รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี
เมื่อเป็นนิสิตมีโอกาสเป็นนิสิตฝึกงาน (trainee) จึงได้ฝึกปฏิบัติมาก เข้าฝึกงานการปลูกผักของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด คติการ เป็นอาจารย์ผู้ดูแล ฝึกงานสวนผักประมาณปีเศษ ย้ายไปฝึกงานด้านสวนผลไม้กับอาจารย์อัญเชิญ ชมภูโพธิ์ ในช่วงนั้น ศาสตราจารย์หลวงสมานวนกิจ เป็นคณบดี ท่านสนใจและดำเนินการเลี้ยงผึ้งพันธุ์ เลี้ยงกบ เลี้ยงนกพิราบ เลี้ยงไส้เดือน ซึ่งยังไม่มีใครทำมาก่อน จึงได้มอบให้รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีเป็นผู้ดูแลเพิ่มเติมจากงานขยายพันธุ์ไม้ผล และไม้ประดับ การปฏิบัติมากประสบการณ์ดังกล่าวนี้มีคุณค่ามากต่อรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี ได้พึ่งพาตนเองให้มีรายได้ ช่วยไม่ให้ขาดแคลนด้านทุนทรัพย์ขณะเรียน
เมื่อจบปริญญาตรีได้เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ในคณะกสิกรรมและสัตวบาล ประมาณ 1 ปี ศาสตราจารย์หลวงสมานวนกิจ ได้อนุมัติให้ไปฝึกงานในฟาร์มเลี้ยงผึ้ง ที่มลรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 1 ปี เป็นการเรียนรู้การปฏิบัติงานกับเจ้าของฟาร์ม
พ.ศ. 2501 ได้ไปศึกษาระดับปริญญาโททางพฤกษศาสตร์ สาขาสรีรวิทยาที่ Oregon State University สหรัฐอเมริกา โดยทุนรัฐบาลอเมริกัน เมื่อจบแล้ว (พ.ศ. 2503) กลับมาเป็นอาจารย์อยู่ในภาควิชาชีววิทยา มีศาสตราจารย์จรัด สุนทรสิงห์ เป็นคณบดี ได้มอบหมายวิชาในสาขาสรีรวิทยาของพืช ซึ่งประกอบด้วยหลายวิชาให้ดำเนินงานต่อ เมื่อรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี เข้าดำเนินงาน ได้ทำการปรับปรุงทั้งเนื้อหาวิชา และด้านปฏิบัติการ สร้างห้องปฏิบัติการ สร้างเรือนต้นไม้ และได้นำการเรียนรู้การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและการเลี้ยงต้นไม้ในน้ำยา ใช้ประโยชน์ได้ทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท วิชาสรีรวิทยาของพืชเป็นวิชาบังคับในหลายภาควิชา จึงมีนิสิตมาลงทะเบียนเรียนจำนวนมาก
งานบริหาร เนื่องจากภาควิชาพฤกษศาสตร์ได้แยกมาจากภาควิชาชีววิทยามาสังกัดในคณะวิทยาศาสตร์ รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีเป็นอาจารย์อาวุโสผู้มีความสามารถและเหมาะสม จึงได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ หัวหน้าภาควิชาพฤกษศาสตร์เป็นคนแรก เป็นอยู่หลายวาระติดต่อกัน จนใกล้เกษียณอายุราชการ ในระยะเริ่มแรกที่ตั้งเป็นภาควิชาฯ ยังขาดแคลนทั้งอุปกรณ์การสอน ตำรา และบุคลากร รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีได้ทุ่มเทเวลาในการบริหารจัดการ เพื่อการเรียนการสอน การวิจัย ได้มีส่วนปรับปรุงหลักสูตรให้มีเนื้อหาที่เหมาะสม และก้าวหน้าทันสมัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางวิชาการ รวมถึงความถูกต้องด้วย เพราะเป็นวิชาพื้นฐานของหลายคณะ และหลายภาควิชา ซึ่งมีนิสิตมาลงทะเบียนเรียนชั้นละหลายร้อยคน รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธียังมีนโยบายที่จะบริการอาจารย์ในภาควิชาให้มีความสะดวกในการปฏิบัติการเรียนการสอน เครื่องมือทดลองบางอย่างราคาสูง เห็นว่าควรใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ เพราะถ้ามีไว้ใช้ประโยชน์น้อยจะไม่คุ้มค่า
ปรัชญาในการทำงาน ต้องมีสำนึก ความนึกคิดว่าจะทำประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มากที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด บทบาทใด จงทำความเจริญตามความสามารถที่จะทำให้แก่สิ่งนั้น สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ต้องคิดพึ่งตัวเองไว้ก่อน อย่างคิดจะทำงานวิจัยก็ต้องลงมือทำโดยไม่ต้องรอว่าจะต้องขอเงินวิจัยให้ได้ก่อนจึงจะลงมือทำ การเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ สอนให้รู้จิตใจของนักวิทยาศาสตร์ (scienctific mind) เมื่อพบสิ่งใดที่มีหลักฐานแน่นอน เผยแพร่ได้ก็ให้เผยแพร่ อาจารย์จะไม่คิดอะไรมาก เพราะชีวิตของคนคนหนึ่งไม่สามารถจะทำอะไรได้มาก แม้จะคิดไว้มากเพียงใดก็ตาม
การสอนหนังสือ แนวคิดของ รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี ถือว่าการสอนหนังสือเป็นการให้ความรู้ ทำให้คนมีความรู้ความสามารถ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินอาชีพ การสอนวิชาทางวิทยาศาสตร์ต้องสอนทั้งบรรยายและปฏิบัติการ ใช้ทั้งสมองและการลงมือทำ สอนให้รู้จักการวิจัย การทำวิจัยต้องมีความซื่อสัตย์ในการตัดสินผลการวิจัย ไม่ลำเอียง มีการอ้างอิงเพื่อยืนยันผลการวิจัย มีการให้เกียรติ ผู้วิจัยมาก่อน ด้วยการอ้างชื่อผู้ที่เคยทดลองไว้ก่อน เป็นการสร้างนิสัยที่สามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตในการงานได้ด้วย ที่สำคัญคือสอนให้รู้จักสรุปผลอย่างสั้นๆ ได้ใจความไม่ยืดเยื้อ ดังที่เรียกว่าทำ abstract
งานเอกสาร และตำรา ได้เขียนตำราพืชไว้หลายเล่ม ที่นำมาใช้ประกอบในมหาวิทยาลัยคือ พฤกษศาสตร์ทั่วไป และสรีรวิทยาของพืช ได้ร่วมงานกับทบวงมหาวิทยาลัย โดยจัดทำหนังสือชีววิทยา ระดับมหาวิทยาลัย โดยร่วมกับอาจารย์ชีววิทยาที่สังกัดมหาวิทยาลัยของรัฐ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใช้เป็นหนังสือประกอบวิชาชีววิทยาในระดับมหาวิทยาลัย
ผลงานวิจัยของรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี มีมากมาย นับได้ว่าเป็นผู้ได้อุทิศตