศัตรูพืช ซึ่งเป็นการประชุมเรื่องการบริหารศัตรูพืชครั้งแรกของโลก ณ มหาวิทยาลัย North Carolina State University เมือง Raleigh รัฐ North Carolina ระหว่างวันที่ 25-27 มีนาคม 2513 และ การประชุมวิชาการ เรื่อง Research Seminar on Agricultural Diversification ณ กรุงมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 5-9 มกราคม 2514 จากการที่ได้เข้าร่วมวิชาการเรื่อง แนวทางการบริหารศัตรูพืช จึงได้ร่วมมือกับคณะเกษตรเขตร้อน (College of Tropical Agriculture) มหาวิทยาลัยฮาวาย และสถาบันอาหารตะวันออก-ตะวันตก ของศูนย์ตะวันออก-ตะวันตก (The East-West Food Institute, The East-West Center) ณ เมืองฮอนโนลูลู จัดการ อบรม การสัมมนา การประชุมเชิงวิชาการต่างๆ ทางด้านการบริหารศัตรูพืช (Pest Management) ตั้งแต่ พ.ศ. 2515 จนจบปริญญาเอกกลับมาทำงานในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2516 ต่อเนื่องกันไปจนถึง พ.ศ. 2521 ณ เมืองฮอนโนลูลู รัฐฮาวาย เมื่อกลับมาปฏิบัติราชการ ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลังจากสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาเอกเมื่อ พ.ศ. 2516 แล้ว ได้รับการแต่งตั้งเป็นอาจารย์เอก เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2518 เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2519 และเป็นรองศาสตราจารย์ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2539 จวบจนเกษียณอายุราชการ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2544 รวมเวลาการเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทั้งหมด 37 ปี ในส่วนของงานบริหาร ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าภาควิชากีฏวิทยาและโรคพืช (กีฏวิทยา) ระหว่าง พ.ศ. 2516-17 เลขานุการคณะกรรมการประจำคณะเกษตร ระหว่าง พ.ศ. 2517-2521 ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการวิจัย คณะเกษตร ระหว่าง พ.ศ. 2520-2522 และผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัย คณะเกษตร ระหว่าง พ.ศ. 2521-2522 ในช่วงเดียวกันระหว่างการดำเนินการก่อตั้งศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีวินทรีย์แห่งชาติ (National Biological Control Research Center - NBCRC) ซึ่งเป็นโครงการเครือข่ายโดยการร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ กับ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือสภาวิจัยแห่งชาติ และหน่วยงานร่วมอีก 13 หน่วยงาน ในมหาวิทยาลัยต่างๆ และกรมต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานอื่นๆ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการ ศูนย์ฯ ตั้งแต่ พ.ศ. 2521 จนต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2529 เมื่อศูนย์ฯ ได้มีการก่อตั้งศูนย์ฯส่วนภูมิภาค ภาคกลาง ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ศูนย์ฯภาคเหนือ ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ฯภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น และศูนย์ฯ ภาคใต้ ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก็ได้รับการแต่งตั้งโดยสภาวิจัยแห่งชาติให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการบริหาร (Executive Director) ตั้งแต่ พ.ศ. 2529 จนเกษียณอายุราชการ เมื่อ พ.ศ. 2544 และหลังเกษียณแล้ว ยังได้รับแต่งตั้งโดยสภาวิจัยแห่งชาติ ให้เป็นที่ปรึกษาของศูนย์ฯ และในช่วงที่เป็นที่ปรึกษานี้ ได้ดำเนินการให้มีการก่อตั้งศูนย์ฯ ส่วนภูมิภาคเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง คือ ศูนย์ฯ ภาคเหนือตอนล่าง ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก และศูนย์ฯภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ณ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี รวมแล้วนอกจากศูนย์ฯส่วนกลาง ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน ศูนย์วิจัยควบคุมศัตรูพืชโดยชีวินทรีย์แห่งชาติ มีศูนย์ฯ ส่วนภูมิภาคอีก 6 แห่งทั่วประเทศ งานบริหารสุดท้าย คือ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระหว่าง พ.ศ. 2535-2539 ในสมัยศาสตราจารย์ ดร. กำพล อดุลวิทย์ ดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดี ระหว่าง พ.ศ. 2522-2525 (ซึ่งเป็นสมัยที่ศาสตราจารย์ ดร. ไพฑูรย์ อิงคสุวรรณ ดำรงตำแหน่งเป็นอธิการบดี) รองศาสตราจารย์ ดร. บรรพต ณ ป้อมเพชร ได้ขอลาออกจากมหาวิทยาลัยโดยคำสั่งคณะรัฐมนตรี เพื่อไปปฏิบัติงานในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการอารักขาพืช (Crop Protection Expert) ประจำอยู่ที่สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งภาคพื้นเอเซียและแปซิฟิกขององค์การสหประชาชาติ (UN Economic and Social Commission for Asia and the Pacific) หรือ UN ESCAP ณ กรุงเทพฯ ปฏิบัติงานในประเทศ ปากีสถาน อินเดีย เนปาล ศรีลังกา บังคลาเทศ พม่า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย แล้วกลับเข้ามารับราชการตามเดิมอีกในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อจากนั้นในช่วง พ.ศ. 2527-2534 ได้รับการแต่งตั้งอยู่ในคณะกรรมการต่างๆ ขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization - WHO) เช่น Scientific and Technical Review Committee (STRC), Scientific and Technical Advisory Committee (STAC) และ Steering Committee (SC) ทางด้านการควบคุมแมลงพาหะนำโรคโดยชีววิธี ปฏิบัติงานหลักปีละ 2-3 ครั้ง ณ กรุงเจนีวา และประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต สาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย เวียตนาม และ ออสเตรเลีย กับเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการบริหารศัตรูพืช (Pest Management Consultant) และ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี (Biological Control Consultant) ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization - FAO) ณ ประเทศอิตาลี เวียตนาม อินเดีย บังคลาเทศ เนปาล และแทนซาเนีย ระหว่าง พ.ศ. 2525-2535 ตลอดจนเป็นผู้เชี่ยวชาญของ The South Pacific - GTZ Biological Control Project ในประเทศฟิจิ ตองก้า โซโลมอนไอส์แลนด์ และ ปาปัวนิวกินี ระหว่าง พ.ศ. 2535-2538 ในส่วนขององค์กรระดับภูมิภาค คือ SEAMEO หรือ South East Asia Ministry of Education Organization ได้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการประสานงานศูนย์ชีววิทยาเขตร้อน (Southeast Asia Regional Center of Tropical Biology - BIOTROP) ณ กระทรวงศึกษาธิการ และดำรงตำแหน่งเป็นทั้งกรรมการและประธานของ SEAMEO BIOTROP Governing Board ตั้งแต่ พ.ศ. 2537-2544 และปัจจุบันยังเป็นกรรมการที่ปรึกษาของคณะกรรมการประสานงานด้วย ส่วนตำแหน่งหน้าที่ในวิชาชีพทางด้านกีฏวิทยาและการอารักขาพืชในระดับนานาประเทศรองศาสตราจารย์ ดร. บรรพต ณ ป้อมเพชร ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานองค์การควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธีนานาชาติ ภาคเอเชียและเอเชียตะวันออก (President, International Organization for Biological Control, South and East Asia Regional Section - IOBC/SEARS) ระหว่าง พ.ศ. 2526-2534 รองประธานองค์การควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธีนานาชาติระดับโลก (Global IOBC) ระหว่าง พ.ศ.2535-2539 กรรมการถาวร (Permanent Standing Committee) ของสมัชชาการอารักขาพืชนานาชาติ (International Plant Protection Congresses - IPPC) ตั้งแต่ พ.ศ. 2526 ถึงปัจจุบัน และมนตรี (Council Member) ของสมัชชากีฏวิทยานานาชาติ (International Congresses of Entomology - ICE) ตั้งแต่ พ.ศ. 2539 จนถึงปัจจุบัน ในด้านการเป็นสมาชิกในสมาคมวิชาชีพ รองศาสตราจารย์ ดร. บรรพต ณ ป้อมเพชร ได้เป็นสมาชิกในสมาคมวิชาชีพในต่างประเทศมากกว่า 15 สมาคม โดยเป็น Fellow ของ The Royal Entomological Society หรือ FRES ของประเทศอังกฤษ และ Fellow ของ The New York Academy of Science ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย และเป็นสมาชิกตลอดชีพของสมาคมวิชาชีพในประเทศไทยอีก 4 สมาคม รวมถึงสยามสมาคม (The Siam Society) ด้วยเช่นกัน งานอื่นๆ ทางด้านวิชาการที่ รองศาสตราจารย์ ดร. บรรพต ณ ป้อมเพชร รับผิดชอบในระดับนานาชาติ คือ เป็นบรรณาธิการจัดทำรายงานการประชุมวิชาการ เรื่อง New Frontiers in Breeding Researches ของการประชุม The Fifth International Congress, Society for the Advancement of Breeding Researches in Asia and Oceania (SABRAO) หนา 931 หน้า พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2529 หนังสือเรื่อง Management of Pests and Pesticides: Farmers Perception and Practices จัดพิมพ์โดย Westview Press, Boulder and London หนา 244 หน้า เมื่อ พ.ศ. 2530 หนังสือเรื่อง Leucaena Psyllid: Problems and Management จัดพิมพ์โดย Winrock International หนา 208 หน้า เมื่อ พ.ศ. 2533 หนังสือรายงานการประชุม XXI International Society of Sugar Cane Technologists (ISSCT) 1 ชุด 3 เล่ม รวม 1,524 หน้า เป็นสิ่งพิมพ์ภาษาอังกฤษเล่มแรกของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (Kasetsart University Press) เมื่อ พ.ศ. 2538 และ หนังสือเรื่อง Soybean Feeds the World หนา 581 หน้า จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2540 เช่นกัน นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ ดร. บรรพต ณ ป้อมเพชร ได้รับเลือกให้ทำหน้าที่อยู่ในคณะกรรมการบรรณาธิการวารสารวิชาการนานาชาติ 2 ฉบับ คือ Biocontrol Science and Technology ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่เล่มที่ 1-10 ระหว่าง พ.ศ. 2532-2542 และ Bulletin of Entomological Research ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่เล่มที่ 73 เมื่อ พ.ศ. 2533 จนถึงปัจจุบัน ทางด้านผลงานทางวิชาการมีผลงานตีพิมพ์เป็นภาษาไทยมากกว่า 120 เรื่อง ภาษาอังกฤษมากกว่า 100 เรื่อง เป็นบรรณาธิการจัดพิมพ์หนังสือและรายงานการประชุมวิชาการนานาชาติ เป็นภาษาอังกฤษ 5 เรื่อง มีผลงานได้รับการแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษารัสเซีย 1 เรื่อง และภาษาจีน 2 เรื่อง รับผิดชอบในการจัดประชุมนานาชาติทั้งภายในประเทศไทยและต่างประเทศมากกว่า 30 ครั้ง และ ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมวิชาการและการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศมากกว่า 150 ครั้ง งานด้านการสอนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร. บรรพต ณ ป้อมเพชร รับผิดชอบการสอนวิชาการควบคุมแมลงศัตรูพืชและวัชพืชโดยชีววิธี (Biological Control of Insect Pests and Weeds) และวิชาหลักการบริหารศัตรูพืช (Principles of Pest Management) ในระดับบัณฑิตศึกษา เป็นประธานกรรมการที่ปรึกษาบัณฑิตที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกคนแรกของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คือนายวิวัฒน์ เสือสะอาด เมื่อ พ.ศ. 2525 งานด้านการวิจัย มุ่งเน้นส่วนใหญ่ทางด้านการควบคุมแมลงศัตรูพืชและวัชพืชที่มีความสำคัญทางการเกษตรโดยชีววิธี เช่น การควบคุมแมลงศัตรูอ้อย แมลงศัตรูข้าว แมลงศัตรูไม้ผล และแมลงศัตรูพืชไร่ชนิดต่างๆ ตลอดจนการควบคุมวัชพืชโดยชีววิธี เช่น ผักตบชวา และ ไมยราบยักษ์ รวมถึงการวิจัยพื้นฐานในการบริหารศัตรูพืชแบบบูรณภาพ (Integrated Pest Management - IPM) งานด้านบริการสังคมส่วนใหญ่เป็นการให้บริการด้านการปรึกษาและให้คำแนะนำ ตลอดจนบริการข่าวสารสนเทศในการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี และการบริหารศัตรูพืช กับเป็นวิทยากรให้แก่สถาบันต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งภายในประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับนานาประเทศ ทางด้านรางวัลและเกียรติบัตรที่ รองศาสตราจารย์ ดร. บรรพต ณ ป้อมเพชร ได้รับ มีอาทิรางวัลนักส่งเสริมการเกษตรที่ดีที่สุด (Best Extension Worker) ของมหาวิทยาลัย Punjab Agricultural University แคว้นปันจาบ ประเทศอินเดีย ประจำปี 2506 รางวัลเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง เมื่อจบปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน เมื่อ พ.ศ. 2507 นักวิจัยดีเด่น พ.ศ. 2532 จากสมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับการนำชื่อไปตั้งชื่อเพลี้ยไฟตัวห้ำชนิดใหม่ คือ Okajimaiella banpotti (Thysanoptera: Thripidae) เมื่อ พ.ศ.2536 ได้รับประกาศเกียรติคุณผู้สมควรได้รับการยกย่องเป็นบุคคลตัวอย่างทางด้านวิชาการ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2539 นักกีฏวิทยาดีเด่น สมาคมกีฏและสัตววิทยาแห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2540 นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2540 สาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา สภาวิจัยแห่งชาติ และ บุคคลดีเด่นของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2540 ถึงแม้ว่าจะเกษียณอายุราชการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2544 ก็ตาม รองศาสตราจารย์ ดร. บรรพต ณ ป้อมเพชร ยังได้รับการแต่งตั้งโดยหน่วยงานอื่นนอกมหาวิทยาลัยให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการหรือคณะทำงานต่างๆ ภายในประเทศอีก เช่น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะอนุกรรมการอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการกลางด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ (National Biosafety Committee - NBC) ประธานคณะอนุกรรมการนโยบายแห่งชาติ ด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ ของคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ กรรมการในคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพด้านการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ประธานคณะทำงานชนิดพันธุ์ต่างถิ่น อนุกรรมการในคณะอนุกรรมการนโยบายสินค้าเทคโนโลยีชีวภาพ ในคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) อนุกรรมการในคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจนกรณีร่างกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ กรรมการที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานศูนย์ชีววิทยาเขตร้อน องค์การซีมีโอ กระทรวงศึกษาธิการ ประธานคณะทำงานอนุสัญญาห้ามอาวุธชีวภาพ (Biological Weapons Convention - BWC) ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และผู้ประเมินภายนอกระดับอุดมศึกษา สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เป็นต้น ทางด้านครอบครัวนั้น รองศาสตราจารย์ ดร. บรรพต ณ ป้อมเพชร สมรสกับนางรัตนะ (ภัทรนิรันตร์) ณ ป้อมเพชร มีบุตร 2 คน คือนายไพรัชต์ ณ ป้อมเพชร และนายพีระ ณ ป้อมเพชร แหล่งข้อมูล บรรพต ณ ป้อมเพชร. การทำงานของผมทางด้านการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี. ใน 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เหลียวดูหลังแลไปข้างหน้า. หน้า 262-267. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2530. (จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาส ครบ 50 ปี แห่งการสถาปนา (พ.ศ. 2486-2530). รางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2540. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2540. บรรพต ณ ป้อมเพชร. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2508.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ

ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ เป็นบุตรของนายบี้ นางเหี้ยง คติการ เกิดเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2469 ที่จังหวัดสงขลา จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนวชิราวุธสงขลา ในสมัยนั้นไม่มีชั้นมัธยม 7-8 ให้เรียนต่อ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ได้ยินชื่อเสียงกิตติศัพท์ของคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจว่าเป็นปรมาจารย์ชั้นนำทางการเกษตร จึงคิดว่าน่าจะยึดอาชีพทางการเกษตรดีกว่า ซึ่งมีเพื่อนร่วมชั้นอีก 4 คนที่คิดเหมือนกันคือ สุชีพ รัตรสาร จำนงค์ โพธิสาโร ชิต สุวรรณโชติ และชาญชัย ชนะณรงค์ รวมเป็น 5 คน ได้ไปเรียนต่อที่แม่โจ้ซึ่งเปรียบเสมือนโรงเรียนอุดมศึกษาเกษตรศาสตร์ 2 ปี จบแล้วไปเรียนต่ออนุปริญญาและปริญญาตรีที่กรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบัน) อีก 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2489-2494 ได้รับอนุปริญญาเมื่อ พ.ศ. 2491 ในขณะที่กำลังเรียนปริญญาตรีอยู่นั้น ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำแหน่งอาจารย์ตรี ในกรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2492 โดยได้รับอนุญาตให้ทำงานและเรียนไปด้วย ได้รับปริญญากสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิตใน พ.ศ. 2494 ในขณะที่ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ กำลังจะจบปริญญาตรี ได้มีการประกาศให้ทุน ก.พ. ตามความต้องการของกรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้ไปเรียนต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา 4 ทุน สำหรับอาจารย์ 2 ทุน นักเรียน 2 ทุน โดย 1 ทุนเป็นของนักเรียนชั้นปีที่ 2-3 อีก 1 ทุนเป็นของนักเรียนชั้นปีที่ 4-5 ด้วยเหตุที่ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ตั้งแต่ยังไม่จบปริญญาตรี อธิการบดีคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ จึงได้เร่งให้เรียนจบปริญญาตรีเร็วๆ เมื่อจบปริญญาตรีแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการจึงมีโอกาสสอบชิงทุนในส่วนของทุนอาจารย์ ผลการสอบปรากฏว่าศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ก่อนแล้ว สอบได้ที่ 1 ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ที่เพิ่งจบปริญญาตรีสอบได้ที่ 2 ส่วนทุนนักเรียนนั้น ศาสตราจารย์ ดร. ไพฑูรย์ อิงคสุวรรณ สอบได้ที่ 1 ในกลุ่มปี 2-3 และ ม.ล. แต้ว ชุมสาย สอบได้ที่ 1 ในกลุ่มปี 4-5 ยังมีอีก 1 ทุนให้แก่ผู้ที่กำลังเรียนอยู่ในต่างประเทศแล้วอย่างน้อย 1 ปี ผู้ที่ได้รับทุนนี้ได้แก่ ดร. เถลิง ธำรงนาวาสวัสดิ์ เมื่อการณ์เป็นเช่นนี้ ความตั้งใจเดิมที่จะทำอาชีพทางการเกษตรของศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ จึงเริ่มเลือนลางไป เพราะเมื่อรับทุน ก.พ. ไปเรียนต่อต่างประเทศแล้ว ก็ต้องกลับมาชดใช้ทุนโดยการเป็นอาจารย์ในกรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่อไป ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ได้ไปเรียนต่อปริญญาโท สาขาพืชสวนด้วยทุน ก.พ. ที่ Utah State University ซึ่งแต่เดิมได้ถูกกำหนดให้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, เดวิส ทั้งนี้เพราะที่ Utah State University มีนายรัฐ ชลลัมภี เรียนในสาขาสัตวบาลอยู่ก่อนแล้ว 1 คน ถ้าจะให้ศาสตราจารย์ ดร. ไพฑูรย์ อิงคสุวรรณ ผู้ได้รับทุนนักเรียน ไปเรียนสาขาสัตวบาลที่ Utah State University อีกก็จะเป็นการซ้ำซ้อนกัน อธิการบดีคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ จึงได้ขอร้องให้ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการไปเรียนในสาขาพืชสวนที่ Utah State University และให้ศาสตราจารย์ ดร. ไพฑูรย์ อิงคสุวรรณ ไปเรียนสาขาสัตวบาลที่ University of California at Davis แทน ก่อนหน้าที่จะเดินทางไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ อธิการบดีได้ชวนศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ไปรับประทานอาหารที่บ้านหลายมื้อ เพื่อโน้มน้าวให้ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ซึ่งเป็นคนแรกที่ได้รับทุนไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา บอกให้ตั้งใจเรียนให้ดีที่สุดอย่าให้พลาด ให้นำปริญญากลับมาให้ได้ และต้องทำตนให้เป็นที่ยอมรับของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เพื่อเป็นการปูทางให้น้องๆ ในรุ่นหลังๆ ที่กำลังจะตามไปอีก ซึ่งศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ไม่ได้ทำให้อธิการบดีผิดหวัง ได้ทุ่มเทให้กับการเรียนอย่างเต็มที่จนในที่สุดก็จบปริญญาโทสมความตั้งใจ ใน พ.ศ. 2496 สิ่งที่ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ประทับใจในอธิการบดีคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจนอกจากความเป็นปรมาจารย์ที่แตกฉานทางด้านเกษตรแล้ว อธิการบดียังทุ่มเททั้งกายและใจให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ โดยท่านตระหนักว่าภาษาอังกฤษเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ไขไปสู่ความรู้ทั้งหลายทั้งปวงในโลกนี้ ท่านจึงเสียสละเวลาส่วนตัวทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ เวลา 19.00-21.00 น. ด้วยการเป็นครูสอนภาษาอังกฤษฟรีให้แก่นักเรียนที่สนใจ ใครจะเรียนหรือไม่เรียนก็ได้ไม่บังคับ ปรากฏว่าในช่วงแรกๆ มีนักเรียนเต็มห้อง และค่อยทยอยหายไปๆ จนท้ายสุดเหลือเพียง 3-4 คน แต่ท่านก็สอนต่อไปอย่างสม่ำเสมอจนเป็นผลดีต่อการเรียนต่อต่างประเทศของนักเรียนเหล่านั้น ซึ่งหนึ่งในจำนวนนี้คือ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ นั่นเอง ด้วยความมีน้ำใจใฝ่รู้และขยันหมั่นเพียรของศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ในระหว่างเรียนที่ Utah State University ได้มีโอกาสช่วยงานและเรียนรู้งานจากอาจารย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นงานกิจกรรมต่างๆ ของภาควิชา งานวิจัย งานวิชาการ หรือการปลูกต้นไม้ในสวนหลังบ้าน โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ จึงเป็นที่รักที่ชื่นชอบของคณาจารย์ หัวหน้าภาควิชา คณบดี ตลอดจนเพื่อนนักเรียนด้วยกัน แม้เมื่อคณบดีคณะเกษตร Dr. Walker ได้รับทุนวิจัยของ FAO เป็นหัวหน้าทีมมาสำรวจเพื่อให้ความช่วยเหลือทางด้านการเกษตรแก่ประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ก็มีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือทำงานวิจัยดังกล่าวด้วย ดังนั้นไม่ว่าศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ จะขอความร่วมมือใดๆ ไปที่ภาควิชา คณะ หรือUtah State University ได้รับการตอบรับและสนับสนุนอย่างดียิ่งทุกครั้ง โดยเฉพาะการส่งนิสิตและอาจารย์ไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรี-โท-เอก จะไม่เคยได้รับการปฏิเสธแม้แต่รายเดียว และเขาเหล่านั้นก็ไม่ทำให้ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ผิดหวัง ทุกคนสามารถเรียนจบกลับมาด้วยดี ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ จบปริญญาโทกลับมาทำงานที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใน พ.ศ. 2496 ใน พ.ศ. 2499 ได้แต่งงานกับครูไพพรรณ วัชรพฤกษ์ ครูการเรือน (ปป) บุตรพ่อค้า ใน พ.ศ. 2502 ได้รับทุน Rockefeller Foundation ไปเรียนต่อปริญญาเอก สาขาพืชสวน ที่ Utah State University อีก 4 ปี ขณะเดียวกันครูไพพรรณได้ศึกษาต่อทาง Interior Decoration & Fabric Design การกลับไปเรียนต่อในครั้งหลังนี้ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากอาจารย์และเพื่อนๆ โดยได้รับเกียรติให้เข้าร่วมเป็นทีมงานในโครงการและกิจกรรมต่างๆ ของภาควิชา คณะ และมหาวิทยาลัย ตลอดจนงานวิจัย งานส่งเสริมเผยแพร่ที่ต้องออกไปสัมผัสกับเกษตรกร อาจารย์ผู้รับผิดชอบจะชวนศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการไปด้วยทุกครั้ง ด้วยมีความสามารถและทักษะทางด้านการขยายพันธุ์พืชและการตัดแต่งกิ่งต้นไม้ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ จะสาธิตการขยายพันธุ์พืชและการตัดแต่งกิ่งได้อย่างคล่องแคล่วเชี่ยวชาญ จึงเป็นที่รักที่ชื่นชอบของเพื่อนๆ และอาจารย์ตลอดจนเกษตรกรอเมริกัน การได้ทำประโยชน์ให้แก่เกษตรกรจนเป็นที่รักและชื่นชอบเป็นความสุขอย่างยิ่ง ดังนั้นเมื่อจบปริญญาเอกกลับมาแล้ว กิจกรรมต่างๆ ที่เคยทำในขณะเรียนในต่างประเทศ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ และอาจารย์ไพพรรณ คติการ ภรรยา จะถือปฏิบัติกับเกษตรกรในประเทศไทยเช่นเดียวกันอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2545) แม้จะมีอายุ 77 ปีแล้วก็ตาม อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ด้วยการเข้าไปช่วยเหลือให้คำแนะนำแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกรถึงในไร่-นา และสวน ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ได้ทุ่มเททำคุณประโยชน์ทางด้านการเกษตรอย่างอเนกอนันต์ให้แก่ประเทศชาติและแผ่นดินเกิด สมควรแก่การยกย่องเป็นอย่างยิ่ง เมื่อถามถึงความประทับใจและภูมิใจในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และอธิการบดีคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ คำตอบที่ได้คือเป็นความโชคดีของ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ที่ได้ยินกิตติศัพท์ชื่อเสียงของคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางการเกษตรจนเกิดความเลื่อมใส ตัดสินใจเลือกอาชีพทางการเกษตร นำไปสู่การเข้าไปเรียนเตรียมเกษตรที่แม่โจ้ อนุปริญญาและปริญญาตรีที่กรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนได้เป็นลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดที่ได้รับการปลูกฝังให้สืบทอดแนวความคิดและเจตนารมย์จากคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ โดยเฉพาะได้จดจำคำพูดของคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ที่ว่า คนไทยปลูกผักไม่เป็น เพราะในสมัยนั้นเฉพาะคนจีนเท่านั้นที่ปลูกผักขาย มีสวนผักของคนจีนอยู่แถวสนามเป้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ท่านได้กำชับว่า จะต้องสอนคนไทยให้ปลูกผักเป็น พร้อมกับได้ซื้อที่นา 49 ไร่ ทางด้านหัวมุมถนนวิภาวดีรังสิตกับถนนงามวงศ์วาน (ปัจจุบันเป็นบริเวณหอพักนิสิตหญิง แปลงทดลองพืชสวนและโครงการหลวง) โดยยกร่องเป็นแปลงปลูกผักสลับกับคูน้ำทั้ง 49 ไร่ และมอบหมายให้อาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ เป็นผู้รับผิดชอบ ตัวท่านอธิการบดีเป็นหัวหน้าทีม ส่วนศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ และเพื่อน ซึ่งเป็นนักเรียนอาสาเป็นแรงงานรายชั่วโมงและรายวัน ถ้าทำเต็มวันได้ค่าแรงวันละ 8 บาท ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ เล่าว่าคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจเป็นหัวหน้าทีมที่เข้มแข็งมาก ท่านได้วางแผนเองทั้งหมดทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ แม้การเพาะกล้าต้องทำ 2 รุ่นเตรียมไว้ หากรุ่นแรกล้มเหลวจะได้มีรุ่น 2 ซ่อมแซมทันเวลา อีกทั้งมีการมอบหมายให้รับผิดชอบงานตรงตามความรู้ความสามารถของแต่ละบุคคล กล่าวคือการปลูกเลี้ยงและดูแลรักษาทั้งหมดมอบให้อาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ อาจารย์ศักดิ์ศิริ เกิดปรีดี ดูแลแก้ไขเรื่องโรค ถ้ามีแมลงรบกวนอาจารย์อาริยัน มันยีกุล ต้องรับผิดชอบ ส่วนนักเรียนมีหน้าที่ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ผลงานจึงออกมาดีเยี่ยมจนต่อมาคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ได้เปิดอบรมภาคฤดูร้อนให้กับประชาชน โดยตัวท่านสอนทางสัตว์ มอบให้ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ สอนทางพืช ชาวบ้านตื่นตัวเข้ารับการอบรมอย่างล้นหลาม จนถือเป็นหน้าที่ ประเพณีปฏิบัติของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการเปิดอบรมวิชาชีพภาคฤดูร้อนแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องตราบจนทุกวันนี้ ในสมัยนั้นคนไทยยังไม่รู้จักข้าวโพดหวาน เมื่อมีการนำข้าวโพดหวานเข้ามาปลูกในมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ให้ชื่อว่า ค่อมทอง 8 แถวกำลังแทะ ก่อนการเก็บเกี่ยวทุกครั้งจะมีประกาศทางวิทยุให้ประชาชนรู้ล่วงหน้า เมื่อถึงกำหนดคนจะมาเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อรอซื้อข้าวโพดตั้งแต่ยังไม่สว่าง เพราะติดใจในรสหวานของข้าวโพด ที่ปลาบปลื้มใจที่สุดคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดข้าวโพดหวานของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาก ดังนั้นทุกครั้งที่มีการเก็บเกี่ยวข้าวโพด คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ จะเตรียมตอกลังบรรจุไข่ไก่สด นมสด พร้อมข้าวโพดหวานส่งเข้าไปในวังก่อนจำหน่ายให้ประชาชน ต่อมาคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ได้จัดให้มีตลาดนัดเกษตรขึ้นเป็นครั้งแรกประมาณ พ.ศ. 2490 แต่เนื่องจากเกษตรกลางบางเขนในสมัยก่อนดูเหมือนจะห่างไกลจากกรุงเทพฯ มาก จะไปจะมาลำบากไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ไปติดต่อรถไฟให้จัดขบวนพิเศษนำคนมาเที่ยวตลาดนัดเกษตร จากหัวลำโพงมาลงที่หน้ามหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เป็นที่นิยมชมชอบของชาวกรุงมาก ทำให้ทุกอย่างที่เตรียมไว้ไม่พอขาย ทุกคนติดใจในคุณภาพของสินค้า ซึ่งทั้งสดและใหม่จากฟาร์มและสวนผักเป็นการประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ได้ผลดีและคุ้มค่าที่สุด เป็นที่มาของเพลง รำวงเกษตร ที่โด่งดังของวงดนตรี KU. BAND และนำไปสู่งานเกษตรแฟร์และเกษตรแห่งชาติในปัจจุบัน จากการที่ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ได้รับการปลูกฝังจากคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ว่า คนไทยปลูกผักไม่เป็น จึงมุ่งมั่นเรียนทางด้านพืชผักโดยเฉพาะ โดยทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาตรี โท และเอกในเรื่องของข้าวโพด ถั่ว และมะเขือเทศตามลำดับ และมีความกตัญญูต่อพืชผักมาก ที่สำคัญคือท่านจะตระหนักถึงปณิธานอันแน่วแน่ของคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ว่า จะต้องสอนคนไทยปลูกผักให้เป็น ดังนั้นงานวิจัยของศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ จึงมุ่งไปที่พืชผักทั้งสิ้น รวมทั้งหอมหัวใหญ่ แตงโม ผักตระกูลกะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง และมะเขือเทศ เป็นต้น โดยเฉพาะมะเขือเทศ ในอดีตจะมีมะเขือเทศรับประทานเพียง 8 เดือน ส่วนอีก 4 เดือน มะเขือเทศจะไม่ติดลูก โชคดีที่ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ไปพบกลุ่มอเมริกันที่กำลังทำวิจัยเรื่องมะเขือเทศฤดูร้อน และครูที่สอนที่ Utah State University ท่านหนึ่งชื่ออาจารย์ Hawthorn เคยเป็นหัวหน้าสถานีทดลองที่มลรัฐเท็กซัส ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ จึงได้สั่งเมล็ดมะเขือเทศพันธุ์ฤดูร้อน มาปลูกเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2497 โดยมอบให้อาจารย์ผสม เพชรจำรัส เป็นผู้ดูแล เพราะอาจารย์ต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ ปรากฏต่อมาว่ามะเขือเทศพันธุ์ดังกล่าวสามารถปลูกเจริญเติบโตและติดลูกได้ดี แต่เมื่อเรียนจบกลับมาพบว่าคนอื่นนำไปตั้งชื่อเป็น มะเขือเทศสีดา ไปแล้ว จากผลงานวิจัยต่อมาของศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ จึงทราบว่าการปลูกมะเขือเทศให้มีผลรับประทานตลอดทั้งปีนั้นสามารถทำได้ไม่ยากเลย แต่ความนิยมรับประทานมะเขือเทศอยู่ในวงแคบมาก ปัญหาสำคัญในขณะนั้นคือรสชาติของมะเขือเทศไม่ถูกปากผู้บริโภค แม้ฝรั่งที่คุ้นเคยกับศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ยังเคยบ่นว่ารับประทานมะเขือเทศของไทยเหมือนเคี้ยวกระดาษ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าเป็นพันธุ์สำหรับแปรรูปไม่เหมาะสำหรับรับประทานสด จึงมีการทำวิจัยนำพันธุ์รับประทานสดมาทดสอบคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสำหรับภูมิประเทศและภูมิอากาศของไทยเผยแพร่ให้เกษตรกรปลูก ต่อมาศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ยังได้จัดตั้งกลุ่มนักวิชาการเพื่อวิจัยมะเขือเทศเพื่อผลักดันให้มีการปลูกมะเขือเทศแปรรูปเป็นซอสมะเขือเทศเป็นอุตสาหกรรม เป็นอาชีพที่มั่นคงทำรายได้ให้เกษตรกรจนถึงปัจจุบัน นอกจากงานทางพืชผักแล้วศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ยังมุ่งมั่นผลักดันให้มีงานวิจัยทางด้านไม้ผลอีกหลายๆ ชนิด อาทิ มะม่วง ทุเรียน ลางสาด ลำไย มังคุด และเงาะ เป็นต้น โดยเฉพาะมะม่วงได้ผลักดันให้มีงานวิจัยครบวงจรตั้งแต่ในเรื่องของพันธุ์ การปลูกเลี้ยงตลอดจนการปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยวจนกระทั่งสามารถส่งจำหน่ายต่างประเทศได้เป็นผลสำเร็จในหลายๆ ประเทศ นอกจากนั้นยังพยายามโน้มน้าวรัฐบาลและผู้บริหารมหาวิทยาลัยทุกระดับให้เห็นถึงความสำคัญของไม้ดอกไม้ประดับแม้จะบริโภคไม่ได้ แต่สามารถจำหน่ายได้เงินตราเข้าประเทศ เป็นผลสำเร็จ ทำให้มีการแบ่งปันเงินรายได้และเงินงบประมาณเล็กๆ น้อยๆ มาจุนเจือให้อาจารย์และนักวิชาการสามารถทำงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยเป็นการวิจัยเพื่อการเรียนการสอนเป็นการพัฒนาคนในด้านไม้ดอกไม้ประดับเตรียมไว้รองรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในอนาคต และเป็นการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกรผู้ยากไร้ด้วย ในที่สุดพืชสวนก็ได้รับการบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 เป็นครั้งแรก สมความคาดหมาย การวิจัยทางด้านพืชผัก ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับและพืชสมุนไพรจึงได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐตามสมควร โชคดีที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยเฉพาะคุณหลวงอิงคศรีกสิการ อธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ และทีมงานได้เตรียมความพร้อมของนักวิจัย และนักวิชาการไว้ล่วงหน้าแล้ว งานวิจัยและพัฒนาทางด้านพืชสวนจึงไม่ต้องตั้งต้นที่สูญ แต่สามารถต่อยอดไปได้เลย นอกจากเป็นอาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย นักส่งเสริมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ประชาชนและเกษตรกรแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ยังเป็นนักบริหารในทุกระดับ ตั้งแต่หัวหน้าภาควิชาพืชศาสตร์ คณบดีคณะเกษตร โดยเฉพาะได้ดำรงตำแหน่งคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยถึง 12 ปี (3 สมัย) ประธานคณะกรรมการวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติสาขาเกษตรศาสตร์ชุมนุมและชีววิทยา สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียอาคเนย์ (SEATO) เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีสมัย ฯพณฯ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และปัจจุบันนี้ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานที่ปรึกษาการเกษตร สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ รางวัลชีวิตที่ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ภาคภูมิใจที่สุดคือการได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (พ.ศ. 2536) และประกาศเกียรติคุณให้เป็น พ่อตัวอย่างแห่งชาติ ประจำ พ.ศ. 2542 ซึ่งได้รับเลือกเป็นนายกของสมาคมตั้งแต่เริ่มตั้งจนถึงปัจจุบัน ส่วนปรัชญาในการทำงานคือ ใช้คนให้ถูกกับงาน ในด้านส่วนตัวนั้น ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ สมรสกับนางสาวไพพรรณ วัชพฤกษ์ มีบุตรธิดา 2 คน คนแรกเป็นชาย จบปริญญาตรีและโท สาขาวิศวกรรม และปริญญาโทบริหารธุรกิจ คนที่ 2 เป็นหญิง จบปริญญาตรี-โท สาขาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาเอกจาก Tsukuba University ประเทศญี่ปุ่น โดยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ที่สำคัญคือบุตรธิดาทั้งสองคนเป็นคนดี มีอาชีพ มีรายได้ ประพฤติปฏิบัติอยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดี มีหลานปู่ 2 คน หลานตา 3 คน ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ มีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นและสมบูรณ์แบบ ดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย มุ่งทำคุณประโยชน์และแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรถึงในเรือกสวนไร่นา เป็นการตอบแทนคุณให้แก่แผ่นดินเกิด สิ่งที่ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ ฝากไว้ให้คณาจารย์และนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือ …อย่าทรยศต่อวิชา โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับเกียรติให้เป็นที่ปรึกษาผู้บริหารระดับสูง ต้องกล้าให้คำปรึกษาที่ถูกต้องตรงความเป็นจริงแทนคำตอบที่ว่า ท่านทำถูกต้องแล้ว สำหรับอาจารย์และนิสิตนั้นให้หันหน้าเข้าหากันเพื่อสร้างความเจริญให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อย่าแบ่งพรรคแบ่งพวกและการทะเลาะกันในทางวิชาการ เป็นเหตุแห่งความเจริญ แหล่งข้อมูล บรรเจิด คติการ. สัมภาษณ์, 8 ธันวาคม 2543. บรรเจิด คติการ. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2492.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ ดร. นิพนธ์ คันธเสวี

ศาสตราจารย์ ดร. นิพนธ์ คันธเสวี อดีตคณบดีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกิดเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2473 เป็นบุตรคนที่สามของนายนิทัศน์และนางข่ายแก้ว คันธเสวี ภูมิลำเนาเดิมอยู่จังหวัดพะเยา (เมื่อครั้งยังเป็นอำเภอหนึ่งของ จังหวัดเชียงราย) จบการศึกษาระดับประถมศึกษาจาก โรงเรียนประจำอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนประจำจังหวัดน่าน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาสอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรียนได้ 1 ปี ก็สอบชิงทุนของรัฐบาล (ก.พ.) ได้ จึงได้ไปศึกษาต่อถึงระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ที่เมืองเดวิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้านศึกษาศาสตร์การเกษตร ใน พ.ศ. 2499 ได้กลับมาสอนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระยะหนึ่ง จึงเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ด้วยทุนฟูลไบร์ท และกลับมารับราชการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เรื่อยมาจนกระทั่งได้ลาออกก่อนเกษียณอายุราชการ พ.ศ. 2532 โดยได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นมหาวชิรมงกุฎไทย ขณะที่ศาสตราจารย์ ดร. นิพนธ์ คันธเสวี เรียนอยู่ในระดับมัธยม ท่านมีความคิดเหมือนกับหลายๆ คน คือ เรียนอะไรก็ได้ให้จบและมีงานทำ แต่เมื่อท่านได้เข้าเรียนที่โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย ซึ่งที่นั่นสอนให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าโดยการรับใช้ซึ่งกันและกันในสังคมโลก โดยเฉพาะหนังสือเรียนเล่มหนึ่งชื่อ The Rural America ซึ่งเป็นตัวอย่างการทำงานของ County Agents คำสอนและเรื่องราวดังกล่าวได้จุดประกายความคิดจากการเรียนอะไรก็ได้ เปลี่ยนมาเป็นการเรียนเพื่อไปพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาชนบทซึ่งส่วนใหญ่ยากจนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงระหว่างสังคมเกษตรกรชนบทกับสังคมเมือง จากความมุ่งมั่นดังกล่าว ทำให้ท่านตัดสินใจเข้าเรียนวิชาการการเกษตรที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยให้เหตุผลว่า… ขณะนั้นเรามีนักวิชาการด้านการเกษตรมาก แต่ความรู้ทางการเกษตรที่ทันสมัย รวมทั้งการบริหารจัดการธุรกิจทางการเกษตรไม่ไปถึงชาวชนบท ที่จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมได้ ทำให้เกิดช่องว่างในสังคม ก็เลยตัดสินใจไปเรียนด้านส่งเสริมการเกษตร (Extension Service) ซึ่งตอนนั้นฮิตมากในสหรัฐฯ เพราะเขาเห็นว่าเป็นวิชาที่ทำให้เกษตรกรหรือชาวชนบทของเขา สามารถมีคุณภาพชีวิตทัดเทียมกับคนอื่นๆ ในสังคม ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี ได้ทุ่มเทกำลังกายและสติปัญญา ร่วมพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อย่างต่อเนื่อง แม้ขณะที่ท่านเป็นนิสิตเรียนอยู่ชั้นปี 1 ท่านได้ริเริ่มตั้งสโมสรภาษาอังกฤษ (English Club) ขึ้นเป็นแห่งแรกในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย โดยได้รับความสนับสนุนจากคณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกันที่มาประจำที่มหาวิทยาลัยในขณะนั้น และได้รับความสนใจจากเพื่อนนิสิตในการเป็นสมาชิกเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้นิสิตหลายคนในรุ่นนี้ได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศในระดับปริญญาเอก เมื่อท่านกลับมาทำงานให้มหาวิทยาลัยหลังจากจบปริญญาโท ท่านก็ได้จัดตั้งสโมสรอื่นๆ อีกหลายสโมสร อาทิ วาทะสโมสร (Public Speaking Club) สโมสรการส่งเสริมการเกษตร (Agricultural Extension Club) เป็นต้น หลังจากที่จบปริญญาเอกด้านการอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐเพ็นชิลเวเนีย ท่านก็ได้ริเริ่มให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับระบบการลงทะเบียนและโครงสร้างหลักสูตรการศึกษา ในปี 2513 ได้เสนอแนวคิดในการปรับปรุงหลักสูตรโดย 1) ให้ปรับความรู้ทั่วไปทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และภาษา โดยเฉพาะใน 2 ปีแรกของหลักสูตร 4 ปี เป็นครั้งแรกของประเทศไทย 2) ปรับจากหลักสูตร 5 ปี เป็น 4 ปี รวมทั้งลดจำนวนหน่วยกิตและเนื้อหาแต่ละวิชาให้มีจำนวนน้อยแต่มีความเข้มข้นมากขึ้น ควบคู่ไปกับการปรับปรุงวิธีการสอนให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพมากขึ้น การนำชื่อบูรพาจารย์ในวงการเกษตร เช่น หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ หลวงอิงคศรีกสิการและหม่อมหลวงชูชาติ กำภู มาตั้งชื่อถนนและสถานที่สำคัญภายในมหาวิทยาลัยเพื่อคนรุ่นหลังจะได้ระลึกนึกถึงคุณงามความดีของท่านเหล่านี้ การให้มีรถบริการวิ่งภายในมหาวิทยาลัยเพื่ออำนวยความสะดวกแก่บุคลากรและนิสิต ซึ่งหลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนว่าผลงานดังกล่าวเป็นการริเริ่มของท่าน เมื่อปี 2522 บทบาทที่โดดเด่นของศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจแก่วงการสังคมศาสตร์ก็คือ การก่อตั้งคณะสังคมศาสตร์ ซึ่งกว่าจะประสบความสำเร็จจนเป็นคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้นั้น ท่านได้ใช้ความอุตสาหะอดทนพากเพียรพยายามอย่างเป็นขั้นตอน ทั้งนี้เนื่องจากท่านมีความคิดว่าวิชาด้านสังคมศาสตร์ เช่น วิชาจิตวิทยา วิชาสังคมวิทยา เป็นวิชาที่ช่วยให้บัณฑิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้เป็นนักวิชาการ นักบริการเกษตรกร และนักบริหารจัดการที่ดี มีมนุษยสัมพันธ์ดีที่สามารถเข้ากับคนได้และเข้าใจในวัฒนธรรมประเพณีของคนกลุ่มต่างๆ ซึ่งขณะนั้นไม่มีวิชาดังกล่าวสอนเป็นวิชาบังคับในหลักสูตร เมื่อ พ.ศ. 2503 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าภาควิชาภาษาอังกฤษ ขณะที่ยังไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างหลักสูตร ท่านจึงได้นำเอาเนื้อหาวิชาดังกล่าวไปสอนในวิชาภาษาอังกฤษ โดยเลือกเอาเนื้อหาที่เป็นเรื่องของสังคมศาสตร์มาสอนเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้นิสิตมีทักษะภาษาอังกฤษและความรู้สังคมศาสตร์ควบคู่ไปด้วย ในที่สุดความพยายามของท่านก็ประสบความสำเร็จเมื่อผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยได้เห็นความสำคัญและเข้าใจถึงความจำเป็นที่นิสิตทุกคนต้องมีความรู้พื้นฐานทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ในขณะนั้น จึงเห็นชอบให้ทุกมหาวิทยาลัยนำไปพิจารณาปฏิบัติ จึงนับว่าได้มีการปฏิวัติโครงสร้างหลักสูตรระดับอุดมศึกษาของประเทศไทยให้มีหมวดความรู้ทั่วไปที่มีวิชาดังกล่าว ขณะนั้นในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิชาสังคมศาสตร์เป็นเพียงสาขาวิชาในคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ (คณะวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน) ต่อมางานใน พ.ศ. 2509 การเรียนการสอนได้ขยายออกไปมากขึ้นตามจำนวนนิสิต จึงได้รับการยกฐานะเป็นภาควิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และคงยังเป็นภาควิชาหนึ่งของคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี ก็ยังคงเพียรพยายามขยายงานต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งใน พ.ศ. 2517 ภาควิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ประกอบด้วยภาควิชาจิตวิทยา นิติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ รัฐศาสตร์และรัฐประศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา และปรัชญา ซึ่งศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี ก็ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะสังคมศาสตร์ เป็นคนแรก ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ และคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ตามแผนพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวคือ ได้มีการจัดตั้งคณะใหม่คือ คณะมนุษยศาสตร์ ซึ่งได้ดึงเอาสาขาวิชาภาษาอังกฤษ ของคณะวิทยาศาสตร์ และสาขาวิชาปรัชญา จากคณะสังคมศาสตร์ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการจำแนกหมวดหมู่สาขาวิชาการขององค์การยูเนสโก หลักสูตรมหาบัณฑิต สาขาการพัฒนาสังคม ในปี 2509 ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี ผู้ซึ่งนอกจากจะสนใจในด้านการพัฒนาการอุดมศึกษาและยังเป็นผู้มีความคิดก้าวหน้าในด้านพัฒนาประเทศชาติ กล่าวคือ ท่านได้มองเห็นว่าสังคมไทยโดยรวมแม้จะประกาศใช้แผนการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติมาแล้ว 2 ฉบับแต่การพัฒนาชาติยังขาดความสมดุล เพราะเน้นหนักด้านเศรษฐกิจและวัตถุเกินไป และโดยเฉพาะชุมชนในชนบทยังขาดการพัฒนาในด้านสังคมให้คู่กันไปกับด้านเศรษฐกิจและการเกษตร ท่านจึงได้ริเริ่มให้เปิดหลักสูตรการพัฒนาด้านสังคม ระดับปริญญาโทขึ้นในภาควิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ด้วยความร่วมมือกับกรมการพัฒนาชุมชนของกระทรวงมหาดไทยในปี 2509 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในประเทศไทยที่เปิดสอนหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาพัฒนาชุนชน และเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและความต้องการของบุคคลหลายฝ่ายจึงได้มีการปรับปรุงและเปลี่ยนชื่อหลักสูตรเป็นพัฒนาสังคม ใน พ.ศ.2515 (ปัจจุบันโอนไปอยู่กับบัณฑิตวิทยาลัย) เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม และเอกชนได้เข้ามาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมได้ไม่จำกัดเฉพาะบุคลากรของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทยเท่านั้น สำนักพิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมการเกษตร เป็นสถาบันหนึ่งที่นำความภูมิใจมาสู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เกี่ยวข้องกับการก่อตั้งสำนักพิพิธภัณฑ์ฯ ในขณะนั้น (ประมาณ พ.ศ. 2529) คงจำได้ว่าเป็นศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี เป็นผู้ทำโครงการนี้เสนอต่อสภามหาวิทยาลัยฯ โดยการสนับสนุนของศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศาสตราจารย์ ดร สุธรรม อารีกุล เป็นอธิการบดี โดยท่านได้แนวคิดจากการศึกษาดูงานต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ประเทศ จีน และเกาหลีเหนือ ซึ่งให้ความสำคัญแก่พิพิธภัณฑ์ในอันที่จะทำให้วัฒนธรรมด้านต่างๆ ของชาติที่มิฉะนั้นอาจจะถูกหลงลืมไปให้มีชีวิตอยู่ในความทรงจำของชนในชาติ ท่านได้ให้ทัศนะว่าพิพิธภัณฑ์เช่นนี้จะช่วยให้คนเราได้มองเห็นตัวเองว่ามาจากไหนและมีอะไรเกิดขึ้น เมื่อใด โดยใคร เราเคยอยู่กันอย่างไรอย่างไร และเกิดความภาคภูมิใจในอารยธรรมอันยาวนานของชนชาติของตนเอง ถ้าคนไม่มีความภาคภูมิใจในรากเง่าของตนเองจะมีความรัก ภักดีและภาคภูมิใจในประเทศชาติได้อย่างไร โอกาสที่เอกลักษณ์ของชาติจะถูกกลืนกลายโดยอารยธรรมต่างชาติก็เกิดขึ้นได้ง่าย รวมทั้งความรู้ของบรรพบุรุษที่ได้เรียนรู้และสั่งสมมาหลายชั่วอายุคนหรือที่เรียกว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน ในศิลปะและวิชาการด้านต่างๆของชีวิตน่าจะได้นำมาศึกษา หากจะเป็นเสมือนฐานเชื้อความรู้ที่สามารถนำไปใช้ศึกษาค้นคว้าต่อไป โดยเฉพาะวัฒนธรรมการเกษตร อันเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่แม้กระทั่งทุกวันนี้ การศึกษาทางประวัติศาสตร์ทำให้เห็นได้ว่าชาติไทยเติบโตและเจริญก้าวหน้าทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจจากการเกษตร วัฒนธรรมทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตล้วนแล้วแต่เกี่ยวพันกับเกษตรกรรมทั้งสิ้น ดังนั้นศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี จึงมีความเห็นว่า การศึกษาค้นคว้าและการรวมรวมหลักฐานประจักษพยานต่างๆเกี่ยวกับการเกษตรในอตีตอันแสดงถึงภูมิปัญญาของคนไทย ควรมีขึ้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาการเกษตรแห่งแรกและที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ความเป็นครู ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี มีความภาคภูมิใจในความเป็นครู ซึ่งท่านหมายถึง การพัฒนาคนเพื่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ ท่านเล่าว่า ความรู้สึกอยากเป็นครูมีมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถม ประการแรกอาจเป็นเพราะคุณพ่อเป็นครู (และต่อมาเป็นศึกษาธิการอำเภอ) อยู่ใกล้ชิดกับครูที่ดี มีความรักเมตตา ทำให้ชอบครูและอยากเป็นครู ในที่สุดท่านก็ได้ทำหน้าที่เป็นครูตลอดมาจนทุกวันนี้ ท่านรู้สึกภาคภูมิใจมากที่ได้มีโอกาสได้ผลิตนักส่งเสริมการเกษตรได้ทั่วประเทศ แม้ว่าตัวเองตั้งไว้แต่ไม่มีโอกาสได้เป็นเอง และเมื่อลูกศิษย์ที่จบไปแล้วมาบอกว่าได้นำวิชาที่ท่านสอนไปใช้ประโยชน์ในการทำงานจนประสบความสำเร็จและการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า แม้ว่า ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี จะเป็นปูชนียบุคคลของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้วก็ตาม แต่เหตุการณ์และภาพต่างๆ ภายในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของท่านจวบจนปัจจุบัน… รู้สึกตื่นเต้นประทับใจนับตั้งแต่ผมก้าวเข้ามาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นนิสิตปีที่ 1 ซึ่งตอนนั้นมีสภาพไม่เหมือนปัจจุบัน แต่ก่อนเป็นทุ่งนาที่ชาวบ้านชาวเมืองมักจะเรียกขานว่า ทุ่งกว้างบางเขน มีหอพักสร้างด้วยไม้ 7-8 หลัง มีสวนผัก นอกนั้นเป็นคอกหมู โรงเลี้ยงไก่หรือที่เรียกกันในขณะนั้นว่า โรงแรมไก่ และสระเลี้ยงปลาจีน… ตอนนั้นครูบาอาจารย์ของเราถือว่าเป็นครูที่แท้จริง ท่านสอนด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้ลูกศิษย์มีความรู้อย่างจริงจัง และดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิดอย่างอบอุ่นมาก... เป็นกันเอง บางท่านมีบ้านพักในบริเวณ พวกเราบางคนไปกินไปนอนค้างที่บ้านท่านเหมือนลูกหลานของท่านเอง เพื่อนฝูงในขณะนั้นก็มีหลายคนที่ยังสนิทสนม รักใคร่และ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เอื้ออาทรต่อกันมาจนกระทั่งทุกวันนี้… อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี ก็มิได้มุ่งหวังให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปัจจุบันกลับไปเป็นอย่างอดีตที่ท่านประทับใจ เพราะในสมัยที่ท่านเรียนอยู่ ในปีที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีนิสิตทั้งหมดประมาณ 200 คน และคณาจารย์ทั้งหมดประมาณ 15 ท่าน ซึ่งเห็นหน้าเห็นตาอยู่แทบทุกวัน ทุกคนจึงรู้จักกันเกือบหมด แต่ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เฉพาะที่วิทยาเขตบางเขนแห่งเดี่ยงก็มีนิสิตร่วม 14,000 คน โอกาสที่จะรู้จักมักคุ้นกันทุกคนย่อมเป็นไปไม่ได้ คณะต่างๆ จึงพยายามรวมเป็นกลุ่มย่อยด้วยเหตุผลทางการเรียนรู้และความอบอุ่นทางอารมณ์ของคนวัยนี้ แต่ขณะเดี่ยวกันก็ทำให้เหินห่างจากกลุ่มอื่นคณะอื่นไป อย่างไรก็ตาม ท่านได้ฝากถึงท่านอาจารย์ทั้งหลายอุทิศตัวให้แก่อาชีพอันสูงส่งนี้ในการฝึกฝน อบรมนิสิตอย่างจริงจังและใกล้ชิด โดยคิดหากิจกรรมที่สร้างสรรค์ทำร่วมกันมากๆทั้งในหลักสูตรและเสริมหลักสูตร โดยเฉพาะในคณะและภาควิชาของตน และถ้านิสิตด้วยกันได้มีความใกล้ชิดกันและเอื้ออาทรกันมากขึ้นความผูกพันที่มีต่อคณะและกันและกันก็จะยืนยงคงอยู่ตลอดไป สมันที่ท่านเป็นหัวหน้าภาควิชาและคณบดี ศาสตราจารย์ ดร นิพนธ์ คันธเสวีได้จัดกิจกรรมเพื่อเสริมประสบการณ์ทางความคิดและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรและระหว่างนิสิตอยู่เสมอ ทั้งในและนอกสถานที่ อย่างน้อยที่สุดเพื่อเขาจะได้มีความจงรักภักดีและรู้สึกหวงแหนในสถาบัน และช่วยกันสืบทอดจิตสำนึกของความเป็นลูก เกษตร เพื่อสังคมไทยต่อไป คอกม้าอินเตอร์ ยังเป็นความประทับใจและความทรงจำของ ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี หลายคนคงจะงงไม่เข้าใจว่า อะไรคือคอกม้าอินเตอร์ สำหรับคนที่ได้ร่วมงานกับท่านสมัยบุกเบิกคณะสังคมศาสตร์ คงจดจำได้ว่าเมื่อ ท่านประสบความสำเร็จในการนำวิชาสังคมศาสตร์ไว้ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ซึ่งขณะนั้นเป็นภาควิชาหนึ่งของคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ คือภาควิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ โดยมีศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี เป็นหัวหน้าภาควิชา ท่านได้ใช้อาคารกึ่งถาวร ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับคณะเศรษฐศาสตร์ (ปัจจุบันถูกรื้อไปหมดแล้ว) เป็นที่ทำการของภาควิชาและคณะ ซึ่งบรรดาอาจารย์ทั้งหลายมักเรียกอาคารดังกล่าวว่า คอกม้าติดแอร์ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นอาคารติดพื้นชั้นเดียว ตอนกลางวันถ้าแดดจ้า อากาศในห้องทำงานและห้องเรียนจะร้อนอบอ้าว ท่านจึงติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้เพื่ออาจารย์จะได้มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น ทั้งเป็นขวัญและกำลังใจแก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานใน คอกม้า หลังนี้ในขณะนั้นเป็นอย่างมาก ความก้าวหน้าที่ยั่งยืน จากประสบการณ์อันยาวนานและหลากหลาย ทำให้ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี มีความคาดหวังที่จะเห็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีความรุ่งเรืองในด้านเทคโนโลยีการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทาง Biotechnology เพื่อเป็นประโยชน์ในด้านการผลิตอาหารที่มีคุณค่าควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านสังคมให้แก่ชุมชนในชนบท ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาคุณภาพของบุคคล คือชาวบ้านทุกเพศทุกวัย ให้มีความตื่นตัวในการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ มีจิตสำนึกในคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่จะต้องรู้จักพึ่งตนเองและมีคุณธรรมเพื่อส่วนรวม อีกประการหนึ่ง ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี ยังมีความคาดหวังที่จะเห็นบัณฑิตที่มีบุคลิกของความเป็นผู้นำตามมาตรฐารสากลทั้งในด้านวิชาชีพ ด้านสังคมและด้านคุณธรรมอย่างแท้จริง ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของอาจารย์อีกเช่นกัน กล่าวคือมิใช่สอนเฉพาะวิชาการ หากแต่ต้องสอนให้นิสิตรู้จัดคิด ให้เข้าใจชีวิตที่แท้ตามความเป็นจริงและสามารถแก้ปัญหาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะการมีจิตสำนึกและจริยธรรมในการทำงานเพื่อส่วนรวม ตลอดจนการมองเห็นการณ์ไกลในอนาคต การสอนควรจะกระทำด้วยความรักและเมตตา รักวิชาที่สอน และ เมตตาศิษย์ อย่าคิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเองฝ่ายเดียวไม่ว่าเรื่องเกียรติยศ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินเงินทอง ถ้าทำอย่างนี้ได้อาจารย์เองจะมีความสุขอย่างแท้จริง ศิษย์ก็จะมีความเจริญก้าวหน้า และมีความผูกพันกับครูอาจารย์และสถาบันตลอดไป นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี ยังมีความคาดหวังที่จะให้คณะต่างๆ จัดทำหลักสูตร International Program เพื่อจะได้เชิญชวนประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงกันให้มาเรียนกับนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ทั้งนี้ควรจะคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขอันป็นพื้นฐานของความเจริญก้าวหน้าทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนาธรรมและสิ่งแวดส้อมที่ยั่งยืน ความรักและความอบอุ่นของครองครัว ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี นอกจากจะประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานแล้ว ท่านยังประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัว ธิดา 2 คน ของท่านมีความประพฤติดี มีการศึกษาดี มีงานที่ดีทำ ซึ่งท่านได้มอบความดีนี้ให้แก่ภรรยา (ถึงแก่กรรมแล้ว) ที่เป็นผู้เลี้ยงดูทั้งด้านสติปัญญา ด้านอารมณ์ที่อบอุ่น ด้านสังคมคือการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีและด้านความเชื่อในพระเจ้าและพระธรรมคำสอนในการดำเนินชีวิตที่มีคุณค่าแก่ธิดาของท่านเป็นส่วนใหญ่ ท่านได้ให้ความสำคัญแก่ การปลูกฝังการใช้ชีวิตอย่างมีคุณธรรม กล่าวคือ มีการปลูกฝังความซื่อสัตย์สุจริต มีความรับผิดชอบต่อตัวเอง ไม่หลงมัวเมาไปกับกระแสของสังคม ที่ท่านเรียกว่า ภาพลวงตา ส่วนการเลือกคบเพื่อนที่ดีนั้น ส่วนใหญ่ท่านให้ธิดาของท่านพาเพื่อนมาที่บ้านมากกว่าให้ไปที่อื่น ท่านได้เล่าถึงอดีตที่อบอุ่นว่า …เวลาที่เราคุยด้วยกันตั้งแต่สมัยเขาเล็กๆ โดยเฉพาะเมื่อแม่เขายังอยู่ เราก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเรื่อย เราดูทีวีแล้วก็วิจารณ์ว่า อันนี้ดีไม่ดี ด้วยเหตุผลอะไร ลูกๆ ก็ได้ความคิดจากเรา ถ้าหากพ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรือว่าไม่ได้ให้เวลากับลูก หรือว่าไม่ได้สนใจลูก ไม่เอาเรื่องต่างๆมาคุยกัน เด็กก็จะไปรับสิ่งต่างๆ มาจากผู้อื่นก็อันตรายมาก…เพราะเด็กๆมักจะขาดทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสม การที่จะให้เขาเรียนรู้แบบลองผิดลองถูกเอาเองนั้นเป็นการเสี่ยงมากเกินไป โดยเฉพาะสำหรับสตรีเพศ… การบริการเพื่อสังคม ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี นอกจากเป็นผู้ทำคุณประโยชน์คุณานัปการให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว ตลอดเวลาเหล่านั้นท่านยังได้ใช้ความรู้ความสามารถเป็น คุณประโยชน์แก่สังคมนอกมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกมากมายด้วย อาทิ ท่านเคยลาออกจากราชการชั่วคราวไปปฏิบัติงานในองค์การต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นประธาน คณะกรรมการต่างๆ ในระดับชาติ และมูลนิธิการกุศลต่างๆ หลายแห่ง ปัจจุบันนี้แม้ว่าท่านเกษียณอายุแล้ว ท่านก็ยังมีบทบาทสำคัญในการบริหารการศึกษาให้แก่มหาวิทยาลัยคริสเตียน ที่จังหวัดนครปฐม โดยดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีอาวุโส เป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2540-2543 และเมื่อหมดวาระประจำการแล้วท่านก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาอธิการบดี ในการผลิตบัณฑิตของมหาวิทยาลัย คริสเตียนนั้น มุ่งให้บัณฑิตมีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพควบคู่ไปกับจิตสำนึกในความรักและเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ดังคำขวัญของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ที่ว่า รัก-บริการ ในด้านการปกครองบังคับบัญชา หลายคนที่เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี คงยอมรับว่าท่านเป็นนักบริหารที่ใช้ทั้งพระเดชและพระคุณ ให้ความใกล้ชิด และเอื้ออาทรแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ท่านมักเดินไปเยี่ยมเยี่ยนบรรดาอาจารย์ถึงโต๊ะทำงาน เพื่อถามทุกข์สุข หรือพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง ทั้งในด้านการสอน การวิจัย การเขียนตำรา ทุกคนคงไม่ปฏิเสธว่า พวกเรามีวันนี้ เป็นอย่างวันนี้ ก็เพราะสิ่งดีดีที่ท่านได้เคยให้การสนับสนุน ผลักดัน เคี่ยวเข็ญ และเป็น กำลังใจ ซึ่งความรู้สึกนี้ยังคงอยู่ในความทรงจำของตลอดมา ด้วยผลงานและคุณความดีที่ ศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ คันธเสวี ได้สั่งสมมาเป็นลำดับอย่างเสมอต้นเสมอปลาย สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงมีมติให้ได้รับพระราชทานปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาสังคมศาสตร์ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2540 แหล่งข้อมูล นิพนธ์ คันธเสวี. สัมภาษณ์, 27 ตุลาคม 2543. นิพนธ์ คันธเสวี. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตร, 2499.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

รองศาสตราจารย์ นาวาตรี นฤดม บุญ-หลง

รองศาสตราจารย์ นาวาตรี นฤดม บุญ-หลง เกิดวันที่ 5 มกราคม 2471 ที่พระนคร เป็นบุตรของ พล.ต. วิบูลชีพ และนางบุญนาค บุญ-หลง เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย มัธยมปีที่ 6 ที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทราวาส และจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แล้วเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ในคณะกสิกรรมและสัตวบาล เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่น 9 (KU. 9) เป็นรุ่นสุดท้ายที่มีแต่ชายล้วน ขณะนั้นมหาวิทยาลัยยังเป็นเขตรอบนอกของเมืองอยู่ นิสิตต้องอยู่หอพักกันเพราะการเดินทางมามหาวิทยาลัยนั้นนับว่าไกลและค่อนข้างลำบาก แม้แต่สำนักอธิการบดี ก็เป็นเพียงอาคารไม้ 2 ชั้น ที่เรียกกันว่า เรือนเขียว การรับประทานอาหารต้องอยู่ในลักษณะ ผูกข้าว คือจ่ายอาหารเป็นเดือน รองศาสตราจารย์ นาวาตรี นฤดม บุญ-หลง เป็นอาจารย์ผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้เจริญก้าวหน้า บุคลิกลักษณะของอาจารย์นั้น เป็นผู้นำตั้งแต่แรกคือ ได้เป็นทั้งหัวหน้าหอ 7 จากการเลือกตั้ง และเป็นนายกองค์การนิสิตอีกด้วย หลังจากสำเร็จการศึกษาโดยมีประสบการณ์ขณะยังเป็นนิสิตอยู่คือ ได้เข้าทำงานที่องค์การเกษตรกรรมทหารผ่านศึก ได้ยศเรือตรี เพราะขณะนั้นได้วุฒิอนุปริญญาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว และได้รับการอนุญาตให้มาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนจบชั้นปีที่ 5 แล้วได้ทุนกองทัพเรือไปศึกษาวิชาอาหารและการเกษตรที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากกองทัพเรือได้จัดตั้งองค์การอาหารสำเร็จรูป (อสร.) อยู่ขณะนั้น นับว่าอาจารย์มีพื้นฐานด้านวิชาการและชำนาญการมาอย่างดี จนเมื่อโอนกลับมาสังกัดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งมี ศาสตราจารย์อินทรี จันทรสถิตย์ เป็นอธิการบดี อาจารย์จึงเป็นกำลังสำคัญในการวางแผนและก่อตั้งสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร หลังจากจัดตั้งภาควิชาวิทยาศาสตร์การอาหารขึ้นในคณะกสิกรรมและสัตวบาล ใน พ.ศ. 2509 โดยมี รองศาสตราจารย์ นาวาตรี นฤดม บุญ-หลง รักษาการหัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์การอาหาร อาจารย์ทำงานหนักในการพัฒนาภาควิชาที่นับว่าใหม่ที่สุดในประเทศไทย ทั้งการเลือกนิสิตวิชาเอก ซึ่งมีเพียง 3 คน เท่านั้นที่เกลี้ยกล่อมมาเป็นรุ่นแรกได้ จนถึงรุ่นที่ 4 ต่างก็ได้ทุนไปศึกษาต่างประเทศ และกลับมาเป็นกำลังที่สำคัญของประเทศ ความก้าวหน้าต่อมาก็คือ รองศาสตราจารย์ นาวาตรี นฤดม บุญ-หลงได้ร่วมดำเนินการจัดตั้งคณะอุตสาหกรรมเกษตร ขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศไทย โดยการสนับสนุนของท่านอธิการบดี อินทรี จันทรสถิตย์ และรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการคือ ศาสตราจารย์ ดร. สุธรรม อารีกุล นอกจากดำเนินงานด้านพัฒนาวิชาการที่ทันสมัยขณะนั้นแล้ว อาจารย์ยังช่วยเหลือ สนับสนุนสวัสดิการข้าราชการ และอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย เพื่อเป็นการผูกใจคนให้ผูกพันกับหน่วยงานของตนที่สังกัดอยู่ ในทำนองป้องกันสมองไหลนั่นเอง เนื่องจากในระยะต่อมาได้มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยกันหลายแห่ง บทบาทสำคัญที่รองศาสตราจารย์ นาวาตรี นฤดม บุญ-หลง ประทับใจ และภาคภูมิใจในการเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ดีของท่าน คือการได้มีโอกาสเป็นทั้งผู้บริหารที่ดีและผู้ทำงานที่ดี ที่ได้รับโอกาสสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา งานในหน้าที่ของอาจารย์จึงเจริญก้าวหน้ารวดเร็ว นอกเหนือจากนั้น อาจารย์ยังมีส่วนร่วมสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เป็น แมวนอกสายตา หรือ ม้าเถื่อน หรือ หมูสนาม ที่มีแต่แรง สามารถชนะเลิศ รักบี้ฟุตบอลระหว่างมหาวิทยาลัยได้ โดยเฉพาะชนะจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยการเน้นความสำคัญของ โค้ช และความสามัคคีในทีมนักกีฬามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงขึ้นชื่อมากในด้าน ระเบียบวินัย ระบบอาวุโส ความมีน้ำใจ ความรักความสามัคคี จากกิจกรรมทัศนศึกษา และการสร้างวงดนตรี KU. BAND เรื่องอื่นๆ ที่อาจารย์ระลึกถึงด้วยความรัก และความภาคภูมิใจมากคือ การจัดงานตลาดนัดที่อาจารย์หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ กรุณาให้เป็นงานที่เปิดโอกาสให้นิสิตแสดงผลงานของตัวเอง (ปัจจุบันเรียกเกษตรแฟร์ ซึ่งมีนโยบายแตกต่างๆ ไปจากเดิมมาก) เริ่มประมาณ พ.ศ. 2495 หรือ พ.ศ. 2496ขณะที่อาจารย์เป็นนายกองค์การนิสิต โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินชมงานด้วย ในงานตลาดนัดนี้ยังริเริ่ม ลีลาศโต้รุ่งทุ่งบางเขน ของทั้งนิสิตเก่าและใหม่ โดยช่วยกันทำงานเองทุกอย่าง เป็นที่สนุกสนานและรอคอยกันมาก น่าเสียดายที่ปัจจุบันไม่เห็นความสำคัญของการเป็นน้อง-พี่ ช่วยกันทำงานส่วนรวมกันไปแล้ว ปรัชญาในการทำงานของอาจารย์นั้น อาจารย์เน้นความสำคัญไปที่ การพัฒนาคน อาจารย์จึงพยายามหาทุนจากแหล่งต่างๆ อย่างเต็มที่ และเน้นการให้ทุนแบบเป็นทีม เพื่อจะได้กลับมาทำงานได้เลย โดยเฉพาะสามารถได้ทุนการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร นอกจากสร้างทีมอาจารย์ที่เข้มแข็งแล้ว อาจารย์ก็เน้นการสร้างนิสิตที่มีคุณภาพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงมีอาจารย์ระดับปริญญาเอกมากขึ้น และต่างก็แยกย้ายไปทำงานในแหล่งต่างๆ การทำงานอย่างอุตสาหะของอาจารย์ และหลักการสร้างคนของอาจารย์จึงบรรลุผลที่ว่าได้ทั้งคนดีและคนเก่ง อาจารย์ยังแบ่งเวลาที่มีค่าส่วนหนึ่ง ไปทำการเขียนหนังสือและตำราเพื่อการพัฒนาทั้งในปัจจุบันและในอนาคตด้วย เช่น หนังสือเรื่อง อุตสาหกรรมเกษตรเพื่อความหวังใหม่ วิชาอุตสาหกรรมเกษตรเบื้องต้น วิชาการออกแบบควบคุมคุณภาพ นับว่าอุตสาหกรรมเกษตรของอาจารย์ มีบทบาทสำคัญต่อนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงของประเทศในปัจจุบัน รองศาสตราจารย์ นาวาตรี นฤดม บุญ-หลง เป็นผู้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลอย่างแท้จริง เมื่อหาเงินทุนสำรองให้แก่มูลนิธิที่ตั้งขึ้นในนามของอาจารย์เพื่อช่วยเหลือนิสิตที่ขาดแคลนเงินการศึกษา ทั้งยังเขียนหนังสือ อยากเล่าให้นิสิตฟัง โดยมีวัตถุประสงค์ให้เห็นความสำคัญของการเพิ่มงานเพื่อให้เพิ่มรายได้ ด้วยการประหยัด อดออม มีน้ำใจ และ รู้จักคิด คิดให้ถูก คิดให้เป็น โดยยึดหลักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่รับสั่งในวันปีใหม่ว่า คิดก่อนพูด พูดแล้วทำ ทำแล้วคิด นอกจากประสบความสำเร็จในชีวิตทำงานแล้ว รองศาสตราจารย์ นาวาตรี นฤดม บุญ-หลง ยังเป็นหัวหน้าครอบครัวที่อบอุ่นอีกด้วย มีบุตรธิดา 2 คน คนโตเป็นผู้ชายจบการศึกษาสาขา MBA คนที่สองเป็นผู้หญิงจบภาควิชาศิลปนิเทศ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิชาเอกด้านขับร้องสากล และได้เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง เป็นบุคคลที่รู้จักกันทั่วไปในฐานะเป็นดารานักร้อง และนักแสดงของชาติด้วยก็คือ คุณนันทนา บุญ-หลง อาจเป็นเพราะตัวอาจารย์เองมีลักษณะศิลปิน มีดนตรีในหัวใจ และใช้ศิลปะเข้าไปในการทำงานด้านวิทยาศาสตร์การอาหารด้วย รองศาสตราจารย์ นาวาตรี นฤดม บุญ-หลง ได้ให้คตินิยมสำหรับข้อห้ามที่คนสูงอายุไม่ควรจะทำหรือที่ควรจะทำ คือ 1. อย่าสร้างความรำคาญและรบกวนผู้อื่น 2. ต้องเจียมตัวเพราะไม่มีหัวโขนให้ใส่แล้ว 3. ไม่ทวงบุญคุณกับใคร 4. ต้องอดทน อดกลั้น และวางเฉย สิ่งที่ผู้สรุปการสัมภาษณ์เห็นด้วยกับอาจารย์เป็นอย่างมาก ในฐานะเป็นที่ข้าราชการเกษียณด้วยกันก็คือ การทำตัวเป็นชาวเกาะ ไม่ใช่ชาวเกาะจริง ๆ แต่ให้ยอมรับว่าเป็นคนแก่ล้มง่าย ฉะนั้น เวลาเดินให้เสาะแสวงหาที่เกาะเอาไว้ อย่ามัวคิดว่ายังเก่งอยู่ เพราะถ้าหกล้มไปแล้วจะเป็นเรื่องใหญ่ และคำนึงว่า บทบาทคนแก่ควรจะเป็น แจกวิชาความรู้ และส่องทางให้คนรุ่นหลังเดิน อย่าไปบังคับขู่เข็ญให้คนอื่นทำตามที่เราชอบ ยกตัวอย่างเช่น การเลี้ยงลูกของรองศาสตราจารย์ นาวาตรี นฤดม บุญ-หลง จะไม่บังคับ แต่จะสนับสนุนให้เขาได้เรียนตามความพอใจ และตามพรสวรรค์ของแต่ละคน การดำเนินชีวิตในช่วงท้าย จึงเป็นไปด้วยดี และมีความสุขเป็นที่ยิ่ง แหล่งข้อมูล นฤดม บุญ-หลง. สัมภาษณ์, 29 มกราคม 2544. นฤดม บุญหลง. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงกลาโหม, 2496.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์นภา โล่ห์ทอง

ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง เกิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2480 ที่ย่านประตูน้ำ จังหวัดพระนคร เป็นบุตรีคนที่สามของนายชำนาญ และนางริ้ว น้าสุนีย์ โดยมีพี่น้องร่วมบิดามารดาสี่คน ได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนวัฒนศิลป์วิทยาลัย ระดับมัธยมต้น (มัธยมหนึ่ง-มัธยมสาม) ที่โรงเรียนสตรีทัดสิงหเสนี ระดับมัธยมปลาย (มัธยมสี่-มัธยมหก) ที่โรงเรียนสวนสุนันทาวิทยาลัย และระดับเตรียมอุดมศึกษาที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพญาไท ในวัยเด็กศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้ใช้ชีวิตเช่นเดียวกับเด็กส่วนใหญ่ในสมัยนั้น โดยต้องช่วยตัวเองและช่วยงานบ้าน เช่น เดินและนั่งรถเมล์หรือรถรางไปโรงเรียน ไปจ่ายกับข้าวกับมารดาที่ตลาดใกล้บ้าน การที่ได้ไปจ่ายกับข้าวกับมารดาเป็นเนืองนิจนั้น นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อการครองเรือนแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างมากต่อการสอนวิชาจุลชีววิทยาทางอาหารในเวลาต่อมา ในการเลือกตัวอย่างอาหารเพื่อใช้สอนภาคปฏิบัติการ หรือการยกตัวอย่างการเน่าเสียของอาหารโดยไม่ต้องลอกเรียนแบบจากตำราต่างประเทศ ทำให้ผู้เรียนเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการจำหน่ายอาหารสดในประเทศไทยในระยะแรกๆ ที่สอนวิชานี้ ยังคงมีเฉพาะในตลาดสด ไม่มี super market เช่นปัจจุบัน นอกจากจะได้รับความรู้และประสบการณ์จากการช่วยงานบ้านแล้ว ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและวรรณคดีไปพร้อมๆกับการไปเที่ยวโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากบิดาจะพาไปชมจิตรกรรมฝาผนังที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามอยู่เป็นประจำ โดยให้ดูและอ่านคำบรรยายประกอบภาพรามเกียรติ์เป็นตอนๆ จนวนมาครบรอบ นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีในการให้ความรู้แก่บุตรธิดาในสมัยนั้น เมื่อจบการศึกษาระดับเตรียมอุดมศึกษาแล้ว ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง จึงได้สอบเข้าเรียนต่อที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นนิสิตวิทยาศาสตร์การแพทย์อยู่สองปี โดยที่ผลการสอบปีที่สองได้คะแนนต่ำกว่าที่จะข้ามฟากได้ ซึ่งในรุ่นนั้นสามารถแก้ตัวในปีที่สามได้ แต่เนื่องจากได้ตระหนักว่าตนเองไม่ชอบวิชาชีพแพทย์เลย จึงได้ตัดสินใจเรียนต่อที่คณะวิทยาศาสตร์ เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีหลักสูตรจุลชีววิทยาในประเทศไทยจึงได้เลือกเรียนสาขาพฤษศาสตร์ ซึ่งเป็นปีแรกที่เปิดสอนหลักสูตรห้าปี โดยมีวิชาเลือก และต้องทำวิทยานิพนธ์ จากการที่ได้เลือกเรียนวิชาที่เกี่ยวกับจุลชีววิทยาสองสามวิชา ทำให้ทราบว่าสนใจงานด้านนี้มากกว่าพฤกษศาสตร์ จึงได้ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับแบคทีเรียที่สังเคราะห์แสงได้ และรู้สึกว่าสนุกมากกับงานวิจัยเล็กๆ ชิ้นนั้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้สนใจงานวิจัย เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาพฤกษศาสตร์ใน พ.ศ. 2504 ได้เข้าทำงานที่ SEATO Medical Laboratory ซึ่งเป็นงานด้านจุลชีววิทยาเกี่ยวกับทอกซินของเชื้ออหิวาต์ และเชื้อสแตบฟิโลคอกคัส ที่ทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษกับคน ขณะที่ทำงานที่ SEATO Lab อาจารย์ ดร. ฤกษ์ ศยามานนท์ ได้ชักชวนให้ย้ายมารับราชการที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ โดยเล่าให้ฟังว่า ศาสตราจารย์ ดร. ทวี ญาณสุคนธ์ มีแผนงานที่จะเปิดสอนหลักสูตรจุลชีววิทยาที่ภาควิชาชีววิทยา คณะกสิกรรมและสัตวบาล ซึ่งท่านเป็นหัวหน้าภาควิชาฯอยู่ในขณะนั้น ทำให้สนใจและตัดสินย้ายมาอยู่ที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2505 โดยได้รับเงินเดือนเพียงครึ่งหนึ่งของที่เคยได้รับ เนื่องจากในปีแรกภาควิชาชีววิทยายังไม่มีการสอนวิชาด้านจุลชีววิทยา ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง จึงได้รับมอบหมายให้สอนปฏิบัติการสัตววิทยา และปฎิบัติการกายวิภาคเปรียบเทียบ ในปีถัดมา ศาสตราจารย์ ดร. ทวี ญาณสุคนธ์ ได้เปิดสอนวิชาจุลชีววิทยาทางดินให้กับนิสิตภาควิชาปฐพีวิทยา จึงได้มีโอกาสสอนปฏิบัติการของวิชานี้ พร้อมทั้งการเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ทุกอย่าง โดยยังคงสอนวิชาสัตววิทยาและกายวิภาคเปรียบเทียบไปด้วย ใน พ.ศ. 2507 เมื่อได้รับทุน Fullbright ให้ไปศึกษาต่อที่ University of Wisconsin ประเทศสหรัฐอเมริกา นับว่าเป็นโอกาสให้ได้ทำตามจุดมุ่งหมายที่ย้ายมารับราชการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อช่วยดำเนินการเปิดหลักสูตรจุลชีววิทยา จึงได้เลือกเรียนในสาขานี้ และได้รับปริญญาโทเมื่อ พ.ศ. 2509 นอกจากนั้นยังได้เพิ่มเติมความรู้โดยการกลับไปทำการวิจัยหลังปริญญาที่ University of Texas เมือง Austin ประเทศสหรัฐอเมริกาใน พ.ศ. 2511 อีกหนึ่งปี ประจวบกับใน พ.ศ. 2509 เป็นปีที่ตั้งคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ จึงนับได้ว่าเมื่อจบปริญญาโทแล้ว ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้กลับมาช่วยงานบุกเบิกการสอนและเปิดหลักสูตรจุลชีววิทยาได้ทันเวลา และได้อุทิศตนทุ่มเทให้กับงานนี้อย่างเต็มความสามารถ ตั้งแต่การจัดทำหลักสูตร การรับภาระงานสอนทั้งบรรยายและปฎิบัติการหลายวิชา และที่สำคัญคือการจัดหาเครื่องมือวัสดุและอุปกรณ์ ซึ่งถึงแม้ว่าเมื่อตั้งคณะใหม่ๆ คณะวิทยาศาสตร์ฯ จะได้รับงบประมาณค่อนข้างมาก แต่ภาควิชาชีววิทยามีสายงานที่ต้องรับผิดชอบหลายสายงานด้วยกัน โดยที่ลักษณะงานด้านจุลชีววิทยาต้องใช้เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ต่างจากสายงานด้านอื่นๆ และของทุกอย่างล้วนมีราคาสูง ทำให้เป็นภาระที่หนักมากในการจัดหาให้พอเพียงกับจำนวนนิสิต ซึ่งเฉพาะวิชาจุลชีววิทยาพื้นฐานวิชาเดียวมีนิสิตลงทะเบียนเรียนไม่น้อยกว่า 300-400 คนต่อภาคการศึกษา และยังมีวิชาอื่นๆ อีกหลายวิชาที่เป็นวิชาในหลักสูตรปริญญาตรีจุลชีววิทยา นอกจากนี้สายงานด้านนี้ยังขาดอาจารย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นสาขาใหม่ของประเทศไทยในขณะนั้น โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นแห่งแรกที่เปิดหลักสูตรนี้ ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมบุคลากรสำหรับเป็นกำลังในการจัดตั้งสาขาวิชาและภาควิชาจุลชีววิทยาต่อไป ศาสตราจารย์ ดร. ทวี ญาณสุนธ์ จึงได้มีนโยบายให้เปิดหลักสูตรปริญญาโทไปพร้อมๆ กัน เพื่อเปิดโอกาสให้อาจารย์ภาควิชาชีววิทยาที่สนใจจะทำงานในสายงานด้านนี้ได้เพิ่มพูนความรู้ด้านจุลชีววิทยา ความรับผิดชอบที่ต้องจัดหาอุปกรณ์ให้พอเพียงสำหรับการผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพทำให้ต้องบริหารการเงินให้ได้ประโยชน์สูงสุด โดยเลือกซื้อของจากต่างประเทศเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ การสนใจข่าวสารเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ทำให้สามารถประหยัดงบประมาณได้มากเช่นเดียวกัน เช่นได้เลือกจัดซื้อของจากประเทศอังกฤษในปีที่ค่าเงินปอนด์ลดจาก ปอนด์ละ 60 บาท เป็น ปอนด์ละ 45 บาท ซึ่งเท่ากับซื้อของได้ถูกลง 25 เปอร์เซ็นต์ สำหรับเครื่องแก้วบางอย่างที่ไม่จำเป็นต้องใช้ของต่างประเทศ เช่น ขวดใส่อาหารเลี้ยงเชื้อ ก็ยังไม่มีแหล่งที่จะสั่งซื้อได้ครั้งละมากๆ จึงต้องไปเลือกเองจากร้านขายขวดเก่า ในขณะนั้นอุปกรณ์การสอนที่จำเป็นอื่นๆ เช่น ลวดเขี่ยเชื้อ ที่วางสไลด์เพื่อย้อมสี กระป๋องใส่ปิเปต ตระกร้าใส่หลอดทดลองและ rack สำหรับวางหลอดแก้ว ยังไม่มีแหล่งผลิตในประเทศ และราคาเมื่อสั่งซื้อจากต่างประเทศจะสูงเกินงบประมาณที่มีอยู่ จึงต้องดัดแปลงหาช่างให้ช่วยผลิตให้ เป็นการลองผิดลองถูกอยู่ระยะหนึ่ง ซึ่งความยุ่งยากเหล่านี้จะไม่มีให้เห็นในปัจจุบัน ตลอดระยะเวลาที่รับราชการ ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้อุทิศตนให้กับงานสอนและการวิจัยควบคู่กันไป ในด้านงานสอนได้ให้เวลากับลูกศิษย์ทั้งในและนอกชั้นเรียน ได้นำผลจากการวิจัยของตนเองมาเป็นบทเรียนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติการหลายเรื่อง ประกอบกับการยกตัวอย่างใกล้ตัวที่ผู้เรียนสามารถมองเห็นภาพได้ชัดเจน ปรับปรุงและเตรียมการสอนอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยจะมีงานที่ต้องทำหลากหลาย แต่ก็ได้จัดลำดับความสำคัญของการสอนไว้เป็นลำดับแรกเสมอ โดยไม่ได้ละทิ้งงานอื่นๆ นอกจากการสอนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แล้ว ยังได้รับเชิญให้ทำการสอนที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ อีกหลายมหาวิทยาลัย ในหัวข้อที่ถนัด ได้แก่ จุลชีววิทยาทางอาหาร และอาหารหมัก ได้เขียนตำราในสาขาดังกล่าวทั้งภาษาไทย และต่างประเทศ ได้รับเชิญให้เป็นผู้ร่วมเขียนตำราเรื่อง "จุลชีววิทยาของอาหารหมัก" ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ในประเทศอังกฤษ นอกจากตำราเรียนแล้ว ยังได้ผลิตบทความทางวิชาการรวม 12 เรื่อง และหนังสือให้ความรู้เกี่ยวกับจุลชีววิทยากับชีวิตประจำวันสำหรับประชาชนทั่วไป ในด้านการจัดทำและพัฒนาหลักสูตร ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้เป็นประธานกรรมการจัดทำหลักสูตรจุลชีววิทยาของภาควิชาตลอดมา และเป็นกรรมการการศึกษาซึ่งทำหน้าที่กลั่นกรองหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตลอดจนเป็นประธานฝ่ายวิชาการในการประชุมวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หลายสมัย อีกทั้งได้รับเชิญให้เป็นประธานและกรรมการจัดทำหลักสูตรจุลชีววิทยาเทคโนโลยีชีวภาพ และวิทยาศาสตร์การอาหาร ทั้งระดับปริญญาตรี โท และ เอก ให้กับมหาวิทยาลัยอื่นอีกไม่น้อยกว่า 6 มหาวิทยาลัย จากผลงานดังกล่าว เป็นผลให้ ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้รับประกาศเกียรติคุณให้เป็นครูวิทยาศาสตร์ดีเด่น ระดับอุดมศึกษาโดยสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ใน พ.ศ. 2535 ในด้านงานวิจัย ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ พ.ศ. 2504 จนเมื่อเกษียณอายุราชการแล้วก็ยังเป็นที่ปรึกษาโครงการวิจัยอีกหลายโครงการ มีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่ทั้งในประเทศ และระดับนานาชาติกว่า 50 เรื่อง เป็นผลงานที่ได้รับรางวัลระดับมหาวิทยาลัย 5 เรื่องและการวิจัยเรื่อง การพัฒนาการหมักเต้าเจี้ยวและซีอิ้วในประเทศไทยโดยใช้กล้าสปอร์เชื้อรา ได้รับรางวัลวิจัยดีเยี่ยมสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยาประจำปี 2530 จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เทคโนโลยีการผลิตผงสปอร์เชื้อราในถุงพลาสติกซึ่งเป็นผลจากงานวิจัยนี้ นับว่าเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาการหมักเต้าเจี้ยวและซีอิ้วในประเทศไทย จากเดิมซึ่งเป็นการหมักโดยใช้เชื้อจากธรรมชาติมาเป็นการหมักโดยใช้กล้าเชื้อ ทำให้สามารถควบคุมการหมักได้ง่ายขึ้น ลดระยะเวลาการหมัก โดยได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และปลอดภัยจากการปนเปื้อนของเชื้อราที่สร้างสารพิษ และเพื่อให้มีการนำผลงานวิจัยนี้ไปใช้ในระดับอุตสาหกรรม จึงได้เปิดอบรมให้กับโรงงาน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรและประชาชนทั่วไป โดยที่เป็นเทคโนโลยีที่ง่ายและลงทุนต่ำ ทั้งโรงงานและกลุ่มแม่บ้านจึงได้นำไปใช้อย่างแพร่หลายและได้ผลดี ทำให้ในปัจจุบันมีโรงงานที่หมักซีอิ้วด้วยวิธีเดิมเหลืออยู่น้อยมาก นอกจากนั้นยังมีผู้นำวิธีการนี้ไปผลิตผงสปอร์เชื้อราซีอิ้วขาย นับว่าเป็นการสร้างอาชีพใหม่ให้คนไทย วิธีการเพาะเลี้ยงเชื้อราในถุงพลาสติกที่ได้พัฒนาขึ้น ยังสามารถนำไปปรับใช้เพาะเลี้ยงเชื้อราชนิดอื่นๆ ทั้งเพื่อผลิตกล้าเชื้อ เอนไซม์และสารสี ตลอดจนการผลิตเชื้อราเพื่อใช้ปราบศัตรูพืชอย่างได้ผลดี ผลงานวิจัยที่ได้มีการเผยแพร่สู่ประชาชนอีกเรื่องหนึ่ง ได้แก่การพัฒนาวิธีการตรวจวิเคราะห์จุลินทรีย์ที่ผิวอาหารและอาหารที่มีลักษณะเป็นผง ซึ่งเป็นวิธีการที่สามารถตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างอาหารได้เป็นจำนวนมากโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือราคาแพง และไม่เปลืองเวลาในการฆ่าเชื้อโถเครื่องปั่น (blender) วิธีการนี้ได้มีห้องปฎิบัติการวิเคราะห์อาหารภาคเอกชนนำไปใช้อย่างได้ผลดี ผลงานวิจัยเหล่านี้ไม่มีสิทธิบัตร และได้รับการเผยแพร่โดยปราศจากค่าตอบแทน ซึ่งสำหรับนักวิทยาศาสตร์รุ่นแรกๆ นั้น การที่มีผู้นำผลงานไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และการที่สามารถพิสูจน์ให้ภาคอุตสาหกรรมเห็นความสำคัญของงานวิจัยเป็นความภูมิใจมากกว่าค่าตอบแทนใดๆ การทำงานวิจัยของ ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้รับทุนสนับสนุนจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เช่นโครงการ ASEAN ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลียอย่างต่อเนื่องประมาณ 10 ปี และโครงการ USAID ได้รับทุนสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา เครื่องมือราคาแพงที่ได้รับจากโครงการเหล่านี้ นอกจากจะได้ใช้ในโครงการวิจัยแล้ว ยังใช้เป็นเครื่องมือกลางสำหรับการเรียนการสอนอีกหลายวิชา จากผลงานที่ปรากฎทำให้ ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้รับการประกาศเกียรติคุณเป็นนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำ พ.ศ. 2536 ในคราวครบรอบ 15 ปี สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำหรับงานด้านบริหารนั้น นอกจากจะเป็นกำลังสำคัญในการบุกเบิกให้มีสาขาวิชาจุลชีววิทยา ซึ่งต่อมาได้จัดตั้งเป็นภาควิชาแล้ว ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าสาขาวิชาตั้งแต่เริ่มแรกในปี พ.ศ. 2519 จนถึง พ.ศ. 2522 และได้เป็นหัวหน้าภาควิชาจุลชีววิทยาระหว่าง พ.ศ. 2535-2537 ได้เป็นกรรมการในคณะกรรมการดำเนินการและคณะกรรมการบริหารหลายคณะ เช่น กรรมการดำเนินการสาขาชีววิทยา-พันธุศาสตร์และจุลชีววิทยาตามโครงการพัฒนามหาวิทยาลัยของทบวงมหาวิทยาลัย กรรมการวางแผนและพัฒนาคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ กรรมการประจำสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร กรรมการประจำคณะวิทยาศาสตร์ และกรรมการประจำสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกจากนั้นยังเป็นกรรมการของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติหลายคณะ นับตั้งแต่เริ่มตั้งศูนย์เป็นต้นมา ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง เป็นผู้ที่มีผลงานด้านการติดต่อต่างประเทศที่เป็นประโยชน์หลายเรื่องด้วยกัน เช่น เป็นผู้ประสานงานเครือข่ายระดับภูมิภาคด้านจุลชีววิทยาและเทคโนโลยีด้านจุลชีพของ UNESCO ระหว่าง พ.ศ. 2534-2542 เป็นผู้ร่วมในการวางแผนให้เกิดความร่วมมือทำการวิจัยด้านจุลชีววิทยาและเทคโนโลยีด้านจุลชีพระหว่างสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และ Japanese Society for the Promotion of Science (JSPS) เมื่อ พ.ศ. 2521 เป็นผู้ก่อตั้งโครงการความร่วมมือระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ในสาขาทรัพยากรจุลินทรีย์ ภายใต้การสนับสนุนของ JSPS และ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นผลให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เป็นมหาวิทยาลัยแกนนำฝ่ายไทยตั้งแต่เริ่มโครงการในปี พ.ศ. 2540 จนถึงปัจจุบัน โดยมีผู้ร่วมโครงการทั้งจากฝ่ายไทยและญี่ปุ่นรวม 51 สถาบัน ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง เกษียณอายุราชการเมื่อ พ.ศ. 2540 โดยได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาวชิรมงกุฏเป็นระดับสูงสุด หลังจากเกษียณอายุราชการแลัวยังได้ช่วยงานมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่หลายประการ ได้แก่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิสาขาทรัพยากรจุลินทรีย์ เป็นกรรมการในคณะกรรมการวิชาการ และกรรมการกลั่นกรองแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นต้น จากผลงานดังกล่าวแล้ว สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้มีมติอนุมัติให้ ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้รับพระราชทานปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาจุลชีววิทยา ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2545 หากรอให้พร้อมหรือจะได้เริ่ม และ หากไม่มีปัญหาก็ไม่ใช่งาน เป็นแนวคิด ปรัชญาและกำลังใจให้ ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ทำงานอย่างมีความสุขและลุล่วงไปด้วยดี โดยคิดเสมอว่าตนเองจะต้องเป็นผู้ที่ทำให้เกิดความพร้อม ไม่ใช่รอให้ผู้อื่นเตรียมความพร้อมไว้ให้แล้วจึงทำ และมีข้อคิดว่าแต่ละบุคคลจะบรรลุความสำเร็จไม่ได้เลย หากองค์กรไม่เจริญก้าวหน้า ดังนั้นการทำงานเพื่อส่วนรวมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อนำทุกคนไปสู่จุดหมาย แนวคิดเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดจากในสมัยที่ศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เคยทำกิจกรรมนอกหลักสูตรออกค่ายพัฒนาชนบทร่วมกับนิสิตนักศึกษาอีกสี่สถาบัน (ในขณะนั้นมีมหาวิทยาลัยในประเทศไทย 5 มหาวิทยาลัย) และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากความประทับใจจากอดีตหมายถึง เมื่อ 30-35 ปีมาแล้ว ทุกคณะและภาควิชาใน มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ มีสภาพคล้ายๆ กัน คือมีบรรยากาศของการบุกเบิก ทำให้ทุกคนมีวิญญาณของการทุ่มเทให้กับงานและส่วนรวม ก่อให้เกิดความร่วมมือและสามัคคีกัน ทุกคนจึงทำงานหนักโดยไม่เครียด ซึ่งหากบุคลากรของมหาวิทยาลัยยังคงเห็นความสำคัญของความร่วมมือร่วมใจกันตลอดไป ก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าห่วงว่ามหาวิทยาลัยจะไม่เจริญก้าวหน้าเป็นหลักให้สังคมยิ่งๆ ขึ้นไป สำหรับการออกนอกระบบราชการนั้น ไม่ใช่เป็นภาระเฉพาะกับผู้บริหารเท่านั้นที่จะต้องตระเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน แต่เป็นหน้าที่ของบุคลากรทุกคนที่จะต้องร่วมกันคิด เพื่อหาคำตอบให้ได้ว่าวัตถุประสงค์ของการออกนอกระบบที่แท้จริงคืออะไร จึงจะไปสู่วัตถุประสงค์นั้นได้โดยไม่หลงทาง ต้องช่วยกันคิดให้ได้ว่ามีอะไรที่เราทำอยู่ในปัจจุบันที่ไม่สมควร จนเป็นเหตุให้ต้องออกนอกระบบซึ่งคงไม่ใช่เรื่องความไม่สะดวกในการใช้งบประมาณเพียงอย่างเดียว หากได้คำตอบที่แท้จริงและแก้ไขได้ บางทีเราอาจจะบรรลุวัตถุประสงค์นั้นในขณะที่ยังอยู่ในระบบราชการก็ได้ เหล่านี้ล้วนเป็นข้อคิดและความห่วงใยของ ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ที่มีต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำหรับชีวิตส่วนตัวนั้น ศาสตราจารย์นภา โล่ห์ทอง สมรสกับนายวรวิทย์ โล่ห์ทอง เมื่อ พ.ศ. 2507 มีบุตรและธิดา 2 คน คือ นายบวรภัทร โล่ห์ทอง และ ดร. วรภา โล่ห์ทอง ซึ่งทั้งสองต่างจบการศึกษาระดับปริญญาโท และเอก ตามลำดับ และมีหน้าที่การงานมั่นคง หลังเกษียณอายุราชการ ศาสตราจารย์ นภา โล่ห์ทอง ได้ใช้ชีวิตที่อบอุ่นกับครอบครัว ซึ่งมีทั้งสามี บุตร สะใภ้ และธิดา โดยมีความสุขกับงานอดิเรก เช่น ปลูกต้นไม้ และสะสมดวงตราไปรษณีย์ยากร แหล่งข้อมูล นภา โล่ห์ทอง. สัมภาษณ์, 16 มกราคม 2545. นภา โล่ห์ทอง. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชสำนักนายกรัฐมนตรี, 2505.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์เทียม คมกฤส

ศาสตราจารย์เทียม คมกฤส เกิดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2452 ที่จังหวัดพิษณุโลก เป็นบุตรของพลตรีพระยาประเสริฐสงคราม (เทียบ คมกฤส ) และ ม.ล. เครือวัลย์ (สนิทวงศ์ ) มีพี่น้อง 12 คน เมื่อยังเยาว์วัยได้ติดตามบิดามารดาซึ่งต้องย้ายไปรับราชการในต่างจังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา (พ.ศ. 2453) และ อุบลราชธานี (พ.ศ. 2454) ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีทางรถไฟและรถยนต์ ต้องเดินทางต่อจากโคราชด้วยเกวียนเทียมโค เมื่อบิดาย้ายกลับเข้ากรุงเทพฯ (พ.ศ. 2456) ได้นำศาสตราจารย์เทียม คมกฤส ไปถวายตัวเป็นศิษย์ของท่านปลัดแก้ว คณะ 2 วัดปรินายก จึงได้เริ่มการศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนวัดปรินายก ต่อมาใน พ.ศ. 2457 ก็ได้ย้ายตามบิดาไปอยู่ที่มณฑลพิษณุโลก ได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนผดุงราษฎร์ แล้วได้กลับมากรุงเทพฯอีกครั้งหนึ่ง (พ.ศ. 2460) มาอยู่กับน้าสาวและคุณยาย เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญและเซนต์คาเบรียลตามลำดับจนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายของโรงเรียน ต้องกลับไปต่อชั้นมัธยมปีที่ 7- 8 ที่โรงเรียนอัสสัมชัญอีกจนจบการศึกษา เนื่องจากศาสตราจารย์เทียม คมกฤส เป็นนักเรียนที่เรียนดี สอบไล่ได้เป็นที่ 1 - 2 เป็นประจำ เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ 8 แล้ว บิดาได้ขอให้บราเดอร์ฮีแลร์สอนต่อให้อีก 1 ปี และฝากเข้าฝึกหัดรับราชการในกระทรวงการต่างประเทศเพื่อปูทางให้เป็นนักการทูต เนื่องจากมีความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษ แต่ศาสตราจารย์เทียม คมกฤส ไม่ชอบในวิชาการทูต ไม่กล้าขัดใจบิดาในตอนแรก ต่อมาเมื่อกรมป่าไม้มีการสอบชิงทุนรัฐบาลให้ไปเรียนวิชาการป่าไม้ที่ประเทศพม่าเป็นเวลา 2 ปี ศาสตราจารย์เทียม คมกฤส ผู้มีนิสัยชอบป่าเขาลำเนาไพรจึงแอบไปสมัครสอบ และสามารถสอบได้เป็นที่ 1 ทางกรมป่าไม้จะส่งไปประเทศพม่า จึงได้เรียนให้บิดาทราบ บิดาก็ไม่ขัดข้อง เลยได้ไปเรียนตามความประสงค์ ที่เมืองปินนามา จนสำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตรชั้นสูง (เกียรตินิยม) เหรียญทอง สาขาวนศาสตร์ จากโรงเรียนวนศาสตร์ ประเทศพม่า เมื่อ พ.ศ. 2472 หลังจากจบการศึกษากลับมาแล้ว ศาสตราจารย์ เทียม คมกฤส เริ่มเข้ารับราชการในกรมป่าไม้ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2473 เป็นรองป่าไม้ประจำภาค นครสวรรค์ และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นตามลำดับ คือ รองอำมาตย์โท ( พ.ศ. 2473) ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองการป่าไม้ ลำปาง เจ้าพนักงานป่าไม้ผู้ช่วยประจำภาค ลำปาง เจ้าพนักงานป่าไม้ภาค เชียงราย เจ้าพนักงานป่าไม้กองการไม้ กรมป่าไม้ หัวหน้ากองบำรุงป่า หัวหน้ากองคุ้มครอง รักษาการเจ้าพนักงานป่าไม้พิเศษ กรมป่าไม้ ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (พ.ศ. 2491) และเจ้าพนักงานป่าไม้พิเศษ (พ.ศ. 2493) ใน พ.ศ. 2495 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอธิบดีกรมป่าไม้ และดำรงตำแหน่งต่อเนื่องไปจนถึง พ.ศ. 2500 จากนั้นได้เป็นผู้เชี่ยวชาญการป่าไม้พิเศษประจำกระทรวงเกษตร ใน พ.ศ. 2501ได้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตร และช่วง พ.ศ. 2504 - 2505 ศาสตราจารย์เทียม คมกฤส ได้เข้าศึกษาในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 4 เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วได้รับปริญญาและเข็มรัฏฐาภิรักษ์ ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นคณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2509 จนถึงอนิจกรรม เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2513 สิริอายุได้ 60 ปี 9 เดือน เกี่ยวกับงานราชการที่ผ่านมา ศาสตราจารย์เทียม คมกฤส ยังได้ทำหน้าที่ในราชการพิเศษอีกหลายอย่าง อาทิ ปฏิบัติราชการพิเศษประจำกองบังคับการตำรวจสนามไทย ในสหรัฐไทยใหญ่ระหว่างมหาสงครามเอเซียบูรพา (พ.ศ. 2485) เป็นผู้แทนประเทศไทยไปร่วมประชุมทางวิชาการป่าไม้ ณ ประเทศต่างๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป เอเชีย และอาฟริกา รวมกว่า 20 ครั้ง นอกจากนี้ ยังได้เป็นกรรมการในหน่วยงานที่สำคัญระดับสูงอีกหลายแห่ง เช่น กรรมการอุทยานแห่งชาติ กรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ เป็นต้น ศาสตราจารย์เทียม คมกฤส เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องจากวงการป่าไม้เป็นอย่างสูงว่า เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ขยันหมั่นเพียร ปฏิบัติงานด้วยความแข็งขันซื่อตรงตลอดมา มีผลงานดีเด่นจากความคิดริเริ่มปรากฏอยู่หลายชิ้น เช่น การจัดวางรากฐานระเบียบปฏิบัติราชการของกองบำรุง กรมป่าไม้ให้เข้ากับแนวทางวิชาการได้อย่างถูกต้อง วางรากฐานการจัดการและวางโครงการป่าไม้แผนใหม่ ริเริ่มวางโครงการถาวรสำหรับป่าชายเลนจังหวัดสตูลเมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้ว เริ่มจัดสร้างสวนพฤกษศาสตร์พุแค จังหวัดสระบุรี ขึ้นเป็นสวนพฤกษศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย นอกจากนี้ ยังเป็นนักเขียนที่เขียนบทความทางวิชาการป่าไม้ไว้มาก ในส่วนของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์โดยตรงนั้น ถือว่าเป็นผู้นำสำคัญในความสำเร็จของการจัดทำโครงการพัฒนาของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ทั้งโครงการระยะสั้น และโครงการระยะยาว ที่บางเขนและกำแพงแสน งานสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของศาสตราจารย์เทียม คมกฤส คือการริเริ่มในเรื่องการจัดลุ่มน้ำเป็นครั้งแรกของประเทศ โดยใน พ.ศ. 2506 ได้ตั้งโครงการวิจัยการจัดลุ่มน้ำห้วยคอกม้าขึ้นที่ดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่ โครงการนี้ได้ขยายผลต่อมาเป็นงานวิจัยการเกษตรบนพื้นที่สูงเพื่อหยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำไร่และปลูกฝิ่นของชาวเขา เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งเป็นโครงการส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2512 และประสบผลสำเร็จเป็นอย่างยิ่งในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ ในด้านครอบครัว ศาสตราจารย์ เทียม คมกฤส สมรสกับ ม.ร.ว. โฉมแข สุขสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2475 มีบุตรธิดา รวม 3 คน คือ รองศาสตราจารย์แสงธรรม คมกฤส BS.,MS. (Utah State U.) ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นางสาวเทียมแข คมกฤส พณ.บ.(จุฬาฯ) อดีตรองหัวหน้าส่วนตรวจสอบ โรงงานยาสูบ สำนักงานใหญ่ และรองศาสตราจารย์ เทียมใจ คมกฤส กส.บ.,MS.(U. of Hawaii) ภาควิชาพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศาสตราจารย์ เทียม คมกฤส เริ่มชีวิตราชการในกรมป่าไม้ และได้เจริญก้าวหน้าในตำแหน่งสำคัญๆ มาตามลำดับจนกระทั่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมป่าไม้ ได้ปฎิบัติหน้าที่ราชการด้วยความเข้มแข็ง ซื่อสัตย์สุจริต และเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ได้นำความเจริญก้าวหน้ามาสู่กิจการป่าไม้ของชาติโดยตลอด เมื่อมาดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์และคณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ได้พยายามปรับปรุงและส่งเสริมการศึกษาวิชาการป่าไม้ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น รวมทั้งการช่วยพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้ก้าวทันกับมหาวิทยาลัยในอารยประเทศ เนื่องจากการประกอบคุณงามความดีเป็นอเนกอนันต์ จึงได้รับพระราชทานปริญญา วนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (กิตติมศักดิ์) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2507 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดที่ได้รับ คือ ทุติยจุลจอมเกล้า เหรียญรัตนาภรณ์ ชั้น 3 และมหาวชิรมงกฏ แหล่งข้อมูล อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์เทียม คมกฤส ณ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2514. เทียม คมกฤส. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2473.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ เกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2470 เป็นธิดาของหลวงสรพิทยาคม และคุณแม่จวงจันทร์ สรสุชาติ อาจารย์เล่าว่า เนื่องจากคุณพ่อเป็นข้าราชการ ตำแหน่งผู้พิพากษา ต้องย้ายไปจังหวัดต่างๆ ลูกๆ จึงเรียนหนังสือต่างจังหวัด การเรียนหนังสือเริ่มแรกที่โรงเรียนอนุกูลสตรีตรัง จังหวัดตรัง โรงเรียนนี้เป็นเหมือนสาขาย่อยของโรงเรียนฝรั่ง จึงได้เรียนภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ชั้นประถม ซึ่งสมัยนั้น โรงเรียนรัฐบาลจะมีการเรียนภาษาอังกฤษในชั้นมัธยมปีที่ 1 หรือเทียบได้กับชั้นประถมปีที่ 5 ในสมัยนี้ เรียนอยู่ที่โรงเรียนอนุกูลสตรีตรัง 2 ปี ย้ายตามคุณพ่อไปเรียนที่โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดระยอง เป็นเวลา 5 ปี จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และเข้าเรียนชั้นมัธยมปีที่ 4 ที่โรงเรียนสตรีวัดระฆัง เรียนอยู่ได้ครึ่งปี คุณพ่อย้ายไปอยู่จังหวัดกำแพงเพชร เนื่องจากเป็นโรคติดแม่ จึงต้องขอตามคุณพ่อคุณแม่ไปอยู่ที่กำแพงเพชรด้วย แต่ที่โรงเรียนประจำจังหวัดกำแพงเพชร เป็นโรงเรียนชาย คุณพ่อจึงไปขออนุญาตให้เด็กผู้หญิงเรียนด้วย ซึ่งโรงเรียนก็อนุญาต เรียนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 จากโรงเรียนประจำจังหวัดกำแพงเพชร ใน พ.ศ. 2484 และเข้าเรียนต่อที่เตรียมอุดมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมัยนั้น (พ.ศ. 2485) อยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นนักเรียนเตรียมจุฬาฯ รุ่นอพยพไปเรียนต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ อยุธยา บังเอิญมีญาติอยู่ที่อยุธยาก็เลยไปขออาศัยอยู่ จึงเป็นนักเรียนเตรียมที่อยุธยา เรียนอยู่ได้ไม่นาน สงครามหนักขึ้น โรงเรียนก็ต้องปิดอีก จึงกลับไปอยู่บ้าน จนกระทั่งสงครามเลิก ถึงได้กลับมา คุณพ่อก็ให้สอบด้วย เพราะคิดว่าเด็กๆ ใช้เวลาดูหนังสือไม่มาก เรียนต่ออีก นิดหน่อยไปสอบเข้าจุฬาฯ เรียนเตรียมเภสัช 2 ปี เมื่อเรียนปีที่ 3 จึงเรียนคณะเภสัช เรียนอีก 2 ปี ก็จบการศึกษาระดับปริญญาตรี เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะเภสัชศาสตร์ ก็เข้าทำงานกับบริษัทขายยา พ.ศ. 2494 ทำงาน 4-5 ปี ก็เบื่อๆ เพราะเหงา พี่สาวแนะนำไปหาเพื่อนซึ่งทำงานอยู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (รองศาสตราจารย์บุญสิน เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เมื่อไปหา รองศาสตราจารย์บุญสิน เทพหัสดิน ณ อยุธยา ชวนมาทำงานที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เพื่อให้สอนวิชาชีววิทยา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต้องการให้มาทำงานด้วย รู้สึกดีใจที่มีองค์กรอยากได้เรา จึงมาสอนตั้งแต่ พ.ศ. 2499 ที่คณะประมงเรื่อยมา ระหว่างที่ทำงานโชคดีที่เป็นคนขยัน เย็นๆ ไปเรียนภาษาอังกฤษที่ AUA อยู่แถวราชดำเนิน ไปมาง่ายจึงไปเรียนประจำ บังเอิญตอนนั้นมีทุนที่เรียกว่า ยูซ่อม (USOM) ไปสมัครสอบ และสอบได้ในครั้งแรก พ.ศ. 2501 จึงได้ไปเรียนต่อที่อเมริกา ก่อนเดินทางฝรั่งที่ปรึกษาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ดูผลการเรียน และแนะนำให้ไปเรียนต่อทางเภสัช เนื่องจากมีพื้นฐานความรู้ทางสาขานี้ และเผื่อว่าอนาคต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะเปิดสอนทางเภสัช ก็ตกลงตามนั้น แต่เมื่อไปถึงสหรัฐอเมริกาไปหาหัวหน้าภาควิชา Food Science ก็รับให้เรียนได้เลย ตอนนั้นเรียกว่า Food Technology เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาโทกลับมา สอนอยู่ที่คณะประมง ใน พ.ศ. 2503 และต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2509 ซึ่งเป็นหัวหน้าภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมงคนแรก ในฐานะของอาจารย์มีความคิดและมีหลักอยู่อย่างหนึ่งในการถ่ายทอดความรู้ให้กับนิสิตคือ พยายามอธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เพราะคิดว่าถ้าเราใส่วิชาการมากและหนักๆ เด็กเบื่อหน่าย แต่ถ้าพูดเป็นเรื่องไม่ยาก เด็กจะเข้าใจง่ายขึ้น มีอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์เล่าว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ จะพูดไป ยิ้มไป ตัวเขาเองพยายามจะทำอย่างผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ บ้าง แต่ทำไม่ได้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ เป็นคนอารมณ์ดี ชีวิตระหว่างทำงานที่คณะประมงสมัยก่อน การเขียนตำราเป็นเล่มมีน้อย ส่วนมากทำเป็นเอกสารโรเนียว วิชาที่สอนแรกๆ คณะประมงยังไม่มีแยกสาขาวิชาเอก สอนรวมๆ กันไป มีวิชาหนึ่งคือ การถนอมผลิตภัณฑ์ เป็นวิชาเดียวในหลักสูตรที่สอน และตรงกับสาขาที่เรียนมา (Food Technology) เน้นเฉพาะเรื่องปลา ต่อมาเมื่อทำหน้าที่บริหารเป็นหัวหน้าภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง และเป็นรองคณบดีของคณะประมง เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2519 ถึงเดือนสิงหาคม 2523 ในฐานะของผู้บริหาร มีปรัชญาในการปฏิบัติงานคือ ทำตัวให้เป็นตัวอย่างกับคนอื่น เรื่องแรกไม่มาสาย และกลับตรงเวลา หรือหลังเวลาเลิกงาน ไม่ใช่พอบ่ายไม่มีสอนก็กลับ ต้องทำงานให้ครบตามที่รัฐบาลท่านให้เราทำ ส่วนเรื่องอื่นๆ ความรับผิดชอบต้องมีสูง บางครั้งรู้สึกหมกมุ่นบ้าง ทำให้เหนื่อยกว่าธรรมดา ถ้ามีเวลาว่างก็จะเข้าห้องสมุดหาความรู้เพิ่มเติมให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อจะมาเล่าให้เด็กฟัง หรือชี้ชวนให้เด็กรู้ว่า เดี๋ยวนี้เขาพัฒนาไปถึงไหน ใครอยากได้ความรู้เพิ่มเติมหาได้ในห้องสมุด พยายามชักชวนให้เด็กอ่านพวกวารสารต่างประเทศ แต่นิสิตเราไม่ชอบ กลับถามว่ามีภาษาไทยไหม ทั้งๆ ที่แนะนำก็อยากจะให้อ่านภาษาอังกฤษ เพื่อจะได้ตามทันต่างประเทศ นอกจากงานบริหาร งานสอนแล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ ยังสนใจในการเพิ่มพูนความรู้ ด้วยการร่วมทำงานวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญจากอเมริกาที่มาอยู่คณะประมง คือรับผิดชอบในเรื่องการทดลองเกี่ยวกับรังสี ไม่ใช่เรื่องการถนอมอาหาร แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ปลาของไทย (The nutritive value of Thai fish product) และเน้นเรื่องวิตามินที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ประมง (vitamin content) แต่เป็นงานวิจัยที่ทำในประเทศนอร์เวย์ ส่วนเรื่องที่ทำในประเทศคือ องค์ประกอบของปลาดุก มีการเปรียบเทียบองค์ประกอบ ระหว่างปลาดุกอุยและปลาดุกด้าน ผลคือมีความแตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญ และทำงานวิจัยร่วมกับ ศาสตราจารย์กาญจนภาชน์ ลิ่วมโนมนต์ รับผิดชอบเกี่ยวกับวิเคราะห์องค์ประกอบของสาหร่ายทะเล นอกจากนี้ได้เขียนในสารานุกรมไทยของราชบัณฑิตยสถาน เป็นตอนสั้นๆ เกี่ยวกับการหมักดอง เช่น ที่หน้า 147 อาหารของภาคอีสาน อาจจะเรียกว่า ม่ำ หรือ หม่ำ แต่เขาใช้เนื้อทำ ตอนหลังมีการพยายามที่จะใช้ปลาทำ ม่ำ ลักษณะของการทำคือ การหมักพวกเนื้อสัตว์กับเกลือ และของที่ปรุงกลิ่น รส เช่น กระเทียม หมัก 3-4 วันก็ใช้ได้ และถ้านำไปตากแห้งเล็กน้อย ก็ยืดอายุได้นานอีกระยะหนึ่ง พ.ศ. 2523 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ ได้รับการสรรหาและแต่งตั้งให้เป็นคณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร จึงต้องพ้นจากตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง และรองคณบดีคณะประมง แต่ยังสังกัดคณะประมง โดยไม่มีการโอนไปอยู่ที่คณะอุตสาหกรรมเกษตร และยังเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่คณะประมง เหตุที่ได้รับการสรรหาจากที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้เป็นคณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร เพราะเป็นคนมีคุณสมบัติเด่นทางด้านการประนีประนอม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติดำรงตำแหน่งคณบดี 2 สมัย เป็นเวลา 8 ปี ยาวนานมาก ในช่วงที่เป็นคณบดี คณะอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งเป็นคณะก่อตั้งใหม่ ต้องทำงานหนัก แต่ได้รับความร่วมมือ ร่วมแรงจากอาจารย์ระดับหัวหน้าภาควิชา และอาจารย์ของคณะด้วยดี งานที่หนักก็เลยกลายเป็นเบาไปเลย พอสู้ไหว แต่เรื่องงานวิจัยไม่ทำเลย เมื่อเริ่มตั้งคณะอุตสาหกรรมเกษตรอยู่ที่เรือนไม้ อยู่กันแออัดยัดเยียดระหว่างการก่อสร้างตึก ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีอาจารย์ที่เป็นรองคณบดีเป็นผู้ช่วยดูแลการก่อสร้าง ต่อมาเป็นรองอธิการบดีคือ รองศาสตราจารย์ ดร. ทนง ภัครัชพันธุ์ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่สำคัญมาก นอกจากนี้มีรองคณบดีฝ่ายต่างๆ มีอาจารย์เก่งหลายคนช่วยทำงาน ระหว่างการดำรงตำแหน่งคณบดี นอกจากการกำกับดูแลการสร้างตึก อาคารต่างๆ ของคณะอุตสาหกรรมเกษตรแล้ว งานเด่นๆ ที่ได้ทำคือ การสนับสนุนเรื่องการเรียน การสอน การวิจัย การบริการด้านการศึกษา และวิชาการ ให้ความช่วยเหลือร่วมมือทางวิชาการกับเอกชนที่ปรึกษา และติดต่อมาหลายสาขา ทั้งทางด้านเทคโนโลยีการอาหาร ไบโอเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ต่อมาจึงเกิดเป็นสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร และภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุ (Packaging Technology) ระยะแรกๆ แต่ละภาควิชามีอาจารย์น้อย ประมาณ 1-2 คนเท่านั้น คณะอุตสาหกรรมเกษตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นคณะแรกที่เปิดขึ้นในประเทศไทย ส่วนของสถาบันอื่นจะเป็นระดับภาควิชา เนื่องจากเป็นคณะใหม่จึงมีทุนการศึกษาให้อาจารย์ไปศึกษาต่อหลายสาขา และคณะอุตสาหกรรมเกษตรจะมีเอกชนมาขอคำแนะนำจำนวนมากก็ส่งต่อให้ภาควิชาเป็นผู้จัดการให้บริการทางวิชาการของสาขานั้นๆ ทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมทางการเกษตรมาก ทางด้านการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร การบรรจุหีบห่อ รวมไปถึงอุตสาหกรรมสิ่งทอ และอีกหลายสาขา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ ดำรงตำแหน่งคณบดีจนถึงวาระก่อนเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน 2531 คือหมดวาระของตำแหน่งคณบดี ในวันที่ 29 สิงหาคม 2531 และเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ขณะที่รับราชการได้มีโอกาสไปประชุมต่างประเทศ 2 ครั้ง ครั้งแรกที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย อีกครั้งไปประชุมที่ประเทศเยอรมัน ส่วนมากไม่ใช่วิชาการ แต่เป็นการประชุมเกี่ยวกับนโยบาย และการบริหารจะมีวันสุดท้ายเป็นวิชาการ ต่อคำถามถึงความประทับใจ หรือความทรงจำที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในอดีต ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ เล่าว่า สิ่งที่ประทับใจมากคือ นิสิตขี่จักรยาน และความมีน้ำใจของนิสิต ถ้าเห็นใครเดินมาก็รับอาสาไปส่ง ถ้าเทียบกับเดี๋ยวนี้แทบจะหาไม่ได้เลย สมัยก่อนแม้แต่อาจารย์ก็ซ้อนจักรยานเด็ก รู้สึกว่าความรักใคร่กลมเกลียวกันดีมาก และเด็กเขาก็รู้จักกันดี อยู่หอพัก เมื่อมีนิสิตมากขึ้นไม่ได้อยู่หอ ความประทับใจอันนี้ก็เริ่มเลือนหายไป รักเกษตรเหมือนบ้าน อยู่เกษตรมากกว่า 30 ปี ชีวิตการทำงานมีความภาคภูมิใจมากกับตำแหน่งอาจารย์ ตำแหน่งสร้างบัณฑิตสำคัญที่สุด ส่วนตำแหน่งพิเศษอื่นๆ ที่ต้องทำรู้สึกแต่เป็นหน้าที่ เป็นเรื่องของระบบ ระเบียบกำหนดไว้ ที่เดี๋ยวนี้เรียกว่า หัวโขน เท่านั้น ได้สนใจการสร้างบัณฑิต จึงเป็นการทำงานที่ภาคภูมิใจมากที่สุด ...แนะให้ทำ นำให้ตาม จำเขามา แนะเด็กให้ทำอย่างนี้ ตัวเราทำอย่างนี้ เด็กมองแล้วทำตาม มีลูกศิษย์ที่ภาคภูมิใจหลายคน เช่น อาจารย์มยุรี จัยวัฒน์ ได้รับรางวัลอาจารย์ที่ปรึกษาดีเด่น รู้สึกภูมิใจมาก ความคาดหวัง หรือทัศนะที่มีต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปัจจุบันและอนาคตนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ มีความเห็นว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีนโยบายทางการศึกษาเกือบจะถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว ในช่วงหลังจากที่เกษียณอายุราชการไปมากกว่า 10 ปี พัฒนาไปมาก เคยมาช่วยสอนที่คณะประมงบ้างในระยะแรก และเป็นกรรมการตรวจผลงานของอาจารย์ ข้าราชการ แต่พออายุ 70 ปี รู้สึกสายตาไม่ค่อยดี จึงแจ้งกับหน่วยงานต่างๆ ว่าอย่าส่งไปอีกเลย เพราะว่าตามันสู้ไม่ไหว ระหว่างที่รับราชการไม่เคยไปสอนที่มหาวิทยาลัยอื่น แต่เคยได้ตามอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งไปบรรยายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประมงให้กับหน่วยงานทหารใกล้อนุสาวรีย์ เรียกว่าตลอดเวลาทุ่มเทให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพียงแห่งเดียว ก่อนเกษียณอายุราชการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ ตั้งใจว่า ภายหลังเกษียณอายุราชการจะเย็บเสื้อให้คุณแม่ใส่ใหม่ เพราะว่าจะเย็บเสื้อให้คุณแม่ใส่เป็นประจำ เสื้ออยู่กับบ้านและออกจากบ้าน แต่พอคุณแม่เริ่มกระเสาะกระแสะก็จะเย็บเฉพาะเสื้ออยู่บ้าน สุดท้ายไม่ได้เย็บเพราะคุณแม่เสียชีวิตก่อนเกษียณอายุราชการ 2 สัปดาห์ เลยไม่ได้ทำสิ่งที่ปรารถนา หลังเกษียณอายุราชการเป็นช่วงที่กำลังจัดงานศพคุณแม่ จัดทำหนังสือ เสร็จจากงานศพ จึงได้ทำงานต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ จัดบ้านให้เข้าที่เข้าทาง มีอาจารย์ท่านหนึ่งมาชวนให้ช่วยเขียนหนังสือเรื่อง การถนอมผลิตผลการเกษตร มี reference หลายเล่ม ก็นั่งอ่าน reference ไป เขียนไป มีหนังสือที่ช่วยเขียนตั้งแต่ก่อนเกษียณอายุราชการเป็นงานแปลที่เทียบเคียงต้นฉบับถึงความถูกต้อง และการใช้สำนวนภาษาไทย นอกจากนั้นก็ปลูกต้นไม้ ทำสวนเล็กๆ น้อยๆ ภายหลังเกษียณอายุราชการแล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ มาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่บ่อยนัก ต่อคำถามที่เกี่ยวกับการใช้ชื่อบุคคลเป็นชื่อตึก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ เล่าถึงสมัยอดีตอธิการบดี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จงรัก ปรีชานนท์ ถามตอนสร้างตึกคณะอุตสาหกรรมเกษตรใหม่ๆ ว่า ตึกนี้จะมีชื่อไหม ก็ตอบไปว่า ก็มีชื่อตึกคณะเท่านั้น เมื่อเร็วๆ นี้ มีการคุยกันถึงชื่อตึก ถามกันว่าจำได้ไหม แต่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติ ถือว่าได้พูดในที่ประชุมเป็นการสัญญากับอธิการบดี (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จงรัก ปรีชานนท์) แล้ว ว่าจะไม่มีชื่อตึกเป็นชื่อคน จึงบอกกับอาจารย์ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง คณะประมงเมื่อมาขออนุญาตใช้ชื่อผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติเป็นชื่อตึกของภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง อาจารย์ย้ำถึงเรื่องไม่ใช้ชื่อคนเป็นชื่อตึก ตามที่สัญญากับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จงรัก ปรีชานนท์ แต่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วันชัย วรวัฒนเมธีกุล หัวหน้าภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมงได้พาไปดูตึกใหม่ที่กำลังสร้าง และเรียนขออนุญาตใช้ชื่อผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติเป็นชื่อตึกภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง ส่วนคณะอุตสาหกรรมเกษตรซึ่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติเป็นคณบดีอยู่ 8 ปี และเป็นคณะที่ทำชื่อเสียง มีผลงานวิจัยมากมาย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติมีความภาคภูมิใจมาก และคิดว่าคงจะพัฒนาไปได้ไกล เพราะว่ามีบุคลากรใหม่ๆ และมีความรู้กว้างขวางมากขึ้น นิสิตที่จบจากคณะนี้ ได้รับรางวัลเกี่ยวกับการประดิษฐ์ การบรรจุหีบห่อ (packaging) รวมทั้งอาจารย์เองก็ไม่ได้อยู่นิ่ง คิดประดิษฐ์ภาชนะบรรจุที่กินได้ ไม่ต้องทิ้ง เป็นวัสดุเหลือใช้ ซึ่งเป็นปัญหาเรื่องขยะ เช่น การบรรจุด้วยกล่องโฟม สุดท้าย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทัสนี สรสุชาติฝากถึงนิสิตเกษตรในปัจจุบันว่า อยากให้นิสิตอ่านภาษาอังกฤษ เพราะเป็นภาษาที่ต้องใช้กันทั่วโลก อยากให้นิสิตสนใจความรู้ และติดตามความรู้ที่ทันสมัย และฝากถึงวัยรุ่นว่าให้พยายามจำตัวอย่างดีๆ อย่าคิดว่าการร้องเพลงเก่งแล้ว จะเป็นคนเด่น คนดัง ถ้าเก่งจริงเขาหาเงินได้มากก็จริง แต่ถ้าเรามีความสามารถทางวิชาการนั้น เราไปได้ไกล พวกนั้นอายุสั้น อาจจะดังทีเดียวแล้วก็ดับ ถ้าเรามีความรู้ติดตัวจะได้มีอาชีพ มีหลักฐานมั่นคง เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม การอยู่ในสังคมก็ต้องประกอบด้วย คนดีบ้าง คนไม่ดีบ้าง ขอให้เราเป็นคนดี เพิ่มปริมาณคนดีให้มากๆ และถ้าเราสนใจศึกษาหาความรู้ตลอดก็ติดตัวเราไปตลอดชีวิต แหล่งข้อมูล ทัสนี สรสุชาติ. สัมภาษณ์, 1 มีนาคม 2545. ทัสนี สรสุชาติ. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตร, 2500.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ สถาปนิกผู้บุกเบิกการออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง อาคารของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2467 ตำบลหลักเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ ต่อจากนั้นเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และศึกษาต่อ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่าง พ.ศ. 2485-2489 ได้รับอนุปริญญาสถาปัตยกรรมศาสตร์ แล้วออกไปประกอบอาชีพส่วนตัวระยะหนึ่ง ทางด้านการเกษตรและเหมืองแร่ กลับมาศึกษาต่อระหว่าง พ.ศ. 2501-2502 จนสำเร็จปริญญาตรี ได้รับปริญญาตรีสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ได้รับการบรรจุในตำแหน่งอาจารย์ตรี แผนกวิศวกรรมเกษตร คณะกสิกรรมและสัตวบาลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2495 ปฏิบัติราชการตลอดมา จนกระทั่งเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2528 เนื่องจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ได้ออกแบบอาคารเรียน หรืออาคารต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการเรียน การสอน รวมทั้งปรับปรุงพื้นที่เพื่อการใช้สอน ดูแล ควบคุมการก่อสร้างทั้งที่วิทยาเขตบางเขน และวิทยาเขตกำแพงแสนด้วยความรู้ ความสามารถ กอรปด้วยความมีวิริยะ อุตสาหะอย่างต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้เชิญ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ให้ทำงานต่อทั้งในฐานะสถาปนิก และอาจารย์พิเศษ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2545) ผลงานของอาจารย์ ในฐานะผู้สอน และสถาปนิกของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สรุปโดยสังเขปดังนี้ ในฐานะอาจารย์ เมื่อรับราชการในแผนกวิศวกรรมเกษตร คณะกสิกรรมและสัตวบาล (คณะเกษตรในปัจจุบัน) อาจารย์ได้เปิดสอน 3 วิชา คือวิชาออกแบบอาคารไร่นา ซึ่งให้ความรู้ในการสร้างห้องทดลอง (lab nursery) ซึ่งอาจารย์ได้เสริมความรู้การออกแบบบ้านเพื่อให้นิสิตมีความรู้ หรือมีหลักในการออกแบบบ้านได้ วิชาต่อมาคือ การวิจัยโครงสร้าง เป็นวิชาที่ว่าด้วยการออกแบบโครงสร้างทั้งไม้ เหล็ก คอนกรีต วิชาที่สามคือ การประเมินราคาก่อสร้าง ซึ่ง 3 วิชานี้ เป็นวิชาบังคับ อาจารย์เล่าให้ฟังว่า เมื่อพบลูกศิษย์บางคนนั้น ได้เรียนให้อาจารย์ทราบว่า ได้นำความรู้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงาน เช่น ผู้อำนวยการสุราของไทย หรือหัวหน้าพัฒนาชุมชน ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเป็นอาจารย์พิเศษในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ อาจารย์สอนวิชาออกแบบร่าง ควบคุมวิทยานิพนธ์ วิชา Pencil Drawing ดูเรื่องหลักสูตรพิเศษคือ ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย และสอนวิชาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ซึ่งผู้ออกแบบจะต้องเรียนรู้ว่าคนรุ่นก่อนทำอะไร วิชาออกแบบได้พัฒนาอย่างไร จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นตึกระฟ้า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณได้ยกตัวอย่างตึก World Trade ซึ่งเป็นแนวคิดของ Professor Mics Von de Rohe ชาวเยอรมัน ซึ่งมีแนวคิดว่า สิ่งที่มันน้อย จะให้ผลตอบแทนสูง เพราะเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ แนวคิดคือ Which is less is more เพราะถ้าไปทำเรื่องใหญ่ๆ พื้นที่จะหด ถ้าเราทำให้น้อย ความต้องการน้อย จะมีพื้นที่รับใช้เราได้ดี ตรงกับความคิดของสถาปนิกชาวญี่ปุ่นคือ แนวคิดของ ยามาซากิ ซึ่งมีแนวคิดว่า ความงาม ไม่ใช่เรื่องของเงินทอง ไม่ใช่ราคา แต่เงื่อนไขในการเลือกใช้ของให้ถูกกาละเทศะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด beauty is not a matter of cost, it is a matter of discrimination of selection เมื่อสถาปนิก 2 คน มีความคิดตรงกัน จึงได้ออกแบบตึก World Trade ซึ่งเป็นระเบียบ สวยงาม และประหยัด ตึกระฟ้าร่วมสมัยทั้งหมด เป็นไปตามแนวคิดของสองปรมาจารย์ ในฐานะสถาปนิกของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ เป็นสถาปนิกคนเดียวในช่วงแรกๆ ทำให้อาจารย์ได้มีโอกาสรับใช้มหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการออกแบบอาคารเรียน หรืออาคารสำคัญในมหาวิทยาลัยมากมาย ทำให้ได้ใช้ความรู้ ความสามารถ ถ่ายทอดประสบการณ์อย่างเต็มที่ โดยมีโอกาสออกแบบอาคารต่างๆ ทั้งที่วิทยาเขตบางเขน และกำแพงแสน หรือในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีหน่วยงานอยู่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ มีหลักในการทำงานว่า ต้องศึกษางานให้ตลอด ถ้ามัวรอผู้อื่นจะไม่สำเร็จ ไม่ทันเวลา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ จะคิดการณ์ล่วงหน้า หาข้อมูล เมื่อถึงเวลาก็สามารถลงมือได้ทันที ทำให้งานเสร็จเร็ว เนื่องจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ รับราชการเป็นระยะเวลานานจึงเห็นปัญหาในการใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัย ซึ่งได้มีการวางผังแม่บทในเวลาต่อมา งานชิ้นแรกของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ คือ การออกแบบควบคุมการก่อสร้างโรงงานนำร่อง (Pilot Project) ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ของสหกรณ์การเกษตรผู้เลี้ยงไก่ ออกแบบคอกไก่ คอกสุกร คอกวัว บ่อเลี้ยงปลา หลังจากนั้น ได้มีโอกาสออกแบบอาคารเรียนหลายคณะ รวมทั้งศูนย์เรียนรวม หอสมุดกลางหลังแรก (ทุน Rockefeller Foundation) สำนักหอสมุด (ทุนธนาคารโลก) ตึกพักคนไข้ สนามกีฬา โรงอาหาร อนุสาวรีย์หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ กล่าวได้ว่า ช่วงรับราชการ จนเกษียณอายุราชการ (พ.ศ. 2498-2527) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ มีผลงานออกแบบอย่างสม่ำเสมอทุกปี ความภาคภูมิใจ หลักการปฏิบัติงานของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ในฐานะสถาปนิกคือ ความสวยงาม และประหยัด ตึกพิทยาลงกรณ์ เป็นอาคารรุ่นแรกที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ได้ออกแบบควบคุมการก่อสร้าง โดยคำนวณการก่อสร้างได้ถูกกว่าที่สำนักงบประมาณตั้งไว้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ คิดราคาก่อสร้างตารางเมตรละ 660.00 บาท สำนักงบประมาณให้ค่าก่อสร้างตารางเมตรละ 1,200.00 บาท (พ.ศ. 2507) สำนักงบประมาณพอใจมากที่สามารถสร้างได้ในราคาถูกลงผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณเองก็เช่นเดียวกัน เพราะถือคติว่า บาทหนึ่งก็ต้องใช้ได้ร้อยสตางค์ จะไม่ให้หลวงขาดเลย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ได้ออกแบบอาคารสำนักงานหลายหลัง แต่อาคารที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ภาคภูมิใจมากคือ อาคารศูนย์เรียนรวมหลังแรก (ศร. 1) เพราะเป็นอาคารที่มีคุณค่าในวงการศึกษา ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ ก่อนมีการก่อสร้าง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ไปดูงานที่ University of California, Los Angles สหรัฐอเมริกา ได้นำความรู้มาปรับใช้ในการออกแบบ อาคารศูนย์เรียนรวม 1 โดยศึกษาข้อมูลหลายด้าน เพื่อให้เป็นอาคารเรียนที่สบาย สวยงาม คุ้มค่าในการลงทุน ศึกษาตั้งแต่ขนาด รูปร่างของคนไทย (study human size) บรรยากาศ ให้ความสำคัญกับนิสิต โดยชั้นล่างเป็นที่โล่ง สำหรับนิสิตใช้เป็นมุมพักผ่อน มีแอ่งตรงกลางเป็นจุดทัศนียภาพ เพื่อความร่มรื่นสวยงาม ภายหลังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซ่อมเทคอนกรีตปิดหมด ต่อเติมห้องชั้นล่าง ผิดจุดประสงค์การออกแบบ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ มีความเห็นว่า ไม่ควรทำเช่นนั้น เพราะทำให้นิสิตไม่มีที่พักผ่อน ความภาคภูมิใจในการออกแบบล่าสุดคือ อาคารสารนิเทศ 50 ปี เป็นอาคารที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ได้ใช้ความรู้ ความสามารถเต็มที่ เป็นอาคารสมัยใหม่ เน้นการใช้ประโยชน์ให้มาก แต่ได้เสริมศิลปะไทยเพื่อความสวยงาม ตรงซุ้มบันได ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ใช้ลายก้ามปูของไทยเป็นโครงสร้าง (Structure) ซึ่งแข็งแรงมาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ เล่าว่า ยังไม่เห็นที่อื่นทำ บนตึกสารนิเทศ 50 ปี มีสัญลักษณ์ดอกบัว 3 ดอก ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งปัญญา ซึ่งหมายถึงการศึกษา พัฒนาจนได้ปริญญา มีปัญญา เมื่อเริ่มออกแบบ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ เขียนและขยายแบบเอง โดยเฉพาะการลงตัวหนังสือที่ยาก เพื่อความถูกต้อง และมั่นใจว่างานประณีตครบถ้วน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ได้ให้ความรู้ทางสถาปัตยกรรมด้วยว่า อาคารที่สร้างเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสต่างๆ การออกแบบจะต้องมีบริเวณด้านหน้าให้มาก จะเป็นสวนหรือสระน้ำก็ได้ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ต้องการให้เป็นสระน้ำ ให้ปฏิบัติตามธรรมเนียมที่เคยมีมา (หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีสระน้ำหน้าอาคาร) นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ได้ออกแบบเสาธงเป็นพิเศษ ทั้งที่หอประชุม และตึกสารนิเทศ 50 ปี บนยอดเสาทำเป็นหยดน้ำเหมือนน้ำฝนไหลกระจายลงมา ถ้าทำเสาธงปลายแหลม หากธงขึ้นไปติดจะเอาไม่ลง และฉีกขาด เมื่อ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ออกแบบเป็นหยดน้ำข้างบนแล้ว เส้นของเสาธงเหมือนกับกระแสน้ำลงมา การออกแบบเสาธงเป็นสิ่งหนึ่งที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ภูมิใจ เพราะได้เสาธงที่สง่าและมีความหมายดี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ได้ปรารภว่า แม้อาจารย์จะมีผลงานมาก งานหลายชิ้นให้ความสุขและความภาคภูมิใจ แต่งานทุกชิ้นกว่าจะแล้วเสร็จได้ มีความยากลำบากมาก เพราะเมื่อเริ่มทำงาน จะไม่มีวิศวกรที่ปรึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไม่ได้จ้างใครมาช่วย งานทุกชิ้นยากลำบากมาก เพราะผมต้องทำงานด้านเอ็นจิเนียด้วย ต้องไปศึกษางานเอง ทำเองทางด้านสถาปัตย์กับเอ็นจิเนีย เมื่อเรียนรู้ทั้งหมด ความยากก็จะลดลง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ มีประสบการณ์การออกแบบต่อเนื่อง และหลายบรรยากาศ โดยต้องแก้ไขปัญหาควบคู่ไปด้วย แต่รู้สึกภาคภูมิใจ โดยเฉพาะได้มีโอกาสออกแบบที่ประทับพักผ่อนพระอิริยาบทให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สวนสองแสน ซึ่งเป็นอาคารหลังแรกของโครงการหลวง งบประมาณที่ได้น้อยมาก แต่ในที่สุดก็สำเร็จลงได้ เพราะผู้รับเหมายินดีสร้างถวายด้วย นอกจากเป็นอาจารย์ เป็นสถาปนิกมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดังได้สรุปข้างต้นแล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ มีความสนใจ ศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง โดยมีความรู้ ได้เห็นด้วยตนเอง โดยช่วงที่ไปประกอบอาชีพส่วนตัว 8-9 ปี ก่อนที่จะสำเร็จปริญญาตรี ด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ เล่าว่า ได้พบพระกรรมฐาน ซึ่งเป็นความปิติยิ่ง ทำให้เกิดกำลังใจว่า การที่จะต่อสู้ชีวิต ต้องทำงานให้หนัก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ มีความสนใจทั้งปฏิบัติธรรมและเขียนตำรา จนถึงปัจจุบันนี้ ความทรงจำและความประทับใจในรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ได้ตั้งปณิธานว่า จะไม่เลือกงาน แต่ขอให้เป็นงานสุจริต การที่มีโอกาสรับราชการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อยู่ในแวดวงการศึกษาของชาติ จึงเป็นงานที่พอใจมาก หลักในการปฏิบัติงานคือ หนึ่ง จะทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด สอง ประหยัด มัธยัสถ์ ใช้เงินให้คุ้มค่า สาม ทำเฉพาะงานสร้างสรรค์ เท่านั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ เล่าให้ฟังว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีกำเนิดอย่างไม่พร้อม แต่มีพี่เลี้ยงชั้นดีคือ กรม กองต่างๆ ที่อยู่ในเกษตรกลางบางเขน ช่วยอนุเคราะห์ ทั้งด้านอาคาร สถานที่ และอาจารย์ (บุคลากรของกรมต่างๆ) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระยะแรกมีไม่กี่ตึก ตึกหลังแรกคือ ตึกสัตวบาล ตั้งอยู่ที่ประตูสอง ภายหลังใช้เป็นร้านสหกรณ์หลายปี (หอประวัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปัจจุบัน) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้สร้างตึกเพิ่มในเวลาต่อมา แต่เมื่อต้องใช้พื้นที่มาก ก็เริ่มมีปัญหาเพราะไม่ใช่ที่ของเรา อาคารต่างๆ กระจายทั่วไป มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เชิญชวนให้นิสิตทุกคนใช้จักรยาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ เล่าว่า ...จักรยานของเราแผ่ไปทั่วเกษตร ไปทางไหนจอดกันเกะกะไปหมด กรม กองต่างๆ เริ่มเบื่อหน่าย เพราะผู้อาศัยมีมากกว่าจำนวนเจ้าของ นิสิตจำนวนเป็นพันก็เบียดเบียนสถานที่เขา การที่มหาวิทยาลัยไม่มีพื้นที่เป็นของตัวเองผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ จึงได้เสนอมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขอการสนับสนุนให้มีการแบ่งพื้นที่ ระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นสัดส่วน ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขณะนั้นคือ หลวงอิงคศรีกสิการ และศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร ซึ่งได้เสนอต่อนายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คือ จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โดยเสนอขอที่ดินเป็นสัดส่วน มีถนนสายกลางคือ ถนนหลวงสุวรรณใช้เป็นเส้นแบ่งเขต แต่ตึกทั้งของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ และของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บางตึกยังอยู่ชิดติดกัน บุคลากรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกรม กองของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังคุ้นเคยกันเช่นเดิม การที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีที่ของตนเองนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ได้ยกย่อง จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเห็นความสำคัญของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เพราะสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนที่ดิน และส่งเสริมให้ขยายมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกด้วย ความทรงจำในฐานะสถาปนิก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ เล่าว่า ในระยะแรกๆ หน่วยราชการไม่เห็นความสำคัญหรือคุณค่าของนักออกแบบ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ต้องทำงานโดดเดี่ยว ต้องพยายามสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ เมื่อเสนอความคิดเห็นบางครั้ง มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ไม่เห็นด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ปรารภว่า ...เขาตีคุณค่าความคิดเราน้อยไป ตรงนี้เจ็บปวด แต่ไม่เจ็บตัว มีหลายครั้งที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ได้แก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายในการก่อสร้าง ภาพเหล่านี้คือความทรงจำในอดีต แต่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ มิได้ติดใจหรือนำมาคิด เพราะมีความสุขและความภาคภูมิใจที่ได้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก้ไขปัญหาจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี มีผลงานมากมายที่เกิดจากความมุ่งมั่น วิริยะ อุตสาหะ และอุทิศตนเพื่อวิชาชีพอย่างแท้จริง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดคือ ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ด้านครอบครัว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ สมรสกับ รองศาสตราจารย์อนงค์ (ยมจินดา) พูนสุวรรณ ภาควิชาคหกรรมศาสตร์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีบุตรธิดา 2 คน คือ นายธานี พูนสุวรรณ ซึ่งทำงานด้านแปล อัดเสียง และร้องเพลง ทำงานบริษัทที่รับงานจาก Hollywood และนางธิดา วงศ์วิชิต ทำงานเป็นแอร์โฮสเตส บริษัท การบินไทย จำกัด แหล่งข้อมูล ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ. สัมภาษณ์, 17 กันยายน 2544. ทองพันธุ์ พูนสุวรรณ. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตร, 2498.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ ดร. ทวี ญาณสุคนธ์

ศาสตราจารย์ ดร. ทวี ญาณสุคนธ์ เกิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2460 เป็นบุตรของนายตา นางสมบุญ ญาณสุคนธ์ ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยบิดามีอาชีพครู ได้รับการศึกษาระดับการศึกษามาตลอด หลังจากนั้นจึงมาศึกษาต่อระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และได้ศึกษาเพิ่มเติมที่โรงเรียนราชบุรีวิทยาลัยอีกหนึ่งปี ซึ่งเป็นโอกาสให้ได้เรียนวิชาภาษาไทยกับขุนสุนทรภาษิต ซึ่งท่านมีความประทับใจกับการสอนของอาจารย์ท่านนี้เป็นอย่างมาก จากนั้นจึงได้สอบชิงทุนเล่าเรียนหลวง เพื่อไปศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเกษตรศาสตร์ที่ University of the Philippines at Los Banosประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อจบการศึกษาใน พ.ศ. 2487 จึงได้กลับมารับราชการที่กระทรวงเกษตราธิการ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปัจจุบัน) ต่อมาได้ย้ายสังกัดไปอยู่กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรับทุนคุรุสภาไปศึกษาต่อในสาขาวิทยาศาสตร์ผลิตภัณฑ์นม (Dairy Science) ที่ Utah State University ประเทศสหรัฐอเมริกาจนจบปริญญาโท จึงได้ย้ายมาศึกษาที่ Southern California University และได้จบการศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขาจุลชีววิทยาที่ มหาวิทยาลัยแห่งนี้เมื่อ พ.ศ. 2521 หลังจากนั้นได้ทำการวิจัยหลังปริญญาเอกต่ออีกประมาณหนึ่งปี จึงเดินทางกลับประเทศไทยและโอนสังกัดมาเป็นอาจารย์ที่ภาควิชาชีววิทยา คณะกสิกรรมและสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้รับราชการที่ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ จวบจนเกษียณอายุราชการเมื่อ พ.ศ. 2498 โดยได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย เป็นระดับสูงสุด ศาสตราจารย์ ดร. ทวี ญาณสุคนธ์ มีประสบการณ์การทำงานอย่างหลากหลาย โดยที่ในขณะรับราชการที่กระทรวงเกษตราธิการ ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าสถานีทดลองที่อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีสาขาย่อยอยู่ในความรับผิดชอบอีกหลายสาขา ซึ่งท่านจะต้องเดินทางไปตรวจราชการที่สาขาเหล่านี้เป็นประจำทุกเดือน ที่สถานีทดลองแห่งนี้นอกจากจะได้นำความรู้ที่ได้ศึกษามาพัฒนางานด้านวิชาการแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักบริหารตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สำหรับการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น ในระยะแรกๆ ได้ทำการสอนทั้งวิชาสัตววิทยาและพฤกษศาสตร์ ต่อมาเมื่อคณะกสิกรรมและสัตวบาล บรรจุวิชาจุลชีววิทยาไว้ในหลักสูตร ศาสตราจารย์ ดร. ทวี ญาณสุคนธ์ ได้เป็นกำลังสำคัญในการจัดให้มีการเรียนการสอนวิชานี้ นอกจากวิชาจุลชีววิทยาเบื้องต้นแล้ว ยังได้สอนวิชาจุลชีววิทยาทางดิน และเมื่อมีการจัดตั้งภาควิชาวิทยาศาสตร์การอาหาร ท่านได้เป็นผู้สอนวิชาจุลชีววิทยาทางอาหารให้กับนิสิตรุ่นแรกๆ นอกจากนั้นยังได้รับเชิญให้ทำการสอนวิชาด้านจุลชีววิทยาที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อตั้งคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ใน พ.ศ. 2509 ท่านได้นำหลักสูตรจุลชีววิทยาบรรจุไว้เป็นวิชาเอกสาขาหนึ่งของภาควิชาชีววิทยา จนต่อมาได้พัฒนาเป็นภาควิชาจุลชีววิทยาในปัจจุบัน นอกจากหลักสูตรปริญญาตรีแล้ว ยังได้มีนโยบายให้จัดทำหลักสูตรระดับปริญญาโทขึ้นพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นผลให้สาขาวิชาจุลชีววิทยา พัฒนาได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านงานวิจัยซึ่งอาจารย์จะต้องควบคุมนิสิตทำวิทยานิพนธ์ โดยที่ ศาสตราจารย์ ดร. ทวี ญาณสุคนธ์ ได้มีลูกศิษย์ อยู่ในความดูแลเป็นจำนวนมาก และได้ผลงานที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ และยังเป็นการวิจัยที่นำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาใช้กับภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การศึกษาจุลินทรีย์ในอาหารหมักดองของไทย นอกจากนั้นยังได้มีการร่วมมือกับต่างประเทศ กล่าวคือได้ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานคนแรกของโครงการวิจัยร่วมด้านจุลชีววิทยาระหว่างสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และ Japanese for The Promotion of Science ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งโครงการดังกล่าวได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ศาสตราจารย์ ดร. ทวี ญาณสุคนธ์ ได้มีโอกาสไปดูงานและประชุมวิชาการในต่างประเทศหลายครั้ง และเป็นประธานจัดการฝึกอบรมระดับนานาชาติของยูเนสโก โดยสาขาวิชาจุลชีววิทยาเป็นเจ้าภาพ ซึ่งนับได้ว่าเป็นการประชุมนานานชาติสาขาจุลชีววิทยาเป็นครั้งแรกของประเทศไทย จึงกล่าวได้ว่า ศาสตราจารย์ ดร. ทวี ญาณสุคนธ์ เป็นผู้บุกเบิกงานด้านจุลชีววิทยา ไม่ใช่เพียงเฉพาะภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เท่านั้น หากแต่ยังเป็นผู้บุกเบิกงานด้านนี้ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุลชีววิทยาในด้านที่ไม่เกี่ยวกับการแพทย์ เช่น จุลชีววิทยาทางการเกษตร อุตสาหกรรม และอาหาร การก่อให้เกิดหลักสูตรจุลชีววิทยาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และการเป็นผู้บุกเบิกงานด้านนี้ นับว่าเป็นความภูมิใจของท่านงานหนึ่ง …ผมก็ดีใจในเรื่องจุลชีววิทยามันได้ดั่งใจผม รู้ว่าเริ่มสอนเราควรสอนอะไร เพื่อให้นักเรียนเข้าใจถึงสิ่งมีชีวิตธรรมชาติ โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ มันมีนะข้อสังเกตที่บอกว่ามันมีจริงๆ นะ… อาจกล่าวได้ว่า ศาสตราจารย์ ดร. ทวี ญาณสุคนธ์ เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนรุ่นหลัง ในการสนองราชการอย่างเต็มความสามารถโดยไม่เลือกงาน โดยที่เมื่อมารับราชการใน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในระยะแรกๆ มหาวิทยาลัยฯ ยังขาดแคลนอาจารย์วิชาภาษาอังกฤษ ท่านจึงได้รับมอบหมายให้สอนวิชานี้นอกเหนือจากวิชาในสายงานโดยตรง โดยรับภาระงานด้วยความเต็มใจ และสนุกกับงานสอนดังกล่าว ศาสตราจารย์ ดร. ทวี ญาณสุคนธ์ เป็นทั้งนักวิชาการและนักบริหาร ตั้งแต่เริ่มเข้ารับราชการในตำแหน่งหัวหน้าสถานีทดลอง หัวหน้าภาควิชาชีววิทยา เป็นผู้ก่อตั้งคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ โดยเป็นคณบดีคนแรกของคณะนี้และดำรงตำแหน่งต่อมาอีกหลายสมัย จนเกษียณอายุราชการ ระหว่างดำรงตำแหน่งคณบดี ท่านได้มีความคิดริเริ่มและดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงในหลายๆ เรื่อง ที่สำคัญได้แก่การพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยและเหมาะสมกับประเทศ ได้เล็งเห็นความสำคัญของวิชาภาษาไทย จึงได้มีนโยบายให้บรรจุวิชานี้ไว้เป็นวิชาบังคับของหลักสูตรคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ ทั้งนี้เพื่อมุ่งหวังให้บัณฑิตที่จบจากคณะนี้สามารถพูดและเขียนภาษาไทยได้ถูกต้อง ซึ่งเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของการเป็นคนไทย ด้วยคุณูปการที่มีต่อ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ดังได้กล่าวแล้ว สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้มีมติอนุมัติให้ ศาสตราจารย์ ดร. ทวี ญาณสุคนธ์ รับพระราชทานปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาจุลชีววิทยา เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2524 จากชีวิตในวัยเด็กที่อยู่ในชนบท ศาสตราจารย์ ดร. ทวี ญาณสุคนธ์ มักกล่าวเสมอๆ ว่า …ผมเป็นคนบ้านนอก และทั้งๆ ที่หลังจากเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่หกแล้ว ได้ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ มาตลอด และได้ไปศึกษาต่างประเทศเป็นเวลากว่าสิบปี ท่านก็ยังมีความผูกพัน และเห็นถึงคุณค่าของวิถีชีวิตของคนชนบทเป็นอย่างมาก …ผมอยากจะพูดว่าการอยู่ชนบทนั้น ถึงเวลาเขาไถนาเราเคยเห็นเขาทำ เราเคยเก็บข้าว ตัดต้นไม้ ผ่าฟืน ฯลฯ ถือเป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง มองเห็นน้ำหนักหรือนึกในด้านฟิสิกส์ว่า ของต้องตกจากฟ้ามาลงดินเพราะโลกดึงดูด หรือหน้าฝนเราไปจับกบ ถลกหนังกบและแกงกบ เรียกว่าเรียนรู้ไปในตัว เวลาผมเข้าเรียนในโรงเรียน แล้วเข้ามหาวิทยาลัย เขาให้ผมเรียนชีววิทยา สัตววิทยา และพฤกษศาสตร์ ผมรู้สึกว่าง่าย แม้แต่การให้ผมฟันดิน ปลูกต้นไม้ก็ง่ายมาก เพราะผมเคยเห็นและเคยทำมามากแล้ว ฉะนั้นการฝึกเบื้องต้นที่บ้านเป็นเรื่องดี นอกจากนั้นท่านยังมีความปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาชนบท ซึ่งเป็นการพัฒนาเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยยังคงรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นไว้ได้ นอกจากนั้นท่านยังสนใจปัญหาสังคมด้านอื่นๆ ได้แก่การให้การศึกษาด้านเพศศึกษากับเยาวชนอย่างถูกต้อง ปัญหาความไม่ยุติธรรมในสังคม และปัญหาบ้านเมืองด้านอื่นๆ ดังเห็นได้จากการที่ได้มีบทบาทเป็นนายกชมรมไทยอาสาสมัคร สมัยที่ประเทศไทยมีปัญหาการปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ศาสตราจารย์ ดร. ทวี ญาณสุคนธ์ สมรสกับ อาจารย์บุณย์ศิริ สาตรพันธ์ เมื่อ พ.ศ. 2503 ได้ใช้ชีวิตที่อบอุ่นหลังเกษียณอายุราชการกับครอบครัว ซึ่งมีทั้งภรรยา บุตร ธิดา และหลานปู่หลานตา เนื่องจากความอบอุ่นและความสุขของครอบครัวญาณสุคนธ์นี้เอง ที่ทั้งบุตรและธิดา ซึ่งได้มีครอบครัวและมีที่อยู่อาศัยของตนเองแล้ว ยังสมัครใจที่จะอยู่ร่วมกับท่านเป็นครอบครัวใหญ่ในบ้านที่ร่มรื่นไปด้วยไม้นานาพรรณ ในวัยแปดสิบสองปี ท่านยังมีสุขภาพแข็งแรง มีความคิดทันสมัย ติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการ สนใจปัญหาสังคมและบ้านเมือง มีความห่วงใยและติดตามตามการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตลอดมา และได้ให้แง่คิดที่มีประโยชน์ไว้หลายประการดังคำให้สัมภาษณ์ …ผมมามหาวิทยาลัยครั้งแรก เพราะมีนักเรียนต้องเตรียมแปลงปลูก ผมก็ดีใจนะที่อยู่เกษตร ประทับใจในขณะนั้นว่าเป็นกิจกรรมที่ดี ประทับใจที่ว่าเวลาเราปลูกผักก็ดี ปลูกข้าวก็ดี ปลูกฝ้ายก็ดี เวลาที่เราเดินเข้าไปในแปลง ไปพรวนดินหรือเก็บหนอนหรือใส่ปุ๋ย ความรู้สึกในการเดินมันเป็นเหมือนกับบ้านเรา เป็นโรคหรือเปล่า เหี่ยวแห้งยังไง มันเป็น natural habitat คุณเดินเข้าไปในสวนหรือไม่ก็นาข้าว สิ่งแวดล้อมมันไม่เหมือนกัน มันเปลี่ยนแปลง คุณจะมองอะไร ข้าวที่ออกรวงหรือดินที่เน่า สายตามันบอกเรา ประมาณได้ว่าข้าวนี่นาดี หรือแมลงเยอะแล้ว และ เมื่อกี้คำถามมีว่า มหาวิทยาลัยควรจะมีปรับปรุงหรือไม่ ผมตอบว่า มี มีการตั้ง มหาวิทยาลัยสาขาขึ้นหลายแหล่ง เสียงบประมาณเพิ่มขึ้นด้วย เราควรที่จะทำประโยชน์ได้หลายอย่าง การทำหลักสูตรน่าจะเปิดช่องให้มีการค้นคว้าการจัดหลักสูตรเสรี บางครั้งการจัดหลักสูตรนั้นมันอาจไม่เหมือนกับมหาวิทยาลัยอื่น เราอย่าไปกลัว ไปแคร์ ทำเลย ผมคิดอย่างนี้นะ เรามัวแต่ไอ้นี่ธรรมศาสตร์เขาไม่ทำ จุฬาเขาไม่ทำ เราต้องเป็นตัวของตัวเอง การสรุปย่อบทสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ ดร. ทวี ญาณสุคนธ์ เป็นเรื่องที่ยากยิ่ง เนื่องจากเกือบทุกถ้อยคำที่ให้สัมภาษณ์ นอกจากจะเป็นข้อมูลด้านประวัติชีวิตแล้ว ยังแฝงด้วยปรัชญา แนวคิด และวิสัยทรรศน์ที่ท่านมีต่อการดำเนินชีวิต สังคมไทย การทำงาน การเรียนการสอน และหลักการทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนได้เชื่อมโยงแนวคิดเหล่านี้อย่างผสมกลมกลืน โดยที่การย่อไม่สามารถนำมากล่าวได้ทุกสาระหรือถ่ายทอดได้ลึกซึ้งเท่าคำให้สัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ ดร. ทวี ญาณสุคนธ์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556 สิริรวมอายุได้ 96 ปี แหล่งข้อมูล ทวี ญาณสุคนธ์. สัมภาษณ์, 20 ตุลาคม 2543. ทวี ญาณสุคนธ์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2483.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์เต็ม สมิตินันทน์

ศาสตราจารย์เต็ม สมิตินันทน์ เกิดวันที่ 27 มิถุนายน 2463 เป็นบุตรคนที่ 6 ของคุณพระวิจารณ์ธนากร (ต่าน สมิตินันทน์) และนางวิจารณ์ธนากร (ตุ้ม สมิตินันทน์) มีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน 8 คน ภูมิลำเนากรุงเทพฯ สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จากโรงเรียนมัธยมโฆสิตสโมสร เมื่อ พ.ศ. 2477 สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายแผนกภาษา จากโรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ เมื่อ พ.ศ. 2480 สำเร็จวิชาการป่าไม้ จากโรงเรียนวนศาสตร์ จังหวัดแพร่ เมื่อ พ.ศ. 2482 ปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาวนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2512 ปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาชีววิทยา จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อ พ.ศ. 2523 และปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาชีววิทยา จากมหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อ พ.ศ. 2523 เมื่อเยาว์วัย เป็นเด็กไม่ซุกซน ขี้งอน แต่ไม่งอแง เริ่มเรียนหนังสือครั้งแรกกับบิดา บิดาเป็นคนสอนหนังสือให้ลูกๆ เอง ทั้งสอนเลขบวก-ลบ-คูณ-หาร ให้ตามลำดับ มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ชอบเรียน ชอบเขียน ชอบอ่าน จนอายุได้ 6 ขวบ จึงได้เข้าโรงเรียนมัธยมโฆสิตสโมสร (วัดระฆังชาย) เป็นผู้ที่ชอบอ่านหนังสือมาก หนังสือในตู้ของบิดามีเท่าไรจะเอามาอ่านหมด เมื่อจบการศึกษาได้เข้าทำงานที่กรมป่าไม้ จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ไปเป็นทหารอยู่ 1 ปี 6 เดือน ความที่เป็นคนอดทน ไม่เคยบ่นว่าลำบาก ไม่ว่าเรื่องอาหารการกิน หรือที่อยู่อาศัย บิดามารดาเป็นห่วงมาก ศาสตราจารย์เต็ม สมิตินันทน์ได้ชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกงานทางพฤกษศาสตร์ในยุคปัจจุบัน ทั้งงานด้านสำรวจ และวิจัยพรรณไม้ ที่สำคัญคืองานโครงการพรรณพฤกษชาติของประเทศไทย (Flora of Thailand) ท่านได้ใช้ความรู้ ความสามารถของท่านดำเนินการ และขอความร่วมมือกับบรรดานักพฤกษศาสตร์ต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ เป็นคณะทำงานขึ้น อาทิเช่น นักพฤกษศาสตร์ของสถาบันพฤกษศาสตร์เมืองออร์ฮุส หอพรรณไม้มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก หอพรรณไม้ไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ หอพรรณไม้กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หอพรรณไม้สวนพฤกษศาสตร์คิว หอพรรณไม้มหาวิทยาลัยเอดินเบอเรอ สหราชอาณาจักร หอพรรณไม้กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น หอพรรณไม้กรุงนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา อีกทั้งมีนักพฤกษศาสตร์ จากสถาบันอื่นๆ อีก จำนวนหลายท่านที่ยินดีให้ความร่วมมือในโครงการนี้ ทำให้การสำรวจและการวิจัยพรรณไม้ของไทยได้ดำเนินการไปอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น มีผลการวิจัยปรากฏออกมามากมาย จนเป็นที่รู้จักและยอมรับในวงการพฤกษศาสตร์สากล จากความสามารถที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒจึงได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้ นับเป็นข้าราชการกรมป่าไม้คนแรกที่ได้รับเกียรติอันนี้ ทั้งยังได้รับเกียรติให้เป็นสมาชิกของ Linnean Society แห่งกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็นราชบัณฑิตประเภทวิทยาศาสตร์ชีวภาพ และเป็นประธานสำนักวิทยาศาสตร์ราชบัณฑิตสถาน จากความเชี่ยวชาญทางด้านพฤกษศาสตร์และมีมนุษยสัมพันธ์อันดีเลิศ บรรดานักพฤกษศาสตร์จึงตั้งชื่อพรรณไม้ให้เป็นเกียรติมากมายกว่า 20 ชนิด อาทิเช่น Eulalia Smitinandiana Bor, Smitinandiana helferi Houltum เป็นต้น ส่วนพรรณไม้ที่ท่านพบใหม่และตั้งชื่อไว้ก็มีอยู่หลายชนิด เช่น ปรง หรือมะพร้าวเต่า (Cycas Micholitzii Dyer var. Simplicipinna Smitinand) การทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังความคิดของท่านทำให้งานด้านพฤกษศาสตร์ของประเทศไทยเจริญขึ้นทัดเทียมกับวงการพฤกษศาสตร์สากล ตลอดชีวิตที่รับผิดชอบงานทางพฤกษศาสตร์ ท่านได้ทำการส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาฝึกอบรมด้านพฤกษศาสตร์ให้แก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาและผู้ร่วมงาน ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกพฤกษศาสตร์และสัตวศาสตร์ จนถึงภายหลังเกษียณอายุราชการ ท่านยังห่วงใยช่วยติดต่อประสานงานหาแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศในการศึกษาขั้นสูงให้กับนักพฤกษศาสตร์ของกรมป่าไม้ โดยได้สนับสนุนให้ นายธวัชชัย สันติสุข นักพฤกษศาสตร์รุ่นแรกๆ ของหอพรรณไม้ ศึกษาต่อทางด้านพฤกษศาสตร์อนุกรมวิธาน จนจบปริญญาเอกจาก University of Copenhagen ประเทศเดนมาร์ก เป็นคนแรกด้วย ตามด้วย ดร. ชวลิต นิยมธรรม จบจาก Aurhus University ประเทศเดนมาร์ก ดร. วีระชัย ณ นคร จบจาก State University of New York ประเทศสหรัฐอเมริกา ดร. ดวงใจ ศุขเฉลิม จบจากโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และ ดร. ก่องกานดา ชยามฤต จบจากโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อบัณฑิตเหล่านี้จบการศึกษากลับมาแล้ว ได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่คณะวนศาสตร์และแก่วงการป่าไม้เป็นจำนวนมาก บัณฑิตหลายคนมีผลงานจนเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ จนต่างประเทศยอมรับในความสามารถของบัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกจากการสนับสนุนด้านการศึกษาและฝึกอบรมแล้ว ท่านยังฝึกฝนและสั่งสมประสบการณ์ให้นักพฤกษศาสตร์และผู้ร่วมงานออกสำรวจพรรณไม้ในป่า โดยจัดเป็นคณะใหญ่ มีท่านเป็นหัวหน้าคณะ ท่านจะเดินนำหน้าอธิบายไปเรื่อยๆ ต้นไม้ชื่ออะไร วงศ์ใด สังเกตได้อย่างไร ลูกทีมก็เดินบ้าง วิ่งบ้าง เพื่อจะตามทำงานให้ทัน และจดตามที่ท่านอธิบาย นี่คือการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับนักพฤกษศาสตร์รุ่นใหม่ ทางด้านวิชาการ ท่านเป็นกำลังสำคัญในการทำอนุกรมวิธานพืชและบัญญัติศัพท์พฤกษศาสตร์เป็นภาษาไทยซึ่งใกล้จะสำเร็จอยู่แล้ว แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่ท่านไม่สามารถอยู่เห็นผลงานของท่านที่ได้เพียรพยายามทำไว้ โดยถึงแก่กรรมเสียก่อน นับว่าชีวิตจิตใจของท่านผูกพันอยู่กับงานพฤกษศาสตร์อย่างยากที่จะแยกจากกัน ได้ดังปรากฎผลงานมากมายด้านพฤกษศาสตร์ และนิเวศวิทยาป่าไม้ นอกจากนี้ยังมีผลงานอีกหลายเรื่องที่ได้ทำค้างไว้ ได้แก่การศึกษาพรรณไม้วงศ์ก่อ (Fagaceae) พรรณไม้วงศ์ยาง (Dipterocarpaceae) พรรณไม้วงศ์กล้วยไม้ (Orchidaceae) และผลงานในตำแหน่งบรรณาธิการร่วมหนังสือ Flora of Thailand ศาสตราจารย์เต็ม สมิตินันทน์ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ คือ ประถมาภรณ์ช้างเผือก เมื่อ พ.ศ. 2521 ดุษฎีมาลาเข็มศิลปวิทยา เมื่อ พ.ศ. 2524 มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก เมื่อ พ.ศ. 2534 และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากต่างประเทศ คือ Danebrog ชั้น 4 จากประเทศเดนมาร์ก เมื่อ พ.ศ. 2507 Danebrog อัศวิน (Riddes) ชั้นที่ 1 จากประเทศเดนมาร์ก เมื่อ พ.ศ. 2509 หลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว ได้เดินทางไปปฏิบัติงานทางพฤกษศาสตร์อีกหลายครั้ง ณ หอพรรณไม้ต่างประเทศ เช่น หอพรรณไม้กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หอพรรณไมUniversity of Copenhagen ประเทศเดนมาร์ก ฯลฯ นอกจากนี้ยังร่วมประชุมความก้าวหน้าในการจัดทำหนังสือพรรณพฤกษชาติของไทยทั้งในและต่างประเทศทุกครั้ง ท่านจึงดำรงตำแหน่งสำคัญๆในการพัฒนางานพฤกษศาสตร์ เช่น ที่ปรึกษา วิทยากร กรรมการ ในระดับแต่ละระดับนานาชาติ ตลอดมาจนถึงแก่อนิจกรรมในวันที่ 18 มีนาคม 2538 แหล่งข้อมูล อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์เต็ม สมิตินันทน์. ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร วันที่ 27 มิถุนายน 2538.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรุณา สมบูรณกุล

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรุณา สมบูรณกุล เกิดเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2477 ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นธิดาของนายจันทร์ และนางขนิษฐา สมบูรณกุล ได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนศึกษากุมารี สตรีประจำจังหวัดพระตะบอง โรงเรียนเทศบาลหาดใหญ่ มัธยมศึกษาจากโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดสงขลา โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดระนอง โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดชุมพร และโรงเรียนเขมะสิริอนุสรณ์ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทจาก Ohio State University ด้านศึกษาศาสตร์และ Rutgers University ทางสาขาบรรณารักษศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรุณา สมบูรณกุล ได้เริ่มทำงานเป็นอาจารย์อยู่ที่คณะกสิกรรมและสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2499 โดยเริ่มสอนภาษาอังกฤษ มีอาจารย์หม่อมวิภา จักรพันธ์ เป็นหัวหน้าแผนก และคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจเป็นอธิการบดี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรุณา สมบูรณกุล เล่าว่า ท่านอธิการบดีเป็นคนที่ใส่ใจกับลูกน้องมาก โดยแนะนำว่า ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องรู้ จำเป็นที่จะต้องให้นิสิตมีความรู้ภาษาอังกฤษให้พอ ซึ่งในขณะนั้นทางมหาวิทยาลัยมีสัญญากับ Oregon State University ที่เมือง Corvallis ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรุณา สมบูรณกุล เป็นผู้หนึ่งที่ผ่านการทดสอบภาษาอังกฤษได้ไปเรียนที่ Ohio State University เมื่อเรียนจบปริญญาโท อาจารย์กลับมาสอนภาษาอังกฤษ ต่อมาทางมหาวิทยาลัยต้องการปรับปรุงห้องสมุด โดยได้รับความช่วยเหลือจากทุน Rockefeller Foundation ให้ทุนแก่อาจารย์ไปเรียนทางด้านบรรณารักษศาสตร์ที่ Rutgers University เมื่อสำเร็จการศึกษาอาจารย์ได้มาทำงานด้านห้องสมุด ซึ่งในขณะนั้นใช้ตึกอาเซียนเป็นที่ทำการ (อยู่หลังตึกสำนักงานสถิติการเกษตรในปัจจุบัน) และได้ย้ายห้องสมุดมาอยู่ที่ตึกตรงอนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ (ตึกสถาบันพัฒนาผู้บริหารการเกษตรและสหกรณ์ในปัจจุบัน) มีตำแหน่งเป็นอาจารย์และทำงานในหน้าที่หัวหน้าแผนกห้องสมุด อาจารย์ได้เล็งเห็นความสำคัญของห้องสมุดเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับมหาวิทยาลัยได้รับเงินกู้จากธนาคารโลก (World Bank) มาพัฒนามหาวิทยาลัยในทุกด้าน อาจารย์ได้ส่งบรรณารักษ์หลายคนไปศึกษาต่อ ฝึกงาน และดูงานห้องสมุดในประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อให้บรรณารักษ์ได้นำความรู้ใหม่ ๆ มาปรับปรุงและพัฒนาห้องสมุด เนื่องจากห้องสมุดมีสถานภาพเป็นแผนกหนึ่งของสำนักงานอธิการบดี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรุณา สมบูรณกุล ได้ผลักดันและก่อตั้งห้องสมุดให้เป็นสำนักหอสมุด พร้อมทั้งอาจารย์ได้ให้ข้อเสนอแนะแก่มหาวิทยาลัยว่า ห้องสมุดควรมีอาคารอยู่บริเวณตรงกลางคณะต่างๆ ตึกต่างๆ เพื่อให้นิสิตมาใช้บริการได้สะดวก จึงได้สร้างอาคารสำนักหอสมุดขึ้นใหม่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ในขณะนั้นมหาวิทยาลัยมีโครงการสร้างวิทยาเขตกำแพงแสนด้วย อาจารย์ได้ช่วยวางแผนและกำหนดขนาดของอาคารสำนักหอสมุดตามแผนแม่บทของมหาวิทยาลัย เพื่อรองรับจำนวนคณะที่จะไปอยู่ที่นั่นในเบื้องต้น โดยพยายามให้บริการห้องสมุดแก่อาจารย์และนิสิตให้เป็นไปอย่างประหยัดและราบรื่น บนฐานแห่งความจำกัดทางทรัพยากรบุคคลและงบประมาณ อาจารย์ได้พยายามเอาสิ่งพิมพ์ทางด้านเกษตรไปอยู่ที่กำแพงแสน เนื่องจากว่าคณะเกษตรและคณะที่เกี่ยวข้องกับเกษตรจะย้ายไปอยู่ที่นั่น ใน พ.ศ. 2518 มีผู้แทนของ FAO มาพบ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรุณา สมบูรณกุล ที่ห้องสมุด เนื่องจากหอสมุดมีข้อมูลทางด้านเกษตรเกี่ยวกับประเทศไทยมากพอสมควร เพื่อเชิญให้ร่วมโครงการของศูนย์สนเทศการเกษตรและเทคโนโลยีระหว่างประเทศ (AGRIS) ซึ่ง FAO รับผิดชอบ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรุณา สมบูรณกุล ได้ส่งบรรณารักษ์ไปฝึกอบรมที่ศูนย์แห่งภูมิภาคที่ UPLB (University of the Philippines at Los Banos) เพื่อกลับมาทำงานด้านการเตรียมข้อมูลทางด้านเกษตรที่จะส่งไปที่ศูนย์ภูมิภาคนี้ โดยได้รับเงินช่วยเหลือจากศูนย์วิจัยพัฒนาระหว่างประเทศ (IDRC-International Development Research Centre) จากประเทศแคนาดา ในปีนี้ทางสำนักหอสมุดจึงได้เข้าร่วมโครงการศูนย์สนเทศทางเกษตรและเทคโนโลยีระหว่างประเทศ (International System for Agricultural Science and Technology-AGRIS) โดยมีสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นศูนย์สนเทศทางการเกษตรแห่งชาติ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรุณา สมบูรณกุล ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักหอสมุดในขณะนั้น นอกจากนี้ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรุณา สมบูรณกุล ยังได้ก่อตั้งชมรมห้องสมุดการเกษตรแห่งประเทศไทยอีกด้วย พ.ศ. 2524 เป็นผู้ก่อตั้งศูนย์สนเทศทางกระบือนานาชาติ ร่วมกับหัวหน้าภาควิชาสัตวบาล (ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรุณา สมบูรณกุล เป็นผู้ที่เห็นความสำคัญของห้องสมุดที่มีประโยชน์ต่อนิสิตในการเรียนและหาความรู้เพิ่มเติม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรุณา สมบูรณกุล ได้เสนอให้นิสิตชั้นปีที่หนึ่งของทุกคณะได้ลงเรียนวิชาการใช้ห้องสมุด พร้อมทั้งให้บรรณารักษ์ได้เป็นผู้สอนวิชาการใช้ห้องสมุดด้วย เพราะจะได้แนะนำแหล่งความรู้ต่าง ๆให้แก่นิสิต และในที่สุด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรุณา สมบูรณกุล ได้เป็นผู้ก่อตั้งภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ ซึ่งภายหลังสังกัดคณะมนุษยศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรุณา สมบูรณกุล ได้ลาออกจากราชการ เพื่อไปรับหน้าที่เป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายห้องสมุดสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (AIT-Asian Institute of Technology) และยังได้รับเกียรติเชิญเป็นที่ปรึกษา เป็นคณะกรรมการประจำสำนักหอสมุด ซึ่งอาจารย์รักษาผลประโยชน์ของทางราชการอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ยังเป็นคณะกรรมการประจำของสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นวิทยากร เป็นอาจารย์พิเศษสอนภาษาอังกฤษที่วิทยาเขตกำแพงแสน และร่วมงานกับสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยเป็นคณะทำงานให้สมาพันธ์สมาคมห้องสมุดระหว่างประเทศ (IFLA-International Federation of Library Associations and Institutions) ในการประชุมประจำปีที่กรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2542 และยังเป็นผู้ประสานงานของ ALP (Advancement of Librarianship Programme) ด้านการดูงาน และฝึกอบรมอีกด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรุณา สมบูรณกุล เป็นผู้รอบรู้ในหลายๆเรื่อง มีประสบการณ์การทำงานอย่างหลากหลาย เป็นทั้งนักวิชาการ และนักบริหาร เป็นกำลังอันสำคัญในการพัฒนาวงการวิชาชีพบรรณรักษ์ สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยได้เล็งเห็นผลงานทั้งหมดที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรุณา สมบูรณกุล ได้พัฒนางานห้องสมุด บรรณารักษ์ และวิชาบรรณารักษศาสตร์อย่างต่อเนื่องตลอดมา ได้รับการคัดเลือกให้เป็นบรรณารักษ์ดีเด่น จากสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ใน พ.ศ. 2539 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรุณา สมบูรณกุล ได้ให้ปรัชญาในการทำงานไว้ว่า …ปรัชญาในฐานะข้าราชการ เราเป็นข้าราชการของมหาวิทยาลัย เวลาทำงาน 8 โมงครึ่ง ถึง 4 โมงครึ่ง พักเที่ยง 1 ชั่วโมง เราต้องทำงานเต็มเวลา ไม่ใช่ว่า 8 โมงครึ่ง แล้วยังมาไม่ถึงที่ทำงาน เราต้องทำงานให้เต็มที่ให้สมกับที่เราได้รับมอบหมาย มีอะไรให้ทำก็ทำให้สำเร็จ สุขภาพต้องแข็งแรง ทุกคนมีครอบครัว ทุกคนต้องมีภาระ ควรใช้เวลา ลากิจ ลาป่วย ตามความจำเป็นจริงๆ สรุปแล้วอย่าโกงเวลาของหลวง ต้องขยันหมั่นหาความรู้ใส่ตัว และทำงานในลักษณะกลุ่ม (Team Work) เพื่อความสำเร็จของงาน โดยต้องประหยัดและทันสมัยในเวลาเดียวกัน ความประทับใจเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรุณา สมบูรณกุล ชอบในความเป็นธรรมชาติของมหาวิทยาลัยในอดีต มีความนิยมชมชอบและศรัทธาต่อคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ และคุณหลวงอิงคศรีกสิการ ที่มีชื่อเสียงมากในด้านการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทย และผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรุณา สมบูรณกุล มีความภูมิใจ ดีใจที่ในเสี้ยวหนึ่งของชีวิตได้ทำงานที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้มีส่วนพัฒนาห้องสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาระยะหนึ่ง แหล่งข้อมูล ดรุณา สมบูรณกุล. สัมภาษณ์, 3 เมษายน 2544. ดรุณา สมบูรณกุล. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตร, 2500.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ ผู้วางรากฐานการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์เกษตร เกิดเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2464 ตำบลทะเลสาบ อำเภอธัญญบุรี จังหวัดปทุมธานี เป็นบุตรของหลวงชลฉลาด ปรีดารมณ์ (เกตุ จาตุรงคกุล) และนางสงวน ชูชาติ เป็นบุตรคนเดียวของมารดา และมีน้องร่วมบิดาเดียวกันอีก 5 คน คือ นายอรัญ จาตุรงคกุล นายกานน จาตุรงคกุล (ถึงแก่กรรม) นางพนาลี อิศรางกูร ณ อยุธยา นายกัมพล จาตุรงคกุล และ ร.ท. กำลูน จาตุรงคกุล ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ เข้าเรียนที่โรงเรียนจังหวัดสุพรรณบุรี และสวนกุหลาบ แล้วไปศึกษาต่อเตรียมอุดมศึกษาเกษตรศาสตร์ (แม่โจ้ เปลี่ยนชื่อใน พ.ศ. 2481 เป็นเตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) สำเร็จการศึกษา พ.ศ. 2484 และเข้าศึกษาต่อ ณ วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเปิดสอนมาตั้งแต่ พ.ศ. 2481 (เป็นหลักสูตร 3 ปี รับเฉพาะผู้ที่จบจากแม่โจ้ จบการศึกษาแล้วได้รับอนุปริญญาเกษตรศาสตร์ และวนศาสตร์ ต่อเมื่อจะเข้ารับราชการในกรมใด ให้กรมนั้นจัดการฝึกอบรม โดยวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะต้องให้ความเห็นชอบหลักสูตรฝึกอบรมนั้นก่อน) ต่อมาใน พ.ศ. 2484 ได้ปรับปรุงหลักสูตรแยกแผนกสหกรณ์ออกมาจากหลักสูตรเดิม ซึ่งเรียนรวมกัน หลักสูตรที่แยกต้องมีวิชาทางสังคมศาสตร์อีก 7 วิชา ขณะที่วิชาเศรษฐศาสตร์กสิกรรมมีสอนอยู่เดิมมาตั้งแต่ พ.ศ. 2481 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ ได้รับอนุปริญญาทางสหกรณ์ใน พ.ศ. 2486 (หลักสูตรอนุปริญญาได้ขยายเป็นหลักสูตรปริญญาตรี ก่อนที่จะประกาศใช้ พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2486 แล้ว และได้มีการตั้งคณะสหกรณ์ขึ้น มีพระพิจารณ์พาณิชย์เป็นคณบดี) เมื่อจบอนุปริญญาแล้วเข้ารับราชการเป็นพนักงานสหกรณ์ตรี กองควบคุมสหกรณ์ กรมสหกรณ์ ใน พ.ศ. 2489 ต่อมา พ.ศ. 2490 ได้ย้ายไปสังกัดแผนกตรวจเขต 1 กองสหกรณ์ธนกิจ และจบปริญญาธรรมศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปีเดียวกัน ต่อมาใน พ.ศ. 2492 เป็นผู้ช่วยพนักงานสหกรณ์จังหวัดสงขลา แล้วโอนมารับราชการในคณะสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2493 ในตำแหน่งอาจารย์ตรี และเลื่อนเป็นอาจารย์โทในปีเดียวกัน คณะสหกรณ์เริ่มเปิดสอนปริญญาตรีเป็นครั้งแรก พ.ศ. 2495 รับผู้ที่จบอนุปริญญามาศึกษาต่ออีก 2 ปี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ เป็นรุ่นแรกที่เข้าเรียนและจบปริญญาตรีใน พ.ศ. 2496 แล้วได้ทุนตามความต้องการของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ไปศึกษาต่อ ณ Louissiana State University จบการศึกษาได้ปริญญา M.S. และ Ph.D. ใน พ.ศ. 2502 แล้วกลับมาปฏิบัติราชการที่คณะสหกรณ์ต่อ อาจารย์อีกท่านที่จบปริญญาตรีพร้อมกันคือ ศาสตราจารย์ ดร. อุทิศ นาคสวัสดิ์ (คณะสหกรณ์ได้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะสหกรณ์และเศรษฐศาสตร์ใน พ.ศ. 2495 และเป็นคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจใน พ.ศ. 2506) การที่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติจบปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์เกษตร แล้วมาเป็นอาจารย์ ประกอบกับจากประสบการณ์เดิมของท่านในเรื่องชนบทถือว่าเป็นพลังสำคัญทำให้อาจารย์ได้เริ่มงานใหม่ๆ ซึ่งไม่เคยมีทำกันมาก่อนคือ งานวิจัย การเขียนตำรา และเอกสารประกอบการสอนเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจการเกษตร ประกอบกับในช่วงนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้มีความร่วมมือทางวิชาการกับ Oregon State University ภายใต้ความช่วยเหลือของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา จึงมีโอกาสพบปะกับศาสตราจารย์จากต่างประเทศ และปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่ของสหรัฐที่มาประจำในเมืองไทย ทำให้ได้รับความสนับสนุนด้านวิจัย ทางคณะก็เร่งปรับปรุงการเรียนการสอนโดยขอขยายหลักสูตรเป็น 5 ปี ใน พ.ศ. 2501 เท่ากับว่ามีวิชาเรียนและอาจารย์ต้องรับผิดชอบการเรียนการสอนมากขึ้น และคณะได้เปิดสอนหลักสูตรปริญญาโทใน พ.ศ. 2503 ทันทีที่กลับมาจากต่างประเทศเป็นที่รับทราบกันในวงการ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการสอบแข่งขันข้าราชการพลเรือนไปศึกษาต่อต่างประเทศ พ.ศ. 2502 กรรมการของสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ใน พ.ศ. 2505 พ.ศ. 2501-2502 มีเอกสารที่ถือว่าเป็นตำราตีพิมพ์ออกมา 3 เล่ม สองเล่มแรกว่าด้วยนโยบายเกษตร และเศรษฐกิจการค้าข้าวของไทย ทั้ง 2 เล่มนี้จัดพิมพ์เอง อีกเล่มคือเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศไทย ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดพิมพ์ ทั้ง 3 เล่มเป็นตำราเศรษฐศาสตร์เกษตรชุดแรก พร้อมๆ กัน กับการเขียนตำรา ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติก็ทำวิจัยไปด้วย ในระยะแรกเงินสนับสนุนการวิจัยมาจากหลายแหล่ง ทั้งจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ จากองค์การบริหารวิเทศกิจ (USOM) มีผลงานวิจัยตีพิมพ์เผยแพร่ใน พ.ศ. 2502 ถึง 2 เรื่องคือ เรื่องต้นทุนและผลตอบแทนของการทำไร่นาของเกษตรกรในจังหวัดนครราชสีมา และภาวะเศรษฐกิจของการจัดสหกรณ์บำรุงที่ดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมๆ กับทำการวิจัยอีก 5 โครงการ คือปัญหาเศรษฐกิจการผลิตและการตลาดที่กระทบการขยายตัวการปลูกข้าวโพดในประเทศไทย และงานลักษณะเดียวกันสำหรับการปลูกปอ โครงการวิจัยเรื่องการทวีความสำคัญของพืชไร่ในการค้าต่างประเทศของไทย ความสัมพันธ์ระหว่างการถือครองที่ดินกับภาวะการผลิตของชาวนาใน 5 จังหวัดภาคกลาง และขยายเพิ่มเป็น 11 จังหวัดในอีกโครงการ รายงานทั้ง 5 เรื่องหลังนี้ ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ใน พ.ศ. 2506-2508 อนึ่ง ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ ได้เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยเรื่อง การพัฒนาฟาร์มและครัวเรือนเกษตร (Farm and Home Development) ที่บ้านวังชัย อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ระหว่าง พ.ศ. 2508-2514 โดยมูลนิธิเอเชีย (Asia Foundation) เป็นผู้ให้ทุนอุดหนุนร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ งานวิจัยทั้งหมดศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติเป็นหัวหน้าโครงการ และคณาจารย์ทุกคนในภาควิชาเป็นนักวิจัย ในรายงานจะมีชื่ออาจารย์ทุกคนที่ร่วมงานเป็นผู้เขียน รวมทั้งการเขียนตำราและเอกสารประกอบการสอนก็มอบหมายให้อาจารย์แต่ละคนรับผิดชอบเป็นเรื่องๆ เป็นบทๆ ไป เวลาเผยแพร่ก็มีชื่อของอาจารย์ที่รับผิดชอบแต่ละคนปรากฎอยู่ในเชิงอรรถ ขณะที่ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติทุ่มเทให้กับงานสอน งานวิจัยพร้อมๆ กัน หน่วยงานข้างนอกยอมรับในผลงาน และงานทั้งหมดเป็นของใหม่ ไม่เคยเขียนหรือทำการศึกษามาก่อน หน่วยราชการต่างๆ ก็ต้องการความช่วยเหลือจากอาจารย์ขอให้เป็นกรรมการ ประธานคณะทำงาน ที่ปรึกษา เช่นเป็นคณะอนุกรรมการประเมินผลโครงการช่วยเหลือชาวนาของทำเนียบนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. 2509) ประธานอนุกรรมการฝ่ายเศรษฐกิจและสังคมของโครงการส่งเสริมอาชีพ กรมการปกครอง (พ.ศ. 2508) กรรมการในคณะผู้ทำงานปรับปรุงสหกรณ์ (พ.ศ. 2509) การที่ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติมีโอกาสรับทราบปัญหาการประกอบอาชีพของเกษตรกร และเกี่ยวข้องกับโครงการต่างๆ ของทางราชการ เมื่อมีการจัดตั้งกรมพัฒนาที่ดิน และมีหน่วยงานระดับกองคือ กองนโยบายที่ดิน ซึ่งขอบเขตของการทำงานน่าจะตรงกับลักษณะงานที่ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ คุ้นเคยอยู่แล้ว ดังนั้น ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2506 กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติได้ทำเรื่องขอตัว ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ โอนไปรับราชการในกรมพัฒนาที่ดิน แล้วรักษาการในตำแหน่งเศรษฐกรพิเศษในเดือนเดียวกัน รวมทั้งต้องรักษาการในตำแหน่งหัวหน้ากองนโยบายที่ดิน และดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2514 แม้ว่าในทางราชการจะไปรับตำแหน่งในกรมพัฒนาที่ดินแล้ว แต่งานสอนและงานวิจัยที่ยังค้างอยู่ ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ ก็ยังติดตามดูแลเหมือนเดิม งานวิจัยเรื่องผลกระทบของค่าพรีเมี่ยมต่อราคาข้าวเปลือกก็ตีพิมพ์เผยแพร่ใน พ.ศ. 2508 ผลงานของ ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ หลังจากนั้น เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับภาวะหนี้สินและการถือครองที่ดินแทบทั้งหมด เข้าร่วมเป็นกรรมการชุดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน เช่น กรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการทำงานจัดตั้งธนาคารที่ดิน รับผิดชอบโครงการพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประกอบกับนับตั้งแต่ พ.ศ. 2512 เป็นต้นมา เกษตรกรมีปัญหาในเรื่องที่ทำกินมากขึ้น มีเกษตรกรทั้งจากจังหวัดนครสวรรค์ และพิษณุโลกเดินขบวนเรียกร้องที่ดินทำกิน ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ ก็แสดงความคิดเห็นในการแก้ปัญหาว่าต้องแก้ปัญหาด้วยการปฏิรูปที่ดิน ความคิดเห็นได้ปรากฏทั้งในเอกสารวิจัยส่วนบุคคลของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร การแสดงความเห็นในที่ประชุมและการบรรยายในโอกาสต่างๆ และเป็นความเห็นของรองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน สถานการณ์ปัญหาที่ดินทำกินรุนแรงขึ้น จนรัฐบาลที่มี ฯพณฯ สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีประกาศใช้ พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในวันที่ 5 มีนาคม 2518 พร้อมกับจัดตั้งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แล้วรับโอน ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ จากกรมพัฒนาที่ดินไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานฯ ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ ล้มป่วยในต้น พ.ศ. 2520 ขณะดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเสียชีวิตเมื่อเดือนพฤษภาคม 2520 ขณะที่มีอายุ 56 ปี ตลอดเวลาที่ ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ ทำงานอยู่ที่คณะสหกรณ์ โดยเฉพาะหลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาเอกมาแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติได้มทุ่มเทให้กับงานสอน เขียนตำรา และทำการวิจัย ถือว่าเป็นผู้วางรากฐานงานทางวิชาการให้กับภาควิชาและคณะ คณาจารย์ทุกคนที่เคยทำงานร่วมกับ ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ ก็มีบทบาทสำคัญในการผลักดันงานเหล่านี้ต่อมา รวมทั้งอาจารย์ท่านอื่นๆ ที่สังกัดภาควิชาอื่นในคณะ เช่น ภาควิชาสถิติ บัญชี บริหารธุรกิจ ต่างก็มีส่วนร่วมในการวิจัยข้างต้น ผลงานอีกชุดหนึ่งที่มีการเผยแพร่เป็นครั้งแรก และได้รับความเชื่อถือมากคือ เอกสารชุดรายงานผลการศึกษาทางเศรษฐกิจของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ (Kasetsart Economic Reports) ซึ่งมีการจัดทำต่อเนื่องกันมา 3 เล่ม รวมทั้งเอกสารประกอบการเรียน การสอน และเอกสารทางวิชาการเรื่องอื่นๆ ทั้งหมดนี้เป็นผลงานที่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ ได้วางรากฐานไว้ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดที่ได้รับ คือประถมาภรณ์มงกุฎไทย ศาสตราจารย์ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ สมรสกับ นางสาวสมศรี ศาลยาชีวิน ซึ่งเป็นธิดาของขุนวิภัชน์กรณี และนางถวิล ศาลยาชีวิน เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2496 มีบุตรธิดารวม 4 คน คือ น.ส.พรรณนา ชูชาติ นายไผท ชูชาติ น.ส. พรรณพิไล ชูชาติ และ นายกรไชย ชูชาติ แหล่งข้อมูล โสภิณ ทองปาน. ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ ผู้วางรากฐานการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์. ใน อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ไชยยงค์ ชูชาติ. ณ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร วันพุธที่ 17 สิงหาคม 2520.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์โชติ สุวัตถิ

ศาสตราจารย์โชติ สุวัตถิ เกิดเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2447 ตรงกับปีมะโรง เดือน 3 (แต่วันเกิดที่ระบุเป็นทางการคือ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2448) ที่ตำบลตลาดใต้ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เป็นบุตรของนายไช้ และนางเช็ง สุวัตถิ ศาสตราจารย์โชติ สุวัตถิ ได้เข้ามาศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จนได้รับประกาศนียบัตรชั้นประโยคมัธยมบริบูรณ์ ใน พ.ศ. 2464 ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอนุมัติให้ตั้งกรมรักษาสัตว์น้ำ ในวันที่ 21 กันยายน 2469 ศาสตราจารย์โชติ สุวัตถิ ได้สมัครสอบคัดเลือกเข้ารับทุนการศึกษาของพระพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ และได้ผ่านการคัดเลือกทุนมหิดล เป็นนักเรียนของกรมรักษาสัตว์น้ำ ให้ไปเรียนวิชาเพาะพันธุ์ปลา ที่ Cornell University มลรัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ พ.ศ. 2472-2476 จบการศึกษาระดับ B.S. ใน พ.ศ. 2476 และใน พ.ศ. 2508 ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (เกษตรศาสตร์) ศาสตราจารย์โชติ สุวัตถิ เข้ารับราชการในกองบำรุงและรักษาสัตว์น้ำ ในตำแหน่งช่างเขียน เมื่อ พ.ศ. 2468 รับเงินเดือนจริง 150 บาท และปฏิบัติราชการในหน้าที่ดังกล่าว ถึง พ.ศ. 2476 การรับราชการของ ศาสตราจารย์โชติ สุวัตถิ คือ พ.ศ. 2471 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองอำมาตย์โท พ.ศ. 2477 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานการประมง ผู้ช่วย ชั้น 1 แผนกสถานีบำรุงพรรณ กองบำรุงสมบัติในน้ำ กรมประมง พ.ศ. 2480 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานการประมงโท อันดับผู้ช่วยชั้น 1 กองการประมง กรมเกษตรและการประมง พ.ศ. 2481 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานประมงผู้ช่วยโท แผนกสำรวจ พ.ศ. 2485 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกสำรวจ กรมการประมง และปีเดียวกัน ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกปลา และเลขานุการกรมการประมง และรักษาการในตำแหน่งหัวหน้ากองสำรวจและค้นคว้า พ.ศ. 2495 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองบำรุงพันธ์สัตว์น้ำ พ.ศ. 2497 ได้โอนไปรับราชการที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ดำรงตำแหน่งอาจารย์เอก คณะประมง พ.ศ. 2499 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญ ชั้นพิเศษ พ.ศ. 2502 ได้โอนจากสังกัดกระทรวงเกษตราธิการ ไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตาม พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2502 พ.ศ. 2503 ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ พ.ศ. 2505 ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการแทนคณบดี คณะประมง พ.ศ. 2506 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณบดี คณะประมง งานเขียน เรื่องปลาเมืองไทย (Fishes of Thailand) เป็นผลงานค้นคว้าของศาสตราจารย์โชติ สุวัตถิ ซึ่งได้รวบรวมชื่อวิทยาศาสตร์ และชื่อท้องถิ่นของปลาพรรณต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทยไว้ถึง 1,184 ชนิด แล้วจัดจำแนกออกตามชั้น อันดับ วงศ์ สกุล และชนิด ตามระบบอนุกรมวิธาน (Taxonomy) ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชามีนวิทยา (Ichthyology) เป็นอาจารย์สอนวิชานี้ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นต้นคิดนำวิชาอนุกรมวิธานมาใช้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีความสามารถในการวาดภาพปลาในแบบของ Scientific drawing และมีผลงานการวาดภาพปลาร่วมกับหลวงมิศยจิตรการ ซึ่งกรมประมงได้พิมพ์เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2493 และ พ.ศ. 2494 นอกจากนี้ ศาสตราจารย์โชติ สุวัตถิ ยังได้เขียนเอกสารเรื่อง ไผ่และหญ้าพรรณไม้เมืองไทย (Flora of Thailand) มีความรอบรู้วิชาเฉพาะเรื่อง เช่น ธรรมชาติศาสตร์เป็นอย่างดี ราชบัณฑิตสถานจึงยกย่องศาสตราจารย์โชติ สุวัตถิ เป็นผู้ตรวจคำนิยามในพจนานุกรม เครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดที่ได้รับคือ จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย ทวิติยาภรณ์ช้างเผือก (พ.ศ. 2506) เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา (พ.ศ. 2508) ศาสตราจารย์โชติ สุวัตถิ สมรสกับคุณมณี สุวัตถิ แหล่งข้อมูล โชติ สุวัตถิ. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2468.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์เชื้อ ว่องส่งสาร

ศาสตราจารย์เชื้อ ว่องส่งสาร เป็นบุตรนายทองดี และนางกี๋ ว่องส่งสาร เกิดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2461 มีภูมิลำเนาที่จังหวัดนนทบุรี ได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษา โรงเรียนกุมารีวิทยา อำเภอปากเกร็ด และโรงเรียนนพมาศศึกษา อำเภอพระนคร สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนวัดชนะสงคราม และโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สำเร็จมัธยมศึกษาปีที่ 7 สายอักษรศาสตร์ และสำเร็จมัธยมศึกษาปีที่ 8 สายวิทยาศาสตร์ จากโรงเรียนวัดปทุมคงคา เมื่อ พ.ศ. 2478 ปริญญาสัตวแพทยศาสตร์บัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. 2484 ด้วยความเป็นคนที่สนใจใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ จึงได้สมัครเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเมือง ได้รับอนุปริญญานิติศาสตร์ใน พ.ศ. 2494 ต่อมาได้รับทุนการศึกษาต่อที่ University of Manchester ประเทศอังกฤษ จนสำเร็จการศึกษาได้รับ Diploma of Bacteriology เมื่อ พ.ศ. 2496 นอกจากนี้ ศาสตราจารย์เชื้อ ว่องส่งสาร ยังได้รับรางวัลการเรียนดีเลิศ จากโรงเรียนสงครามจิตวิทยา กองบัญชาการทหารสูงสุด และวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศาสตราจารย์เชื้อ ว่องส่งสาร รับราชการเริ่มจากตำแหน่งนายสัตวแพทย์โท กองสัตวรักษ์ กรมปศุสัตว์และพาหนะ ใน พ.ศ. 2485 และได้ใช้ชีวิตราชการอยู่ในต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ จนได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการกองวิชาการ และผู้อำนวยการโรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์ ใน พ.ศ. 2504 และได้รับการแต่งตั้งเป็นรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ใน พ.ศ. 2519 จนลาออกจากราชการ ประวัติการทำงานโดยลำดับของอาจารย์ มีดังนี้ เมื่อคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ ใน พ.ศ. 2511 โดยมี ศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม เป็นคณบดีนั้น ศาสตราจารย์เชื้อ ว่องส่งสาร ได้รับเชิญเป็นรองคณบดี และหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยา จึงนับเป็นบุคคลสำคัญผู้หนึ่งในการก่อตั้งคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยุคใหม่ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2511 เป็นต้นมา นอกจากนี้ ท่านเป็นผู้รักษาราชการแทนคณบดี คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย ตลอดระยะเวลาที่รับราชการอาจารย์เชื้อ ว่องส่งสารได้สร้างผลงาน และเกียรติประวัติดีเด่น มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรครินเดอร์เปสต์ โดยใช้น้ำเกลือช่วยสกัดไวรัส ซึ่งพัฒนาขึ้นใหม่จนเป็นที่ยอมรับในวงการสัตวแพทย์ของไทยและต่างประเทศ ได้รายงานการผลิตวัคซีนป้องกันโรครินเดอร์เปสต์ที่เตรียมจากสุกรของท่านเป็นคนแรกของโลก ในวารสารสัตวแพทย์ ของประเทศอังกฤษ นอกจากนี้ ยังมีผลงานวิจัยการผลิตวัคซีนรินเดอร์เปสต์เตรียมจากสัตว์ต่างๆ อีกหลายชนิด ตลอดจนการวิจัยผลิตวัคซีนป้องกันโรคอื่นๆ เช่น อหิวาต์สุกร แอนแทรกซ์ เป็นต้น ด้วยเหตุที่ ศาสตราจารย์เชื้อ ว่องส่งสาร เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญ และมีผลงานด้านการผลิตวัคซีนรินเดอร์เปสต์ จึงได้รับเกียรติเป็นตัวแทนของประเทศไทย ไปร่วมประชุมสัมมนาต่างประเทศ ด้านสุขภาพสัตว์ และการป้องกันโรคสัตว์ ตลอดจนฝึกอบรมระยะสั้นรวมกว่า 30 ครั้ง ศาสตราจารย์เชื้อ ว่องส่งสาร ได้เข้าร่วมการประชุมที่สำคัญ ได้แก่ พ.ศ. 2502 หัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทย ประชุมเรื่องสุขภาพสัตว์ของ FAO ที่ฟิลิปปินส์ พ.ศ. 2503 หัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทย ประชุมเรื่องโรคเฮโมรายีกเซฟดิซีเมีย ที่ฟิลิปปินส์ พ.ศ. 2510 หัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทย ประชุมเรื่องสุขภาพสัตว์ของ FAO ที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พ.ศ. 2515 หัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทย ประชุมเรื่องโรคปากและเท้าเปื่อย ที่ปารีส ฝรั่งเศส พ.ศ. 2519 หัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทย ประชุมระหว่างผู้เชี่ยวชาญการผลิตสัตว์ ที่กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย พ.ศ. 2520 หัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทย ประชุมเรื่องการผสมเทียม ที่แคนดี ประเทศศรีลังกา พ.ศ. 2521 หัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทย ประชุมเรื่องการปฏิบัติการระหว่างอาเซียนกับนิวซีแลนด์เกี่ยวกับสุขภาพสัตว์ที่ ยอคยากาต้า ประเทศอินโดนีเซีย พ.ศ. 2522 หัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทย ประชุมเรื่องสุขภาพสัตว์ของอาเซียน ที่ปีนัง ในด้านการประพันธ์ เป็นที่ยอมรับกันในวงการสัตวแพทย์ และนักอ่านทั้งหลายว่า ศาสตราจารย์เชื้อ ว่องส่งสาร เป็นผู้ที่มีความสามารถในการประพันธ์ ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองเป็นอย่างยิ่ง ได้เขียนบทความทั่วไป ร้อยแก้ว ร้อยกรอง นวนิยาย และบทกลอนรวมมากกว่า 100 เรื่อง นอกเหนือไปจากการเขียนผลงานทางวิชาการและแต่งตำราทางวิชาการสัตวแพทย์ อีกมากกว่า 10 เล่ม ตัวอย่างเช่น โรคติดเชื้อของสัตว์ ศัลยกรรมของสัตว์ สูติกรรมของสัตว์ คู่มือการบำบัดโรคสัตว์ ประมวลวิชาการสัตวแพทย์ เป็นต้น ซึ่งใช้ประกอบการเรียนการสอนมาจนปัจจุบันนี้ ส่วนผลงานวิจัยที่ยังใช้เป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการและสังคมอยู่จนทุกวันนี้ ได้แก่ 1. วัคซีนป้องกันโรครินเดอร์เปสต์ โดยใช้น้ำเกลือช่วยสกัดไวรัส ซึ่งปรับปรุงใหม่ ร่วมกับ J.R. Hudson 2. วัคซีนป้องกันโรครินเดอร์เปสต์ เตรียมจากสุกร ซึ่งยังไม่มีผู้ใดทำการผลิต รายงานในวารสารสัตวแพทย์ของอังกฤษ 3. วัคซีนป้องกันโรครินเดอร์เปสต์ เตรียมจากกระต่าย 4. วัคซีนป้องกันโรครินเดอร์เปสต์ เตรียมจากไข่ ทั้งนี้ได้วิจัยร่วมกับ J.R. Hudson 5. วัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์สุกร เตรียมจากกระต่าย ซึ่งได้ทำการวิจัยขณะปฏิบัติงานที่เวย์บริด ประเทศอังกฤษ นำมาใช้ได้ผลดีในประเทศไทย และยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน 6. ทำการผลิตวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์จากสเปอร์ นอกจากนั้นยังตรวจพบโรคทริคิโนซีสในสุกร ซึ่งระบาดครั้งแรกที่ อำเภอแม่สะเรียง ประเทศไทย 7. ได้ทำการวิจัยร่วมกับฝ่ายแพทย์ขององค์การป้องกันเอเซียอาคเนย์ (SEATO) สำรวจเชื้อแอนแทรกซ์ในดิน จากภาคต่างๆ ของประเทศไทย รวมทั้งตรวจหาชนิดของโรคเลปโตสไปโรซีสชนิดต่างๆ ในประเทศไทย ซึ่งยังมิได้มีผู้ใดกระทำมาก่อน ศาสตราจารย์เชื้อ ว่องส่งสาร ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ คือ เหรียญพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เหรียญบรมราชาภิเษก ทวิติยาภรณ์ช้างเผือก ปถมาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญจักรพรรดิมาลา และเหรียญชัยสมรภูมิ หลังจากลาออกจากราชการแล้ว ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่พัฒนาเกาะเกร็ด ทำการบูรณะวัดบนเกาะเกร็ดทั้ง 5 วัด ให้ความช่วยเหลือกิจการโรงเรียนบนบนเกาะเกร็ด อาทิ โรงเรียนบนเกาะเกร็ด คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโรงเรียนสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์ และยังเป็นผู้ริเริ่มในการก่อตั้งมูลนิธิฯ และกองทุนต่างๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มูลนิธิศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม กองทุน ศาสตราจารย์เชื้อ ว่องส่งสาร และกองทุนพัฒนาห้องสมุด คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยการที่ ศาสตราจารย์เชื้อ ว่องส่งสาร ได้ทำคุณประโยชน์มหาศาลให้แก่วงการสัตวแพทย์ และแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ มอบปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ใน พ.ศ. 2515 และคณะสัตวแพทยศาสตร์ โดยความเห็นชอบของ คณะกรรมการประจำคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มีมติให้ตั้งชื่อห้องสมุด คณะสัตวแพทยศาสตร์ วิทยาเขตบางเขนว่า ห้องสมุดเชื้อ ว่องส่งสาร เพื่อเป็นเกียรติประวัติสืบไป แหล่งข้อมูล เอกสารประกอบนิทรรศการเรื่อง ประวัติและผลงานของ ศาสตราจารย์เชื้อ ว่องส่งสาร. ณ ห้องสมุดคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันพุธที่ 26 มกราคม 2543.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณ

ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณ เกิดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2466 ณ บ้านเริงวรรณ ถนนสีลม กรุงเทพฯ เป็นบุตรชายคนที่สองของหม่อมเจ้าวัลภากร วรวรรณ คุณแม่ชื่อหม่อมชั้น จากสกุลบุนนาค ในระดับประถมศึกษา (พ.ศ. 2470-2471) ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนผดุงดรุณี และย้ายไปเข้าโรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ จนจบมัธยมศึกษา (มัธยมปีที่ 6) ใน พ.ศ. 2480 ในระยะนี้เองที่ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณเกิดความสนใจในวิชาการเกษตร โดยเห็นตัวอย่างที่หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร (ท่านลุง) ออกไปทำฟาร์มอยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ฟาร์มบางเบิดอันมีชื่อเสียง) และได้อ่านบทความต่างๆ ของท่านในหนังสือพิมพ์กสิกร ซึ่งหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ทรงเป็นผู้ก่อตั้งขึ้น ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณมีความชื่นชม และหลงไหลชีวิตการทำฟาร์มของท่านลุงมาก และหลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์แล้ว จึงได้ไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้ (ในปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยแม่โจ้) ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในขณะนั้น (พ.ศ. 2483) แม่โจ้ยังมีสภาพเป็นป่า หอนอนเป็นโรงเรียนไม้ยาง ใต้ถุนสูง ฝาเป็นไม้ไผ่ขัดแตะ หลังคามุงด้วยใบตองตึง แต่ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณก็มีความบากบั่นอดทน และสามารถเรียนอย่างได้ผลดี จนกระทั่งจบการศึกษา ใน พ.ศ. 2484 หลังจากนั้นได้มาเข้าเรียนที่วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2485 (ยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใน พ.ศ. 2486) และจบการศึกษาได้รับปริญญากสิกรรมและสัตวบาล (เกียรตินิยม) ใน พ.ศ. 2489 นับเป็น มก. รุ่น 1 ด้วยความตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อเรียนจบแล้วจะต้องออกไปเป็นเกษตรกร ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณจึงไปทำฟาร์มอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ปลูกผักเมืองหนาว เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอกเป็นหลัก ทำฟาร์มอยู่ประมาณ 2 ปี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก จนกระทั่งวันหนึ่งคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ (อธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในขณะนั้น) ได้มาเยี่ยมที่ฟาร์ม และทาบทามให้เข้ารับราชการเป็นอาจารย์เพื่อช่วยกันสร้างงานของมหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณจึงได้ตัดสินใจรับงานดังกล่าว และมาทำงานที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2492 เป็นต้นมา จนกระทั่งเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน 2526 ใน พ.ศ. 2495 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ส่งศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณไปศึกษาและฝึกงานด้านการเลี้ยงโคนม ที่ประเทศออสเตรเลีย และเมื่อถึงเวลาเดินทางกลับประเทศไทยนั้นศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณได้นำโคนมพันธุ์เจอร์ซี่เข้าประเทศเป็นครั้งแรก เป็นโคพ่อพันธุ์ 2 ตัว และโคแม่พันธุ์ 5 ตัว เป็นการเริ่มต้นการทดลองเลี้ยงโคนมของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และทำให้เกิดการเรียนการสอนวิชาการเลี้ยงโคนม และผลิตภัณฑ์นมของภาควิชาสัตวบาลนับตั้งแต่นั้นมา ใน พ.ศ. 2502 ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณได้รับทุนไปศึกษาต่อที่ Oregon State University สหรัฐอเมริกา จบการศึกษาได้รับปริญญา Master of Science in Dairy and Animal Husbandry ใน พ.ศ. 2503 นอกจากเป็นผู้นำเข้าโคนมพันธุ์ต่างประเทศมายังประเทศไทยเป็นครั้งแรกดังกล่าวแล้ว ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณยังได้ริเริ่มงานไว้อีกหลายเรื่อง เช่น เป็นหัวหน้าแผนกสัตวบาล (ภาควิชาสัตวบาลในขณะนี้) เป็นคนแรกใน พ.ศ. 2498 เป็นผู้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการวิเคราะห์อาหารสัตว์ และห้องสมุดภาควิชาสัตวบาล เป็นผู้ริเริ่มการใช้ผลพลอยได้ทางการเกษตร และวัสดุเหลือทิ้งมาทดลองใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่น ใบแค ฝักก้ามปู ผักตบชวา ใบกระถิน เมล็ดยางพารา เมล็ดนุ่น เมล็ดฝ้าย เปลือกสับปะรดสดและแห้ง ซังข้าวโพด กากน้ำตาล กากตะกอนนม กากเบียร์ กากวุ้นเส้น ส่าเหล้า เป็นต้น ทางด้านการเรียนการสอนนั้น ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณได้ให้ความเอาใจใส่เป็นพิเศษ ทุกครั้งที่เข้าห้องสอน ก็จะเตรียมการสอนเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นนักอ่าน และค้นคว้าหาความรู้ที่ทันสมัยมาสอนอยู่เสมอ ทุกวิชาที่สอนก็จะเขียนเป็นตำรา นับว่าเป็นตำราภาษาไทยทางด้านสัตวบาลเล่มแรกๆ ทีเดียว ตำราที่สำคัญคือ การเลี้ยงสัตว์ทั่วไป การให้อาหารสัตว์ การเลี้ยงโคนม การเลี้ยงแพะนม การเลี้ยงกระต่าย นอกจากตำราแล้ว ยังมีเอกสารประกอบการสอนวิชาต่างๆ อีกหลายวิชา เช่น วิชาการผลิตสัตว์และวิชาการจัดฟาร์มโคนม ตลอดจนเอกสารประกอบการฝึกอบรมประชาชน เช่น การเลี้ยงดูแม่วัวนม การเลี้ยงดูลูกโคนม อาหารสำหรับวัวนม เทคนิคในการรีดนม ตำราและเอกสารวิชาการต่างๆ เหล่านี้ นับได้ว่าเป็นพื้นฐานของการพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ของประเทศไทยที่สำคัญยิ่ง มีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน ซึ่งศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณเป็นผู้ริเริ่มขึ้น นั่นคือ การฝึกงานของนิสิต แต่เดิมนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะรับผู้จบจากวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้มาเข้าเรียน ซึ่งนักเรียนดังกล่าวนี้ จะได้รับการฝึกหัดภาคสนามเป็นอย่างมากมาแล้ว ต่อมาใน พ.ศ. 2492 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ขยายการรับนิสิตให้ครอบคลุมผู้จบชั้นเตรียมอุดมศึกษา (มัธยม 8) ทั่วไปด้วย นักเรียนประเภทหลังนี้จะขาดประสบการณ์ทางการเกษตร ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณจึงมีดำริให้นิสิตต้องมีการฝึกงาน โดยในระยะแรกได้ติดต่อกรมปศุสัตว์ และหัวหน้าสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ทับกวาง จังหวัดสระบุรีให้ช่วยฝึกงานให้แก่นิสิต และหลังจากนั้นก็ได้ติดต่อขอใช้ที่ดินจากกระทรวงมหาดไทยเพื่อก่อตั้งสถานีฝึกนิสิตขึ้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี สถานีหรือไร่ฝึกนิสิตที่ศรีราชา (ขณะนี้คือวิทยาเขตศรีราชา) ได้เริ่มทำการฝึกนิสิตได้ตั้งแต่ พ.ศ. 2498 แต่ด้วยเหตุที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับนิสิตมากขึ้นทุกปี สถานีบำรุงพันธุ์ทับกวาง และสถานีฝึกนิสิตศรีราชาก็ไม่เพียงพอต่อการฝึกนิสิต ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณจึงเริ่มเสาะแสวงหาสถานีใหม่เพิ่มเติม จนในที่สุดก็ได้ที่ดินของนิคมสร้างตนเองทับกวาง จังหวัดสระบุรี มาตั้งสถานีฝึกนิสิตใหม่ขึ้น ทั้งนี้โดยได้รับความช่วยเหลือของทางนิคมสร้างตนเองทับกวาง กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย สถานีฝึกนิสิตทับกวางนี้เปิดทำการฝึกนิสิตรุ่นแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2504 ใน พ.ศ. 2504 ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการประชุมวิชาการสาขาสัตวบาลขึ้นเป็นครั้งแรก ทำให้เกิดประโยชน์ในการปรับปรุงและแก้ปัญหาต่างๆ ในการเลี้ยงสัตว์ของประเทศไทย และเป็นเหตุที่ทำให้มีการประชุมอย่างต่อเนื่องมาทุกปี จนกระทั่งถึงปัจจุบัน งานเพื่อส่วนรวมที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้นใน พ.ศ. 2497 และดำรงตำแหน่งนายกสมาคมเป็นคนแรกตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง จนถึง พ.ศ. 2504 ได้ปูพื้นฐานให้แก่สมาคมฯ ไว้เป็นอย่างดี จนกระทั่งเกิดความเป็นปึกแผ่นมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้ ในเรื่องของการค้นคว้าวิจัย และการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมอันเป็นความสนใจอย่างยิ่งของศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณนั้น นอกจากจะมีการทดลองในมหาวิทยาลัยแล้ว ยังได้ขยายงานไปที่สถานีทับกวาง สถานีศรีราชา และสถานีกำแพงแสนอีกด้วย ในระหว่างที่มีการค้นคว้าทดลองอยู่นั้น ก็ได้ดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้รู้จักวิธีการเลี้ยงโคนม คุณประโยชน์และการบริโภคนมสด และยังได้ออกไปช่วยแนะนำการเลี้ยงโคนมในเขตจังหวัดพระนคร-ธนบุรี และจังหวัดอยุธยาให้ถูกต้องตามหลักวิชาการอีกด้วย ในสมัยนั้น คนไทยยังดื่มนมสดกันน้อยมาก คือพออดนมแม่ เด็กก็จะรู้จักแต่นมข้นหวาน เด็กบางคนมาเริ่มดื่มนมใหม่เมื่อโตแล้ว ซึ่งหลายคนก็จะมีปัญหาเรื่องท้องเดิน เพราะร่างกายไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสที่มีอยู่ในนมได้ เนื่องจากขาดการดื่มนมสดติดต่อมาอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้นนมสดก็มีราคาแพง และหาซื้อค่อนข้างยากอีกด้วย เพื่อเป็นการส่งเสริมการดื่มนม ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณจึงได้สร้างร้านจำหน่ายนม และผลิตภัณฑ์นมขึ้นเป็นครั้งแรกในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีร้านใหญ่ชื่อ เดรี่ควีน และร้านย่อยชื่อ เดรี่ฮัท ร้านนมดังกล่าวนี้มีส่วนช่วยเป็นอย่างมากให้นิสิตรู้จักดื่มนม และต่อมาก็เป็นที่รู้จักกว้างขวางออกไปยังประชาชนทั่วไป เมื่อมีการเลี้ยงโคนม และส่งเสริมการบริโภคนมมากขึ้นแล้ว ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณก็ได้พยายามจัดตั้งโรงนมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้น โดยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลออสเตรเลียภายใต้แผนโคลัมโบ นับได้ว่าเป็นโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมแห่งแรกของประเทศไทย เริ่มดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ. 2504 ทำให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในฐานะเป็นแหล่งของการผลิตนม และผลิตภัณฑ์นมที่มีคุณภาพเป็นที่ไว้ใจได้ และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ความนิยมดื่มนมสดของประชาชนเริ่มแพร่หลาย ซึ่งต่อมาได้ทำให้เกิดโรงงานผลิตนมขนาดใหญ่ขึ้นหลายแห่ง ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ความสำเร็จของการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยเป็นผลมาจากการทดลองค้นคว้าของศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณ ที่ควรกล่าวถึง ดังต่อไปนี้คือ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศร้อนชื้น จึงกระทบต่อความเป็นอยู่ของโคนมที่นำเข้ามาจากประเทศในเขตหนาวเป็นอย่างมาก ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณได้เสนอรายงานเรื่องปัญหาการเลี้ยงวัวในประเทศร้อน ในที่ประชุมทางวิชาการสาขาวิชาสัตวบาลและโรคสัตว์ ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 7-8 กุมภาพันธ์ 2504 โดยได้กล่าวถึงฝนฟ้าอากาศที่มีผลกระทบต่อโคนม ทำให้เกิดความผิดปกติขึ้นในทางสรีรวิทยาของสัตว์อันเป็นผลให้โคกินอาหารได้น้อยลง ต่อมาใน พ.ศ. 2509 ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณได้ทำการศึกษาต่อไปอีกในเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิของร่างกาย จำนวนเฮโมโกลบินกับอัตราการเจริญเติบโตของวัวลูกผสม โดยเชื้อพ่อโฮลสไตน์และเบราน์สวิส และใน พ.ศ. 2523 มีงานวิจัยที่สำคัญอีก 2 เรื่อง ได้แก่เรื่อง ปฏิกิริยาทางการเจริญเติบโตและสรีรวิทยาขั้นมูลฐานของโคลูกผสมโฮลสไตน์และเบราน์สวิสระดับสายเลือดต่างๆ ต่อสภาพอากาศ และการเลี้ยงดูในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และเรื่อง ผลของอุณหภูมิแวดล้อมที่มีผลต่อปฏิกิริยาทางสรีรวิทยาของโคให้นม งานวิจัยทั้งหมดนี้นับได้ว่าเป็นพื้นฐานของงานวิจัยที่ตามมาอีกมากมาย เช่น การลดความเครียดของโคนมจากความร้อน (heat stress) เป็นต้น ผลงานที่มีค่าเป็นอย่างยิ่งของศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ความสำเร็จของการทดลองใช้น้ำเชื้อแข็งของโคนมและโคเนื้อในปี พ.ศ. 2508 ซึ่งเป็นความสำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ทำให้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่องานปรับปรุงพันธุ์โคนม และโคเนื้อของประเทศ นอกจากโคนมแล้ว ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณก็ยังให้ความสนใจต่อสัตว์ให้นมชนิดอื่นๆ อีกด้วย กล่าวคือ ใน พ.ศ. 2500 ได้เริ่มสำรวจเรื่องกระบือนม และจัดซื้อกระบือนมพันธุ์มูร่าห์จากเมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย มาทดลองเลี้ยง เป็นเพศผู้ 2 ตัว เพศเมีย 5 ตัว อย่างไรก็ตาม ต่อมาปรากฎว่าความนิยมบริโภคนมกระบือมีไม่มากนัก สู้นมโคไม่ได้ จึงได้ยุติการทดลองกระบือนมไปใน พ.ศ. 2510 สัตว์ให้นมอีกชนิดหนึ่งที่ ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณได้รับมอบหมายจากท่านอธิการบดี (หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ) ให้เป็นผู้ควบคุมโครงการก็คือ แพะนม ได้มีการสั่งซื้อแพะนมพันธุ์ซาเนนมาจากประเทศเดนมาร์ก เปรียบเทียบกับพันธุ์พื้นเมือง และทำการส่งเสริมให้ประชาชนดื่มนมสดจากแพะ ในระยะนั้นทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงมีสัตว์ให้นมถึง 3 ชนิด คือ โค กระบือ และแพะ เป็นประโยชน์ต่องานวิจัยและการเรียนการสอนเป็นอันมาก นอกจากสัตว์ให้นมซึ่งเป็นงานหลักของศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณแล้ว งานที่ได้รับการยกย่องอีกเรื่องหนึ่งก็คือ โครงการผลิตกระต่ายเนื้อ ซึ่งเริ่มต้นใน พ.ศ. 2520 โดยได้สั่งซื้อกระต่ายพันธุ์แท้จากประเทศออสเตรเลียมาทดลองเลี้ยง 2 พันธุ์ คือ พันธุ์ New Zealand White และพันธุ์ Californian และมีการทดลองผสมพันธุ์กับกระต่ายพื้นเมืองด้วย นอกจากงานทดลองซึ่งมีเอกสารผลงานหลายเรื่องแล้ว ยังได้มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงกระต่ายในเชิงเศรษฐกิจทางโทรทัศน์หลายครั้งด้วย ทำให้เกิดความสนใจแพร่หลายไปทั่ว และทำให้เกิดอาชีพการเลี้ยงกระต่ายขึ้นในประเทศไทยในขณะนี้ ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณมีผลงานที่สำคัญมากอีกเรื่องหนึ่งที่คนทั่วไปไม่ค่อยจะทราบ นั่นก็คือ ได้มีส่วนช่วยงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างใกล้ชิด เริ่มจากโครงการส่วนพระองค์ที่หาดทรายใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประมาณ พ.ศ. 2510 ในบริเวณอำเภอหัวหินนี้มีพื้นที่แห้งแล้งอยู่เป็นอันมาก และตลอดแนวฝั่งทะเลก็จะเป็นดินทรายจัด เกษตรกรมีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้น มีฐานะยากจน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีที่ดินส่วนพระองค์อยู่ที่หาดทรายใหญ่ประมาณ 80 ไร่ ใกล้เขาเต่า ได้โปรดเกล้าฯ ให้ใช้หาดทรายใหญ่เป็นศูนย์พัฒนาการเกษตรชาวบ้าน โดยหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นหัวหน้าโครงการ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนีจึงทรงติดต่อให้ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องจัดทีมจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เข้าไปดำเนินการ มีการทดลองเลี้ยงวัว ไก่ และหมู ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทดลองปลูกพืชทนแล้งนานาชนิด เช่น มะขามเปรี้ยว มะขามหวาน สับปะรด มะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น การทดลองได้ผลดีอย่างต่อเนื่อง และมีการส่งเสริมเผยแพร่ออกไปสู่ราษฎร ในระหว่างนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีงานวิจัยที่สำคัญอยู่เรื่องหนึ่งคือ โครงการจัดลุ่มน้ำซึ่งได้เลือกที่ทดลองอยู่ที่ดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มงานมาตั้งแต่ พ.ศ. 2506 โดยคณะวนศาสตร์ และต่อมาคณะเกษตรได้เข้าไปร่วมมือด้วยเพื่อทดลองหาพืชที่จะให้ชาวเขาปลูกเป็นรายได้เพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น และป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า จากการทำไร่เลื่อนลอยของชาวเขา โครงการดังกล่าวนี้มีปัญหาเรื่องงบประมาณอยู่เป็นประจำ เพราะทางรัฐบาลไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าใดนัก ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณเป็นผู้ที่มีส่วนช่วยเป็นอย่างมากในการขอความช่วยเหลือจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยผ่านไปทางหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ทำให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับพระราชทานความช่วยเหลือเป็นการส่วนพระองค์มากมายหลายเรื่อง และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้โครงการดำเนินการต่อไปได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเห็นปัญหาในเรื่องชาวเขาอย่างแท้จริงว่าเป็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องสำคัญ จึงทรงตั้งโครงการส่วนพระองค์ขึ้นมาเสริมใน พ.ศ. 2512 มีชื่อว่า โครงการพระบรมราชานุเคราะห์ชาวเขา ซึ่งโครงการนี้มีความก้าวหน้าเป็นอย่างดีเรื่อยมา มีการเปลี่ยนชื่อโครงการตามความเหมาะสมหลายครั้ง จนในที่สุดได้ชื่อพระราชทานว่า โครงการหลวง และได้จดทะเบียนเป็น มูลนิธิโครงการหลวง ใน พ.ศ. 2535 ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณได้เป็นอาสาสมัครของโครงการหลวงมาตั้งแต่ต้นโดยรับผิดชอบในการทดลองและส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และสัตว์ต่างซึ่งใช้บรรทุกของบนภูเขา มีงานทดลองมากมายในเรื่องนี้ และทำให้เกิดการพัฒนาการเลี้ยงสัตว์บนที่สูงขึ้นจนถึงทุกวันนี้ ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณเป็นผู้ที่มีชาติกำเนิด และชาติตระกูลสูง อันเป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลให้มีอุปนิสัยใจคอที่ดี ได้รับการยอมรับจากผู้คนทั่วไปว่าเป็น สุภาพบุรุษ เป็นที่รักและเคารพของผู้ร่วมงาน เพื่อนฝูง และลูกศิษย์ ทางด้านครอบครัวนั้น ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณก็ได้แต่งงานกับกุลสตรีที่ดีพร้อมคือ คุณนงลักษณ์ อมาตยกุล เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2495 มีความรักความผูกพันอย่างแน่นแฟ้น และเป็นกำลังสำคัญที่คอยสนับสนุนงานของศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณอยู่เสมอ จนกระทั่งศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2535 ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณและคุณนงลักษณ์ มีบุตร 3 คน คือ 1) หม่อมหลวงนดา (ถึงแก่กรรม) สมรสกับ ร้อยเอก ถาวร ละอองทัพ มีบุตร 2 คนคือ นางสาวปัณฑิตา และนายรถากร 2) นาวาเอก หม่อมหลวงชนากร สมรสกับคุณรำเพย (นามสกุลเดิม ศรีสุวรรณ) มีบุตร 1 คน คือ ด.ช. รรร-รร และ 3) หม่อมหลวงบวรชัย สมรสกับคุณปัทมา (นามสกุลเดิม นาคประสิทธิ์) มีบุตร 1 คน คือ ด.ช. เอกพล จากผลงานที่ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณได้ทำตลอดมา ทำให้ท่านได้รับเกียรติยศและรางวัลมากมายเป็นระยะๆ ตลอดชีวิตของท่าน เกียรติยศและรางวัลที่สำคัญพอจะสรุปได้ ดังนี้ คือ เหรียญรัตนาภรณ์ ชั้น 3 (พ.ศ. 2516) ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (พ.ศ. 2525) ศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (พ.ศ. 2526) วิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (เกษตรศาสตร์) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (พ.ศ. 2527) รางวัลเชิดชูเกียรติการวิจัยและพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ของประเทศ จากสมาคมวิทยาศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (พ.ศ. 2530) รางวัลเชิดชูเกียรติผู้บุกเบิกและพัฒนาการเลี้ยงโคนมของประเทศ จากองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (พ.ศ. 2532) ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (พ.ศ. 2533) สมาชิกกิตติมศักดิ์ สมาคมวิทยาศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (พ.ศ. 2533) ตลอดชีวิตของศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ชวนิศนดากร วรวรรณมีแต่การสร้างความดีงาม สมกับฉายานามที่ทุกๆ คนเต็มใจมอบให้ว่าเป็น หนึ่งในร้อย แหล่งข้อมูล ที่ระลึกในพิธีเปิดอาคารสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ วันที่ 3 สิงหาคม 2531. กรุงเทพมหานคร : ประชาชน, 2531. อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพหม่อมราชวงศ์ชวนิศดากร วรวรรณ. ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร วันอังคารที่ 29 ธันวาคม 2535.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ คุณชวนชม จันทระเปารยะ

ศาสตราจารย์ คุณชวนชม จันทระเปารยะ เป็นบุตรีของหลวงโชติกรรมกรณีย์ (โชติ จันทระเปารยะ) กับนางโชติกรรมกรณีย์ (พุก จันทระเปารยะ สกุลเดิม สุวรรณทัต) เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2462 ณ กรุงเทพมหานคร เคยเรียนชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ เมื่อครั้งติดตามบิดาไปอยู่ทางภาคเหนือ จบชั้นมัธยม 8 ที่โรงเรียนสายปัญญา กรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ. 2479 เป็นนักเรียนสายวิทยาศาสตร์รุ่นแรกของโรงเรียน จากนั้นได้เรียนชั้น ม. 8 พิเศษ ที่โรงเรียนอำนวยศิลป์อีก 1 ปีเพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย พ.ศ. 2488 ได้รับปริญญาตรีเภสัชศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศิริราช (ต่อมาคณะเภสัชศาสตร์แยกไปขึ้นอยู่กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) วุฒิบัตรและเกียรติยศด้านการศึกษาอื่น ๆ ที่ได้รับได้แก่ ประกาศนียบัตรเทคโนโลยีอาหาร จาก FAO Technology Training Center ประเทศอินเดีย (พ.ศ. 2509) และวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (คหกรรมศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (พ.ศ. 2526) หลังจากสำเร็จการศึกษาจากคณะเภสัชกรรมศาสตร์แล้ว ศาสตราจารย์ คุณชวนชม จันทระเปารยะ ได้โดยสารรถบริการรับส่งอาจารย์จากสามย่านมาสมัครสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทั้งที่ในครั้งนั้นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดเป็นมหาวิทยาลัยนอกเมือง การเรียนการสอนวิชาเกษตรก็เป็นที่ร่ำลือว่าเหนื่อยยากแสนสาหัส และที่สำคัญคือที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ยังไม่มีทั้งนิสิตและอาจารย์ประจำที่เป็นผู้หญิงเลย (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รับนิสิตหญิงรุ่นแรกไว้เรียนคณะเกษตร 2 คน เมื่อ พ.ศ. 2493) หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อธิการบดี เห็นว่าเป็นคนมีความรู้ดีและมีความมั่นใจในตนเองสูง จึงตกลงใจรับไว้ โดยบรรจุเป็นข้าราชการเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2489 ในตำแหน่งอาจารย์โท แผนกเคมี คณะเกษตร และนับจากนั้นมา ศาสตราจารย์ คุณชวนชม จันทระเปารยะได้รับผิดชอบภาระหน้าที่การงานต่างๆ ให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่อมาเป็นเวลานานถึง 34 ปี จนเกษียณอายุราชการเมื่อวัน1 ตุลาคม 2523 ในตำแหน่งศาสตราจารย์ชั้นพิเศษ (ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2514) และหัวหน้าภาควิชาคหกรรมศาสตร์ คณะเกษตร อันเป็นภาควิชาที่ท่านเป็นหลักในการก่อตั้งและท่านได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าภาควิชาคนแรกและอยู่ในตำแหน่งติดต่อกันเป็นเวลา 25 ปี จนเกษียณอายุราชการ ฯพณฯ นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรีและนายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เล่าถึงศาสตราจารย์ คุณชวนชม ในฐานะลูกศิษย์รุ่นแรกๆ ไว้ว่า …เมื่อผมเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อปี 2493 พบว่าอาจารย์ประจำของคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีเพียงไม่กี่ท่าน เช่น คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อธิการบดี อาจารย์จรัด สุนทรสิงห์ อาจารย์จักร โชติศาลิกร อาจารย์เสรี ไตรรัตน์ อาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ และอาจารย์อัญเชิญ ชมพูโพธิ์ เป็นต้น ส่วนอาจารย์หญิงก็มีเพียง 2-3 ท่าน ในจำนวนนี้ท่านหนึ่งคืออาจารย์ชวนชม …อาจารย์ชวนชมเป็นอาจารย์หญิงที่เด่นที่สุดในยุคนั้น เพราะนอกจากอาวุโสและสวยที่สุดแล้ว ท่านยังทำงานเก่ง อาจารย์จบทางเภสัชศาสตร์และสอนวิชาเคมี แต่ก็ทำหน้าที่เสมือนแม่บ้านของมหาวิทยาลัย.…อาจารย์ชวนชมต้องทำงานและสอนท่ามกลางอาจารย์หนุ่มและนิสิตชายวัยรุ่นเป็นจำนวนมาก เป็นเรื่องธรรมดาที่อาจารย์จะต้องวางตัวให้เหมาะสม จึงได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ที่เข้มแข็ง เข้มงวด เจ้าระเบียบ เสียงดังฟังชัด และค่อนข้างดุ ทั้งนี้เพื่อกำราบลูกศิษย์ชายและดูแลนิสิตหญิงซึ่งเปรียบเสมือนลูกสาวให้อยู่ในกรอบประเพณีที่ดีงาม… ศาสตราจารย์ คุณชวนชมเองก็ได้เล่าถึงประสบการณ์การทำงานช่วงต้นของท่านไว้อย่างอารมณ์ดีว่า …การเข้ามาเป็นอาจารย์หญิงสอนนิสิตชายของข้าพเจ้านั้น อุปสรรคมีไม่มากในด้านการสอนเพราะข้าพเจ้าใช้เวลาเตรียมการสอนอย่างพร้อมและให้น่าสนใจ แต่สิ่งที่ช่วยไม่ได้คือ การขี้เล่น ของนิสิตและอาจารย์ชายบางท่าน มักจะมีการทดสอบความอดทนของข้าพเจ้าด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ กัน แต่แล้วการทดสอบก็ยุติไปเองโดยเรากลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ จึงทำให้การจับเอางูมาขวางบันไดเวลาที่ข้าพเจ้าจะต้องก้าวลงมา การจับลูกนกกระจอกที่ไม่มีขนมาใส่ในกระเป๋าถือ หรือการแอบเอาสมบัติส่วนตัวไปซ่อนก็หยุดไปเอง… การทำงานของข้าพเจ้านั้นควรจะมีหน้าที่เพียงสอนหนังสือ แต่การหาเป็นเช่นนั้นไม่ เนื่องจากข้าพเจ้ามีความรู้ทางเภสัชกรรมจึงต้องนำความรู้มาช่วยในยามที่นิสิตต้องการน้ำมันสโต๊กใช้ทาเพื่อไปแข่งกีฬา ข้าพเจ้าก็ต้องนำไข่ที่มีอยู่ในเล้ามาผสมกับเครื่องยาที่มีอยู่ในห้องปฏิบัติการมาทำให้ไปใช้แทนการซื้อ…เมื่อชนะกลับมาแล้วเลี้ยงฉลองกัน ข้าพเจ้าก็ต้องสวมบทบาทเป็นแม่ครัวช่วยจัดทำอาหารเลี้ยงอีก เมื่อนิสิตคนใดมีปัญหาก็มักจะมาขอความช่วยเหลือเป็นประจำ…ที่บ้านพักของข้าพเจ้าจะต้องมีของรองรังเป็นเสบียงไว้ให้นิสิตไปขอฝากท้องแก้หิว จนถูกเรียกว่า โรงเลี้ยงเด็ก… และเมื่อท่านอธิการบดีคือหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ปรารภจะรับนิสิตหญิงเข้าเรียนวิชาเกษตรในระดับอุดมศึกษา ศาสตราจารย์คุณชวนชมก็ทำหน้าที่ดูแลนิสิตหญิงตั้งแต่รับไว้ในบ้านพักเมื่อนิสิตยังมีจำนวนน้อยจนถึงประสานงานขอให้รัฐบาลจัดสร้างหอพักให้ ตลอดจนหาเงินทุนสำรองไว้ใช้จ่ายตามความจำเป็น ศาสตราจารย์คุณชวนชมปฏิบัติหน้าที่อาจารย์ผู้ปกครองนิสิตหญิงระหว่าง พ.ศ. 2493 - 2519 รวม 26 ปี ท้ายที่สุดท่านขอลาออกเนื่องจากท่านไม่ได้พักในบ้านพักอาจารย์ในมหาวิทยาลัยอีกต่อไป การเรียกตึกหอพักนิสิตหญิงเป็นชื่อดอกไม้ก็เกิดจากข้อเสนอของท่าน แม้ท่านจะมีคุณูปการต่อกิจการนิสิตหญิงเป็นอย่างสูง แต่เมื่อมีการสร้างตึกหอพักนิสิตหญิงใหม่หลังจากที่ท่านพ้นหน้าที่อาจารย์ผู้ปกครองไปแล้วและตั้งชื่อตึกใหม่นี้ว่า ชวนชม ท่านกลับกล่าวด้วยความถ่อมตนไว้ในบทความเรื่อง กำเนิดนิสิตหญิงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2525 ว่า …ข้าพเจ้าไม่ได้รู้เห็นด้วยและไม่สู้จะชอบใจนักที่บังเอิญมีชื่อเช่นเดียวกับชื่อของข้าพเจ้า เนื่องจากข้าพเจ้าไม่บังอาจที่จะทำเช่นนั้นเพราะรู้ตัวดีว่าข้าพเจ้าไม่ควรจะมีความสำคัญถึงชั้นนั้น แต่เขาอาจไม่หมายถึงข้าพเจ้าก็ได้เพราะดอกชวนชมก็มีออกดาษดื่นทั่ว ๆ ไปและใคร ๆ ก็ชื่อนี้ได้ ไม่เห็นจะต้องเป็นข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าก็ขอสาธุด้วย… ศาสตราจารย์ คุณชวนชม ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งบริหารอื่น ๆ ให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีกหลายตำแหน่งนอกเหนือจากหัวหน้าภาควิชาคหกรรมศาสตร์ อาทิ พ.ศ. 2515 เป็นผู้อำนวยการสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร พ.ศ. 2516 ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายนิสิตหญิง และยังร่วมเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์อีก 2 สมัย นอกจากนั้น ศาสตราจารย์ คุณชวนชมยังได้รับมอบหมายให้ทำและขันอาสาทำหน้าที่อื่นๆ อีกมากมายหลายประการโดยได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาและความร่วมมือของเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างดี ด้วยเหตุที่ท่านเป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มและมีความรับผิดชอบสูง เมื่อเปิด ปูมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยุคบุกเบิกดูจะพบว่าศาสตราจารย์ คุณชวนชมเป็นทั้งผู้ริเริ่มและ เติมเต็มในส่วนของกิจการและกิจกรรมอันหลากหลายของมหาวิทยาลัย เช่น การถวายช่อดอกไม้และจัดพระสุธารสและเครื่องว่างถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกิจการของมหาวิทยาลัย พระราชทานปริญญาบัตร หรือทรงดนตรี การกำหนดเครื่องแบบนิสิตหญิงในยุคต้น รวมถึงการประดิษฐ์โบว์เขียวรองรับเข็มติดอกเสื้อให้แก่น้องใหม่หญิง การร่วมเวทีโต้วาทีของชมรมภาษาอังกฤษ การจัดกิจกรรมสังสันทน์ระหว่างอาจารย์เกษตร-จุฬาฯ เป็นต้น ท่านมีความสามารถทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และศิลปะ ตั้งแต่ครั้งยังศึกษาอยู่ที่คณะเภสัชศาสตร์ท่านสามารถถอดบทร้อยกรองภาษาอังกฤษเรื่องลิเวลลีนและสุนัขของเขาเป็นภาษาไทยในรูปของโคลงสี่สุภาพได้อย่างน่าทึ่ง ในขณะที่หลักการถนอมอาหารและตำรับถนอมอาหารของท่านก็เป็นตำราที่ได้รับความเชื่อถือและได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้ที่มีความทรงจำดีเยี่ยม มีอารมณ์ขัน สามารถถ่ายทอดอดีตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้อย่างเห็นภาพทั้งในการเขียนและการบอกเล่าด้วยวาจา ศาสตราจารย์ คุณชวนชม มีความกระตือรือร้นในการทำงาน และสามารถนำความรู้มาปรับใช้เมื่อจำเป็นได้อย่างดียิ่ง ดังจะเห็นได้จากการที่ท่านสามารถจัดนิทรรศการตัวอย่างอาหารประกอบแผนภูมิแสดงคุณค่าทางอาหารเพื่อส่งเสริมการบริโภคผลผลิตทางเกษตรของมหาวิทยาลัยให้แพร่หลายติดต่อกันหลายปีในงานตลาดนัดเกษตร (ซึ่งพัฒนามาเป็นงานวันเกษตรแห่งชาติและเกษตรแฟร์ในปัจจุบัน) เริ่มตั้งแต่มะเขือเทศ พ.ศ. 2492 ไปสู่เรื่องของไข่ ปลา ไก่ ผักต่าง ๆ ตลอดจนน้ำนมแพะ ในปีต่อ ๆ ไป อันนำมาซึ่งแนวคิดในการเปิดสอนวิชาผลิตภัณฑ์อาหาร และวิชาใหม่อีก 2 วิชาคือ Nutrition (โภชนศาสตร์) และวิชา Home Economics (เคหเศรษฐศาสตร์ หรือ คหกรรมศาสตร์) ซึ่งผู้สอนในชั้นต้นเป็นภริยาของผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกันชื่อ Eunice Ream และศาสตราจารย์ คุณชวนชมเป็นผู้จัดทำคำบรรยายเป็นภาษาไทย ศาสตราจารย์ คุณชวนชม ได้รับทุนจาก Mutual Security Agency (MSA) ซึ่งเป็นองค์กรสำหรับให้ความช่วยเหลือต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาไปศึกษาและฝึกงานวิชา Nutrition เน้นหนักด้านการถนอมอาหารและการส่งเสริมเผยแพร่ และได้ดูงานการสอนและหลักสูตรวิชา Home Economics ด้วยใน พ.ศ. 2495 และเมื่อ Mrs. Ream ต้องเดินทางกลับประเทศของตน ศาสตราจารย์ คุณชวนชมก็เป็นผู้รับภาระหน้าที่แทนจนกระทั่งถึงชั้นตั้งภาควิชา เคหเศรษฐศาสตร์ (ศัพท์บัญญัติโดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) ขึ้นใน พ.ศ. 2498 บทบาทของศาสตราจารย์ คุณชวนชม จันทระเปารยะ ในด้านนี้มิได้จำกัดวงอยู่เพียงในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เท่านั้น หากแต่ท่านยังได้ประสานความร่วมมือกับเพื่อนร่วมวงวิชาการนอกมหาวิทยาลัย (เช่น อาจารย์สมศรี สุกุมลนันท์ และ อาจารย์ทวีรัสมิ์ ธนาคม) จัดตั้ง สมาคมคหเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทยขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2498 และจัดการสัมมนาระดับชาติอันก่อให้เกิดกิจกรรมเพื่อการกินดีอยู่ดีของประชาชนคนไทยทั่วไปอย่างกว้างขวางโดยสืบเนื่องต่อมา คำที่ใช้เรียกสาขาวิชา Home Economics นี้ภายหลัง พระยาอนุมานราชธน ได้บัญญัติศัพท์ให้ใหม่ว่า คหกรรมศาสตร์ เป็นที่เห็นประจักษ์ว่าความเจริญก้าวหน้าเป็นปึกแผ่นมั่นคงของวิชาการคหกรรมศาสตร์ทั้งในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และในประเทศไทย นับว่าเกิดแต่คุณูปการของศาสตราจารย์ คุณชวนชม จันทระเปารยะ ใน พ.ศ. 2538 สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศยกย่องท่านเป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม สาขาคหกรรมศาสตร์ โดยประมวลเกียรติคุณในการทำงานของท่านไว้ในคำประกาศว่า …ศาสตราจารย์ คุณชวนชม จันทระเปารยะ เป็นผู้ริเริ่มวางรากฐานการเรียนการสอนในวิชาคหกรรมศาสตร์ระดับปริญญาตรีและปริญญาโทในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการเรียนการสอนวิชาดังกล่าวในระดับปริญญา ดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาคหกรรมศาสตร์ และทำงานด้านเคหเศรษฐศาสตร์และโภชนาการให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งโครงการในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยได้รับประกาศเกียรติคุณจากประเทศอินเดีย ฟิลิปปินส์และสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ท่านยังอุทิศตนให้กับสังคมในหน้าที่ต่าง ๆ ได้แก่ ประธานฝ่ายเศรษฐกิจและอาชีพของสภาสตรีแห่งชาติ ประธานฝ่ายคหกรรมศาสตร์ของสภาสตรีแห่งชาติ (2 สมัย) นายกสมาคมเคหเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย (2 สมัย) และประธานสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประกอบกับอาจารย์ดำรงตนอย่างมีคุณธรรม เสียสละ อุทิศตนให้กับวิชาชีพเพื่อสังคม เป็นแบบอย่างที่ดีตลอดมา จนได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประถมาภรณ์มงกุฎไทย เมื่อ พ.ศ. 2519… ในส่วนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งหนึ่งได้เห็นชอบให้ตั้งชื่อโรงเรียนอนุบาลเพื่อการฝึกงานของนิสิตภาควิชาคหกรรมศาสตร์ว่า โรงเรียนอนุบาลคุณชวนชม แต่ในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงชื่อไปเพื่อความเหมาะสมในการบริหารและการบริการทั้งบุคลากรและประชาชนทั่วไป เป็นโรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์และใน พ.ศ. 2542 คณาจารย์และศิษย์เก่าภาควิชาคหกรรมศาสตร์ได้ขออนุญาตใช้ชื่อของท่านเป็นชื่ออาคารเรียนหลังแรกของภาควิชา เพื่อประกาศเกียรติคุณของท่านในฐานะผู้ก่อตั้งและวางรากฐานแห่งความเจริญก้าวหน้าไว้ให้แก่ภาควิชาคหกรรมศาสตร์ ศาสตราจารย์ คุณชวนชม ได้มาเป็นประธานประกอบพิธีเปิดป้าย ตึกศาสตราจารย์ คุณชวนชม จันทระเปารยะ ด้วยตนเองในวันที่ 2 ตุลาคม 2540 อันเป็นวันครบรอบวันเกิดของท่าน นับเป็นการฉลองวันเกิดที่พิเศษกว่าการฉลองวันเกิดปีใดๆ เท่าที่คณาจารย์และศิษย์เก่าภาควิชาคหกรรมศาสตร์ ตลอดจน ศิษย์เขย-ศิษย์สะใภ้ ร่วมกันจัดเป็นประเพณีด้วยความรักเคารพ ความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างศิษย์กับครู ศาสตราจารย์ คุณชวนชม จันทระเปารยะ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์คือ จตุตถจุลจอมเกล้า (5 พฤษภาคม 2514) ตติยจุลจอมเกล้า (5 พฤษภาคม 2516) ประถมาภรณ์ช้างเผือก (5 ธันวาคม 2522) มหาวชิรมงกุฎ (5 ธันวาคม 2536) ศาสตราจารย์ คุณชวนชม จันทระเปารยะ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2542 ก่อนหน้าที่ลูกศิษย์จะมีโอกาสได้ร่วมฉลองวันครบรอบวันเกิดปีที่ 80 ให้ท่านไม่นาน แหล่งข้อมูล ชีวิตและงาน ศาสตราจารย์ คุณชวนชม จันทระเปารยะ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์สินทวี, 2543. ชวนชม จันทระเปารยะ. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2489.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์จินดา เทียมเมธ

ศาสตราจารย์จินดา เทียมเมธ เกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 245 ที่ตำบลเสาชิงช้า จังหวัดพระนคร เป็นบุตรของนายเทียมฮวด และนางสังวาลย์ เทียมเมธ เริ่มการศึกษาชั้นประถมที่โรงเรียนวัดสุทัศน์ แล้วศึกษาต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัดราชบพิธ จนสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ 6 เมื่อ พ.ศ. 2474 จากนั้นไปเรียนที่โรงเรียนพณิชยการวัดสามพระยา จนสำเร็จมัธยมบริบูรณ์ เมื่อ พ.ศ. 2476 แล้วศึกษาต่อด้วยใจรักที่โรงเรียนเพาะช่างหนึ่งปี สอบได้ประโยคครูวาดเขียนปีที่หนึ่ง เมื่อ พ.ศ. 2477 ต่อมาใน พ.ศ. 2482 ได้สอบทุน ก.พ. และได้รับทุนไปศึกษาวิชาการประมง ณ ประเทศฟิลิปปินส์ แต่ไม่จบการศึกษา เนื่องจากเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา จึงต้องเดินทางกลับประเทศไทย แต่ต่อมาถึง พ.ศ. 2491ได้รับทุน ก.พ. ให้กลับไปศึกษาต่อที่ประเทศฟิลิปปินส์อีก จนได้รับปริญญา B.S. (Biol.) กับ Diploma in Fish Culture เมื่อ พ.ศ. 2492 และ 2493 ตามลำดับ เมื่อ พ.ศ. 2495 ได้รับทุนขององค์การ ICA ไปศึกษาและดูงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และศึกษาต่อได้รับปริญญา M.S. (Fisheries Management) จาก Auburn University มลรัฐ Alabana เป็นคนแรกของประเทศไทย และต่อมาได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเกษตรศาสตร์ ชีวิตการรับราชการของศาสตราจารย์จินดา เทียมเมธ ซึ่งได้เริ่มรับราชการในกองการประมง กรมเกษตรและการประมง ภายหลังออกจากโรงเรียนเพาะช่าง เมื่อ พ.ศ. 2478 ในตำแหน่งช่วยพนักงานการประมง อัตราเงินเดือน 20 บาท รับราชการต่อมาจนถึง พ.ศ. 2486 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนักวิชาการประมงตรี ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถานีบำรุงพันธุ์กว๊านพะเยา จังหวัดเชียงราย หลังจากนั้นได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกปลา กองสำรวจและค้นคว้า จนถึง พ.ศ. 2491 ภายหลังจากสำเร็จปริญญาโทจากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กลับมารายงานตัวเข้ารับราชการที่กรมประมง เช่นเดิม และใน พ.ศ. 2500 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนักวิชาประมงเอก กองบำรุงพันธุ์สัตว์น้ำ กรมประมง ใน พ.ศ. 2497 ได้มีการปรับปรุงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยรับโอนคณะเพิ่มอีก 2 คณะ กับคณะเดิมอีก 4 คณะ รวมเป็น 6 คณะ ซึ่งหนึ่งใน 6 คณะคือ คณะประมง (พยายามจะเปลี่ยนเป็นคณะวิทยาศาสตร์การประมง) ยังขาดบุคลากร ดังนั้น ใน พ.ศ. 2502 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงขอโอนทั้งบุคคล และอัตราเงินเดือนไปสังกัดกรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งดำเนินการได้ง่ายมาก เพราะมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่นเดียวกับกรมประมง การโอนศาสตราจารย์จินดา เทียมเมธ สมัยนั้นโอนมาดำรงตำแหน่งอาจารย์เอก หัวหน้าแผนกวิชาเพาะเลี้ยง และรองคณบดีคณะประมงอีกตำแหน่งหนึ่ง (สมัยนั้น อธิบดีกรมประมง ศาสตราจารย์บุญ อินทรัมพรรย์ ดำรงตำแหน่งคณบดีกิตติมศักดิ์อยู่) ศาสตราจารย์จินดา เทียมเมธ ดำรงตำแหน่งรองคณบดีก็จริงอยู่ แต่การบริหารการศึกษาของคณะประมง เสมือนหนึ่งทำหน้าที่คณบดีคณะประมง และทำการสอนวิชาสัตววิทยาในมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์เป็นวิชาแรก เมื่อ พ.ศ. 2506 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ แผนกวิชาประมง เนื่องจากได้รับเลื่อนเป็นอาจารชั้นพิเศษ และมีผลงานวิชาการสนับสนุน ดำรงตำแหน่งสลับกับศาสตราจารย์เมฆ บุญพราหมณ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกวิชาประมง ให้ไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกวิชาเพาะเลี้ยงแทน และใน พ.ศ. 2509 ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะประมง ซึ่งแต่งตั้งจากการหยั่งเสียงตามระบบสรรหาผู้บริหารใหม่ เป็นรายแรก นอกจากการเดินทางไปศึกษาระดับปริญญาแล้ว ศาสตราจารย์จินดา เทียมเมธ ยังได้รับทุนไปศึกษา ดูงาน และเป็นผู้แทนรัฐบาลเข้าร่วมประชุมในต่างประเทศอีกหลายครั้ง ได้แก่ ทุนองค์การสหประชาชาติ ไปอบรมการเลี้ยงปลาน้ำกร่อย และน้ำจืด ที่ประเทศอินโดนีเซีย (พ.ศ. 2494) ทุน Rockefeller Foundation ไปดูการประมง ที่ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป (พ.ศ. 2503) ไปดูการเลี้ยงกุ้งนาง กับการศึกษาปลายี่สก ที่ปีนัง สหพันธ์รัฐมลายา (พ.ศ. 2507) เข้าร่วมสัมมนาและดูงานการวิจัยการประมงน้ำจืด วิธีจัดการและการเพาะเลี้ยงสัตว์ ที่สหภาพโซเวียต และอินเดีย (พ.ศ. 2508 ) เป็นผู้แทนไปประชุมสภาการประมงภูมิภาคอินโดแปซิฟิค สมัยที่ 12 เมืองฮอโนลูลู สหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2509) เป็นผู้แทนไปประชุมเรื่องกุ้ง และการเลี้ยงกุ้ง ที่เม็กซิโกซิตี้ เม็กซิโก (พ.ศ. 2510) เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ศาสตราจารย์อินทรี จันทรสถิตย์) (พ.ศ. 2519-2520) ผลงานวิชาการ ศาสตราจารย์จินดา เทียมเมธ เป็นนักเขียนบทความทางวิชาการประมงที่มีชื่อเสียงมากท่านหนึ่ง บทความที่ท่านเขียนมีมากกว่า 70 เรื่อง อาทิปลาลิ้นหมาร้องไม่ได้ ตัวสงกรานต์ แมงดาทะเลมีพิษ เงือกมีในอ่าวไทย หอยที่เป็นอาหารในกรุงเทพฯ มีนวิทยา ปลาฉนากที่บึงบรเพ็ด หนอนเรือสยาม ปูเสฉวน อุตสาหกรรมทำกุ้งแห้ง ปลายี่สก สาหร่ายทะเล สายในที่สงขลา มัจฉาหารในโภชนาการ Fishes of Thailand. Their English, Scientific and Thai Names. The Introduction into Thailand Of Foreign Species of Fishes : Fisheries Education at the University Level, Its Background, Development and Problems. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดที่ได้รับคือ ประถมาภรณ์มงกุฎไทย ด้านครอบครัว ศาสตราจารย์จินดา เทียมเมธสมรสกับคุณสุมนา จินดาเมธ แหล่งข้อมูล จินดา เทียมเมธ. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2478.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์จำนงค์ สมประสงค์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์จำนงค์ สมประสงค์ เป็นลูกชาวนา เกิดที่อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2474 บิดาชื่อนายเยื้อง สมประสงค์ และมารดาชื่อนางตะลุ่ม สมประสงค์ ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนประชาบาลวัดสำโรงเป็นโรงเรียนแรก จบชั้นประถมปีที่ 4 ใน พ.ศ. 2488 แล้วจึงย้ายไปเรียนที่โรงเรียนเฉลิมราษฎร์วิทยา จังหวัดสิงห์บุรีในระดับมัธยมศึกษา จบชั้นมัธยมปีที่ 5 ใน พ.ศ. 2492 ไปเรียนต่อที่โรงเรียนสิงหวัฒนพาหะอีก 1 ปี จบชั้นมัธยมปีที่ 6 จากนั้นได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศ จบชั้นมัธยมปีที่ 8 ใน พ.ศ. 2496 จึงสอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์และสหกรณ์ ได้รับปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ ใน พ.ศ. 2500 เมื่อเรียนจบแล้วได้ไปเป็นทหารยศร้อยตรีและเป็นครูฝึกหลักสูตรผู้บังคับหมวดโรงเรียนศูนย์การทหารปืนใหญ่ โคกกระเทียม จังหวัดลพบุรี ในพ.ศ. 2505 ได้สมัครเรียนปริญญาโททางสาขารัฐประศาสนศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบปริญญาโทใน พ.ศ. 2508 ผู้ช่วยศาสตราจารย์จำนงค์ สมประสงค์ รับราชการทหารอยู่ 2 ปี ปลดประจำการใน พ.ศ. 2502 จากนั้นไปรับราชการที่กระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่ฝึกอบรมหลักสูตรพัฒนากร ศูนย์กลางการศึกษาผู้ใหญ่ จังหวัดอุบลราชธานีอยู่ระยะหนึ่ง จึงย้ายไปทำงานที่สำนักงานข้าราชการพลเรือน สำนักนายกรัฐมนตรี สังกัดกองระเบียบข้าราชการ พอมาถึง พ.ศ. 2521 ได้โอนมาอยู่ที่คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในตำแหน่งอาจารย์เอก และรับราชการอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จนกระทั่งเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2535 ในระหว่างที่ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์จำนงค์ สมประสงค์ ทำการสอนวิชาต่างๆ หลายวิชา เช่น วิชาเศรษฐศาสตร์การคลัง วิชาเศรษฐศาสตร์การบริหาร วิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง และวิชาเศรษฐศาสตร์การพัฒนาชนบท เป็นต้น แต่ที่สำคัญคือ เป็นผู้ริเริ่มการสอนวิชาแรงงานสัมพันธ์ขึ้นเป็นครั้งแรก และริเริ่มโครงการฝึกอบรมแรงงาน เป็นการสร้างแรงงานสัมพันธ์อันนำไปสู่การจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์แพร่ขยายไปทั่วทุกย่านอุตสาหกรรม ผลงานในเรื่องนี้ทำให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จำนงค์ สมประสงค์ ได้รับการยกย่องว่าเป็น บิดาแห่งสหกรณ์ออมทรัพย์โรงงาน และเป็น ผู้ริเริ่มโครงการจัดตั้งธนาคารแรงงาน โดยใช้สหกรณ์ออมทรัพย์ในโรงงานเป็นฐานรากในการจัดตั้ง ใน พ.ศ. 2532 รัฐบาลโดยกองทัพบกได้ริเริ่มโครงการน้ำพระทัยจากในหลวง หรือโครงการอีสานเขียวขึ้น เพื่อแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และได้เชิญชวนคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้เสนอโครงการเข้ารับการพิจารณาให้ทุนสนับสนุน ผู้ช่วยศาสตราจารย์จำนงค์ สมประสงค์ ได้เสนอโครงการทดลองแก้ปัญหาความยากจนด้วยระบบธนาคารหมู่บ้าน โครงการนี้ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการทดลองใน 10 หมู่บ้านเป้าหมาย ในท้องที่ 7 จังหวัด ผลจากการทดลองเป็นเวลา 3 ปี ปรากฏว่าธนาคารหมู่บ้านสามารถขจัดระบบตกเขียวและเงินกู้นอกระบบดอกเบี้ยสูงให้เลือนหายไปจากหมู่บ้าน และทำให้หมู่บ้านมีเงินออมสะสมเป็นของตนเองพอเพียงแก่การกู้ยืมกันเองภายในหมู่บ้าน เมื่อโครงการอีสานเขียวสิ้นสุดลง ผู้ช่วยศาสตราจารย์จำนงค์ สมประสงค์ยังดำเนินการโครงการธนาคารหมู่บ้านต่อไปอีกอย่างไม่ท้อถอย มีความมุ่งมั่นในการแสวงหาแนวทางขยายผลการทดลองสู่ชาวเกษตรกรให้แพร่หลายทั่วราชอาณาจักรให้จงได้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จำนงค์ สมประสงค์ พร้อมกับอาจารย์มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้จัดตั้ง สมาคมนักพัฒนาหมู่บ้านแห่งประเทศไทย ขึ้นอยู่ในสังกัดของสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยมีมูลนิธิเผยแพร่ชีวิตประเสริฐให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อรณรงค์ส่งเสริมการจัดตั้งธนาคารหมู่บ้านจำนวนประมาณ 1 หมื่นแห่ง มีเกษตรกรเป็นสมาชิกประมาณ 7 แสนคน และมีเงินทุนสะสมเป็นของตนเองประมาณ 4 พันล้านบาท ผู้ช่วยศาสตราจารย์จำนงค์ สมประสงค์ จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น บิดาแห่งธนาคารหมู่บ้านตามแนวพระราชดำริ อีกชื่อหนึ่ง จากประสบการณ์การทำงานร่วมกับชุมชน ผู้ช่วยศาสตราจารย์จำนงค์ สมประสงค์ ได้เรียบเรียงหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง มีชื่อว่า ยุทธศาสตร์ปฏิรูปเศรษฐกิจเกษตรสู่ระบบสหกรณ์ครบวงจร นับเป็นหนังสือที่มีคุณค่าแก่วงการวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์สหกรณ์เป็นอย่างยิ่ง จากความรู้ความสามารถของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จำนงค์ สมประสงค์ในด้านต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ทำให้ได้รับตำแหน่งอันมีเกียรติหลายตำแหน่งด้วยกัน อาทิ นายกสมาคมพัฒนาหมู่บ้านแห่งประเทศไทย ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง กระทรวงมหาดไทย และที่ปรึกษาด้านสหกรณ์และชุมชนเข้มแข็ง สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเกียรติยศอันน่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ การได้รับพระราชทานปริญญาเศรษฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาพัฒนาเศรษฐกิจ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2545 โดยได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่ได้อุทิศตนให้กับการพัฒนาระบบสหกรณ์ การพัฒนาระบบธนาคารหมู่บ้านและกองทุนผู้ใช้แรงงานอย่างต่อเนื่องโดยมิได้เห็นแก่ความเหนื่อยยาก หรือหวังผลตอบแทนแต่อย่างใด นับได้ว่าเป็นบุคคลตัวอย่างที่ดี และน่ายกย่องอย่างยิ่ง ทางด้านชีวิตส่วนตัวของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จำนงค์ สมประสงค์ นั้น ได้แต่งงานกับคุณพูนศรี (ศรีพลอย) สมประสงค์ มีบุตรชาย 1 คน และบุตรสาว 2 คน ทุกคนเรียนจบมหาวิทยาลัย เป็นครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข ผู้ช่วยศาสตราจารย์จำนงค์ สมประสงค์ ได้ฝากแง่คิดที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ไว้ว่า ควรให้นิสิตมีโอกาสได้เรียนรู้โดยตรงกับชาวบ้านให้มาก ไม่ควรเรียนอยู่แต่ในห้องเรียนเท่านั้น การออกไปสัมผัสกับชุมชน การออกไปในชนบท และการเข้าไปฝึกงาน และช่วยชาวบ้านจะทำให้นิสิตได้เรียนรู้ของจริง ตลอดจนได้พบกับปัญหาต่างๆ ในชีวิตจริง ความรู้และประสบการณ์เหล่านี้ ย่อมจะทำให้นิสิตเกิดความเข้าใจ และเมื่อจบออกไปทำงานแล้ว ก็จะสามารถช่วยแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองได้อย่างตรงจุด ในแง่ของเกษตรกร นั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์จำนงค์ สมประสงค์ มีความเชื่อว่า ธนาคารสหกรณ์จะช่วยให้เกษตรกรแก้ปัญหาต่างๆ ได้ในที่สุด จะสามารถลดปัญหาพ่อค้าคนกลาง จะทำให้เกษตรกรมีโรงงานอุตสาหกรรมเป็นของตนเองได้ ผลผลิตของเกษตรกรก็จะสามารถแปรรูปเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้นกว่าการขายผลผลิตในลักษณะที่เป็นเพียงวัตถุดิบอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เกษตรกรจะพ้นหนี้สิน และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่เกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2535 แล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์จำนงค์ สมประสงค์ ก็ยังคงเดินหน้าทำงานที่ตนรักอย่างเข้มแข็ง และมีความคิดใหม่ๆ เสริมต่องานที่ทำไว้อยู่เสมอ นับว่าเป็นคนดีศรีเกษตรอีกท่านหนึ่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์จำนงค์ สมประสงค์ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก แหล่งข้อมูล จำนงค์ สมประสงค์. สัมภาษณ์, 19 สิงหาคม 2545. จำนงค์ สมประสงค์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ, 2502.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม

ศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม เกิดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2453 ถือกำเนิดมาในเวลาไล่เลี่ยกับการริเริ่มการสัตวแพทย์แผนปัจจุบันทางทหาร คุณพ่อชื่อ พันตรีพระยาพิชัยรณรงค์สงคราม (นายทองดี จารุทัต) และนางพิศ จารุทัต ซึ่งได้ให้บุตรชาย จักรใช้สกุล พิชัยรณรงค์สงคราม แทน จารุทัต ตั้งแต่ 16 ตุลาคม 2485 ทั้งสองท่านได้เน้นการอบรมบุตรหญิง ชายทั้ง 9 คนให้เป็นคนมีระเบียบวินัยอดทน รู้จักปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง ศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม มีความผูกพันกับมารดามาก เพราะมารดาท่านจะให้ความรัก ความอบอุ่น และเป็นกำลังใจเสมอมา ศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม จบการศึกษาระดับมัธยมปีที่ 6 ที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียลใน พ.ศ. 2472 หลังจากนั้น บิดาก็ส่งไปศึกษาต่อที่ประเทศฟิลิปปินส์ ในวิชาสัตวแพทย์ ซึ่งประเทศไทยยังขาดแคลนอยู่มาก เมื่อมารดาถึงแก่กรรมในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2474 ท่านเสียใจมาก แต่ก็มาเรียนต่อด้วยการทำงานหาเงินเรียนเองตลอดระยะเวลา 6 ปี ของการเรียนสัตวแพทย์ ที่น่าสนใจคือ ท่านรับจ้างเล่นฟุตบอลในฟิลิปปินส์ ในตำแหน่งกองหลัง ทั้งยังเป็นนักกีฬาทุกประเภท ศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม จึงเป็นนักศึกษาที่อดทน พากเพียร เอาชนะอุปสรรคนานาประการในต่างแดน จนสำเร็จได้รับปริญญา D.V.M. (Doctor of Veterinary Medicine) ใน พ.ศ. 2480 นอกจากนี้ ชีวิตในฟิลิปปินส์ก็ยังสอนให้ศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม มีทักษะในงานฝีมือหลายด้าน เช่น ลายมืองดงาม การก่อสร้าง การปั้น การชำแหละเนื้อเยื่อ และงานศัลยกรรม ทั้งยังมีคุณสมบัติประกอบคือ ความใจเย็น มีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์ มีการตัดสินใจเด็ดเดี่ยว มีสายตาอันเฉียบแหลม ทั้งหมดนี้ ท่านได้พยายามถ่ายทอดแก่บรรดาศิษย์ทุกรุ่น คือ Veterinarians must have eagle's eyes, lion's heart and woman's hand. ศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม เข้ารับราชการในประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2480 ในตำแหน่งนายสัตวแพทย์ผู้ช่วย สังกัดกองสัตวรักษ์ กรมเกษตรและการประมง กระทรวงเกษตราธิการ แล้วได้ปรับเลื่อนขั้นตามลำดับ เป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2505 จนเกษียณอายุราชการ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2514 สำหรับการเป็นอาจารย์ เมื่อ พ.ศ. 2480 ท่านได้รับเชิญเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชากายวิภาคศาสตร์อยู่นานถึง 15 ปี ในแผนกสัตวแพทยศาสตร์ ในช่วงนี้ แผนกวิชาดังกล่าวต้องเปลี่ยนสถานที่ ระเหเร่ร่อนและงบประมาณก็มีน้อยมาก เพราะอยู่ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2497 รัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็โอนคณะสัตวแพทยศาสตร์มาเป็นคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อมาก็ถูกโอนไปสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกใน พ.ศ. 2510 คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงเกือบจะเหลือแต่ในนามนิสิตสัตวแพทยศาสตร์ปีที่ 3 เกือบทั้งหมดไปศึกษาต่อที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คงเหลือเพียง 4 คน คือ นายสุรพล แก้วมงคล นายสมพงษ์ วัฒกนารา นายสัญชัย ลักษณโกเศศ และ นายวีระพล จันทร์สวรรค์ ที่ยังสมัครใจขอเรียนที่เก่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งขณะนั้นไม่มีสถานที่ ไม่มีอาจารย์เหลืออยู่ จนเมื่อศาสตราจารย์อินทรี จันทรสถิตย์ เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใน พ.ศ. 2510 ท่านได้เข้าพบ ศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม ซึ่งเป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในวันจันทร์ที่ 15 เมษายน 2511 ขอร้องให้มารับตำแหน่งคณบดี ดำเนินกิจการคณะสัตวแพทยศาสตร์ และท่านได้ดำรงตำแหน่งในวันที่ 14 มิถุนายน 2511 คณาจารย์กลุ่มแรกที่ร่วมการก่อตั้งและพัฒนาคณะสัตวแพทยศาสตร์ ได้แก่ ศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม คณบดีและหัวหน้าภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ศาสตราจารย์เชื้อ ว่องส่งสาร รองคณบดีและหัวหน้าภาควิชาพยาธิวิทยา ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ อาจารย์ประสบ บูรณมานิส หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา อาจารย์จิตต์ อนุกูล หัวหน้าภาควิชาสรีรวิทยา อาจารย์ปิยะ อรัณยกานนท์ หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ เมื่อสิ้นปีการศึกษา 2511 - 2512 ศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม ได้รับพระราชทานสัตวแพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในพ.ศ. 2513 ได้รับพระราชทานสัตวแพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกียรติสูงส่งของท่านในปีต่อมาก็คือ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เป็นศาสตราจารย์ นับว่า ศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม ได้ทุ่มเทชีวิตให้แก่การศึกษาสาขาสัตวแพทย์ และก่อตั้งรื้อฟื้นกิจการของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตลอดระยะเวลา 8 ปี ที่ดำรงตำแหน่งคณบดี จนสิ้นสุดวาระในวันที่ 30 กันยายน 2519 ขณะเดียวกัน ในช่วง พ.ศ. 2506-2514 ท่านยังคงดำรงตำแหน่งเป็นนายกสัตวแพทยสมาคมฯ นานถึง 9 ปีเช่นกัน ผลงานของท่านในการริเริ่มและพัฒนาสัตวแพทยศาสตร์ในประเทศไทย ทำให้ท่านได้รับการยกย่องนับถือในต่างประเทศด้วย ท่านได้รับเชิญให้ไปประชุมกับองค์การต่างประเทศหลายครั้ง อาทิ ประชุมใหญ่องค์การโรคระบาดระหว่างประเทศ ที่กรุงปารีส (พ.ศ. 2498 - 2500) ประชุมองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติที่กรุงโรม (พ.ศ. 2504)ประชุมสมัชชาองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (พ.ศ. 2506) ความประทับใจที่ผู้คุ้นเคยมีต่อศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม คือ ท่านเป็นตัวอย่างของอาจารย์ที่ดี สอนลูกศิษย์ด้วยความตั้งใจ และประดิษฐ์อุปกรณ์การสอนด้วยความประณีต และมีศิลปะ เช่น ทำโครงกระดูกสัตว์ต่างๆ เขียนภาพขนาดใหญ่ของอวัยวะสัตว์ ซึ่งทำให้การเรียนวิชากายวิภาคศาสตร์ง่ายขึ้น เป็นที่ประจักษ์ที่ท่านสามารถสร้างภาควิชากายวิภาคสัตว์ในคณะสัตวแพทยศาสตร์ ทั้งในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ นอกจากนี้ เมื่อมีโรคทริคิโนซีสระบาดในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่ในช่วง พ.ศ. 2505-2507 และทำให้ชาวบ้านที่บริโภคเนื้อสุกรนั้น ป่วย 394 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 48 ราย ศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม จึงเป็นผู้นำในการริเริ่มโครงการควบคุม และป้องกันโรคทริคิโนซีส โครงการนี้สามารถควบคุมป้องกันโรคทริคิโนซีสได้เป็นผลสำเร็จ เป็นผลงานส่วนหนึ่งในจำนวนมากของท่านที่สร้างไว้ในวงการสัตวแพทย์ ลูกศิษย์ 4 คน ที่เป็นศิษย์รุ่นแรก คือ ดร. สุรพล แก้วมงคล ดร. สมพงษ์ วัฒกนารา ดร. สัญชัย ลักษณโกเศศ และ รศ. วีระพล จันทร์สวรรค์ กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ เพราะอาจารย์เป็นคนซื่อตรง มือสะอาด กล้าหาญที่จะตัดสินใจ ไม่เลี่ยงหนีปัญหา รักความยุติธรรม อุตสาหะในการเตรียมวิชาสอนนิสิต ยิ่งกว่านั้น อาจารย์เป็นผู้มีจิตวิทยา และเมตตาสูง ใครทำผิดพลาดไป อาจารย์ก็พร้อมที่จะช่วยขจัดปัญหาให้หมดสิ้น ทำให้นิสิตภูมิใจที่จะยกย่องอาจารย์ให้เป็น คุณพ่อ ของพวกเรา ในคำขวัญของท่านขณะดำรงตำแหน่งคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ ในโอกาสจัดงานรับน้องใหม่ประจำปี 2518-2519 นั้น ท่านได้สรุปความสำคัญที่เป็นหลักธรรมของท่านเสมอมา คือ …ต้องมีขันติ อดทน ทำใจให้หนักแน่น มีจิตใจเที่ยงธรรม เผื่อแผ่ โอบอ้อมอารี รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมทางจิตใจ อย่านึกอย่าหลงว่าตัวเรานี้วิเศษกว่าคนอื่น เห็นอกเห็นใจ ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน กินแรงเพื่อน เราจะไปอยู่ที่ไหนก็หวังให้ความร่มเย็น ไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม จะอยู่แห่งใดก็ไม่มีภัย เพราะความดีจะเป็นเครื่องคุ้มครองตัว… ชีวิตครอบครัวของอาจารย์ก็อบอุ่นมาก อาจารย์แต่งงานกับคุณชะม้อย ปาลกะวงษ์ ณ อยุธยา มีบุตร 2 คน คือ นายคมจักร และ นางสาวนาตยา พิชัยรณรงค์สงคราม อาจารย์ได้ชื่อว่ารักงาน และครอบครัวมากที่สุด ทุ่มเทการดูแลเลี้ยงลูกเป็นอย่างดี ชีวิตครอบครัวจึงมีแต่ความสงบสุข แต่เมื่อย่างเข้าวัย 40 ปีเศษ ท่านเป็นโรคเบาหวาน และต้องผ่าตัดต้อกระจกที่ตาข้างหนึ่ง แต่ท่านก็มีกำลังใจที่ดีมาก เมื่อต้น พ.ศ. 2534 ท่านมีบาดแผลที่เท้า เพราะถูกตะปูตำ บาดแผลลุกลามจนต้องตัดนิ้วเท้า และขาขวาใต้เข่า และในวันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม 2534 ท่านก็จากทุกคนไปอย่างสงบ ผลกรรมดีงามของท่านได้รับการจารึกไว้ว่า ศาสตราจารย์แต่งตั้ง เสริมบุญ ดร. ก่อเกิดการุณ ยิ่งล้ำ จักร มากแต่พระคุณ แก่ศิษย์ พิชัยรณรงค์สงครามค้ำ อุ่นเกล้าเย็นฤดี ปูชนียบุคคลเทียบพร้อม เชียวนา บุคคลเช่นนี้หา ยากแท้ วงการสัตวแพทย์พา กันยก ย่องเอย สัตวแพทย์รู้คุณแล้ นบไหว้เสมอมา สุดท้าย ใคร่ขอสรุปชีวิตการทำงานของท่าน ที่น่าสนใจ และน่ายกย่อง เพราะท่านทำงานให้ทั้งกระทรวงและมหาวิทยาลัยควบคู่กันไป ท่านได้จัดระเบียบการทำงานของท่านได้อย่างดี กล่าวคือ กระทรวงเกษตรฯ พ.ศ. 2483 นายสัตวแพทย์โท แผนกวิชาโรคสัตว์ กองสัตวรักษ์ กรมเกษตรและการประมง พ.ศ. 2488 หัวหน้าแผนกส่งเสริมอุตสาหกรรม กองสัตวบาล กรมปศุสัตว์ และสัตว์พาหนะ พ.ศ. 2495 หัวหน้ากองวัคซีนและเซรัม พ.ศ. 2504 รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พ.ศ. 2505 อธิบดีกรมปศุสัตว์ พ.ศ. 2514 เกษียณอายุราชการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ชีวิตการเป็นอาจารย์) พ.ศ. 2480 อาจารย์พิเศษสอนวิชากายวิภาคศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สอนอยู่ 15 ปี พ.ศ. 2511 คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นหัวหน้าภาควิชากายวิภาคศาสตร์ด้วย พ.ศ. 2511-12 ได้รับพระราชทานปริญญาสัตวแพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2512-13 สัตวแพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2514 ศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกียรติยศของท่าน คือเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ดังนี้ 5 ธันวาคม 2510 เหรียญรัตนาภรณ์ (ภ.ป.ร.) ชั้นที่ 2 และ ประถมาภรณ์มงกุฎไทย 5 พฤษภาคม 2512 ทุติยจุลจอมเกล้า 5 ธันวาคม 2513 ประถมาภรณ์ช้างเผือก แหล่งข้อมูล อนุสรณ์ประวัติและผลงานศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม พ.ศ. 2453-2534. กรุงเทพมหานคร : ฟันนี่พับบลิชชิ่ง, 2534.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์จักร โชติศาลิกร

ศาสตราจารย์จักร โชติศาลิกร เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม 2446 เป็นบุตรของพระยาปริมาณสินสมรรค (จีบ โชติศาลิกร) และนางแก้ว เลห์วิสุทธิ ที่ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อเยาว์วัยได้ศึกษาที่โรงเรียนวัดดำรงธรรม อำเภอพระประแดง ต่อมาศึกษาในโรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ และโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย พ.ศ. 2464 เข้ารับราชการที่กรมสารบรรณ กระทรวงเกษตราธิการ ต่อมากระทรวงเกษตราธิการได้ส่งให้ไปศึกษาวิชาการเพาะปลูก ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ พ.ศ. 2466 ถึง พ.ศ. 2474 ศึกษาที่ Massachusetts State Agriculture College, Institute of Agriculture, State University of New York ได้รับปริญญาทางการเกษตร ศาสตราจารย์จักร โชติศาลิกร สมรสกับนางสาวเพราะพริ้ง รังควร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2475 มีบุตรี 3 คน คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พึงจิตต์ โชติศาลิกร สมรสกับนายเกื้อ สวามิภักดิ์ นางพวงจันทร์ โชติศาลิกร สมรสกับนายเรย์มอนด์ ริดชลีย์ และนางสาวพอใจ โชติศาลิกร ขณะรับราชการอยู่ที่กระทรวงเกษตราธิการ ได้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญคือ ผู้ช่วยหัวหน้าชั้น 2 แผนกรักษาสัตว์ กรมตรวจกสิกรรม (พ.ศ. 2474-2477) นักเกษตรกรรมผู้ช่วยสถานีทดลองฝ้าย (พ.ศ. 2480) หัวหน้าแผนกสถานีทดลอง ภาค 4 จังหวัดสุโขทัย (พ.ศ. 2481) หัวหน้าแผนกพืชไร่ กองสถานีทดลองและส่งเสริมการเกษตร (พ.ศ. 2485-2486) ศาสตราจารย์จักร โชติศาลิกร ได้โอนมารับราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2486 เป็นหัวหน้าแผนกวิชาเกษตรศาสตร์ สำนักงานคณบดีเกษตรศาสตร์ ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งรองคณบดี คณะเกษตร (1 มิถุนายน 2492) เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ชั้นพิเศษ ตำแหน่งศาสตราจารย์ กรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (14 มิถุนายน 2500) ศาสตราจารย์จักร โชติศาลิกร สอนวิชาพืชไร่ (พืชสำคัญของเมืองไทย) แก่นิสิตหลายรุ่น ส่วนใหญ่เป็นนิสิตชั้นปีที่ 3 คณะเกษตรศาสตร์ (คณะกสิกรรมและสัตวบาล หรือคณะเกษตรในระยะต่อมา) ห้องที่ใช้สอนเป็นเรือนไม้ อยู่ใกล้กับห้องที่ทำงานที่มีการจัดบริเวณไว้อย่างสวยงามด้วยไม้ดอกไม้ประดับ มีต้นปาล์มขวดปลูกไว้เป็นแถวเรียงรายอยู่ 2 ฟากถนนเล็กๆ ที่ปูด้วยแผ่นคอนกรีต เริ่มต้นจากด้านข้างของตึกชีววิทยา (ตึกสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรในปัจจุบัน) ตรงเข้าไปยังบริเวณแปลงทดลองพืชไร่และไม้ผล รวมทั้งงานวิทยานิพนธ์ของนิสิตอันเป็นที่ตั้งของห้องทำงานของ ศาสตราจารย์จักร โชติศาลิกร และห้องเรียน (ขณะนี้ยังมีต้นปาล์มขวดบางต้นที่เกือบสิ้นสภาพแล้วเหลืออยู่) ถนนสายนี้ยังเชื่อมต่อไปยังตึกคณะวนศาสตร์หลังแรกซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน ณ บริเวณนี้ ถือว่าเป็นอีกจุดหนึ่งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คู่กับแผนกวิชาพืชกรรม (ภาควิชาพืชสวน) ที่มีความสวยงาม น่าชม น่าศึกษา เป็นตัวอย่างที่ดีของสวนอันรื่นรมย์สำหรับผู้ที่มาเยือนมหาวิทยาลัยในขณะนั้น นอกจากสอนวิชาพืชไร่แล้ว ศาสตราจารย์จักร โชติศาลิกร ยังช่วยสอนวิชาภาษาอังกฤษให้แก่นิสิตชั้นปีที่ 3-4 บางรุ่น ในระยะหลังๆ อีกด้วย ก่อนที่จะออกจากราชการ ศาสตราจารย์ชวนชม จันทระเปาระยะ เล่าว่า …ศาสตราจารย์จักร โชติศาลิกรมีความสันทัดทางด้านพฤกษศาสตร์ โดยเฉพาะไม้ดอกไม้ประดับ ท่านมักเอื้อเฟื้อเกี่ยวกับการดูแลอาคารสถานที่ ตลอดจนการตกแต่งบริเวณมหาวิทยาลัย …ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เสด็จฯ มาเยี่ยมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นการส่วนพระองค์ ศาสตราจารย์จักร โชติศาลิกรได้เสนอให้มหาวิทยาลัยจัดรับรองในเรือนกล้วยไม้ที่ท่านรับผิดชอบอยู่ ซึ่งสวยงามและเหมาะสม สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีได้เสวยพระกระยาหารกลางวันที่เรือนกล้วยไม้นั้น และทรงสำราญพระอิริยาบทมาก ข้าราชบริพารที่ตามเสด็จฯ ก็พลอยชื่นชมกับบรรยากาศไปด้วย…นอกจากนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาพระราชทานปริญญาบัตร ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศาสตราจารย์จักร โชติศาลิกรก็เป็นผู้ควบคุมดูแลสถานที่ ตลอดจนการจัดดอกไม้หน้าที่ประทับอย่างสวยงามด้วย…เป็นที่ทราบกันว่าในสมัยนั้นยังไม่มีการนิยมปลูกกล้วยไม้กันมากนัก ดอกกล้วยไม้งามๆ จึงหาดูได้ยาก แต่สำหรับศาสตราจารย์จักร โชติศาลิกรแล้ว ท่านมีกล้วยไม้ให้ดูอยู่มากมาย เพราะมีความชอบและสนใจในการปลูกและเพาะพันธุ์กล้วยไม้ ท่านได้ทำในระยะแรก นับว่าเป็นผู้นำในเรื่องกล้วยไม้ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกผู้หนึ่ง นอกจากการเลี้ยงกล้วยไม้แล้ว ศาสตราจารย์จักร โชติศาลิกรยังเลี้ยงต้นหน้าวัวด้วย ซึ่งมีกรรมวิธีในการปลูกและการเลี้ยงต่างๆ กัน ซึ่งก็ได้ถ่ายทอดวิชานี้ให้กับบรรดาศิษย์หลายคน… ในด้านการบริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น ศาสตราจารย์จักร โชติศาลิกร ได้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2501 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2506 ท่านได้มีส่วนสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับคณะเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยลำดับ และรักษาราชการในตำแหน่งอธิการบดีหลายวาระ ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม ถึงวันที่ 8 กันยายน 2504 และวันที่ 13 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2504 เป็นต้น และได้ออกจากราชการเพราะเหตุสูงอายุ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2506 ศาสตราจารย์จักร โชติศาลิกร ได้ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเสมอมา และคำนึงถึงผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัยเป็นที่ตั้ง ดังที่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ได้ทรงเขียนไว้อาลัยในหนังสือพระราชทานเพลิงศพศาสตราจารย์จักร โชติศาลิกร ความตอนหนึ่งว่า …การปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยได้แสดงชัดว่าท่านเป็นอาจารย์ที่ดี สุจริต ยุติธรรม ไม่เข้าใครออกใคร ตรงไปตรงมา ไม่ฝักใฝ่ผลประโยชน์ส่วนตัวส่วนบุคคลใดทั้งสิ้น จนท่านได้ครองตำแหน่งรองคณบดี ได้เลื่อนเป็นศาสตราจารย์ และเป็นรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในที่สุด ศาสตราจารย์จักร โชติศาลิกร สมรสกับนางสาวเพราะพริ้ง รังควร เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2475 มีบุตรี 3 คน คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พึงจิตต์ โชติศาลิกร สมรสกับนายเกื้อ สวามิภักดิ์ นางพวงจันทร์ โชติศาลิกรสมรสกับนายเรย์มอนด์ ริดชลีย์ และนางสาวพอใจ โชติศาลิกร สำหรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับคือ ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก และเหรียญบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ 9 ในวาระสุดท้ายศาสตราจารย์จักร โชติศาลิกร ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2531 แหล่งข้อมูล อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพศาสตราจารย์จักร โชติศาลิกร. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์อักษรนิติ, 2532. จักร โชติศาลิกร. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2464.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์

ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ เกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2449 ที่จังหวัดระยอง เป็นบุตรคนโตของพันตำรวจเอกพระเริงระงับภัย (คิด สุนทรสิงห์) และนางสวน สุนทรสิงห์ ในระยะแรกได้รับการศึกษาที่โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัยจนจบชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 จากนั้นเข้าเรียนต่อชั้นมัธยม 1-2 ที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศน์ ชั้นมัธยม 3-8 ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จบชั้นมัธยม 8 เมื่อ พ.ศ. 2466 และต่อมาใน พ.ศ. 2467 ไปเรียนต่อปริญญาตรี สาขาเกษตรที่ College of Agriculture, University of the Philippines at Los Banos ประเทศฟิลิปปินส์ จบปริญญาตรี พ.ศ. 2470 ต่อมาได้รับทุนไปเรียนต่อที่ Cornell University และ University of Maryland ใน พ.ศ. 2492 ใช้เวลาเรียน 1 ปีครึ่ง ได้รับปริญญา MSc. (Horticulture) ใน พ.ศ. 2493 และได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ กระทรวงธรรมการ ประมาณ 1 ปี เนื่องจากศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ เรียนมาทางสาขาเกษตร ต่อมาจึงได้รับการชักชวนให้ย้ายไปสอนที่โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมทับกวาง ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ในตำแหน่งผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ ซึ่งอาจารย์ใหญ่ในขณะนั้นคือ คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ได้มีโอกาสร่วมงานกับคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจที่โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมแห่งนี้เพียงประมาณ 3 ปี คือตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2471 ถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2474 (ใน พ.ศ. 2472 ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นรองอำมาตย์เอก) ต่อมาได้มีคำสั่งย้ายให้ไปช่วยคุณหลวงอิงคศรีกสิการ ก่อตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมโนนวัด ตำบลโนนสูง อำเภอโนนวัด (ปัจจุบันเป็นอำเภอโนนสูง) จังหวัดนครราชสีมา สังกัดกรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ ได้ช่วยสร้างโรงเรียน จัดทำหลักสูตร และวิชาเรียนให้กับโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมโนนวัดจนได้มาตรฐาน โดยใช้เวลาถึง 6 ปี คือตั้งแต่ พ.ศ. 2474-2480 ต่อมาศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ ได้ย้ายไปสอนที่กองวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ (ภายหลังยกฐานะเป็นวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้) สังกัดกรมเกษตร กระทรวงเกษตราธิการ ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการ ได้ทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้อำนวยการอยู่เพียง 2 เดือนเท่านั้น ผู้อำนวยการคุณพระช่วงเกษตรศิลปการได้ย้ายไปรับตำแหน่งสูงขึ้นคือ ไปเป็นอธิบดีกรมเกษตร กระทรวงเกษตราธิการ ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ จึงได้เป็นผู้อำนวยการแทนและทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการกองวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แม่โจ้ได้ประมาณ 20 เดือน เมื่อได้วางระบบระเบียบตลอดจนหลักสูตรต่างๆ ลงตัวดีแล้ว ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์จึงขอย้ายเข้ากรุงเทพฯ โดยได้รับอนุมัติจากกรมเกษตรเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2481 ให้ย้ายไปประจำกรมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตราธิการ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการ ซึ่งอาจารย์เริ่ม บูรณฤกษ์ เพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกันสมัยเรียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นผู้อำนวยการอยู่ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการอยู่ไม่นาน อาจารย์เริ่ม บูรณฤกษ์ ได้ขอย้ายตัวเองเข้ากรมเพื่อเปิดโอกาสให้ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์เป็นผู้อำนวยการกรมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แทน อนึ่ง กรมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2482 มีหลักสูตร 3 ปี ขั้นอนุปริญญา แบ่งเป็น 3 แผนกคือ เกษตรศาสตร์ สหกรณ์ และวนศาสตร์ ต่อมารัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีได้ตระหนักถึงความสำคัญทางด้านการเกษตร ด้วยความพยายามปลุกปล้ำและผลักดันของสามบูรพาจารย์คือ คุณพระช่วงเกษตรศิลปการ คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ และคุณหลวงอิงคศรีกสิการโดยอาศัยเหตุผลที่ว่าประชากรไทยถึง 95 เปอร์เซ็นต์ประกอบอาชีพทางการเกษตร สมควรที่จะต้องมีมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนทางด้านการเกษตรอย่างเป็นเรื่องเป็นราวถึงระดับปริญญาตรี เพื่อพัฒนาอาชีพทางการเกษตรให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น และด้วยความมักน้อย ในชั้นต้นคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจได้เสนอขอเป็นเพียงวิทยาเขต หรือคณะหนึ่งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ได้รับการปฎิเสธจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยอ้างเหตุผลว่างบประมาณไม่เพียงพอ และในขณะนั้นประเทศไทยมีเพียงสามมหาวิทยาลัยเท่านั้น คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามจึงมีนโยบายให้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยที่มีการเรียนการสอนทางด้านเกษตรเป็นหลัก โดยคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้คุณพระประกาศสหกรณ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตราธิการไปดำเนินการ พระประกาศสหกรณ์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการขึ้นหนึ่งชุด โดยมีศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ผู้อำนวยการกรมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นประธาน กรรมการส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ผู้ซึ่งเคยทำงานร่วมกันมาแล้วในสมัยอยู่โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมในต่างจังหวัด มีอาทิ อาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ อาจารย์แทน อิงคสุวรรณ ครูใช้ ขัยฉ่ำ ครูสุวัฒน์ วงศ์จันดารักษ์ และครูบุนนาค มหาเกตุ เป็นต้น เริ่มรับนิสิตรุ่นแรกเมื่อ พ.ศ. 2484 โดยรับนิสิตเพียง 15 คน เป็นการต่อยอดจากวิทยาลัยเกษตรกรรมแม่โจ้เข้าเรียนในคณะเกษตรศาสตร์ 4 คน อีก 11 คน รับจากโรงเรียนป่าไม้แพร่เข้าเรียนในคณะวนศาสตร์ เมื่อการก่อตั้งมหาวิทยาลัยดำเนินไปจนกระทั่งรับนิสิตรุ่นแรกเข้าเรียนเรียบร้อยแล้ว แต่มหาวิทยาลัยยังไม่มีชื่อ ดังนั้นจึงมีการเปิดให้เสนอชื่อ และลงคะแนนเลือกชื่อมหาวิทยาลัย ในที่ประชุมกรรมการสภาฯ ปรากฏว่าได้ชื่อ กรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ เป็นผู้เสนอ ต่อมาได้มีการตราพระราชบัญญัติกรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2486 ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 60 ตอนที่ 7 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2486 จึงถือเอาวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็นวันสถาปนาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่เดิมกรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีเพียง 4 คณะคือ คณะเกษตรศาสตร์ คณะวนศาสตร์ คณะการประมง และคณะสหกรณ์ โดยคณะเกษตรศาสตร์ และคณะการประมงตั้งอยู่ที่เกษตรกลางบางเขน คณะวนศาสตร์ตั้งอยู่ที่จังหวัดแพร่ ส่วนคณะสหกรณ์ตั้งอยู่ในพระนคร เนื่องจากกรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังคงสังกัดกระทรวงเกษตราธิการ ดังนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการในขณะนั้นคือ พลเรือเอกสินธุ์ กมลนาวิน (หลวงสินธุ์สงครามชัย) จึงได้เป็นอธิการบดีคนแรก วาระ 2 ปี ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2486 ถึงวันที่ 26 กันยายน 2488 อธิการบดีคนที่ 2 คือ นายทวี บุญเกตุ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตราธิการเช่นกัน แต่ดำรงตำแหน่งอยู่เพียงปีกว่าๆ คือตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2488 ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2489 ทั้งนี้เพราะสภากรมมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ได้พิจารณาเห็นว่าตำแหน่งอธิการบดีสมควรเป็นของข้าราชการประจำแทนรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้นคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นคนแรก และในฐานะกรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีฐานะเป็นกรมหนึ่งในกระทรวงเกษตราธิการ ท่านจึงต้องดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีของกรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปด้วยพร้อมๆ กันอีกตำแหน่งหนึ่ง โดยมี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ เป็นรองอธิการบดี และคุณหลวงอิงคศรีกสิการตำแหน่งอธิบดีกรมการกสิกรรมเป็นคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ ศาสตราจารย์บุญ อินทรัมพรรย์ อธิบดีกรมการประมงเป็นคณบดีคณะการประมง หม่อมเจ้าสืบสุขสวัสดิ์ สุขสวัสดิ์อธิบดีกรมป่าไม้เป็นคณบดีคณะวนศาสตร์ ส่วนคณบดีคณะสหกรณ์ได้แก่พระพิจารณ์พานิช อธิบดีกรมสหกรณ์ ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ นอกจากจะเป็นผู้บุกเบิกก่อตั้งสถาบันการเรียนการสอนทางการเกษตรนับตั้งแต่โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมหลายแห่งแล้ว ยังเป็นประธานคณะกรรมการดำเนินการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งได้เสนอชื่อเป็นกรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตลอดจนร่างกฎระเบียบบริหาร สร้างหลักสูตรวิชาเรียน ทั้งหลายทั้งปวง จนสามารถรับนิสิตรุ่นแรกได้ใน พ.ศ. 2484 โดยใช้เวลาเพียง 2 ปี ตลอดจนได้มีการประกาศพระราชบัญญัติกรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2486 เป็นที่เรียบร้อยครบถ้วนสมบูรณ์ นับเป็นคุณูปการใหญ่หลวงที่ท่านได้ทำให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และแผ่นดินเกิด ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น ด้วยท่านเป็นนักเรียนนอกและเป็นคนเก่ง คนดี มีความสามารถ ท่านจึงได้คิดอ่านพัฒนาการเรียนการสอนตลอดจนการบริหารกรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้ได้มาตรฐานทัดเทียมต่างประเทศอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะท่านได้สัมผัสและคุ้นเคยกับการเรียนในระบบหน่วยกิตมาแล้วเมื่อครั้งเรียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ (พ.ศ. 2468-2470) ท่านเห็นว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสีย จึงอยากจะนำระบบหน่วยกิตมาใช้ในประเทศไทยบ้าง (ถ้ามีโอกาส) แต่ยังเกรงผู้ใหญ่เขม่น เพราะก่อนหน้านี้เมื่อครั้งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ท่านถูกผู้ใหญ่ในกระทรวงธรรมการตั้งกรรมการสอบสวนกล่าวหาว่าสอนนอกหลักสูตร เอาวิชาร้องเพลงไร้สาระมาสอนเด็ก (ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ ได้แต่งเพลงเชียร์พร้อมให้ทำนอง ให้นักเรียนร้องเชียร์กีฬาฟุตบอลของโรงเรียน และได้ผลดีมาก นักกีฬามีกำลังใจเล่นจนเอาชนะฝ่ายตรงข้ามได้ ซึ่งเป็นที่มาของเพลงเชียร์ เป็นที่นิยมทั่วประเทศไทยจนถึงปัจจุบันนี้) จึงถูกทำโทษให้ลดตำแหน่งจากอาจารย์สอนชั้นเตรียมอุดม (ม.7-ม.8)มาเป็นครูสอนชั้นประถม 1-2 แทน ยังมีอีกกรณีหนึ่งคือก่อน พ.ศ. 2475 ไม่มีการพิมพ์หรือเขียนชื่อตัวบรรจงในวงเล็บใต้ลายเซ็น ดังที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ในต่างประเทศเขาปฏิบัติกันมานานแล้ว ท่านจึงได้นำเอามาปฏิบัติเมื่อครั้งเป็นผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ที่โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมทับกวาง ปรากฏว่าถูกผู้ร่วมงานบางคนฟ้องมายังกระทรวงธรรมการต้นสังกัด ผลการสอบสวนปรากฏว่าผิดเพราะไม่มีในกฎกระทรวง จึงถูกลดขั้นเงินเดือน แต่โชคดีที่ท่านเจ้าคุณพหลพลพยุหเสนา ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นทราบเรื่อง และเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีควรถือปฏิบัติ จึงรอดตัวมาได้และให้ถือปฏิบัติมาตราบจนปัจจุบันนี้ ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ เขียนไว้ในบทความเรื่อง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อครั้งกระโน้น ในเกษตรศาสตร์ 40 ปี ว่า …เมื่อมีโอกาสได้เป็นคนร่างระเบียบการ หลักสูตร และวิชาเรียนของมหาวิทยาลัยเป็นคนแรก ก็เลยฉวยโอกาสที่คนเผลอยัดระบบหน่วยกิตลงในระเบียบทันที โดยเริ่มใช้เมื่อปี พ.ศ. 2488 ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ก่อนสถาบันการศึกษาแห่งอื่น ซึ่งศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร เป็นพยานเพราะปรึกษากันบ่อยๆ… นอกจากเรื่องของหลักสูตรที่มีการเรียนในระบบหน่วยกิตแล้ว ท่านยังเป็นผู้จัดทำคู่มือหลักสูตร ระเบียบการฉบับภาษาไทยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด และยังได้ทำเป็นฉบับภาษาอังกฤษไว้ด้วย โดยเขียนชื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษว่า Kasetsart University ซึ่งใช้มาตราบเท่าทุกวันนี้ นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้ริเริ่มให้มีการให้คะแนนเป็นอันดับ (แต้มระดับคะแนน) แทนการให้คะแนนเป็นร้อยละ ซึ่งนิยมใช้แพร่หลายทั้งในโรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยทั่วไปในประเทศไทยในปัจจุบันนี้ ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ เป็นคนเจ้าระเบียบ ละเอียด ถี่ถ้วน พิถีพิถันและตรงต่อเวลาที่สุด อีกทั้งเชี่ยวชาญในเรื่องของหลักสูตรและวิชาเรียนมากทั้งนี้เพราะท่านทำมากับมือ สามารถจำหน้าและชื่อนิสิตได้แทบทุกคนทำให้นิสิตเกรงกลัวมาก นิสิตชายชั้นปีที่ 1 บางคนจะพยายามหลบหน้าและไม่ยอมสบตาท่าน โดยการดึงแก๊ปหมวกเขียวลงมาหลุบหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการทำความเคารพ แต่ลืมไปว่าที่หน้าหมวกแก๊ปมีทั้งชื่อและนามสกุลชัดเจน จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะได้รับการขานชื่อทันที ที่นิสิตผู้นั้นเข้าเรียนในวิชาของท่าน เนื่องจากศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ ได้จัดวางหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นระบบหน่วยกิต ซึ่งเอื้อให้นิสิตบริหารจัดการการเรียนการสอนได้ด้วยตนเองในระดับหนึ่ง โดยการเลือกไม่ลงวิชาที่นิสิตไม่ถนัดและยากมากๆ ในเวลาเดียวกัน นิสิตสามารถสลับวิชาหลักวิชารองได้ หรือจะให้จบช้าหรือเร็วกว่ากำหนดตามความสามารถของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ต้องไม่ขัดต่อระเบียบของมหาวิทยาลัย การลงทะเบียนเรียนของนิสิตทุกคนในอดีตจะต้องผ่านการได้รับความเห็นชอบจากศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ ก่อน ดังนั้นนิสิตทุกคนต้องรอบคอบ พิถีพิถันในการจัดวิชาและตารางเรียนในแต่ละเทอม เพราะถ้าหากท่านพบที่ผิดเพียงเล็กน้อยแม้ตัวสะกด จะถูกสั่งให้ไปแก้ไขให้ถูกต้องและไปต่อคิวใหม่ แม้นิสิตผู้นั้นแก้ไขมาแล้ว เข้าคิวใหม่แล้วจนยืนจ่อหัวคิวคนแรก แต่เมื่อนาฬิกาบอกเวลา 12.00 น. หรือ 16.30 น. ก็ต้องกลับมาเข้าคิวใหม่ในตอนบ่ายหรือในวันรุ่งขึ้น ซึ่งดูเหมือนจะโหดร้ายทารุณมากสำหรับนิสิตในขณะนั้น แต่เมื่อสำเร็จปริญญาพ้นรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปแล้ว จะรู้สึกระลึกถึงพระคุณของศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ มิรู้ลืม ที่ท่านได้ช่วยปลูกฝังให้เป็นคนละเอียดรอบคอบ ถี่ถ้วน มีระเบียบวินัย รู้จักอดทนต่อการรอคอย ตลอดจนมีวัฒนธรรมในการเข้าคิว และในอีกหลายๆ เรื่องที่หยั่งรากฝังลึกลงไปในหัวใจของลูกศิษย์โดยไม่ทันรู้ตัว ด้วยศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ มีความรู้ความสามารถในวิชาการหลายแขนง โดยเฉพาะวิชาฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ท่านจึงต้องรับผิดชอบการสอนหลายวิชา มีอาทิ ฟิสิกส์ แคลคูลัส และสรีรวิทยาของพืช ได้แต่งตำรา 3 เล่ม แต่มีหลักฐานเหลืออยู่เพียงเล่มเดียวคือ ตำรา ชีววิทยาอย่างง่าย : พฤกษศาสตร์ และยังได้เขียนบทความลงในวารสารทางการเกษตรในสมัยนั้นอยู่เป็นประจำ อีกทั้งทำงานวิจัยเกี่ยวกับหลักการขยายพันธุ์พืช : ติดตา (budding) ต่อกิ่ง (grafting) และประกับกิ่ง (inarching) ในสมุดประวัติได้บันทึกไว้ว่า …กำลังทำการค้นคว้าเรื่องหลักการขยายพันธุ์พืช (Plant Propagation) บางอย่างของประเทสไทย โดยการต่อต้นไม้ 2 ต้นให้ติดกัน ซึ่งเรียกตามภาสาเท็คนิคว่า ติดตา (Budding) ต่อกิ่ง (Grafting) และประกับกิ่ง (Inarching) ซึ่งจะทำให้แผ่พันธ์ไม้ผลดีๆ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าวิธีอื่น ได้แต่งหนังสือหลักวิชาการไว้ 1 เล่ม ชื่อว่า ชีววิทยาอย่างง่าย ภาค 1 ว่าพรึกสสาสตร์… แม้ว่าศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ จะไม่ได้สอนวิชาภาษาอังกฤษโดยตรง แต่นิสิตในชั้นเรียนของท่านจะได้รับการสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นประจำครั้งละ 2-3 คำ โดยสอนการเน้นเสียงในตำแหน่งที่ถูกต้อง อย่างน้อย 5 นาทีในทุกชั่วโมงที่มีการสอนในวิชาของท่าน ทำให้นิสิตได้รับความรู้ในการออกเสียงคำภาษาอังกฤษอย่างถูกต้อง ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ เป็นคนสมถะ ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย มีเอกลักษณ์ของตัวท่านเองโดยเฉพาะ ไม่อวดตัว ไม่แสดงตนแม้มีความรู้ความสามารถสูง แต่กล้าคิดกล้าทำ ท่านได้ริเริ่มทำและนำสิ่งใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์มาปฏิบัติเป็นคนแรกของประเทศไทยหลายเรื่องโดยไม่มีใครรู้ ถูกตั้งกรรมการสอบสวนหลายครั้ง ถูกทำโทษ ถูกลดตำแหน่งและลดขั้นเงินเดือน กล่าวได้ว่าการทำความดีของท่านเป็นการปิดทองหลังพระโดยแท้ ที่สำคัญยิ่งคือศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ เป็นกำลังสำคัญยิ่งในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตลอดจนจัดทำหลักสูตรวิชาเรียน วางกฎระเบียบในการบริหารจัดการที่ทันสมัยเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่เฉพาะมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เท่านั้น ท่านยังมีส่วนร่วมในการก่อตั้ง และวางรากฐานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์อีกด้วย รางวัลชีวิตที่ท่านได้รับคือ ความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสทำคุณประโยชน์ให้แก่วงการเกษตรสมกับที่ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเสาะแสวงหาความรู้ทางด้านนี้มาอย่างเหนื่อยยาก ท่านได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทวิติยาภรณ์ช้างเผือก เมื่อ พ.ศ. 2506 ได้รับปริญญากสิกรรมและสัตวบาลดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2508 และเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2509 ในตำแหน่งคณบดีคณะกสิกรรมและสัตวบาลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในด้านครอบครัวนั้น ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ สมรสกับนางเนียน มีบุตรชาย 1 คนคือ รองศาสตราจารย์ศักดิ์ สุนทรสิงห์ เมื่อนางเนียนถึงแก่กรรมได้สมรสกับนางประยงค์ มีบุตรสาว 1 คนคือ นางเครือ สุนทรสิงห์ ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ ได้ทำหน้าที่ครูตั้งแต่ พ.ศ. 2471 จวบจน พ.ศ. 2509 อย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 38 ปี มีลูกศิษย์เป็นพันเป็นหมื่น ที่สำคัญที่ท่านภาคภูมิใจที่สุดคือลูกศิษย์ส่วนใหญ่ของท่านเจริญก้าวหน้าเป็นใหญ่เป็นโตเกินความคาดหมาย และเมื่อถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2538 ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ ยังทำหน้าที่ ครู โดยการอุทิศร่างเป็นการกุศลให้กับโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาของนิสิตแพทย์และวงการแพทย์ต่อไป คุณูปการทั้งหลายทั้งปวงที่มีคุณค่ามหาศาลที่ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ มอบไว้ให้กับลูกศิษย์วงวิชาการ วงการเกษตร ตลอดจนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และแผ่นดินเกิดมีมากมายสุดจะคณานับ เป็นแบบอย่างที่ดีเยี่ยมสมควรแก่การยกย่องเป็นอย่างยิ่ง แหล่งข้อมูล ศักดิ์ สุนทรสิงห์. สัมภาษณ์, 2 กันยายน 2545. จรัส สุนทรสิงห์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงธรรมการ, 2471.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา

ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา เป็นนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่น 15 ที่มีความสามารถหลายด้าน ทั้งงานบริหาร งานวิชาการ งานสอน งานวิจัยและพัฒนา เป็นผู้หนึ่งที่บุกเบิกงานวิจัยทางสัตวบาล โดยเฉพาะการปรับปรุงพันธุ์โคและกระบือ ทำให้เกิดสถานีวิจัย และศูนย์วิจัยทางสัตวบาลหลายแห่ง เช่น ทับกวาง กำแพงแสน เป็นต้น ทำให้งานหลายด้าน เช่นการปรับปรุงพันธุ์โคและกระบือเจริญก้าวหน้าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อส่วนรวม เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติซึ่งได้รับรางวัล และโล่เกียรติคุณต่างๆ ทั้งระดับประเทศและนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รับพระราชทานโล่ผู้ทำคุณประโยชน์แก่วงการโคเนื้อ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา เกิดเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2479 ที่ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นบุตรของนายเลาะ นางแดง จันทลักขณา พ่อเป็นชาวประมง แม่ค้าขาย เป็นลูกคนที่สาม แม่ให้อยู่กับแม่นมที่รับเลี้ยงเด็กตั้งแต่อายุได้ 6 เดือน เนื่องจากแม่ต้องไปค้าขาย จึงต้องอาศัยกินแต่นมกระป๋องแทน พอโตขึ้นแม่ก็จะเอากลับไปอยู่กับพี่ชายและพี่สาวที่บ้าน แต่แม่นมไม่มีลูก จึงรักศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณามากเหมือนลูกแท้ ๆ ขาดไม่ได้นอนไม่หลับ จึงมาขอศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณากลับไปเลี้ยงต่อโดยไม่รับค่าจ้าง สามีแม่นมมีอาชีพถีบสามล้อรับจ้าง หาเช้ากินค่ำ บางทีก็ไม่มีกิน ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา จึงประสบชีวิตที่ลำบากแบบครอบครัวคนจนในชนบท เมื่อขัดสนหรือจำเป็นจริงๆ แม่นมจึงจะไปขอเงินจากคุณพ่อคุณแม่ แม่นมจึงกลายเป็นแม่แท้ๆ ไปโดยปริยาย ตอนอยู่กับแม่นมนั้น บ้านแม่นมอยู่หน้าวัดโพธิ์ ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา จึงกลายเป็นเด็กวัด เป็นลูกศิษย์หลวงพี่ไปด้วย ได้อาศัยข้าววัดมาพอสมควร ว่างๆ หลวงพี่ก็ใช้ให้วิ่งซื้อน้ำชากาแฟ แต่ส่วนใหญ่ให้คัดลายมือ จึงได้ลายมือหลวงพี่ติดตัวมาประกอบอาชีพ ความจริงแล้วพ่อแม่ของ ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา เป็นคนมุสลิม แม่นมเป็นพุทธ แต่มีสามีเป็นมุสลิม ปลูกบ้านอยู่หน้าวัดโพธิ์ ทำให้กลายเป็นศิษย์วัดในบ้านครึ่งพุทธครึ่งมุสลิม จนบัดนี้ก็เลยเป็นคนนับถือทุกศาสนา แม้แต่ศาสนาคริสต์ เพราะตอนไปเรียนที่อเมริกามีเพื่อนร่วมห้องพักเป็นคนอเมริกัน เขาก็ชวนไปโบสถ์เมโธดิสต์บ่อย ๆ ในวันอาทิตย์ อาจารย์เห็นว่าทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดีมีคุณธรรมทั้งนั้น คิดว่าถ้าไม่มีศาสนาช่วยฉุดช่วยดึงไว้ คนก็คงทำชั่วกันมากกว่านี้ และคนบางกลุ่มก็ชอบเอาศาสนาบังหน้า แล้วฆ่าฟันกัน ซึ่งไม่น่าจะเป็นประสงค์ของพระเจ้า (God) หรือว่า God เป็น กฎ ของธรรมชาติให้คนถูกทำลายเสียบ้างเพื่อป้องกันคนล้นโลก เมืองสงขลาสมัยนั้นยังเป็นเมืองเล็กในชนบท ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณาเป็นเด็กชนบท อายุเกิน 8 ขวบแล้ว จึงได้เรียนหนังสือ เข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนเทศบาล 2 วัดชายน้ำ ก่อนเรียนประถม 1 ต้องเรียนชั้นมูล 1 ชั้นมูล 2 คงคล้ายกับชั้นเตรียม 1 เตรียม 2 สำหรับเด็กที่ไม่พร้อมเพราะไม่มีโอกาสได้เรียนอนุบาล เรียนชั้นมูล 1 ไม่ถึงเดือนก็ได้เลื่อนขึ้นชั้นมูล 2 อยู่ชั้นมูล 2 ราว 1 เทอม ก็ได้เลื่อนชั้นขึ้นไปเรียนชั้นประถม 2 พอดีเกิดสงครามญี่ปุ่นบุกขึ้นสงขลา สงขลาถูกเครื่องบินพันธมิตรทิ้งบอมบ์ โรงเรียนปิด ครอบครัวทิ้งบ้านช่องหนีไปอยู่พัทลุง บ้านญาติของแม่นม ที่ตำบลตะเครียะ ระหว่างอำเภอระโนต และอำเภอปากพยูน ได้ไปรีดนมควายกิน เพราะสมัยนั้นชาวบ้านยังใช้ควายไถนากันทั่วไป พอสงครามสงบ ก็ได้กลับบ้านสงขลา โรงเรียนก็เลื่อนชั้นให้เรียนประถม 3 ตอนนั้นป่วยเป็นไข้มาเลเรียเรื้อรังเกือบเสียชีวิต ยังโชคดีที่ครูประจำชั้นหาเพื่อนที่เป็นหมอมารักษาให้จนหาย กินยาควินินเสียจนตาเหลือง พอจบประถม 4 ก็เป็นอันหมดชั้นของโรงเรียนเทศบาล 2 วัดชายน้ำ จึงไปเรียนต่อที่โรงเรียนราษฎร์ (โรงเรียนวชิรานุกูล) จนจบชั้นมัธยม 6 ก็ไปเรียนต่อมัธยม 7 และ 8 คือชั้นเตรียมอุดมศึกษาที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ อันเป็นโรงเรียนที่มีชั้นเตรียมอุดมศึกษาหนึ่งในสองแห่งของภาคใต้ (อีกแห่งหนึ่งคือที่จังหวัดนครศรีธรรมราช) การเข้าศึกษาชั้นนี้ต้องสอบแข่งขัน นักเรียนที่นี่จึงเต็มไปด้วยนักเรียน เก่งๆ จากโรงเรียนต่างๆ รวมทั้งนักเรียนเก่งของโรงเรียนมหาวชิราวุธเอง คนที่สอบเข้าไม่ได้หากพ่อแม่ฐานะดีก็ต้องเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ สำหรับศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณาในตอนนั้นคิดว่าถ้าสอบเข้าไม่ได้ก็จะไปทำงานเป็นครูสอนหนังสือแล้วค่อยสอบ ป.ป. และ ป.ม. คือวิชาครูระดับประโยคประถมและประโยคมัธยม การเป็นครูสมัยก่อนเป็นอาชีพที่มีคนนับหน้าถือตา และมีรายได้พออยู่พอกิน คนต่างจังหวัดนับถือและเคารพคนเป็นครู ถือได้ว่าเป็นผู้นำท้องถิ่นคนหนึ่ง พอจบชั้น ม. 8 (พ.ศ. 2498) ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา เข้ากรุงเทพฯ มาอยู่กับพี่ชายซึ่งอาศัยอยู่กับคนที่นับถือเป็นญาติแถวประตูน้ำ เพื่อหาที่เรียนต่อ แต่ก็ไม่ทราบว่าจะเรียนอะไรดี ใจหนึ่งอยากเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ใจหนึ่งอยากเป็นนายอำเภอ แต่เครื่องแบบทหารอากาศก็ชอบ ฯลฯ สมัยนั้นไม่มีครูแนะแนว อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนมาชวนให้ไปสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตอนนั้นสอบแยก คือสอบเข้าแต่ละสถาบัน (มี 5 สถาบัน คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยศิลปากร ไม่นับโรงเรียนทหาร) ความจริงยังไม่ทราบเลยว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เขาสอนอะไร บางคนบอกว่าทำไร่ทำนา เมื่อเพื่อนมาชวนก็ตามเพื่อนไป ท้องทุ่งบางเขนเป็นทุ่งนากว้าง บรรยากาศดี เกษตรมีทุนการศึกษา มีหอพักนิสิต เหมาะสำหรับนักเรียนบ้านนอก มีโอกาสได้มาพักแอบอาศัยอยู่ในช่วงเวลาก่อนสอบ (ด้วยความอนุเคราะห์จาก ศาสตราจารย์ ดร. บุญธรรม จิตต์อนันต์ อดีตหัวหน้าหอ 8) ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา ได้ตัดสินใจสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งเดียว สอบเข้าได้และได้ทุน ตอนนั้นคิดว่าถ้าสอบไม่ได้ก็จะเรียนรัฐศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์ เพราะเป็นมหาวิทยาลัยเปิด ใครเรียนก็ได้ ถ้าเรียนรัฐศาสตร์ก็หวังจะเป็นนายอำเภอ เพราะอยู่ต่างจังหวัดสมัยนั้น นายอำเภอเป็นคนสำคัญและยิ่งใหญ่มาก แต่ในที่สุดก็ได้เข้าเรียนคณะกสิกรรมและสัตวบาล (คณะเกษตร) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (รุ่น 15) เป็นนิสิตอยู่หอ 3 เมื่อ พ.ศ. 2498 อายุได้ 18 ปี ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา เล่าว่าชีวิตที่เกษตรสนุกมาก ดีไปทุกๆ อย่าง สิ่งแวดล้อมดี อาจารย์ดีอยู่สบายดี เพื่อนดี ได้ทุนการศึกษา ผูกข้าวกินอิ่มดี พอเรียนได้ชั้นปีที่ 2 ใน พ.ศ. 2500 (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สมัยนั้นเรียน 5 ปี) ก็สอบชิงทุน ก.พ. ไปเรียนต่ออเมริกาได้ จึงไปนอกอย่างไม่ได้คิดไม่ได้ฝัน ตอนอยู่หอ 3 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร. พิศิษฐ์ วรอุไร ซึ่งอยู่หอเดียวกัน ได้เรียนวิชาปรับปรุงพันธุ์สัตว์ เวลาไม่เข้าใจก็มาบ่นกับเพื่อน ๆ ที่หอ วันหนึ่งรองศาสตราจารย์ ดร. พิศิษฐ์ วรอุไรเรียนเรื่อง Wright's coefficient of relationship ซึ่งใช้วัดความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของเครือญาติ ก็อยากรู้ว่าสูตรนั้นเป็นมาอย่างไร ถามใครก็อธิบายไม่ได้ จึงบ่นเชิงปรารภกับ ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา ว่า ถ้าหากได้ทุนไปเรียนเมืองนอก ขอให้ไปเรียนวิชาปรับปรุงพันธุ์สัตว์กับศาสตราจารย์ J.L. Lush ผู้เขียนตำราเล่มนั้นที่มหาวิทยาลัยรัฐไอโอวา จะได้กลับมาสอนวิชานี้ และจะได้รู้ว่าสูตรดังกล่าวคำนวณมาได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ พอ ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณาสอบได้ทุน ก.พ. ก็เลือกไปเรียนที่ Iowa State University เรียนปริญญาตรีทางสัตวบาล จบแล้วเรียนต่อปริญญาโทและเอก สาขาวิชาเอก ปรับปรุงพันธุ์สัตว์ สาขาวิชารอง สถิติ ก่อนจบปริญญาเอก (เหลือแต่ทำวิทยานิพนธ์) ก็กลับมาทำงานที่เกษตร 5 ปี แล้วกลับไปทำวิทยานิพนธ์ที่เดิมอีกปีครึ่งด้วยทุน Rockefeller Foundation ก็จบปริญญาเอก ใน พ.ศ. 2511 ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา บอกว่าแนวทางการศึกษาของตนขึ้นอยู่กับเพื่อนแทบทั้งสิ้น ไม่ใช่พรหมลิขิต แต่เพื่อนลิขิตให้ สรุปแล้ว เรียนอะไรก็ได้ ความสำเร็จในชีวิตการทำงานอยู่ที่ตัวเราเองทุกคน ความเจริญรุ่งเรืองมีชื่อเสียงอยู่ที่การกระทำของเราเอง วิชาความรู้เป็นเพียงอุปกรณ์ของชีวิต เราเป็นผู้ใช้อุปกรณ์ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและส่วนรวม การทำงานครั้งแรกจริงๆ ในชีวิตของศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา คือถีบสามล้อรับผู้โดยสาร เพราะต้องการหารายได้ช่วยครอบครัวแม่นม ตอนที่ยังเรียนชั้นมัธยม แต่ทำได้วันเดียวก็ต้องเลิก เพราะมีเสียงคัดค้านจากหลายๆ คน จึงหมดโอกาสเป็นนักถีบสามล้อเรืองนามของสงขลา มาเริ่มทำงานจริงๆ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ภาควิชาสัตวบาล คณะกสิกรรมและสัตวบาล) เมื่อ พ.ศ. 2504 โดยบรรจุเป็นลูกจ้างชั่วคราว (อาจารย์) ก่อน เพราะภาควิชายังไม่ได้ตั้งตำแหน่งไว้รับ แล้วได้บรรจุเป็นอาจารย์เมื่อ พ.ศ. 2505 ปลาย พ.ศ. 2505 ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา ก็ถูกส่งไปประจำสถานีฝึกนิสิตทับกวาง จังหวัดสระบุรี เป็นหัวหน้าสถานีและเป็นข้าราชการคนเดียว นอกนั้นเป็นคนงานไร่และคนงานเลี้ยงวัว ราว 15-16 คน จึงได้เริ่มทำงานพัฒนาสถานีทับกวาง และเริ่มทำงานวิจัยปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อโดยการผสมข้ามพันธุ์โคพื้นเมืองกับพันธุ์ยุโรป อาทิ พันธุ์เฮอร์ฟอร์ดโดยใช้วิธีผสมเทียมด้วยน้ำเชื้อแข็ง โดยมีอาจารย์ประเสริฐ เจิมพร ช่วยเหลือด้านผสมเทียม สถานีฝึกนิสิตทับกวางเป็นสถานีที่ค่อนข้างกันดาร มีไข้มาเลเรียชุกชุม ไฟฟ้าไม่มี น้ำใช้มาจากอ่างน้ำซับ ถนนเป็นโคลนในหน้าฝน บางครั้งต้องเดินจากไร่ 7-8 ก.ม. เพื่อเข้าเมือง เพราะรถเข้าไม่ได้ ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา ทำงานตั้งแต่งานเสมียนจนถึงงานสมอง งานธุรการ การเงิน ก่อสร้าง เลี้ยงวัว ฯลฯ อาจารย์ต้องทำทุกอย่าง ทำหน้าที่รักษาป่ารอบ ๆ สถานี รวมทั้งภูเขา หัดดื่มเหล้า เคล้านิทาน หัดเต้นรำ ฝึกหัดกระบวนท่าทุกขั้นตอนของชีวิตคนหนุ่มในชนบท มีเพื่อนฝูงมากมายทั้งตำรวจ ทหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ และพรรคพวกในสายเกษตร รวมทั้งพยาบาล ครูสาว ๆ นักร้อง พาร์ตเนอร์ ฯลฯ ทับกวางจึงเป็น วิทยาลัยชีวิต โดยแท้ และที่ทับกวางนี้เอง จึงได้เรียนรู้ว่า ปัญหาการเกษตรของชาวบ้านนั้นยากกว่าวิชาที่เรียนมามาก และวิชาที่เรียนมาก็ไม่แน่ว่าจะช่วยชาวบ้านได้ ปัญหาด้อยการศึกษาของชาวบ้าน ปัญหาการขูดรีดคนจนของนายทุน ฯลฯ นั้น เป็นปัญหาที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนเต็มไปด้วยผลประโยชน์แอบแฝง มีทั้งอิทธิพลการบ้านการเมือง ฝังลึกยิ่งกว่าโรคมะเร็งร้ายก็ว่าได้ การได้มาทำงานเป็นหัวหน้าสถานีทับกวางที่ยาวนานเกือบห้าปีในสมัยนั้น จึงได้รับบทเรียนชีวิตจากประสบการณ์มากมาย ได้เกิดความกล้าจากความกลัว เช่นกลัวผีเพราะอยู่คนเดียวในบ้านมืดกลางป่า อยู่ไปนานๆ ไม่เคยเห็นผีก็เลยเลิกกลัว กลัวโจรผู้ร้ายเพราะอยู่คนเดียวกับปืนสั้นกระบอกเดียว อยู่ไปอยู่มาก็ได้เรียนรู้ว่า ถ้าเรามีความเมตตาและความรักให้กับคนอื่น เขาก็จะให้ความเมตตาและความรักมาคุ้มครองเรา ดีกว่ามีปืนห้าร้อยกระบอกเสียอีก เราก็นอนหลับสบาย ไร้กังวล บทเรียนเหล่านี้มีคุณค่าต่อชีวิตอย่างหาค่าเปรียบมิได้ ทำให้ระลึกถึงผู้ที่ให้โอกาสไปเรียนชีวิตอยู่ทับกวางเกือบห้าปี คือ พ.ศ. 2505-2509 สิ่งที่มีค่าอีกอย่างหนึ่งที่ได้จากทับกวางนอกจากที่ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา เล่ามาแล้วก็คือ เทคนิคการเล่านิทานขบขัน บางคนอาจเรียกว่า Dirty joke หรือเรื่องสัปดน แต่ทุกอย่างมีประโยชน์ถ้ารู้จักใช้ให้ถูกกาลเทศะ ซึ่งมีประโยชน์มากในการสอนหนังสือ โดยเฉพาะการสอนวิชาสถิติซึ่งมักทำให้นักเรียนง่วง ยาแก้ง่วงที่ดีคือ เล่านิทานสัปดนให้นักเรียนฟัง ซึ่งต่อๆ มาก็มีคนชอบฟังกันพอสมควร เพราะคงจะแก้เครียดได้บ้าง คนเครียดๆ เกิดฮอร์โมนมารในร่างกายมากทำให้ไม่สบาย ได้ฟังนิทานสัปดนแล้วก็จะสบายคลายเครียด ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา ได้พูดเสมอว่า ชีวิตเครียดเกินไปที่จะเครียด แปลจากฝรั่งว่า Life is too serious to be taken seriously คำพูดนี้ถ้าคิดให้เข้าใจ และรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ก็จะไม่แก่เร็วแน่นอน ดังที่ คุณประยูร จรรยาวงศ์ นักเขียนการ์ตูนไทยรัฐ เคยมีคำขวัญว่า สัปดนวันละนิด จิตแจ่มใส สมัยทำงานที่ทับกวางนั้น ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา มีลูกศิษย์ไปอยู่ทำงานวิจัยเพื่อเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาตรีหลายคน อาทิ คุณประมวล ทับธง อาจารย์บุญเหลือ เร่งศิริกุล คุณสมนึก เกตุชาติ อาจารย์ ดร.บุญลือ เผือกผ่อง เป็นต้น นับว่าเป็นลูกศิษย์ยุคบุกเบิกทับกวางโดยแท้ ชีวิตช่วงนั้นจึงทำหน้าที่ เลี้ยงคน เลี้ยงวัว เลี้ยงตัว เลี้ยงเพื่อน….. เรื่อยไปจนถึงเลี้ยงลูกศิษย์หลายๆ คนที่ไปทำวิทยานิพนธ์ที่ทับกวาง ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา เริ่มทำงานวิจัยปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อตั้งแต่พ.ศ. 2505 แล้วย้ายโคจากทับกวางมากำแพงแสน พ.ศ. 2513 และมาทำหน้าที่บุกเบิกสถานีวิจัยกำแพงแสนตั้งแต่ พ.ศ. 2512 ซึ่งต่อมาโคพื้นฐานเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน ด้วยความวิริยะอุตสาหะของศาสตราจารย์ปรารถนา พฤกษะศรีและคณะ (ศาสตราจารย์ปรารถนาเป็นลูกศิษย์รุ่นแรกๆ ของอาจารย์ที่กำแพงแสน) ใน พ.ศ. 2514 ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา ได้เริ่มงานวิจัยกระบือร่วมกับกรมปศุสัตว์ และเริ่มงานปรับปรุงพันธุ์กระบือที่สุรินทร์ และลำพญากลาง (โคราช) ใน พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา ได้จัดตั้งศูนย์วิจัยฯ กระบือและโค และร่วมจัดตั้งศูนย์สนเทศทางกระบือนานาชาติ หรือ IBIC (International Buffalo Information Center) ณ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ดรุณา สมบูรณกุล ผู้อำนวยการสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในสมัยนั้น ด้วยผลงานวิจัยที่เผยแพร่ไปสู่นานาชาติ อาจารย์จึงได้รับเชิญให้เป็นกรรมการวิชาการและบริหารในประเทศและระดับนานาชาติหลายแห่ง อาทิ เป็นกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมสัตว์ของ เอฟ เอ โอ (FAO/UN) เป็นกรรมการ TAC (Technical Advisory Committee) ของ CGIAR (Consultative Group on International Agricultural Research) เป็นกรรมการ Implementing Advisory Group เพื่อจัดตั้ง ILRI (International Livestock Research Institute) และต่อมาได้เป็น Vice - Chairman ของ Board of Trustee ของ ILRI เป็นต้น ด้านการสอน ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา สอนวิชาต่างๆ หลายวิชา เช่น วิชาโคเนื้อ การปรับปรุงพันธุ์สัตว์ พันธุศาสตร์ประชากร สถิติ การวางแผนทดลอง และการสอนวิชาสถิติการวิเคราะห์ และวางแผนงานวิจัยแก่นิสิตนักศึกษาในสถาบันต่างๆ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบัน AIT (Asian Institute of Technology) เป็นต้น ทั้งยังทำหน้าที่บรรยายทางวิชาการต่าง ๆ ให้แก่กรม กอง และเกษตรกร ฯลฯ ตามคำขอ หรือ ตามคำขู่ โดยเฉพาะเมื่อคนขู่เป็นอดีตลูกศิษย์ก็มักต้องยอมเหมือนหมองูตายเพราะงูฉันใด อาจารย์ก็มักจะเป็นโรคแพ้ลูกศิษย์ฉันนั้น ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา ได้เขียนหนังสือและตำราไว้กว่า 15 เล่ม เขียนรายงานวิจัย และบทความวิชาการอีกกว่า 200 เรื่อง เขียนบทความลงหนังสือในต่างประเทศอีกมากมาย ซึ่งเชื่อว่าคงเป็นประโยชน์ทางวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศพอสมควร ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา ได้ทำงานและรับผิดชอบในหน้าที่หลายอย่าง เริ่มต้นด้วยทำงานเป็นอาจารย์ (ลูกจ้างชั่วคราว ภาควิชาสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ตั้งแต่ พ.ศ. 2504 ได้บรรจุเป็นอาจารย์ใน พ.ศ. 2505 เป็นหัวหน้าสถานีวิจัยทับกวาง จังหวัดสระบุรี (พ.ศ. 2505-2509) ร่วมบุกเบิกวิทยาเขตและสถานีวิจัยกำแพงแสน (พ.ศ. 2511-2516) เป็นหัวหน้าภาควิชาสัตวบาล ครั้งแรก (พ.ศ. 2517-2519) ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายพัฒนา คณะเกษตร (พ.ศ. 2518-2521) คณบดีคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (พ.ศ. 2521-2522) ผู้ช่วยเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (พ.ศ. 2522-2523) ศาสตราจารย์ระดับ 10 (พ.ศ. 2525-2531) หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาการผลิตกระบือและโค (พ.ศ. 2527-2534) หัวหน้าภาควิชาสัตวบาล ครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2527-2529) ศาสตราจารย์ ระดับ 11 (พ.ศ. 2531) รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ (พ.ศ. 2529-2531) รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวางแผนพัฒนา (พ.ศ. 2531-2533) ท้ายที่สุดเป็นผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งสถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจ เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณตั้งแต่เกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคม 2539 รวมเวลาที่ทำงานมา 35 ปี ในช่วงที่ทำงานอันยาวนานมานี้ มีผลงานหลายอย่างที่โดดเด่นเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและนานาชาติ จึงทำให้ได้รับรางวัลต่าง ๆ ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติหลายรางวัล เช่น นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ รางวัลทุนวิจัย เมธีวิจัยอาวุโส สกว. สำนักนายกรัฐมนตรี บุคคลผู้มีผลงานดีเด่นและสร้างชื่อเสียงให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รางวัล The First Science Award of AAAP (Aisan-Australasian Assoc. of Animal Production Societies) และโล่ผู้ทำคุณประโยชน์แก่วงการโคเนื้อ (รับจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี) ผู้มีคุณูปการต่อการปศุสัตว์ไทย (สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย) ผู้ทำคุณประโยชน์แก่สมาคมสัตวศาสตร์แห่งเอเชีย-ออสเตรเลีย (AAAP) รวมทั้งได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิทยาศาสตร์เกษตร จาก University of Melbourne ประเทศออสเตรเลีย (พ.ศ. 2539) และปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเกษตร จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (พ.ศ. 2538) สำหรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับ คือ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก มหาวชิรมงกุฎ คติและหลักการทำงานคือ อิทธิบาท 4 (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) ความกตัญญูเป็นสมบัติของคนดี ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา มีสิ่งภูมิใจสูงสุดในชีวิตอยู่สองอย่างในบรรดาหลายๆ อย่าง ที่ทำให้มีความสุขมากๆ คือ การที่มีศิษย์หลายๆ คน ประสบความสำเร็จในชีวิตและการงาน ไม่ว่าศิษย์ปริญญา หรือศิษย์เกษตรกร ศิษย์โดยตรงหรือศิษย์ทางอ้อมก็ตาม และการที่ได้ทำการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ต่าง ๆ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเกษตรกรยากจนในชนบท โดยเฉพาะเรื่องการปรับปรุงและพัฒนาวัว ควายไทย ทั้งสองอย่างนี้เป็นรางวัลทางใจ เป็นมาลัยชีวิต มีค่าเหนือกว่ารางวัลหรือสิ่งตอบแทนทางวัตถุนิยมใดๆ อนาคตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่อยากเห็น ในโอกาสที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ การมองย้อนอดีตก็ย่อมเป็นประโยชน์ ทำให้ทราบว่าจุดกำเนิดและวิวัฒนาการเป็นมาอย่างไร อดีตเป็นที่มาของปัจจุบัน ปัจจุบันจะเป็นผู้สร้างอนาคต ถ้าสามารถใช้อดีตกับปัจจุบันได้อย่างผสมผสาน การสร้างอนาคตก็จะเกิดประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติอย่างดี ทุกสถาบันมีที่มา มีอดีต มีอุดมการณ์ของผู้ก่อตั้ง พูดง่ายๆ ว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น ตั้งขึ้นมาด้วยอุดมการณ์ของบูรพาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่มองการณ์ไกล น่าที่รุ่นลูกหลานจะได้ศึกษาน้อมนำมาพิจารณาบูรณาการกับปัจจุบันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา จึงเสนอแนวคิดที่ได้รับเป็นความประทับใจจากบูรพาจารย์คือ หนึ่ง : บัณฑิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ควรจะได้รับการอบรมบ่มนิสัยให้เป็นคนตีนติดดิน หมายถึง เป็นคนที่รู้เรื่องสังคม และ ชาวบ้าน (ที่ฝรั่งเรียกว่า grassroot) เป็นหลัก ไม่ใช่เก่งแต่เทคโนโลยีอย่างเดียว แต่ควรมีความรู้และความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะสังคมชนบทและชาวบ้านผู้ยากไร้ ไม่ว่าบัณฑิตผู้นั้นจะจบจากสาขาวิชาใดจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สอง : อาจารย์และนักวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ควรให้ความสนใจในการค้นคว้าวิจัยเพื่อช่วยเหลือคนยากจนในสังคมให้มากขึ้นในทุกสาขาวิชา เพราะทุกวันนี้มีแนวโน้มว่าเราจะไปไฮเทคกันมากขึ้น จนกระทั่งปัญหาด้านการทำมาหากินของคนยากคนจนถูกละเลยและหลงลืมไปมาก เราไม่น่าจะต้องรอให้ฝรั่งมาบอกว่า ปัญหาความยากจนของคนไทยเป็นเรื่องสำคัญนะ แล้วเราจึงจะหันมาสนใจ บูรพาจารย์ของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ที่ได้รู้จักท่านมา ล้วนแต่เน้นความสำคัญของเรื่องนี้กันทั้งนั้น สาม : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ควรสอนลูกศิษย์เรื่อง การแข่งขัน ให้น้อยลงแต่สอนเรื่อง การแบ่งปัน และคุณธรรมเรื่องความเมตตากรุณา ความกตัญญูรู้คุณคน ฯลฯ ให้มากขึ้น สอนเรื่อง คุณค่า ด้านจิตใจให้มากขึ้นกว่าเดิม ทุกวันนี้เรามักสอนให้คนคิดเป็นแต่เรื่อง ราคา วัตถุกันมากขึ้น แต่ลืมเรื่องคุณค่าของสิ่งแวดล้อม เรื่องทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องความยั่งยืนและการดำรงคงอยู่ของสังคมและประเทศชาติ ทุก ๆ คณะวิชาควรให้ความสำคัญแก่ความรู้เรื่องมนุษย์ คุณค่า และคุณธรรมอย่างจริงจังเท่าวิชาอื่นๆ ไม่ใช่สอนแบบ ขอไปที สี่ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ควรลดเรื่อง การสร้างตึก ให้น้อยลง แต่เพิ่ม เรื่องการสร้างคน ให้มากขึ้น อันหมายถึง การพัฒนาบุคลากร (อาจารย์และเจ้าหน้าที่ทุกระดับ) การลงทุนด้านการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตโดยไม่ต้องเริ่มด้วยการสร้างตึกหรือวัตถุแพงๆ ทั้งสี่ข้อนี้ เป็นความเห็นที่ขอฝากไว้กับผู้ที่เป็นปัจจุบันและเป็นอนาคตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วยสำนึกว่าเราต่างก็มีส่วนเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ด้วยกันทั้งนั้น ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา สมรสกับ รองศาสตราจารย์อัจฉรีย์ (นามสกุลเดิม วิชาเจริญ) จันทรลักขณา เป็นอาจารย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีบุตร 3 คน คนโตเป็นผู้ชาย จบปริญญาตรี สถาปัตยกรรมศาสตร์ กำลังศึกษาปริญญาโท สถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร คนที่สองเป็นผู้ชาย จบปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมศาสตร์ จาก University of Sheffield ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ คนที่สามเป็นผู้หญิง จบปริญญาตรี สาขาการเงิน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบปริญญาโท สาขาธุรกิจเกษตร จาก University Melbourne ศาสตราจารย์ ดร. จรัญ จันทลักขณา ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2566 สิริรวมอายุได้ 87 ปี แหล่งข้อมูล จรัญ จันทลักขณา. สัมภาษณ์, 19 มกราคม 2545. จรัญ จันทลักขณา. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2505.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2475 ที่ตำบลพานทอง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี เป็นบุตรของนายสวัสดิ์ นางสมพงษ์ สุขสถาน จบชั้นประถมปีที่ 4 ที่โรงเรียนประชาบาลอำเภอพานทอง ย้อมนิสสัยพานทอง ชลบุรี พ.ศ. 2489 ชั้นมัธยมปีที่ 6 โรงเรียนชลบุรี ชลราษฎรอำรุง จังหวัดชลบุรี พ.ศ. 2494 ชั้นมัธยม 7 โรงเรียนไพศาลศิลป์ พ.ศ. 2495 ชั้นมัธยมปีที่ 8 โรงเรียนวัดนวลนรดิศธนบุรี พ.ศ. 2496 เข้าศึกษาปริญญาตรี คณะกสิกรรมและสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2498 จบปริญญาตรี พ.ศ. 2504 ไปศึกษาปริญญาโทที่ Ranchi University ประเทศอินเดีย พ.ศ. 2507 จบปริญญาโท พ.ศ. 2510 ศึกษาต่อปริญญาเอกที่ University of The Philippines at Los Banos ประเทศฟิลิปปินส์ พ.ศ. 2515 และจบปริญญาเอก พ.ศ. 2519 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน เล่าว่าได้เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใน พ.ศ. 2498 KU.19 โดยศึกษาในคณะประมง ต่อมาได้ย้ายเข้าคณะเกษตรและเรียนต่อจนจบได้ปริญญาตรีกสิกรรมและสัตวบาลบัณฑิต (กส.บ.) หลักสูตร 5 ปี ได้ทำวิทยานิพนธ์ เกี่ยวกับปุ๋ยอ้อย โดยมีอาจารย์ประเทือง ประทีปะเสน เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ตอนเก็บเกี่ยวอ้อยต้องนำขึ้นรถไฟไปวิเคราะห์คุณภาพที่โรงงานน้ำตาลไทยลำปาง ซึ่งเป็นโรงงานน้ำตาลทรายแห่งแรกของประเทศไทย เมื่อจบการศึกษาแล้ว ด้วยความสนใจอ้อยเป็นพิเศษ จึงตั้งใจที่จะทำงานโรงงานน้ำตาล พอดีโรงงานน้ำตาลศรีราชาที่จังหวัดชลบุรีประกาศรับสมัครพนักงานไร่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน จึงเข้าสมัคร ซึ่งมีการสอบสัมภาษณ์ และอาจารย์ได้รับการคัดเลือกเข้าทำงานที่นั่น แต่ยังไม่ทันเข้าทำงานเจ้าของโรงงานได้ขายกิจการไปเสียก่อนก็เลยต้องหางานใหม่ ได้กลับมามหาวิทยาลัยเพื่อถามไถ่อาจารย์ว่ามีงานอะไรให้ทำ หรือมีคำแนะนำอย่างไร ก็ได้มาพบผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นิรันดร์ สิงหบุตรา ซึ่งสอนอยู่แผนกเกษตรศาสตร์ (ขณะนั้นพืชไร่นากับปฐพีวิทยารวมอยู่แผนกเดียวกัน) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นิรันดร์ สิงหบุตรา บอกว่ามีงานให้ทำแต่ต้องไปทำงานต่างจังหวัด อาจารย์ตอบตกลงทันที ก็ได้รับการจ้างให้เป็นผู้ช่วยวิจัยในโครงการปลูกพืชตระกูลถั่วบำรุงดิน ที่สถานีกสิกรรมแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ประมาณต้นปี พ.ศ. 2505 ทำให้ได้เริ่มต้นชีวิตการทำงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อมาทางคณาจารย์ก็ได้ให้ช่วยคุมห้องปฎิบัติการ เป็นอาจารย์ผู้ช่วยและได้มีโอกาสสอบบรรจุเป็นข้าราชการชั้นตรีในปลาย พ.ศ. 2505 นั้นเอง ขณะที่เรียนวิชาอ้อย และทำวิทยานิพนธ์กับอาจารย์ประเทือง ประทีปะเสนนั้น อาจารย์ประเทือง ทำงานตำแหน่งนักเกษตรอ้อยของสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรมและเห็นว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน มีความสนใจอ้อยเป็นพิเศษจึงได้เสนอแนะว่าถ้าหากมีโอกาสเรียนต่อขอให้เรียนอ้อย เพราะอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ และรายได้ของประเทศมาก อาจารย์ประเทือง ประทีปะเสนยังมองไม่เห็นใครที่จะสืบทอดงานอ้อยสืบต่อจากท่าน นอกจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน และอาจารย์ประเทือง ประทีปะเสนยังกล่าวอีกว่า ถ้าเปรียบเทียบนักวิชาการด้านข้าวโพดกับอ้อยในขณะนั้นแล้วจะเห็นว่าข้าวโพดมีนักวิชาการจำนวนมาก ขณะที่นักวิชาการด้านอ้อยจะหาสักห้าคนก็ยังยาก เป็นการชี้นำให้เห็นว่าโอกาสที่จะเป็นนักวิชาการแถวหน้าในด้านอ้อยนั้นง่ายกว่าด้านข้าวโพดมาก นับว่าอาจารย์ประเทือง ประทีปะเสนเป็นผู้มีสายตายาวไกลให้ความเมตตาแก่ผู้เป็นศิษย์ ซึ่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถานยังระลึกถึงอยู่เสมอ ใน พ.ศ. 2507 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน สอบแข่งขันเพื่อรับทุน Colombo Plan ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท ประเทศอินเดีย โดยไปเรียนต่อด้านอ้อยที่คณะเกษตร Ranchi Agricultural College, Ranchi University รัฐพิหาร (Bihar) ก่อนอนุมัติให้ไปเรียนต่อ คุณหลวงอิงคศรีกสิการ (อินทรี จันทรสถิตย์) อธิการบดีในขณะนั้น ได้เรียกไปถามว่า มีความแน่ใจจะไปเรียนที่อินเดียหรือ? ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน ตอบอย่างหนักแน่นว่า มีความแน่ใจ คุณหลวงอิงคศรีกสิการก็อนุมัติให้ไป ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการไปศึกษา ณ ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นแดนพุทธภูมิ ทันทีที่เหยียบแผ่นดินอินเดีย อาจารย์ก้มลงกราบ และ ตั้งสัตย์อธิษฐานว่า ถ้าเรียนไม่จบก็จะขอตายที่นั่นโดยไม่กลับเมืองไทยอย่างเด็ดขาด แม้ว่าจะยากลำบากสักเพียงใดก็ตาม และอาจารย์ก็เป็นคนไทยเพียงคนเดียวที่จบจาก Ranchi University โดยทำวิทยานิพนธ์ด้านการผลิตและสรีรวิทยาการผลิตอ้อย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน โชคดีที่สุดที่พุทธคยา (Bodhgaya) อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในรัฐพิหาร โดยอยู่ห่างจาก Ranchi University ประมาณ 300 กม. และที่พุทธคยาก็มีวัดไทยพุทธคยาตั้งอยู่ด้วย เวลาปิดเทอมพวกนักเรียนไทยสายวัด ก็มักจะนัดพบกันที่นั่นเสมอ หลังจากจบปริญญาโท จากรานจีใน พ.ศ. 2510 ได้กลับมาสอนและวิจัยอ้อยที่แผนกวิชาเกษตรศาสตร์ต่อ และต่อมาได้รับการสนับสนุนจากอธิการบดี ศาสตราจารย์ ระพี สาคริก ให้มีโอกาสไปศึกษาและดูงานที่คณะเกษตร Luice de Queros, Universidade de Sao Paulo เมือง Piracicaba ประเทศบราซิล เป็นเวลา 6 เดือน ทำให้ได้รับทั้งความรู้และประสบการณ์ด้านอ้อยอย่างมาก เช่น การปลูกอ้อยวางลำสับเป็นท่อน สามารถถ่ายทอดให้ชาวไร่อ้อยในบ้านเรานำไปใช้อย่างได้ผลดี ซึ่งก็เป็นผลพวงจากความเมตตาของศาสตราจารย์ ระพี สาคริก ใน พ.ศ. 2516 - 2519 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน ได้รับทุน SEARCA ไปศึกษาต่อปริญญาเอกที่ University of the Philippines at Los Banos อันเป็นมหาวิทยาลัยที่บูรพาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เช่น หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ หลวงอิงคศ่รีกสิการ พระช่วงเกษตรศิลปการ และบุคลากรอาวุโสทางด้านการเกษตรหลายท่านได้จบมาจากสถาบันแห่งนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน ได้เรียนและทำวิทยานิพนธ์เรื่องอ้อยอีกเช่นเคย เมื่อเรียนจบก็กลับมาสอนและวิจัยที่ภาควิขาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่อในปี 2519 และทำงานจนกระทั่งเกษียณอายุราชการใน 2536 เวลาที่อยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตั้งแต่เป็นนิสิตจนถึงเกษียณอายุราชการรวมประมาณ 38 ปี ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก กิจกรรมที่ภาคภูมิใจระหว่างรับราชการ ความตั้งใจเมื่อเข้าทำงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นั้น มิได้มีเป้าหมายเพื่อตำแหน่งทางวิขาการแต่ประการใด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกษม สุขสถาน มีเป้าหมายเพียงว่าสักวันหนึ่งเมื่อพูดถึงเรื่องอ้อยในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างประเทศก็จะต้องเอ่ยถึง นายเกษม สุขสถาน เสมือนเป็นสัญลักษณ์ของอ้อยไทย ก็พอใจแล้ว ซึ่งตามความรู้สึกของอาจารย์เอง คิดว่าได้ถึงเป้าหมายนั้นแล้วก่อนที่จะเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2536 สิ่งที่ทำให้อาจารย์คิดเช่นนั้นก็คือ - จบปริญญาตรี โท เอก ทางด้านอ้อย ซึ่งถึงแม้จะเรียนอ้อยพืชเดียวหรือด้านเดียวก็ยังรู้สึกว่า ไม่ค่อยรู้อะไร เกี่ยวกับอ้อยมากนักจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ยิ่งรู้สึกว่ากว่าจะรู้ว่าไม่รู้ นั้นใช้เวลานานจริงๆ - ได้ทำงาน (สอน วิจัย และส่งเสริม) เกี่ยวกับอ้อยมาโดยตลอดตั้งแต่จบปริญญาตรี ระยะแรกๆ มีผู้ร่วมงานน้อย ต้องทำงานทุกอย่างเกี่ยวกับอ้อย ส่วนงานส่งเสริมและวิจัยก็ทำร่วมกับ โรงงานน้ำตาลสุพรรณบุรี (โรงงานรัฐวิสาหกิจ) ในสมัยที่อาจารย์เสาวรัจ นิตยวรรธนะ เป็นผู้จัดการโรงงาน เริ่มต้นด้วยการอบรมพนักงานฝ่ายไร่ของโรงงานโดยอาจารย์เสาวรัจ นิตยวรรธนะ ซึ่งเป็นอาจารย์ของ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ คณบดีคณะเกษตรในสมัยนั้น ได้มีหนังสือขอให้ส่งอาจารย์ที่รู้เรื่องอ้อยไปให้การอบรมพนักงานของโรงงานและศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด ได้ส่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน ไปอบรม 1 เดือนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ นับเป็นก้าวสำคัญยิ่งที่ทำให้มีโอกาสทำงานวิจัยและส่งเสริมอ้อยร่วมกับโรงงานน้ำตาลสุพรรณบุรี - เริ่มโครงการวิจัยการผลิตและปรับปรุงพันธุ์อ้อย ระหว่างคณะเกษตรกับโรงงานน้ำตาลสุพรรณบุรีใน พ.ศ. 2511 จนกระทั่ง พ.ศ. 2515 ได้อ้อยพันธุ์สุพรรณ 1 และสุพรรณ 2 ซึ่งต่อมาพันธุ์สุพรรณ 1 ได้กลายเป็นพันธุ์ที่ชาวไร่อ้อยนิยมปลูกกันมากในขณะนั้น เป็นพันธุ์ที่ให้ความหวานปานกลาง แต่ให้ผลผลิตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ถึง 42.17 ตัน/ไร่ ที่จังหวัดกำแพงเพชร แต่เป็นที่น่าเสียดายที่พันธุ์สุพรรณ 1 อ่อนแอต่อโรคเหี่ยวเน่าแดง จึงต้องเลิกปลูก ในด้านการผลิตอ้อยก็ได้มีการใช้กากตะกอน (filter cake) และชานอ้อย (bagasse) เก่าปรับปรุงดินเหนียวร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมี จนสามารถทำให้ผลผลิตอ้อยสูงสุด 32 ตัน / ไร่ และได้ผลผลิตเกิน 8 ตัน/ไร่ขณะเดียวกันโรงงานน้ำตาลสุพรรณบุรีได้นำระบบซีซีเอสมาใช้ทำให้สามารถผลิตน้ำตาลได้สูงสุดในประเทศไทยในขณะนั้น ทั้งที่โรงงานสุพรรณบุรีเป็นโรงงานขนาดเล็กมีกำลังผลิตประมาณ 1,600 ตัน/วัน เท่านั้น - เริ่มโครงการวิจัยการผลิตอ้อย การปรับปรุงพันธุ์ การป้องกันกำจัดโรคและศัตรูอ้อยอย่างครบวงจร โดยมีบุคลากรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมมากกว่า 10 คน ได้วิธีปลูกอ้อยข้ามแล้ง วิธีป้องกันกำจัดโรค และศัตรู และพันธุ์อ้อย มก. 50 กพส. 89-20 และ กพส. 89-26 เป็นต้น - เริ่มโครงการมหาวิทยาลัยสู่ประชาชนเมื่อ พ.ศ. 2520 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม ทำโครงการอบรมชาวไร่อ้อยที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง หลักสูตร 7 วัน อธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร. ไพฑูรย์ อิงคสุวรรณ เป็นผู้ไปมอบเกียรติบัตรแก่ชาวไร่อ้อยที่ผ่านการอบรมนับเป็นอีกบทบาทหนึ่งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่เริ่มต้นงานเช่นนี้ ต่อมาได้มีหน่วยงานและสถาบันการศึกษาอื่นๆ ปฏิบัติตาม - รวบรวมบุคลากรด้านอ้อยและน้ำตาลจัดตั้งชมรมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2522 โดยมีสำนักงานที่ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และจดทะเบียนเป็นสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทยใช้ชื่อย่อว่า สอนท. (Thailand Society of Sugar Cane Technologists-TSSCT) เมื่อ พ.ศ. 2526 ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในวงการอ้อยและน้ำตาลของโลก และได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมทางวิชาการอ้อยและน้ำตาลระหว่างประเทศใน พ.ศ. 2535 - ใน พ.ศ. 2529 จัดดูงานก่อนการประชุม (Precongress Tour) ให้แก่สมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลระหว่างประเทศ ที่จะไปประชุมที่นครจาการ์ต้าประเทศอินโดนีเซีย (International Society of Sugar Cane Technologists) โดยสมาคมฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม สมาคมชาวไร่อ้อยและสมาคมโรงงาน การดูงานได้รับความสำเร็จอย่างดียิ่ง - สมาคมฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับสมาคมชาวไร่อ้อยและสมาคมโรงงานน้ำตาล ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมทางวิชาการของสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลระหว่างประเทศครั้งที่ 19 เมื่อ พ.ศ. 2535 โดยมีการดูงานที่วิทยาเขตกำแพงแสนและไร่ของชาวไร่ในบริเวณนั้น งานได้รับความสำเร็จอย่างดีเช่นเดียวกัน สิ่งที่สมควรบันทึกไว้ในที่นี่ก็คือสมาคมฯ ได้เลือกให้รองศาสตราจารย์ ดร. บรรพต ณ ป้อมเพชร ทำหน้าที่บรรณาธิการ Proceedings ซึ่งในอดีตมักจะเป็นชาวต่างประเทศทำหน้าที่นี้ รองศาสตราจารย์ ดร. บรรพต ณ ป้อมเพชร ทำงานได้อย่างเรียบร้อย เป็นการแสดงให้เห็นศักยภาพของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ตำแหน่งทางวิชาการ/งานเกี่ยวกับวิชาการ ตลอดเวลาที่รับราชการจนกระทั่งเกษียณอายุราชการได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากอาจารย์เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ในสมัยศาสตราจารย์ ปวิณ ปุณศรี คณบดีคณะเกษตร เป็นผู้พิจารณาเสนอให้จากผลงานเขียนตำราอ้อย เป็นหัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาอ้อยและน้ำตาลของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2526-2536 ผู้แทนประเทศไทย (Councillor) ในสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลระหว่างประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2520-2535 กรรมการบริหารสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลระหว่างประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2535-2538 นายยกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526-2535 ตำแหน่งทางด้านอื่นๆ เช่น กรรมการบริหารสหกรณ์ร้านค้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานกรรมการก่อสร้างอาคารพุทธเกษตร ประธานมูลนิธิพุทธเกษตร พ.ศ. 2528-2536 คณะทำงานโครงการเสริมสร้างทางจิตและโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนิสิตและบุคลากรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยากรลูกเสือชาวบ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง กรรมการหอสมุดมหาวิทยาเกษตรศาสตร์ แนวคิดหรือปรัชญาในการทำงาน ในฐานะที่เป็นอาจารย์สอนนิสิตก็นึกอยู่เสมอว่า อาจารย์มีหน้าที่สอน ฅน มิใช่สอนแต่หนังสือเพียงอย่างเดียว ต้องสอนให้ลูกศิษย์ของเรา เป็นคนดีมีศีลธรรมด้วย มิฉะนั้นก็คงจะทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยในขณะนั้นคือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จงรัก ปรีชานนท์ เป็นอธิการบดี และรองศาสตราจารย์ ดร. เคี้ยน เอียดแก้ว เป็นรองอธิการบดี โดยมี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย พร้อมด้วยกรรมการสภาส่วนมากได้เห็นชอบที่จะสร้างอาคารพุทธเกษตร เพื่อเป็นที่อบรมพัฒนาจิตใจของบุคลากรและนิสิตให้เป็นคนดี แต่ก็มีปัญหาเรื่องงบประมาณก่อสร้างจึงได้อนุมัติเงินรายได้ 1 ล้านบาทเป็นทุนก่อสร้าง ส่วนอีกประมาณ 3 ล้านบาท ได้ใช้วิธีบอกบุญและจัดกิจกรรมหาทุน โดยรองศาสตราจารย์ ดร. เคี้ยน เอียดแก้ว เป็นหัวหน้าในการดำเนินงาน เริ่มด้วยการขอความร่วมมือนิสิตอาสาสมัครจากชมรมพุทธศาสน์ หาชื่อและที่อยู่ของผู้ปกครองนิสิตเพื่อส่งหนังสือเชิญชวนบริจาคตามศรัทธา โดยรองศาสตราจารย์เคี้ยน เอียดแก้ว ได้มอบให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกษม สุขสถาน ในฐานะประธานกรรมการก่อสร้างเป็นผู้ลงนามในหนังสือขอรับบริจาค ซึ่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จงรัก ปรีชานนท์ อธิการบดี ได้แต่งตั้งให้เป็นประธานก่อสร้างอาคารพุทธเกษตร พร้อมด้วยกรรมการอีกจำนวนหนึ่ง ในจำนวนนี้มีรองศาสตราจารย์ จิรพัฒน์ โชติกไกร จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง ในจดหมายบริจาคมีฉบับหนึ่งมาจากมารดานิสิตคณะอุตสาหกรรมเกษตรชั้นปีที่ 1 เล่าให้ฟังว่าลูกชายเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ และน้าของนิสิตเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยมีเงินเดือนไม่มากเป็นผู้ส่งให้เรียน ส่วนตัวเขาเองเป็นแม่ค้าหาบเร่ได้กำไรเล็กๆ น้อยๆ พอเลี้ยงชีพไปวันๆ มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้สอดเงิน 20 บาท มาในซองจดหมาย ตอนหนึ่งของจดหมายเขียนว่า ขอให้ช่วยอบรมลูกเขาให้เป็นคนดีด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน อ่านแล้วน้ำตาซึมนึกถึงหัวอกพ่อแม่ที่ห่วงลูกและได้ถามตัวเองว่าการอบรมให้นิสิตเป็นคนดีเป็นหน้าที่ของเราด้วยหรือ ชาวบ้านหวังว่า 4 ปี ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อจบการศึกษาเป็นบัณฑิต ลูกหลานของเขาคงจะมีความรู้คู่ศีลธรรม และศีลธรรมที่พ่อแม่หวังมากที่สุดก็คือ ความเป็นคนดีและเครื่องหมายของคนดีก็คือความกตัญญูกตเวทิตา ซึ่งพระท่านกล่าวว่า นิมิตตัง สาธุ รูปานัง กตัญญูกตเวทิตา แปลความว่า ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี ซึ่งแนวคิดหรือปรัชญาในการทำงานของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน คืออบรมสั่งสอนให้ศิษย์เป็นคนดีให้มีความรู้คู่ศีลธรรม โดยมีการอบรมพิเศษเป็นหมู่คณะซึ่งมีศาสตราจารย์ ดร. นิพนธ์ คันธเสวี เป็นหัวหน้าโครงการร่วมด้วย ร.ต.อ. ภานุ พินเนียม อดีตข้าราชการกรมตำรวจและคณะ โดยเฉพาะ ร.ต.อ. ภานุ พินเนียม มีสื่อในการอบรมที่ใช้ได้ผลมาก คือภาพยนต์ชุดพัฒนาของเกาหลีหลายเรื่องมาฉายประกอบ ทำให้การอบรมได้ผลดีเกินคาดในเวลาที่จำกัด ผลที่เกิดตามมาหลังนิสิตได้รับการพัฒนาก็คือโครงการเก็บภาชนะหลังรับประทานอาหารในโรงอาหารกลางของมหาวิทยาลัยซึ่งยังคงยืนยงอยู่ถึงทุกวันนี้ อีกโครงการหนึ่งซึ่งสิ้นสุดไปแล้วก็คือโครงการแหล่งน้ำเพื่อการศึกษา นิสิตที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ได้เกิดความรู้สึกที่จะช่วยพัฒนามหาวิทยาลัยและเห็นว่ามหาวิทยาลัยมีแหล่งน้ำมากมายโดยเฉพาะรอบๆ หอประชุมและหลังอนุสาวรีย์ 3 บูรพาจารย์ ขณะนั้นแหล่งน้ำเหล่านี้มีวัชพืชน้ำ เช่นผักตบชวา กก และหญ้าขนขึ้นอยู่รกรุงรัง จึงทำโครงการเสนอมหาวิทยาลัย เอาวัชพืชมาทำปุ๋ยหมักแล้วนำปลามาปล่อย รวมทั้งนำเรือพายมาให้เช่าเพื่อตกปลา และพายเรือเล่นปรากฏว่าได้รับความนิยมมาก พวกเขาขายทั้งปุ๋ยหมัก ให้เช่าเรือและตกปลา ได้เงินเข้าโครงการนับแสนบาท ฝากไว้ที่กองคลังมหาวิทยาลัย เสียดายที่โครงการดีๆ อย่างนี้ไม่มีความต่อเนื่อง ถ้าโครงการเช่นนี้ยังอยู่คงจะเกิดโครงการทำนองนี้ขึ้นอีกมากโดยฝีมือนิสิตเช่นโครงการบำบัดน้ำเสียบริเวณโรงอาหารกลาง เป็นต้น อีกโครงการหนึ่งที่คล้ายคลึงกันแต่ปฏิบัติกับบุคลากรและนิสิตของมหาวิทยาลัย คือโครงการ เสริมสร้างทางจิต ซึ่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สะเทื้อน ปิ่นน้อย แห่งคณะประมงเป็นประธาน มีอาจารย์อุดม พูลเกษ เป็นเลขานุการ เพื่ออบรมผู้นำนิสิตคณะต่างๆ ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจจนกระทั่งทบวงมหาวิทยาลัยได้เชิญไปอบรมนิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆได้ผล รวม 5 รุ่น นับว่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยรวม เป็นผู้นำในการพัฒนาคนเป็นมหาวิทยาลัยแรกๆ ของประเทศไทย แต่ก็น่าเสียดายที่โครงการดีๆ เช่นนี้มิได้กระทำอย่างต่อเนื่อง ในระดับภาควิชา ในฐานะที่เป็นอาจารย์ในภาควิชาพืชไร่นา ซึ่งอาสาไปประจำที่วิทยาเขตกำแพงแสน ได้พิจารณาเห็นว่ามีนิสิตของเราพักอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัยเป็นส่วนใหญ่มีเวลาว่างมากน่าจะใช้เวลาว่างทำกิจกรรมเพือพัฒนาจิตใจ จึงได้เริ่มโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต ขึ้นโดยใช้คณาจารย์ในภาควิชา เช่น รองศาสตราจารย์ ดร. งามชื่น รัตนดิลก และรองศาสตราจารย์ ดร. นวรัตน์ อุดมประเสริฐ เป็นต้น และบุคคลภายนอก เช่น ร.ต.อ. ภานุ พินเนียม วิทยากรอิสระและอาจารย์พยนต์ โอภาษี แห่งกระทรวงสาธารณสุขมาช่วย ส่วนสถานทีใช้วัดปลักไม้ลาย อำเภอกำแพงแสน ซึ่งท่านเจ้าอาวาสขณะนั้นคือ พระสมนึก นาโถ เป็นผู้อำนวยความสะดวก ทั้งด้านสถานที่ อาหาร และที่พัก พร้อมทำหน้าที่ ประธานฝึกอบรมด้วย การฝึกอบรมมีภาคปฏิบัติ คือ สวดมนต์ ฝึกสมาธิ นำชมธรรมชาติในวัดซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 90 ไร่ เต็มไปด้วยสมุนไพรกว่า 500 ชนิด การอบรมใช้เวลาตั้งแต่บ่ายวันศุกร์ถึงเย็นวันอาทิตย์ นิสิตที่เข้าอบรมเป็นนิสิตชั้นปีที่ 3-4 ภาควิชาพืชไร่นา รุ่นละประมาณ 20 - 30 คน มีนิสิตจากภาคอื่นร่วมด้วยบ้าง เทคนิคของการอบรม ก็ใช้วิธีผสมผสานให้นิสิตสนุกสนานแต่ได้สาระ มีเป้าหมายคือ ความกตัญญูกตเวทีและเมื่อเห็นว่าเขาเกิดสำนึกในความกตัญญูกตเวทีแล้วก็ให้เขาเขียนเป็นจดหมายว่าจะปฎิบัติต่อผู้ให้กำเนิด หรือผู้ปกครองของเขาอย่างไร จากนั้นก็ให้ทำงานเป็นกลุ่ม ว่าจะทำอะไรเพื่อตนเอง ครอบครัว และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บ้าง เราสอนให้เขาใช้หลัก คิว ซี (Quality Control ) ของญี่ปุ่นซึ่งความจริงก็คือ หลักอริยสัจ 4 ให้เขารู้จักใช้แผนภูมิก้างปลา หรือ Ishigawa Diagram เพื่อหาปัญหา และสาเหตุของปัญหา รู้ความดับปัญหา และวิธีการเพื่อดับปัญหาซึ่งก็คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และ มรรค หรืออริยสัจ 4 ซึ่งเป็นหลักวิทยาศาสตร์สมบูรณ์ ที่ใช้ได้ทั้งรูปธรรมและนามธรรม อย่างได้ผล 100% ไม่ต้องใช้หลักสถิติแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่าหลักอริยสัจ 4 สามารถใช้ได้ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นจนหลับ และตั้งแต่เกิดจนตาย ขอให้เข้าใจอย่างแท้จริงเท่านั้น หลังจากอบรมเสร็จสิ้น นิสิตมีความรักสามัคคี มีความร่วมมือและมีความรักพ่อแม่มากขึ้น คิดตอบแทนผู้มีพระคุณและสถาบันการศึกษา จึงได้เกิดโครงการพัฒนาต่าง ๆ ตามมา จากการประเมินผลผู้ผ่านการอบรมกว่า 80 % บอกว่าเป็นโครงการที่ดีมาก สมควรทำต่อไป แต่ก็มีข้อสังเกตว่า สิ่งดีๆ เช่นนี้ ทำไมมหาวิทยาลัยไม่ให้แก่เขาเมื่อเขาอยู่ชั้นปีที่ 1 ? ซึ่งก็มีคำตอบในเวลาต่อมาว่า มหาวิทยาลัยได้ให้สิ่งที่นิสิตต้องการแล้วตั้งแต่อยู่ปี 1 ที่เรียกว่าปฐมนิเทศ และให้ครั้งสุดท้ายก่อนจบที่เรียกว่า ปัจฉิมนิเทศ ซึ่งเวลาที่ใช้ทั้งปฐมนิเทศและปัจฉิมนิเทศรวมกันไม่เกิน 5 วัน ส่วนมัชฌิมนิเทศ ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 4 ปี ไม่ได้ทำอะไรเพิ่มขึ้นจากปฐมนิเทศเลยขอให้ลองพิจารณาก็แล้วกัน เป็นที่น่าเสียดายที่โครงการประเภทนี้ไม่มีการสานต่อโดยเฉพาะในระดับภาควิชาเมื่อผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกษม สุขสถานเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2536 โครงการก็สิ้นสุดลงด้วย นิสิตที่กำแพงแสนอยู่หอพักมีเวลามาก ผู้บริหารจะต้องสนับสนุนให้พวกเขาใช้เวลาอย่างมีคุณค่าทั้งด้านพัฒนาจิตใจและอาชีพ เรามีพื้นที่เพาะปลูก เรามีสัตว์เลี้ยงที่น่าจะให้นิสิตทำกิจกรรมเพื่อเพิ่มทักษะการทำงานและหารายได้ เวลา 3 ปี ที่กำแพงแสนนับว่าไม่น้อย ความคาดหวังต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกษม สุขสถานได้เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตั้งแต่ พ.ศ. 2498 เรียนจบแล้วเข้าทำงาน มีโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศแล้วกลับมาทำงานต่อ แม้กระทั่งเกษียณอายุราชการแล้วก็ยังอาสาสมัครเข้ามาช่วยงานมหาวิทยาลัยโดยผ่านทางชมรมมก. อาวุโส หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า KUSA (Kasetsart Univresity Senior Association) รวมเวลาที่อยู่กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนถึงปัจจุบันประมาณ 47 ปี เรียกว่าเกินครึ่งของชีวิต ทำให้ได้เห็นการเจริญเติบโต และความเปลี่ยนแปลงจากสมัย เกษตรศาสตร์ของเราแต่ก่อน ที่มีเพียง 6 คณะ มีนิสิตเพียงไม่กี่ร้อยคน ยังไม่มีปริญญาโทหรือ เอก จนถึงขณะนี้มีถึง 14 คณะ หลายวิทยาเขต มีนิสิตรวมกันทั้งปริญญาตรี โท เอก นับหมื่นคน นับเป็นความเจริญเติบโต อย่างน่าทึ่ง แต่ยิ่งเติบโตยิ่งดูเหมือนจะมีความห่างไกลจากความเป็นเกษตรขึ้นทุกที เกษตรเป็นที่มาของปัจจัย 4 คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ซึ่งจำเป็นต่อการมีชีวิต ในปัจจัยทั้ง 4 นี้ที่สำคัญที่สุดคืออาหารเป็นสิ่งแรก สิ่งมีชีวิตทั้งหมดต้องกินอาหาร ถ้าไม่มีอาหารก็มีชีวิตอยู่ไม่ได้ อาหารจะต้องมีทั้งปริมาณ คุณภาพ ปราศจากสิ่งปนเปื้อน ส่วนปัจจัยอื่นๆ ก็มีความสำคัญรองลงมาตามลำดับ และปัจจัยทั้ง 4 ล้วนเป็นภาระหน้าที่ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทั้งสิ้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงควรมุ่งเน้นในปัจจัยทั้ง 4 เป็นหลักและทุกคณะต้องเน้นปัจจัย 4 สนับสนุนเกื้อกูล ซึ่งกันและกัน และอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โลกนี้มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค อย่างทั่วถึงทั้งด้านปริมาณ คุณภาพและเวลาที่เหมาะสมด้วย จึงอยากจะเห็นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทุกคณะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลิตและพัฒนาปัจจัย 4 เป็นเบื้องต้น พร้อมๆ กับการพัฒนาด้านจิตใจและศีลธรรมไปด้วยกัน เพื่อให้บุคลากรและนิสิตเพียบพร้อมทั้งด้านวิชาการและด้านจิตใจ ก็จะเกิดผลดีต่อประเทศชาติและมนุษยชาติอย่างยั่งยืน ขอให้อายุ 60 ปีของมก. เป็นจุดเริ่มต้นสู่ทิศทางนี้อย่างจริงจัง ไม่มีคำว่า สาย สำหรับการพัฒนาให้เกิดสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งก็คือ ธรรมะหรือธรรมชาตินั่นเอง ซึ่งเป็นความคาดหวังต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อันเป็นที่รักยิ่งเสมอ ทางด้านครอบครัว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน สมรสกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อิสรา (ศิริวัฒนานุกูล) สุขสถาน มีบุตร 2 คน คือ นายปิยเกษตร สุขสถาน จบปริญญาโท ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำงานอยู่สวนพฤกษศาสตร์สิริกิติ์ ขณะนี้กำลังศึกษาต่อปริญญาเอก ที่ University of Aarhus ประเทศเดนมาร์ค ส่วนบุตรสาว นางสาวณัฏฐิญาณ์ สุขสถาน จบปริญญาตรี สถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะนี้กำลังศึกษาต่อปริญญาโท ที่ Kent State University ประเทศสหรัฐอเมริกา ชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน เกษียณอายุราชการ พ.ศ. 2536 เพราะเกิดเดือนมีนาคม ชีวิตหลังเกษียณอาจารย์รู้สึกว่าไม่ค่อยแตก ต่างจากก่อนเกษียณมากนักเพียงแต่ว่าหลังเกษียณมีความเป็นอิสระมากกว่าเท่านั้น หลังเกษียณสามารถทำงานที่อยากทำได้และไม่ต้องทำงานที่ไม่อยากทำก็ได้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน ปฏิบัติเป็นประจำ คือ - ดูแลสุขภาพกายเป็นประจำ ความจริงได้ดูแลสุขภาพกายมานานแล้ว อาศัยที่ภรรยา เป็นผู้ให้ความสนใจเรื่องอาหารและสุขภาพมานานแล้วและบางทีก็ใช้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน เป็น หนูตะเภา ทดลองเป็นประจำ โดยเฉพาะอาหารทั้งอาหารหลักและอาหารเสริม ทำให้อาจารย์มีสุขภาพดี ไม่เจ็บป่วยโดยไม่จำเป็น แต่เคยเจ็บป่วยด้วยความจำเป็นเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ป่วยครั้งแรกเป็นไข้ มาลาเรีย เนื่องจากไปทำงานทดลองพืชอาหารสัตว์กับ ดร. บรรเจิด บุญซื่อ ที่ปากช่อง ต้องนอนโรงพยาบาล 4-5 วัน และครั้งที่ 2 ไวรัสเข้าตา ขณะนั่งรถไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว (คุณณรงค์ สุขปรีดี) ที่อยุธยา ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล 2-3 วัน ก็ทุเลาและกลับบ้านได้ การเจ็บป่วยอย่างอื่นที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลไม่มี จึงเป็นผู้มีลาภอันประเสริฐ ดังที่พระท่านสอนว่า อโรคยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐนั่นเอง อย่างไรก็ดี ความไม่มีโรคมิใช่จะเกิดขึ้นเองลอย ๆ หรือ เฉยๆ แต่จะต้องทำเหตุของความไม่มีโรคด้วย ลาภจึงจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งได้ถือปฏิบัติมาตลอดตั้งแต่ พ.ศ. 2507 จนกระทั่งปัจจุบัน คือ โยคะอาสนะ การฝึกโยคะสามารถขจัดความปวดเมื่อยร่างกายและป้องกันรักษาโรคบางอย่างได้แน่นอน นอกจากนี้ยังได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอโดย วิ่งช้า หรือวิ่งเหยาะ (ประมาณ 8 -10 กม./ชม.) โดยตั้งปณิธานว่าจะวิ่งเดือนละ 100 กม. ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 หลังจากวิ่งกรุงเทพมาราธอน (42.195 กม.) ครั้งที่1 ข้ามสะพานพระราม 9 หลังจากนั้นก็วิ่งติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 16 รวมระยะทางประมาณ 18,000 กม. อาจจะลองนำไปปฏิบัติบ้างก็ได้ คนเราไม่ต้องรอความตาย แต่จงเตรียมตัวตายไว้เสมอ ความตายไม่น่ากลัว ความเจ็บป่วยน่ากลัวกว่า ถ้าเกิดมีอาการอย่างนี้ ปวดเมื่อยเป็นนิตย์ หงุดหงิดเป็นประจำ การงานไม่อยากทำ เบื่อโลกขึ้นทุกวัน ให้รีบออกกำลังกายโดยเร็ว อาจเป็นเดินเร็ว วิ่งช้า ให้หนักพอ นานพอ และบ่อยพอ ก็จะทำให้หายโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างชะงัด ขอจงอย่าผัดวันประกันพรุ่ง - ดูแลสุขภาพจิตหรือบริหารจิต ทั้งบริหารกายและบริหารจิตเป็นเรื่องที่ทำให้กับตัวเอง โปรดอย่าแก้ตัวว่าไม่มีเวลาแม้จะทำหน้าที่ให้กับตัวเอง การบริหารจิตเริ่มด้วยสมาธิ กำหนดลมหายใจ เข้า-ออก หรือที่เรียกว่าอานาปานัสสติ หายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบ สามารถทำได้แม้ขณะวิ่ง การทำสมาธิช่วยให้มีสติดีขึ้น ซึ่งสามารถทดสอบได้ด้วยตนเอง ถ้าเรามีสติดีจะไม่ตกใจง่าย ความมีสตินี้สำคัญมาก ท่านอาจารย์พุทธทาสได้กล่าวว่าสติเป็นหนึ่งในธรรมะ 4 เกลอ ที่ต้องฝึกให้มีอยู่เสมอได้แก่ สติ สัมปชัญญะ ปัญญา สมาธิ ทั้ง 4 เกลอนี้สติต้องมาก่อนดังนั้นเมื่อมีปัญหาใดๆ ถ้ามีสติก็จะนำ สัมปชัญญะ คือตัวปัญญาเฉพาะที่จะใช้แก้ปัญหานั้นๆ ได้อย่างทันท่วงที ส่วนปัญญานั้นเป็นคลังของความรู้ซึ่งมีอยู่มากมาย มีการสะสมมาแต่อดีต สำหรับสมาธินั้นต้องปฎิบัติสม่ำเสมอทุกลมหายใจเข้าออกเพื่อให้มีสติตลอดเวลา เพื่อจะใช้ในนาทีวิกฤติที่สำคัญที่สุดในชีวิตเพียงครั้งเดียว คือตอนจะตายนั่นเอง การปฏิบัติภารกิจและการดำเนินชีวิตก็จะเป็นไปโดยราบรื่น และถ้าปฏิบัติร่วมกับอริยมรรคมี องค์ 8 เริ่มด้วยสัมมาทิฐิชนิดสมาทานก็จะพ้นทุกข์ได้ในที่สุด และนั่นคือเป้าหมายสูงสุดของการเกิดมาเป็นมนุษย์เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้คือความพ้นทุกข์อย่างถาวรนั่นเอง นิมิตตังท สาธุ รูปานัง กตัญญูกตเวทิตา ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี ในโอกาสที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีอายุครบ 60 ปี กราบขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจงปกปักรักษาบุคลากรครูอาจารย์ และทุกท่านพร้อมด้วยนิสิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้มี อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติและนิพพานสมบัติในชาตินี้ กอปรด้วยรักสามัคคี มีเมตตา ช่วยพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้เจริญรุ่งเรือง และสถิตย์สถาพรอยู่คู่แผ่นดินไทยตลอดกาล ด้วยความสำนึกในพระคุณของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และแผ่นดินไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกษม สุขสถาน ถึงแก่กรรมเมื่อวันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2565 สิริอายุ 90 ปี แหล่งข้อมูล เกษม สุขสถาน. สัมภาษณ์, 30 พฤศจิกายน 2544. เกษม สุขสถาน. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2505.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ ดร. เกษม จันทร์แก้ว

ศาสตราจารย์ ดร. เกษม จันทร์แก้ว เกิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2481 ที่ตำบลศรีสัชชนาลัย อำเภอศรีสัชชนาลัย จังหวัดสุโขทัย บิดาชื่อนายนาค จันทร์แก้ว และมารดาชื่อนางบุญมา จันทร์แก้ว จบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนประชาบาลวัดตลิ่งชัน พ.ศ. 2490 จบชั้นมัธยมปีที่ 6 จากโรงเรียนวัดมกุฎกษัตริยาราม พ.ศ. 2498 จบเตรียมอุดมศึกษา จากโรงเรียนทวีธาภิเศก พ.ศ. 2500 จบวนศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2506 ได้รับปริญญาโทสาขา Watershed Management จาก Colorado State University พ.ศ. 2508 ได้รับปริญญาเอกสาขา Forest Hydrology จาก University of Washington พ.ศ. 2518 ศาสตราจารย์ ดร. เกษม จันทร์แก้ว เริ่มเข้ารับราชการตำแหน่งอาจารย์โท ในคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2509 ศาสตราจารย์ ดร. เกษม จันทร์แก้ว เล่าว่าอาจารย์เป็นชาวเกษตรด้วยหัวใจและร่างกายเต็มร้อย เป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ไม่เคยแบ่งปันใจให้ไปที่อื่นเลย ใครจะขอตัวไปช่วยหน่วยงานอื่น อาจารย์ก็ไปช่วยแต่ต้องเป็นในนามอาจารย์ของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ แม้จะเกษียณอายุราชการมาแล้ว 4 ปี อาจารย์ก็ได้รับการไว้วางใจจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้รักษาการคณบดีวิทยาลัยสิ่งแวดล้อม ที่เป็นงานใหม่และเหนื่อยมาก ศาสตราจารย์ ดร. เกษม จันทร์แก้ว เล่าว่าตอนมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปีแรกนั้น ต้องฝืนใจพอสมควร จนขึ้นปีที่ 2 และต่อๆ มาจึงทำงานสอนและวิจัยได้อย่างสนุกสนาน มีงานเต็มมืออยู่ตลอดเวลา อาจเป็นเพราะอาจารย์เป็นเด็กบ้านนอกมา จึงไม่ย่อท้อกับงานหนัก ปรัชญาในการสอนของอาจารย์มี 3 ขั้น คือ ขั้นเตรียมตัวค้นคว้าปรัชญาและสาระสำคัญที่วิชานั้นกำหนดไว้ และมีการเคลื่อนไหวที่ทันสมัยอะไรบ้างในวิชานั้น แล้วจึงจะลงมือเตรียมการสอน การสอนของอาจารย์จึงมิได้ใช้ของเดิมที่ซ้ำซ้อน จะปรับปรุงให้ทันสมัยตลอดเวลา หลักสำคัญคือ การประยุกต์ข้อมูลสู่การเรียนการสอน ผู้สอนก็ไม่เบื่อ ผู้เรียนก็ไม่เบื่อ ศาสตราจารย์ ดร. เกษม จันทร์แก้ว ผลิตผลงานวิจัยออกมาอย่างต่อเนื่อง ผลงานที่น่าภาคภูมิใจแรกสุดได้แก่ งานจัดการลุ่มน้ำของประเทศไทย ใน พ.ศ. 2506 ต่อมาก็คือ งานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการวิจัยบนที่สูง รวมผลงานกว่า 50 เล่ม จนถึง พ.ศ. 2518 ศาสตราจารย์ ดร. เกษม จันทร์แก้วก็ต้องหันมาจับงานเป็นผู้ริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อม ในตำแหน่งผู้บริหาร ผู้สอน ผู้ทำงาน ผู้วิจัย ทุกหน้าที่ ตำราและผลงานที่ศาสตราจารย์ ดร. เกษม จันทร์แก้วภูมิใจมากที่สุดจึงเป็น การจัดการลุ่มน้ำ และ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ซึ่งใช้กันทั่วประเทศ จัดพิมพ์เป็นครั้งที่ 5 แล้ว ทั้งสองเล่มนี้ เป็นพื้นความรู้และการศึกษาที่สำคัญ เล่มล่าสุดจะเป็นเรื่อง การจัดการสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นให้ผู้จัดการทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมเข้าใจหลักการผสมผสาน ด้วยความสามารถใส่ใจในงานและผลงานที่ผลิตมาเป็นประโยชน์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ศาสตราจารย์ ดร. เกษม จันทร์แก้ว จึงได้รับรางวัลผลงานดีเด่นมากมาย ดังเช่น 1. ประกาศนียบัตรชมเชย จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2518 เรื่องลักษณะอากาศใกล้ผิวดินของป่าดิบแล้ง สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา 2. ประกาศนียบัตรชมเชย จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2525 เรื่อง การวิจัยเกี่ยวกับการจัดการลุ่มน้ำบนภูเขา 3. นักวิทยาศาสตร์การเกษตรดีเด่น ประจำปี 2536 จากสมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ 4. นักวิทยาศาสตร์เกษตรดีเด่น ประจำปี 2539 จากสมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และมูลนิธิวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทย ผลงานวิจัยที่ยอมรับกันทั่วไป ได้แก่ 1. การเคลื่อนย้ายธาตุอาหาร โดยขบวนการกัดชะดินจากป่าเบญจพรรณแม่หวด ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2517-2523 2. การวิจัยเกี่ยวกับการจัดการลุ่มน้ำบนภูเขา ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยงบประมาณประจำปีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2517-2523 3. การวิเคราะห์ชนิดและปริมาณเชื้อราและบักเตรีในลุ่มน้ำป่าดิบเขาดอยปุย เชียงใหม่ ได้รับทุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2521-2522 4. ลักษณะทางอุทกวิทยาแหล่งน้ำกร่อยบริเวณป่าชายเลนของประเทศไทย ได้รับทุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2524-2525 5. ผลกระทบของการใช้ดินบนภูเขาต่อน้ำหน้าผิวดินบริเวณสถานีวิจัยลุ่มน้ำห้วยคอกม้า ดอยปุย เชียงใหม่ ได้รับทุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ พ.ศ. 2523-2526 6. ผลกระทบของการใช้ที่ดินต่อปริมาณการแปดเปื้อนวัตถุมีพิษในดิน ตะกอน น้ำ และพืชบริเวณลุ่มน้ำบางปะกง ได้รับทุนจากสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2527-2528 7. เทคโนโลยีการแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการใช้ที่ดินลุ่มน้ำบนภูเขา จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับทุนจากทุนอุดหนุนวิจัยงบประจำปีของมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2529-2534 8. การจัดและการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่สำคัญของประเทศไทย ได้รับทุนอุดหนุนวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2535-2537 9. โครงการศึกษาเพื่อกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำที่สำคัญของประเทศไทย (ภาคกลาง ตะวันตก ป่าสักและแม่กก) ได้รับทุนจากสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2536-2537 10. โครงการศึกษาวิจัยและสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้รับทุนจากสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) พ.ศ. 2541 ความภาคภูมิใจในชีวิตการทำงานให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คือ การเป็นหัวหน้าภาควิชาอนุรักษ์วิทยา คณะวนศาสตร์ ถึง 16 ปี ได้สร้างลุ่มน้ำและสิ่งแวดล้อมเป็นตัวเป็นตน เป็นปึกแผ่น จนเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก ความภาคภูมิใจอันดับต่อมาก็คือ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรักษาการคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ ขณะเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และที่มหัศจรรย์ก็คือ ศาสตราจารย์ ดร. เกษม จันทร์แก้ว สนับสนุนให้มีการแยกคณะได้สำเร็จ เป็น 2 คณะ คือ คณะเศรษฐศาสตร์ และคณะบริหารธุรกิจ และเป็นผู้ผลักดันให้เกิดโครงการ Ex MBA ของเกษตรที่มีชื่อเสียงโด่งดังอันดับหนึ่งของประเทศในปัจจุบัน ศาสตราจารย์ ดร. เกษม จันทร์แก้ว ผ่านตำแหน่งบริหารมามากมาย อยู่ในตำแหน่งสั้นบ้าง ยาวบ้าง เช่น หัวหน้าภาควิชา คณบดี รองอธิการบดี อธิบดีกรมป่าไม้ (42 วัน สมัยพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) และที่ภาคภูมิใจมากอีกตำแหน่งหนึ่งคือ การเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ หลังจากอาจารย์เกษียณอายุราชการมาร่วม 4 ปีแล้ว อาจารย์ก็ยังต้องทำงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่ต่อไป เป็นอาจารย์พิเศษวิทยาลัยสิ่งแวดล้อม รักษาการคณบดีวิทยาลัยสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิของหลายสถาบัน ทั้งของรัฐและเอกชน โดยเฉพาะสาขาวิชาด้านการจัดลุ่มน้ำ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรและเทคโนโลยีซึ่งจะปรากฏ ชื่อของอาจารย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ควบคู่ไปกับสาขาวิชาเหล่านั้นด้วย เกี่ยวกับการให้ข้อคิดต่อการเรียนการสอนในอดีตและปัจจุบันนั้น อาจารย์ให้ความนิยมชมชอบกับในอดีตสมัยที่อาจารย์เรียนมากกว่า เพราะในอดีตนั้น นิสิตต้องใช้ตำราภาษาอังกฤษ ต้องพกพจนานุกรมติดตัว เพราะหนังสือตำราภาษาไทยมีน้อยมาก ต้องอ่านตำรามาก่อนอาจารย์สอน เพราะเป็นการเรียนที่ต้องเข้าใจเหตุผล การตอบก็ต้องใช้เหตุผล ความรู้รอบที่ลึกซึ้ง ผิดกับนิสิตสมัยนี้ที่เข้าเรียนเหมือนถูกบังคับ จดเลคเชอร์ตาม แล้วก็ดูมาสอบ การสอบก็ง่ายที่เป็นปรนัย จึงทำให้ใช้ภาษาไทยกันไม่เป็น ศาสตราจารย์ ดร. เกษม จันทร์แก้ว ใช้ชีวิตอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ถึง 43 ปี ความประทับใจและความทรงจำที่ดีๆ เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงมีมาก อาจารย์ชี้ว่าความผูกพันของนิสิตที่มีต่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นนิสิตเก่าหรือนิสิตใหม่ จะมีรูปแบบไม่เหมือนสถาบันอื่น เป็นความรู้สึก ความผูกพันด้วยจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นความผูกพันของอาจารย์ต่อมหาวิทยาลัย ของอาจารย์ต่ออาจารย์ ของอาจารย์ต่อลูกศิษย์ ของลูกศิษย์ต่ออาจารย์ และของลูกศิษย์ต่อลูกศิษย์เอง สุดท้าย ศาสตราจารย์ ดร. เกษม จันทร์แก้ว ขอชื่นชมที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เห็นคุณค่าของบุคลากรของมหาวิทยาลัย และให้ความสำคัญของคนเก่าคนแก่ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ที่ได้รับชั้นสูงสุดคือ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (พ.ศ. 2540) ศาสตราจารย์ ดร. เกษม จันทร์แก้วเป็นประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาและกรรมการวิชาเอก วิชารองประจำตัวนิสิตนักศึกษา ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกหลายสถาบัน เป็นที่ปรึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของทบวงมหาวิทยาลัย อาจารย์พิเศษสอนระดับปริญญาตรี ปริญญาโทในวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมให้แก่สถาบันต่างๆ เป็นวิทยากรบรรยายในการสัมมนาต่างๆ ผู้เขียนตำราด้านลุ่มน้ำและด้านสิ่งแวดล้อมเผยแพร่เป็นที่รู้จักทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ ศาสตราจารย์ ดร. เกษม จันทร์แก้ว ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2564 แหล่งข้อมูล เกษม จันทร์แก้ว. สัมภาษณ์, 17 ตุลาคม 2544. เกษม จันทร์แก้ว. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2509.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

อาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์

อาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์เกิดเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2454 ซึ่งมีอายุครบ 90 ปี ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 เป็นบุตรของหลวงประสิทธิ์สมรรถการ และนางชิต ชลวิจารณ์ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาโรคพืชและกีฏวิทยา ทั้งยังมีผลงานหลายอย่างทางด้านการเกษตร แต่อาจารย์ก็ยังสนใจและทำงานด้านวิจัยค้นคว้าอยู่เสมอ แม้จะเกษียณอายุราชการมาหลายปีแล้วก็ตาม เห็นได้จากบริเวณบ้านพักของอาจารย์ ซึ่งนับเป็นบ้านหลังแรกๆ ในซอยอัฏฐมิตร 8 ถนนพหลโยธิน สหายชาวเกษตร ที่เป็นเพื่อนกัน ชวนกันมาซื้อที่ดินบริเวณนั้นเป็นที่อยู่อาศัยมาจนถึงรุ่นลูกหลาน ปัจจุบันยังเหลือเพียง อาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์ ที่อาศัยอยู่ โดยแวดล้อมด้วยบ้านหลายหลังของลูกหลานท่านในบริเวณกว้างขวางภายในรั้วเดียวกัน ในบ้านท่านยังเป็นทั้งห้องสมุด ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ เน้นการทดลองไวน์จากพืชผลไม้ไทยนานาชนิด เช่น กล้วย กระเจี๊ยบ เป็นต้น บริเวณบ้านจึงร่มรื่นไปด้วยต้นไม้หลากหลาย บ่อน้ำ สระน้ำ เป็น บ้านสวนกลางเมือง ที่น่าอยู่อาศัยอย่างมีความสุข นับเป็นเรื่องที่บ่งบอกถึงภูมิหลังที่น่าสนใจของชีวิตการทำงานของท่านในมหาวิทยาลัย สำหรับการศึกษาของอาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์ ท่านได้รับอนุปริญญา A.A. (premedicine) และปริญญา B.S.A. (Plant Pathology) จาก University of the Philippines at Los Banos เมื่อ พ.ศ. 2475 และ 2479 ตามลำดับ และได้รับปริญญากสิกรรมและสัตวบาลดุษฎีบัณฑิต (กิตติมศักดิ์) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2507 อาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์ เป็นกำลังที่สำคัญท่านหนึ่งในช่วงบุกเบิกพัฒนามหาวิทยาลัย โดยเฉพาะเป็นหัวหน้าแผนกวิชากีฏวิทยาและโรคพืชท่านแรก ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลังจากท่านทำงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมเกษตรและการประมง และเคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาโรคพืชในช่วงที่มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ขึ้นอยู่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์ เป็นหัวหน้าแผนกกีฏวิทยาและโรคพืชอยู่หลายปี ช่วง พ.ศ. 2485-2507 ขณะที่ยังทำงานอยู่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย จึงมีผลงานที่แพร่หลายทั่วไปในระยะหลัง เช่น การเพาะเห็ดฟาง การผลิตไวน์ผลไม้ไทย (มะยม กระเจี๊ยบ สับปะรด ลิ้นจี่ กล้วย หว้า มะเขือเทศ มะเฟือง มะม่วง มะม่วงหิมพานต์ น้ำผึ้ง และหม่อน เป็นต้น) นอกจากนี้ ยังเป็นปรมาจารย์ด้านกล้วยไม้ก่อน ศาสตราจารย์ระพี สาคริก ผลงานของอาจารย์มิได้อยู่เฉพาะในห้องทดลอง อาจารย์ยังใช้สื่อเผยแพร่ออกไปภายนอกมหาวิทยาลัย ทั้งบทความ หนังสือ ภาพยนตร์ มีทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ (เช่น เรื่อง Mushroom Culture in Thailand) งานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งคือ อาจารย์ริเริ่มและผลักดันให้เกิดหน่วยงานกักกันพืช และการทำฝนเทียมร่วมกับหม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล จนได้มีพระราชบัญญัติวัตถุมีพิษ กักกันพืช (Plant Quarantine Law) และตึกวิจัยโรคพืชด้วย งานทั้งหมดดังกล่าว ทั้งการสอน การวิจัย การทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอก เป็นความภาคภูมิใจของอาจารย์มาก อาจารย์จึงได้โล่ประกาศเกียรติคุณมากมาย จุดมุ่งหมายที่สำคัญในการทำงานของอาจารย์ก็คือการเน้นประโยชน์โดยตรงต่อชาวนา ชาวไร่ ให้นำไปปฏิบัติได้ อาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์ เป็นกำลังที่สำคัญของประเทศในการพัฒนาการเกษตร เห็นได้จากประกาศนียบัตรและรางวัลชีวิตการทำงานของท่าน คือ ประกาศนียบัตรการวิจัยอุตสาหกรรมทำแอลกอฮอล์ (Industrial Training and Research Certificate) จากสถาบันวิจัยซีแกรม สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2492 ได้รับโล่ Award of Merit จาก University of the Philippines at Los Banos เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2505 ได้รับโล่ Distinguished Alumnus Award จาก University of the Philippines at Los Banos เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2512 ได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2513 เนื่องจากการวิจัยและเผยแพร่การเพาะเห็ดฟางเป็นอุตสาหกรรม ได้รับประกาศนียบัตรเกียรตินิยม (Award of Honour) ในการวิจัยเรื่องเห็ดจากสมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2514 ได้รับ Award of Honour จาก Orchid Society of Thailand เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2521 ในการริเริ่มผสมพันธุ์และเพาะเมล็ดกล้วยไม้ในประเทศไทย สำหรับผลงานวิจัยดีเด่นของท่านที่ได้รับการพิมพ์เผยแพร่ทั่วไป ได้แก่ 1. Conversion of Rice by Submerged Culture Microbial Enzyme Preparations. Joseph E. Seagram and Sons, Inc. Research Department Report No. SC 1710-E, 1950. 2. Culture of Mushroom in Thailand. Department of Agriculture Bulletin No.1, 1950. 3. Culture of Orchid Seeds. Agricultural Journal, Department of Agriculture, Thailand. Vol.24 No. 4,1951. 4. Raising of Orchid Seedlings from Flasks. Journal of the Horticultural Society of Thailand, 1954. 5. Fungus Isolation from Kong Kao Kieu (stained wood of verdigris green color with medicinal value). Journal of the Microbiological Society of Thailand. Vol.2, No.2, 1957. อาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์ เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการเกษตรนานาชาติ โดยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ คือ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะอนุกรรมการถาวรฝ่ายวิชาการ ของคณะกรรมการป้องกันศัตรูพืชแห่งเอเชียอาคเนย์ และภาคแปซิฟิคของ FAO (FAO Standing Technical Sub-Committee of the Plant Protection Committee for the South-East Asia and Pacific Region) ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2500 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2510 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะอนุกรรมการถาวรฝ่ายวิชาการ ของคณะกรรมการป้องกันศัตรูพืชแห่งเอเชียอาคเนย์ และภาคแปซิฟิคของ FAO ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2510 จนถึงเดือนตุลาคม 2514 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการป้องกันศัตรูพืชแห่งเอเชียอาคเนย์ และภาคแปซิฟิคของ FAO (Chairman of FAO Plant Production committee for the South - East Asia and Pacific Region) เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2512 จนถึงตุลาคม 2514 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการใน Statistics of the FAO Banana Study Group เมื่อ 9 ตุลาคม 2510 จนถึงตุลาคม 2514 สรุปผลงานของท่านที่ได้ช่วยพัฒนาสังคมเกษตรของไทยตลอดระยะเวลา 35 ปี (พ.ศ. 2479-2514) ที่ท่านรับราชการในกรมกสิกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ริเริ่มและดำเนินการจนบรรลุวัตถุประสงค์ เจริญก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้ คือ งานกักกันพืช (Plant Quarantine Service) งานวิจัยวัตถุมีพิษ โครงการวิจัยการป้องกันกำจัดโรคและศัตรูพืช หน่วยบินเกษตร การเพาะเห็ดในประเทศไทย และการวิจัยทดลองผสมพันธุ์และเพาะเมล็ดกล้วยไม้ อาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์ ยังได้ติดตามความเจริญก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อยู่เสมอ และดีใจ ประทับใจ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขยายกิจการออกไปได้มากมาย มีถึง 7 วิทยาเขต สำหรับอาจารย์เองก็ยังได้ใช้ความรู้ ประสบการณ์การทำงานให้เป็นประโยชน์หลังจากอาจารย์เกษียณอายุราชการ เช่น เริ่มโครงการเห็ดหอมที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์แห่งประเทศไทย การสกัดน้ำมัน Peppermint Oil และ Menthol และทำงานให้ FAO ในประเทศอีกด้วย อาจารย์ก่าน ชลวิจารณ์ สมรสกับนางอายวดี ชลวิจารณ์ (นามสกุลเดิม อินทุเกตุ)ตั้งแต่ พ.ศ. 2484 มีธิดา 2 คน ปัจจุบันคือ ท่านผู้หญิงวราพร ปราโมช (สมรสกับ หม่อมหลวงอัศนีย์ ปราโมช) ซึ่งเป็นนักบัลเลย์ชื่อดังของสังคมไทยปัจจุบันอีกด้วย และคุณกาญจนา ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าแผนกนาฎศิลป์สากล มหาวิทยาลัยศิลปากร อาจารย์ได้ส่งธิดาทั้งสองไปเรียนที่ Royal Ballet London เมื่อกลับมาก็ร่วมกันตั้งโรงเรียนสอนบัลเลย์ ปัจจุบันอาจารย์ก็เป็นทั้งคุณตา และคุณทวดแล้ว ตึกก่าน ชลวิจารณ์ ซึ่งเป็นตึกกักกันโรคพืช ได้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติและระลึกถึงผลงานที่เป็นคุณประโยชน์มากมายหลายด้านทางการเกษตรของอาจารย์ ยิ่งกว่านั้น อาจารย์ยังสามารถของบประมาณสร้างตึกกักกัน ตึกวิจัยวัตถุมีพิษ และตึกหอพัก ASEAN อาจารย์มีลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงต่อมาหลายท่าน เช่น ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิทวัส บัวจันทร์ และ รองศาสตราจารย์อาจ แจ่มเมฆ ที่ร่วมสัมภาษณ์ด้วย ทั้งสามท่านรักและเคารพอาจารย์มาก เห็นพ้องกันว่า อาจารย์สอนหนังสือดี ดุไม่เป็น ได้แต่ยิ้ม ไม่เคยโวยวายเมื่อไม่พอใจ ลูกศิษย์เรียกเป็นพระอาจารย์กันทั้งนั้น ตลอดเวลาการทำงาน อาจารย์จึงเป็นคนน่ารักและไม่เคยพบอุปสรรคใดๆ ผู้ใหญ่และผู้น้อยต่างก็สนับสนุนงานของอาจารย์ จะมีเพียงงบประมาณที่จะทำงานนั้นมีน้อย งานนั้นเน้นหนักด้านการวิจัย วิชาการ มิได้มุ่งการค้า เช่น การทำปุ๋ยหมักด้วยเชื้อแบคทีเรียที่วังแดง ซึ่งเป็นวังของกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ที่อยู่บริเวณแถวสี่แยกวรจักร และการปลูกพืชในทราย (sand culture) ในช่วงปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ระยะแรกนั้น อาจารย์ได้พบและร่วมงานกับบูรพาจารย์ของชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หลายท่าน เช่น คุณพระช่วงเกษตรศิลปการ ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ และคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ เป็นต้น อาจารย์เองก็จบเกษตรจาก University of the Philippines at Los Banos (หลังจากเรียนเตรียมแพทย์อีก 3 ปี) อาจารย์เลือกเรียนเป็น หมอต้นไม้ เพราะคิดว่าดีกว่าหมอผ่าศพ นับว่าเป็นคนแรกที่เรียนวิชาโรคพืชได้สำเร็จ อาจารย์จะฝังใจกับการซื้อที่ดินในซอยอัฏฐมิตรมาก ร่วมกับเพื่อนรักกัน 8 คน ซื้อจาก คุณสิน โดยมีนายเทียน อัชกุล เป็นนายอำเภอบางเขนอยู่ขณะนั้น จำนวน 43 ไร่ มาแบ่งกัน จึงเป็นชื่อ ซอยอัฏฐมิตร (มิตร 8 คน) ทำถนน และสะพานคอนกรีตข้ามคูน้ำกันเอง ราคาไร่ละหมื่นกว่าบาท (เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. 2492) แล้วจับสลากกัน อาจารย์มีสุขภาพดีมาก แม้อายุร่วม 90 ปีแล้ว เพิ่งเลิกตีกอล์ฟเมื่อ 2-3 ปีมานี้เอง นับว่าสุขภาพยังดีมากทั้งกายและใจ อาจารย์ให้คาถาว่า ต้องยึดตัว อ. เอาไว้คือ อากาศ อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์ดี อนามัยดี และอาชีพดี คือต้องอย่าอยู่ว่าง หางานเล็กน้อยมาทำเพื่อช่วยให้ไม่เบื่อ สำหรับอาจารย์นั้น ยังทดลองเกษตรแปรรูปอยู่เสมอ โดยเฉพาะไวน์จากสมุนไพร เพื่อจะได้รักษาโรคตับ เช่น ข่า กระเทียม ดีปลี ขิง พริกไทย และชะเอม เป็นต้น นับว่าการดำเนินชีวิตของอาจารย์มีคุณค่ามากต่อทั้งตัวเอง และผู้อื่น จึงนับว่าเป็นตัวอย่างที่ดียิ่งของชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รุ่นหลัง และคนไทยโดยทั่วไป แหล่งข้อมูล ก่าน ชลวิจารณ์. สัมภาษณ์, 3 เมษายน 2544.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

อาจารย์ ดร. กัญจนา สินธวานนท์

อาจารย์ ดร. กัญจนา สินธวานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2471 ที่ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เป็นบุตรีของหลวงบริหารสิกขกิจ (สกล สินธวานนท์) กับนางบริหารสิกขกิจ (จินดา สินธวานนท์ สกุลเดิม โกศลพันธุ์) ข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีพี่น้องรวมทั้งสิ้น 8 คน เป็นครอบครัวใหญ่ที่มีแบบแผนการอบรมเลี้ยงดูบุตรธิดาอย่างดีเยี่ยม เป็นที่ปรากฏชัดในสังคมไทยและเทศ อาจารย์ ดร. กัญจนา สินธวานนท์ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย (พ.ศ. 2487) และ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา (พ.ศ. 2489) หลังจากสำเร็จการศึกษาได้ปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. 2493 แล้วได้เข้าศึกษาต่อในหลักสูตรประกาศนียบัตรประโยคครูมัธยม ของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีก 1 ปี ได้รับอนุปริญญาบัตรครุศาสตร์ (ป.ม.) แล้วไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกที่ University of Michigan และ Georgetown University ประเทศสหรัฐอเมริกา ใน พ.ศ. 2499 และ พ.ศ. 2513 ตามลำดับ ราว พ.ศ. 2521 ในสมัยที่ ศาสตราจารย์ ดร. ไพฑูรย์ อิงคสุวรรณ เป็นอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีเป้าหมายที่จะพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงได้เชิญ อาจารย์ ดร. กัญจนา สินธวานนท์ ซึ่งรับราชการอยู่ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาช่วยราชการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีห้องทำงานอยู่ที่สำนักงานอธิการบดี อาคารหอประชุม ภารกิจแรกที่ได้รับมอบหมายคือการร่วมกับคณาจารย์ที่สอนวิชาภาษาอังกฤษในภาควิชาภาษา คณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ สร้างข้อสอบมาตรฐานของมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์เพื่อทดสอบวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษของนิสิต (Placement Test) และนำผลสอบมาจัดให้นิสิตเข้าเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน 1 หรือ 2 หรือ 3 หรือได้รับยกเว้น ตามระดับความรู้ ควบคู่ไปกับการสร้างตำราเรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานสำหรับนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แม้ในปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะไม่ได้ใช้ข้อสอบมาตรฐานวัดระดับความรู้ของนิสิตและไม่ได้ใช้ตำราเรียนเช่นที่เคยใช้ระหว่าง พ.ศ. 2525-2530 แล้วก็ตามแต่หลักการในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้เหมาะสมกับพื้นความรู้ของนิสิตก็ยังคงอยู่ โดยได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ภารกิจหลักที่ก่อให้เกิดผลอันยั่งยืนอีกประการหนึ่งที่ อาจารย์ ดร. กัญจนา สินธวานนท์ ได้รับมอบหมายให้เป็นแม่งานก็คือการแยกการศึกษาสาขาอักษรศาสตร์ในนาม ภาควิชาภาษา ออกจากคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์อย่างเป็นเอกเทศ เพื่อสนองนโยบายของทบวงมหาวิทยาลัยที่จะให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีสาขาวิชาครอบคลุมทั้งวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2521 อาจารย์ ดร. กัญจนา สินธวานนท์ โอนมาดำรงตำแหน่งอาจารย์ ภาควิชาภาษา คณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ และเป็นหัวหน้าภาควิชาภาษาในสมัยที่ ศาสตราจารย์ ดร.ทวี ญาณสุคนธ์ เป็นคณบดี และการสร้างคณะใหม่สำเร็จเสร็จสิ้นในสมัยที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุขประชา วาจานนท์ เป็นคณบดี นับแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2524 เป็นต้นมา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงมีคณะมนุษยศาสตร์เป็นน้องใหม่ จัดเป็นคณะที่ 11 และวันที่ 21 กรกฎาคม 2524 อาจารย์ ดร. กัญจนา สินธวานนท์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณบดีคนแรกของคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ได้อนุเคราะห์ให้ใช้ชั้น 2 และ 3 ของตึกคณิตศาสตร์-สถิติ ซึ่งเดิมเป็นที่ทำการของภาควิชาภาษาเป็นที่ทำการของคณะมนุษยศาสตร์ต่อไปจนคณะมนุษยศาสตร์มีอาคารเป็นของตนเองเช่นปัจจุบันใน พ.ศ. 2530 อาจารย์ ดร. กัญจนา สินธวานนท์ ได้ขอลาออกก่อนเกษียณอายุราชการ เมื่อ พ.ศ. 2527 ตลอดเวลาที่ปฏิบัติราชการอยู่ ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ที่ได้มีโอกาสร่วมทำงานใกล้ชิดกับ อาจารย์ดร. กัญจนา สินธวานนท์ ได้เห็นว่าท่านเป็นผู้ที่อุทิศตนให้กับการทำงานโดยไม่เคยเรียกร้องต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อประโยชน์ส่วนตน มีความทันสมัยในด้านวิชาการ มีความสามารถและมีความมุ่งมั่นในกิจที่ทำเป็นปกติ อุทิศตนให้กับการทำงานโดยไม่เคยเรียกร้องต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อประโยชน์ส่วนตน อีกทั้งเป็นผู้มีความกรุณา มีกิริยางดงาม มีอัธยาศัยอ่อนโยน มีวาจาไพเราะ มีความสมถะและถ่อมตนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย คณะมนุษย์ศาสตร์ : วิชาการผสานวิชาชีพ สิ่งที่ควรบันทึกเกี่ยวกับการจัดตั้งคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็คือคำประกาศของคณะมนุษยศาสตร์ที่ว่า ในความหมายเดิม มนุษยศาสตร์ เป็นการศึกษาที่เน้นหนักด้านจิตใจ ถือการพัฒนาสติปัญญา คุณธรรม และรสนิยมของบุคคลเป็นคุณค่าสูงสุด แต่ปัจจุบัน มนุษยศาสตร์ ขยายขอบเขตออกไปครอบคลุมถึงการศึกษาที่นำไปเป็นประโยชน์ใช้สอยได้โดยตรงอีกด้วย การจัดการศึกษาของคณะมนุษยศาสตร์จึงเป็นไปตามหลักปรัชญาการศึกษาเพื่ออาชีพ (Career Education) คือเป็นการผสมผสานกันระหว่างวิชาการกับอาชีพ ด้วยตระหนักดีว่าความรู้ทางอาชีพจำเป็นต้องควบคู่ไปกับวิชาการและการพัฒนาจิตใจของผู้ศึกษา จึงจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง นั้นเป็นบทสรุปวิสัยทัศน์และความกล้าหาญที่จะทำในสิ่งที่เชื่อว่าเป็นคุณประโยชน์แก่ผู้เรียนของ อาจารย์ ดร. กัญจนา สินธวานนท์ ที่ต้องกล่าวว่าเป็น ความกล้าหาญ นั้นก็เนื่องจากการผสมผสานวิชาการกับวิชาชีพเข้าเป็นหลักสูตรเดียวเป็นเรื่องใหม่และแปลกในยุคที่สถาบันการศึกษาถูกแยกออกเป็น วิชาการ กับ วิชาชีพ อย่างชัดเจน กว่าที่จะสามารถชี้แจงให้ประชาคมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เข้าใจและยอมรับได้ อาจารย์ ดร. กัญจนา สินธวานนท์ และผู้ร่วมงานก่อตั้งคณะมนุษยศาสตร์ต้องทำงานหนักมาก อย่างไรก็ตามการบูรณาการความรู้อย่างที่เป็นปรัชญาการศึกษาของคณะมนุษยศาสตร์สามารถสนองตอบความต้องการขององค์กรโดยเฉพาะภาคธุรกิจได้อย่างน่าพึงพอใจ ทำให้คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดดเด่น แตกต่างจากคณะที่อยู่ในกลุ่มวิชาเดียวกันทุกแห่งในครั้งนั้นและยังคงความทันสมัยอยู่จนทุกวันนี้ อาจารย์ ดร. กัญจนา สินธวานนท์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2566 สิริรวมอายุได้ 95 ปี แหล่งข้อมูล ความคิด-ความเรียง ของ ศาสตราจารย์ ดร.กานดา ณ ถลาง. อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ศาสตราจารย์ ดร.กานดา ณ ถลาง ณ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร. วันที่ 13 พฤษภาคม 2529. ศิริลักษณ์ ลิ้มภักดี. รองศาสตราจารย์ ภาควิชาภาษาต่างประเทศ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. สัมภาษณ์, 12 มีนาคม 2546. วรรณา นาวิกมูล, บรรณาธิการ. มนุษย์ศาสตร์ : สหวิทยาการแห่งชีวิต. กรุงเทพมหานคร : คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2544. (จัดพิมพ์ในโอกาสคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครบรอบ 20 ปี พุทธศักราช 2544). กัญจนา สินธวานนท์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรี, 2508.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

อาจารย์กวี วิสุทธารมณ์

รักษาราชการแทนอธิการบดี 1 พฤศจิกายน 2510 - 20 พฤศจิกายน 2510 อาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ เป็นบุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งในการก่อตั้งและพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ ทำงานเพื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ก่อประโยชน์ให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นานัปการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการบุกเบิกเพื่อก่อตั้งวิทยาเขตกำแพงแสน อาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ เกิดเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2452 ที่ตำบลบ้านดอน (เทพกษัตริย์) อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เป็นบุตรคนที่ 2 ของนายขำ นางแหมะ วิสุทธารมณ์ เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย บิดามารดามีอาชีพกสิกรรม และเป็นแพทย์แผนโบราณประจำตำบล เดิมบิดามารดาใช้สกุล กันภัย ต่อมานายกองพี่ชายได้ขอเปลี่ยนนามสกุลจาก กันภัย มาเป็นวิสุทธารมณ์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2482 และพี่น้องทุกคนได้เปลี่ยนตามตั้งแต่นั้นมา อาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ ได้สมรสเมื่อ พ.ศ. 2472 กับคุณเจียน เมตตาจิตต์ บุตรีของ ขุนปราณีนรกรรม์ กับนางเนื่อง เมตตาจิตต์ การศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนประจำมณฑลภูเก็ต สำเร็จชั้นมัธยมปีที่ 6 เมื่อ พ.ศ. 2467 แล้วบวชเป็นเณร พ.ศ. 2468 ได้รับทุนมณฑลมาเรียนหลักสูตรประโยคครูประถมกสิกรรม (ป.ป.ก.) ที่บางสะพานใหญ่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มาพร้อมกับนักเรียนทุนอีกคนหนึ่งชื่อ ร่าน รักเจริญ ได้เบี้ยเลี้ยงวันละ15 บาท เมื่อได้รับทุนศึกษาก็สึกจากเณรเดินทางมา ทันที ถึงสถานีบางสะพานใหญ่ นายพรหม ท้าวสัน กับนายทิม หาญกล้า นักเรียนปีที่ 1 ซึ่งเดินทางมาถึงก่อน ขับเกวียนมารับ พอเห็นศีรษะโล้นก็ล้อว่า มหา และเรียก มหากวง เรื่อยตลอดมา พอไปถึงโรงเรียนก็ไปรายงานตัวต่อท่านเจ้าคุณอาจารย์ใหญ่ (พระยาเทพศาสตรสถิตย์) ขณะนั้นท่านนุ่งกางเกงขาก๊วยกำลังดายหญ้าที่ลานหน้าบ้าน พ.ศ. 2469 โรงเรียนย้ายมาทับกวาง จังหวัดสระบุรี แรก ๆ นั่งเรียนหนังสือใต้ต้นไม้ สิ้นปีสอบได้ ป.ป.ก. ระหว่างเรียนมีความประทับใจข้อความตอนหนึ่งในหนังสือหลักการสอนวิชาทำสวน (เจ้าคุณอาจารย์ใหญ่พิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นคู่มือนักเรียน) ซึ่งท่านเจ้าคุณเน้นว่า นักเรียน ป.ป.ก. ที่สำเร็จออกไปเป็นครูสอนเด็ก ต้องยึดเป็นหลักไว้ในใจว่า จะต้องพยายามปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวชาวกสิกรให้ดีขึ้นสูงขึ้น ให้กินดีอยู่ดี แต่มิใช่ฟุ่มเฟือย หลังจากจบการศึกษาที่ทับกวาง ได้วุฒิ ป.ป.ก. ใน พ.ศ. 2470 แล้วท่านได้เข้ารับราชการ โดยเป็นครูน้อย ประจำโรงเรียนมณฑลภูเก็ต หรือโรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย สังกัดกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2475 ย้ายไปเป็นครูน้อยโรงเรียนฝึกหัดครูมูล มณฑลภูเก็ต (กระทรวงธรรมการ) และ พ.ศ.2478 ย้ายไปเป็นครูน้อยโรงเรียนฝึกหัดครูมูลกสิกรรม จังหวัดเพชรบุรี แต่ด้วยท่านเป็นผู้ใฝ่รู้ได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา ใน พ.ศ. 2478 ท่านสอบได้ประกาศนียบัตรประโยคครูมัธยมกสิกรรม (ป.ม.ก.) และได้รับปริญญาตรีธรรมศาสตรบัณฑิต (ธ.บ) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง (ม.ธ.ก.) ใน พ.ศ. 2496 อาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2480 โดยเป็นครูตรี ที่โรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรมแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดกระทรวงธรรมการ พ.ศ. 2481 เป็นครูตรีโรงเรียนเตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดกองวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมเกษตรและการประมง กระทรวงเกษตราธิการ หลังจากนั้นได้ไปช่วยราชการกองสถานีทดลอง กรมเกษตร อีก 2 ปี จนกระทั่ง พ.ศ.2484 จึงได้เป็นครูตรีประจำวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และทำหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้ปกครองนิสิตด้วย ช่วงเวลาที่เป็นอาจารย์ประจำที่วิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สังกัดกระทรวงเกษตราธิการนี้เอง ท่านได้ร่วมกับบรรดาคณาจารย์อีกหลาย ๆ ท่าน ช่วยกันก่อตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนสามารถก่อตั้งได้เรียบร้อยใน พ.ศ.2486 (ยังสังกัดกระทรวงเกษตราธิการ) พ.ศ. 2486 อาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกสารบรรณ สำนักงานเลขาธิการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กระทรวงเกษตราธิการ และทำหน้าที่เป็นอาจารย์ดูแลปกครองนิสิต ดังนั้น นิสิตตั้งแต่รุ่นแรกๆ ของวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงรู้จักและคุ้นเคยกับอาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ มากเป็นพิเศษ ใน พ.ศ. 2495 ท่านได้ดำรงตำแหน่งรักษาราชการในตำแหน่งเลขาธิการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แทนเลขาธิการ ซึ่งลาไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกันก็รักษาการในตำแหน่งเลขานุการกรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ดูแลปกครองนิสิตเช่นเดิม ชีวิตราชการของอาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ เจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ โดยใน พ.ศ. 2496 ได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์เอก คณะเกษตรศาสตร์ ในขณะเดียวกันก็ยังดำรงตำแหน่งรักษาราชการในตำแหน่งเลขาธิการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และตำแหน่งเลขานุการกรมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เช่นเดิม จนถึง พ.ศ. 2501 จึงได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกตำแหน่งหนึ่ง จนกระทั่ง พ.ศ. 2504 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เปลี่ยนสังกัดจากกระทรวงเกษตร มาสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี อาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ ได้ดำรงตำแหน่งเลขานุการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และทำหน้าที่ดูแลปกครองนิสิตด้วย พ.ศ. 2506 ได้เลื่อนเป็นข้าราชการสามัญชั้นพิเศษอันดับ 1 และดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายปกครองและสวัสดิการ และได้ดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นระยะเวลาสั้นๆ คือ ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2510 เหตุการณ์สำคัญในช่วงที่อาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ ใกล้จะเกษียณอายุราชการ ที่ควรบันทึกไว้คือ เมื่อ พ.ศ.2509 ด้วยความดำริชอบของ ม.ล. ชูชาติ กำภู อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในขณะนั้น เล็งเห็นว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่บางเขน ซึ่งต้องมีการแบ่งเนื้อที่ให้กระทรวงเกษตร จึงทำให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คับแคบ ไม่สามารถจะขยายอีกได้เพื่อรองรับนิสิตที่จะเพิ่มขึ้น และไม่มีสถานที่สำหรับฝึกนิสิต อธิการบดีจึงได้ดำริที่จะขยายมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปเปิดวิทยาเขตแห่งใหม่ ที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นที่บริเวณในพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตเวนคืนของกรมชลประทาน ม.ล. ชูชาติ กำภู อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้ตั้งคณะกรรมการเวนคืน และจัดซื้อที่ดินที่วิทยาเขตกำแพงแสนขึ้น โดยมี อาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ เป็นประธาน ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นกรรมการ ผู้อำนวยการจัดซื้อที่ดินกรมชลประทาน เป็นกรรมการ ที่ดินจังหวัดนครปฐม เป็นกรรมการ และ นายชาญชัย ณ ป้อมเพ็ชร เป็นกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการได้ทำการจัดการเวนคืนและจัดซื้อที่ดินได้ประมาณ 8,000 ไร่ สร้างเป็นวิทยาเขตกำแพงแสน เพื่อการขยายมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะได้รับนิสิตเพิ่มขึ้นได้ โดยอาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ ได้ดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ. 2509 ถึง พ.ศ. 2511 ต่อจากนั้นท่านก็เกษียณอายุราชการ จะเห็นได้ว่าตลอดชีวิตราชการของท่าน ได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ ให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตลอดมา อาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ ได้เข้ารักษาตัวอยู่ ณ โรงพยาบาลราชวิถีจนถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2533 สิริอายุได้ 81 ปี 10 เดือน 7 วัน แหล่งข้อมูล อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ อาจารย์กวี วิสุทธารมณ์. ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน 2533. กวี วิสุทธารมณ์. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงธรรมการ, 2470.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม
เข้าชมเนื้อหา

ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา

ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา เป็นบุตรของ พ.ต.อ. พระมหาวิชัย (ฉัน) และนางลักขณา ทรรทรานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2469 ที่ตำบลกุฎีจีน อำเภอธนบุรี จังหวัดธนบุรี ในระยะแรกของการศึกษา จบชั้นประถมที่โรงเรียนซานตาครูสคอนแวนต์ พ.ศ. 2482 ชั้นมัธยมที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พ.ศ. 2486 ปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง สาขาเคมี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อพ.ศ. 2491 ได้เข้าทำงานในโรงงานผลิตภัณฑ์ยางได้ไม่นานก็ต้องลาออก ด้วยล้มป่วยเนื่องจากการสูดดมแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ในโรงงาน ต่อมาได้รับทุนจากรัฐบาลอเมริกาไปเรียนต่อปริญญาโท สาขาเคมี ที่ University of California เบอร์กเลย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยไม่มีเงื่อนไขการชดใช้ทุนกับหน่วยราชการใด ความทราบถึงท่านอธิการบดีคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ จึงได้กราบบังคมทูลให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ เมื่อครั้งเสด็จไปประเทศสหรัฐอเมริกาให้แวะไปชักชวน ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา กลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดังนั้น หลังจากจบปริญญาโท ทาง Science ที่ University of California เมื่อ พ.ศ. 2496 แล้ว ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา จึงได้เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใน พ.ศ. 2496 ในขณะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก่อตั้งได้เพียง 10 ปี และจบปริญญาเอก ทาง Agricultural Biochemistry ที่ Purdue University ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2505 ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า ตลอดระยะเวลายาวนานกว่า 30 ปี ที่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเฉพาะคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อธิการบดี ปูชนียบุคคลที่ควรแก่การยกย่องอย่างยิ่ง ท่านมีระบบบริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เยี่ยงบิดาปกครองบุตร ครูอาจารย์ทุกคนต่างทำงานหนักด้วยความอดทนเยี่ยงเกษตรกร ทุกฝ่ายได้ช่วยกันดำเนินการทุกวิถีทางที่จะให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งเปรียบเสมือนเด็กลูกทุ่ง สามารถเจริญเติบโตท่ามกลางสายลมแสงแดด มีชีวิตที่แข็งแกร่งมั่นคงแข็งแรง จนเติบใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าของประเทศดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การบริหารงานในระบบครอบครัวของอธิการบดีหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจที่ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมาประทับใจอย่างยิ่งคือ ทุกครั้งที่อธิการบดีมีราชการต้องประชุมปรึกษาหารือกับผู้ร่วมงาน ท่านจะเชิญให้มาประชุมที่โต๊ะตัวยาว เก้าอี้ธรรมดาๆ ไม่หรูหราอย่างการประชุมผู้บริหารในยุคปัจจุบัน สถานที่ประชุมเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวกลางทุ่งบางเขน ที่ภาคภูมิใจที่สุดคือ ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา ซึ่งเปรียบเสมือนลูกสาวคนเล็กจะได้รับเกียรติให้เข้าร่วมประชุมด้วยทุกครั้ง โดยนั่งอยู่ปลายๆ โต๊ะร่วมประชุมกับอาจารย์ผู้ใหญ่ อาทิ ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ อาจารย์แทน อิงคสุวรรณ อาจารย์กวี วิสุทธารมณ์ และคุณหลวงสมานวนกิจ เป็นต้น ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การดำเนินงานด้านวิชาการ หรือในเรื่องทั่วๆ ไปของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะผ่านการถกเถียงวิพากวิจารณ์ เสนอความคิดเห็นอย่างอิสระจากที่ประชุมดังกล่าว และก่อนการปิดประชุมทุกครั้ง ท่านอธิการบดีจะมีวิธีสรุปรวบยอดความคิดที่ทุกคนเห็นด้วยและยอมรับ เพื่อนำไปปฏิบัติและดำเนินการต่อไปโดยไม่มีข้อโต้แย้งภายหลัง ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา ได้เล่าต่อไปว่า บางครั้งการที่ลูกทำตามคำสั่งพ่อก็ทำให้มีเรื่องขำไม่ออกเหมือนกัน ดังเช่น มีอยู่วันหนึ่ง อธิการบดีให้คนมาตาม ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา ไปพบ มอบหมายให้นำฝรั่งสามีภรรยาคู่หนึ่งชมกิจการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขณะทำหน้าที่อย่างขมักเขม้นอยู่นั้น ก็มีคำถามจากฝรั่งทั้งคู่ว่า คุณเรียนจบสาขาใด ? ตอบทันทีว่า สาขาเคมี จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่เบอร์กเลย์ และในเร็วๆ นี้ ดร. ไลนัส พอลิ่ง จากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ผู้ซึ่งได้รับรางวัลโนเบล สาขาเคมี จะแวะมาประเทศไทยในโอกาสผ่านมาเพื่อไปรับรางวัลที่ประเทศสวีเดน ฝรั่งผู้ชายยิ้มอย่างกว้างขวางพร้อมกับพูดว่า ผมนี่แหละ ไลนัส พอลิ่ง ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมาตระหนักในทันทีนั้นว่า ได้จุดใต้ตำตอเข้าแล้ว และเกิดความสงสัยไม่รู้หาย จนถึงปัจจุบันนี้ว่า ใครหนอเป็นคนแนะนำให้ ดร. ไลนัส พอลิ่ง แวะมาเยี่ยมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ของเรา และ ดร. ไลนัส พอลิ่ง จะคิดเช่นไร เมื่อมาพบว่าสำนักงานอธิการบดีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นเพียงเรือนไม้ชั้นเดียว หลังเล็กๆ อยู่กลางทุ่งกว้าง มีอธิการบดีนั่งบริหารงานในห้องที่เปิดโล่ง ลมพัดผ่านท่ามกลางเปลวแดด ที่สำคัญคือ ไม่มีเลขานุการสาวนั่งหน้าห้องดังเช่นที่พบเห็นอยู่ทั่วไป แม้อธิการบดีคุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจได้จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปนานแล้ว แต่วัฒนธรรมองค์กรของเราแบบลูกทุ่ง ทำให้พูดกันง่าย เข้าใจกันง่าย เอาอย่างไรก็เอากัน แม้มีปัญหาก็ช่วยกันแก้ไข จนบางครั้งอาจจะสามัคคีกันมากเกินไปด้วยซ้ำ ต่อคำถามที่ว่าเคยมีลูกๆ คิดนอกลู่นอกทางบ้างไหม? ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา ตอบว่า มีแน่นอน แต่พี่ๆ น้องๆ จะช่วยกันชี้แจงแสดงเหตุผลเกลี้ยกล่อม โน้มน้าวกันไป จนในที่สุดก็ลงเอยกันด้วยดี ในอดีตที่ผ่านมา ใช่ว่าจะไม่มีการปรับเปลี่ยนหรือปฏิรูปทางด้านการศึกษาก็หาไม่ ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า ในระบบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยไทย ได้มีการเปลี่ยนจากระบบชั้นปีมาเป็นระบบหน่วยกิต และเปลี่ยนการวัดผลจากการให้คะแนนร้อยละ มาเป็นระดับแต้มคะแนน ซึ่งมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ รับสิ่งเหล่านั้นมาปฏิบัติเป็นมหาวิทยาลัยแรก อย่างราบรื่นโดยพร้อมเพรียงกันทุกคณะ ทั้งนี้ เพราะผู้บริหาร ศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ ท่านจบจาก University of Maryland ประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านจึงเข้าใจและคุ้นเคยกับระบบการศึกษาแบบนี้มาก่อน จึงได้นำมาปรับใช้อย่างไม่มีปัญหา ในขณะที่บางมหาวิทยาลัยเกิดการโต้เถียงขัดแย้งกันภายในเป็นอย่างมาก ทำให้มหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่มาเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ถามด้วยความสงสัยว่า เหตุใดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงมีเอกภาพ ทุกคณะปฏิบัติได้เหมือนๆ กันอย่างเรียบร้อย คำตอบคือ เป็นเพราะประวัติความเป็นมาเมื่อครั้งก่อตั้งมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกัน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ผ่านระยะเริ่มแรกด้วยการบริหารแบบพ่อปกครองลูก ทำให้มีความปรองดองกัน อันเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่สืบทอดมาถึงปัจจุบัน นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ยังเป็นมหาวิทยาลัยแรกๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือจาก Rockefeller Foundation ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา เป็นหนึ่งในสองคนแรกของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ได้รับทุนนี้ไปทำปริญญาเอก สาขาเคมี ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ถามถึงความภาคภูมิใจในงานที่ได้กระทำไว้ให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา ตอบว่า การต่อเติมและก่อสร้างตึกเคมีทั้งห้องปฏิบัติการและห้องบรรยายขนาดใหญ่แทนห้อง 600 เดิม เป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจที่สุด ทั้งนี้เพราะในสมัยนั้นท่านได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าแผนกวิชาเคมี ต่อจากศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ ดังนั้น ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมาจึงรับผิดชอบในการออกแบบต่อเติมห้องปฏิบัติการเคมีเองทั้งหมด รวมถึงการเดินท่อน้ำ ท่อแก๊ส ระบบไฟฟ้า ซึ่งล้วนเป็นงานกระจุกกระจิกที่ต้องชี้แจงเจรจาต่อรอง ด้วยเหตุด้วยผลกับสถาปนิก ผู้ซึ่งไม่มีความคุ้นเคยงานทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่เป็นผู้ออกแบบตึกแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ได้ไต่ถามถึงความต้องการและประโยชน์ใช้สอยจากผู้ใช้ตึก นับเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิตของศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา ดังนั้น จึงต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการขอเข้าไปมีส่วนร่วมกับสถาปนิกและวิศวกรในระหว่างการก่อสร้างทุกขั้นตอน เมื่อสร้างห้องปฏิบัติการเสร็จแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมายังต้องออกแบบติดตั้งโต๊ะปฏิบัติการซึ่งต้องเว้นพื้นที่ตรงกลางไว้ให้อาจารย์ผู้ควบคุมเดินผ่านได้ รวมถึงการติดตั้งท่อลม ท่อแก๊ส ระบบไฟฟ้า ตู้ดูดควันและอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่นๆ อีกจิปาถะ ในที่สุดทุกอย่างก็สำเร็จลุล่วงด้วยดี ต่อมาใน พ.ศ. 2517-2518 ได้งบประมาณก่อสร้างตึกเคมีใหม่ เป็นตึก 6 ชั้น มีดาดฟ้า ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของถนนหลวงสุวรรณฯ อันเป็นตึกเคมีที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ อาศัยประสบการณ์ที่ได้จากการต่อเติมตึกเคมีเดิมมาแล้ว 2 ครั้ง อีกทั้งได้ไปดูงานห้องปฏิบัติการเคมีที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมาจึงตั้งใจออกแบบตึกใหม่นี้ให้ดีที่สุด โดยได้ขอเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบกับสถาปนิกและวิศวกรตั้งแต่เริ่มต้น กำหนดให้ตึกใหม่นี้ไม่มีระเบียงซึ่งเป็นสูตรสำเร็จของสถาปนิกในสมัยนั้น แต่ขอให้มีโถงทางเดินอยู่ตรงกลางตึกแทน ให้ด้านหนึ่งเป็นห้องทำงานอาจารย์ และห้องบริการเบิกจ่ายของแก่นิสิต ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นห้องปฏิบัติการ ส่วนห้องเก็บสารเคมีไวไฟ ห้องจ่ายแก๊ส รวมทั้งถังเก็บน้ำ ปั๊มน้ำอัตโนมัติให้อยู่บนชั้นดาดฟ้าทั้งหมด การที่ได้ทำการตกลงและแจ้งให้วิศวกรและสถาปนิกทราบล่วงหน้าถึงความต้องการและประโยชน์ใช้สอยที่จำเป็นในสาขาวิชาเคมี เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะการคำนวณโครงสร้างตึกเพื่อรองรับสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ที่สำคัญคือมีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้น ได้ห้องปฏิบัติการเพิ่มขึ้น เพียงพอต่อนิสิตและวิชาที่จะเปิดสอนในอนาคต นอกจากนั้นยังมีพื้นที่สำหรับห้องปฏิบัติการวิจัยสำหรับอาจารย์และนิสิตปริญญาโท-เอกอีกด้วย ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมากล่าวต่อไปว่า การก่อสร้างตึกใหม่นี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากสถาปนิกและวิศวกรโดยมีรองศาสตราจารย์บุญสม สุวชิรัตน์ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ในฐานะวิศวกรควบคุมการก่อสร้างเป็นสื่อกลางช่วยเจรจากับสถาปนิกให้ แม้เรื่องใหญ่ๆ เช่น การขอเปลี่ยนจากคานเหล็กซึ่งไม่ทนต่อไอกรด ไอด่าง มาเป็นคานคอนกรีตตลอดจนดวงไฟฟ้าให้แสงสว่างต้องไม่มีโลหะโผล่มาให้เห็น ท่อน้ำดี ท่อน้ำทิ้ง ท่อลม และท่อแก๊ส ต้องอยู่ใต้ฝ้าทั้งหมด เพื่อง่ายแก่การตรวจสอบและซ่อมแซมภายหลัง โดยไม่มีการรื้อฝ้าให้เสียหายและเสียเวลา พื้นห้องต้องไม่เป็นพื้นไม้ กระเบื้องยาง กระเบื้องเซรามิกซ์ หรืออื่นใดที่ไม่ทนต่อการหกนองของกรดด่าง หรือเสี่ยงต่อการลื่นล้ม ต่างๆ เหล่านี้ก็ได้รับการสนองตอบจากสถาปนิกและวิศวกรเป็นอย่างดี ในที่สุดตึกเคมีใหม่ก็เสร็จสิ้นด้วยความเรียบร้อย หลังจากเวลาผ่านไป 30 ปี ปัจจุบันนี้การสร้างตึกเคมีไม่ยุ่งยากอีกต่อไป สถาปนิกรุ่นใหม่เข้าใจหลักวิชาดีขึ้น รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ในห้องปฏิบัติการก็มีรูปแบบที่ทันสมัย ง่ายต่อการติดตั้ง ไม่ต้องทุ่มเทความคิดเหนื่อยยากดังที่เป็นมาในอดีต ทั้งหลายทั้งปวงที่ได้เล่ามานี้ จึงเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของ ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา ที่ได้ฝากไว้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในยุคต้นๆ ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา ยังมีเรื่องราวที่นำความภาคภูมิใจและประทับใจอีกหลายเรื่อง แต่ด้วยพื้นที่และเวลามีจำกัด ท่านจึงขอเล่าเรื่องสุดท้ายที่ท่านได้รับเกียรติสูงสุดในชีวิตคือ การได้รับมอบหมายจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ให้เป็นพระอาจารย์ที่ปรึกษาของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระราชธิดาองค์เล็กในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเข้าศึกษาในคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา กล่าวต่อไปว่า ท่านมีความภาคภูมิใจในงานสำคัญนี้มาก ที่ได้ถวายงานทูลกระหม่อมเล็ก โดยได้พยายามทำให้ดีที่สุดตลอดระยะเวลา 4 ปีที่พระองค์ทรงเป็นนิสิตของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านได้ดูแลให้ทูลกระหม่อมเล็กทรงศึกษาตามหลักสูตรเคมีที่พระองค์ทรงเลือกเป็นวิชาเอก ได้ถวายคำแนะนำในการเรียนและการทำกิจกรรม อีกทั้งได้ทูลแนะแนวทางว่าเรียนอย่างไรจึงจะได้ผลดี ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมากล่าวว่าท่านไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยมาก ทั้งนี้เพราะทูลกระหม่อมเล็กทรงมีพระสติปัญญาสูง ความจำดีมาก เข้าพระทัยง่ายต่อคำอธิบายในหลักวิชา ที่สำคัญคือ ทรงขยันมาก ดังนั้น ในฐานะพระอาจารย์ที่ปรึกษา ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมาเพียงแต่พยายามค้นหาจุดเด่นต่างๆ และพยายามให้พระองค์ดึงเอาจุดเด่นเหล่านั้นออกมาใช้ จึงทำให้ผลการเรียนไปได้ดียิ่ง โดยทรงได้รับเหรียญรางวัลเรียนดีทุกปี และเมื่อทรงเรียนครบตามหลักสูตรปริญญาตรีแล้ว ทูลกระหม่อมเล็กทรงได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง และทรงสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยมหิดลในเวลาต่อมา เมื่อคณะวิทยาศาสตร์อักษรศาสตร์ ได้ตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2509 แผนกวิชาเคมีได้ถูกโอนมาสังกัดคณะใหม่ และปรับเปลี่ยนเป็นภาควิชาเคมี โดยมีศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา เป็นหัวหน้าภาควิชาเช่นเดิม ใน พ.ศ. 2521ได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณบดี คณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ ต่อมาได้มีการก่อตั้งคณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาภาษาอังกฤษได้ถูกโอนไปสังกัดคณะใหม่ คณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะวิทยาศาสตร์ และศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมาก็ยังคงดำรงตำแหน่งคณบดีต่อไปจนครบวาระ ใน พ.ศ. 2523 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จงรัก ปรีชานนท์ เป็นอธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมาได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และดำรงตำแหน่งต่อเนื่องถึง พ.ศ. 2529 รักษาการอธิการบดีในระหว่างที่ยังไม่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดีคนใหม่ ซึ่งสรรหาเรียบร้อยแล้ว อีกประมาณ 3-4 เดือน แม้จะดำรงตำแหน่งบริหารในฐานะหัวหน้าแผนกวิชา หัวหน้าภาควิชา คณบดี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และรักษาการอธิการบดีอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา ไม่เคยทอดทิ้งงานสอน ท่านยังคงรับผิดชอบงานสอนในภาควิชาเคมีเหมือนเดิม โดยเฉพาะวิชาเคมีชั้นปีที่ 1 เพราะท่านถือว่าวิชาพื้นฐานในชั้นปีที่ 1 สำคัญมาก ถ้านิสิตมีฐานดี มีหลักที่มั่นคงแล้ว จะสามารถเรียนวิชาที่สูงขึ้นไปได้อย่างไร้ปัญหา โดยจะสอนในช่วงเวลา 08.00-09.00 น. ทั้งนี้เพื่อจะได้มีเวลาทำงานบริหารได้เต็มที่อย่างมีประสิทธิภาพ งานที่ภาคภูมิใจที่สุดอีกชิ้นหนึ่งคือ ตำราเคมีเล่มแรก พิมพ์ครั้งแรกในพ.ศ. 2515 โดยสำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอลิขสิทธิ์ไปพิมพ์และทุกมหาวิทยาลัยจะใช้หนังสือเล่มนี้เป็นหลัก ด้วยมีการปรับปรุง และเพิ่มเติมเนื้อหาใหม่ๆ เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่พิมพ์ จึงต้องแยกเป็น 2 เล่ม ปัจจุบันนี้พิมพ์เป็นครั้งที่ 14 แล้ว นอกจากจะมีโอกาสร่วมทุกข์ ร่วมสุข กับผู้บริหารบุกเบิกก่อสร้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วยความเหนื่อยยากในยุคต้นๆ แล้ว ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา ยังได้ทุ่มเทให้กับงานสอน งานวิจัย งานวิชาการ ตลอดจนงานบริหารทุกระดับอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ตั้งแต่ พ.ศ. 2496 จวบจนเกษียณอายุราชการใน พ.ศ. 2530 เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานถึง 34 ปี และด้วยความรู้ ความสามารถอันสูงส่ง แม้เมื่อเกษียณอายุราชการไปแล้ว ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมายังได้รับเกียรติเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของทบวงมหาวิทยาลัย และกระทรวงศึกษาธิการ ที่สำคัญคือ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นราชบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพ ด้วยการไปประชุมเดือนละ 3-4 ครั้ง ทุกเดือน จึงนับว่าศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมาได้ทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และแผ่นดินเกิดอย่างอเนกอนันต์ สมควรแก่การยกย่องอย่างยิ่ง รางวัลชีวิตที่ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมาได้รับคือ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เหรียญรัตนาภรณ์ ชั้นที่ 3 (พ.ศ. 2527) และมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (พ.ศ. 2542) ในด้านครอบครัวนั้น ศาสตราจารย์ ดร. กฤษณา ชุติมา สมรสกับนายวิสุทธิ์ ชุติมา (ปัจจุบันถึงแก่กรรม) มีบุตร 2 คน คนโตจบการศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ทำงานเป็นล่ามแปลภาษาอังกฤษ แต่งงานแล้ว มีบุตรชาย 1 คน ส่วนคนที่สอง จบการศึกษาจากประเทศเยอรมัน ทำงานที่บริษัทรถยนต์ Mercedes Benz ต่อคำถามสุดท้ายเกี่ยวกับผลดี ผลเสีย ในการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะปรับเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับในอนาคตอันใกล้นี้ ท่านตอบว่า ในหลักการโดยแท้แล้วดีมาก เพราะท่านได้เคยเป็นกรรมการที่ปรึกษาวิชาการร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยสุรนารี และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มาแล้ว ข้อดีอันดับแรกคือ จะสามารถบริหารเงินและงานได้อย่างอิสระ และคล่องตัวกว่าอยู่ในระบบราชการ และยังคงได้รับเงินก้อนอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นปกติ ที่สำคัญคือ จะสามารถคัดสรรคนเก่ง คนดี มีความรับผิดชอบสูงมาทำงานโดยได้รับเงินเดือนสูงกว่าการอิงระเบียบราชการ เขาเหล่านั้นจะได้ทุ่มเทให้กับงานและองค์กรอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ทำงานครึ่งวันที่มหาวิทยาลัย อีกครึ่งวันไปทำงานที่อื่นดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ข้อเสียคือ มหาวิทยาลัยอาจต้องหารายได้เพิ่มเติมสำหรับเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นและกิจกรรมบางอย่างที่จำเป็น ซึ่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ของเราทำได้แน่นอน เพราะเรามีจุดเด่นทางสาขาเกษตรศาสตร์ จึงควรผลักดันจุดเด่นนี้ให้สูงขึ้นอย่างจริงจังเป็นเรื่องเป็นราวและมีประสิทธิภาพ ให้เป็นที่เชื่อถือทั้งในประเทศ และต่างประเทศ และควรมีการผลักดันด้านอื่นๆ เสริมด้วย ตลอดจนควรมีการเรียนการสอนทางด้านแพทยศาสตร์และพยาบาลศาสตร์ ให้เป็นมหาวิทยาลัยที่สมบูรณ์แบบ แหล่งข้อมูล กฤษณา ชุติมา. สัมภาษณ์, 1 ธันวาคม 2543. กฤษณา ชุติมา. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตร, 2497.
รายละเอียด ดูเพิ่มเติม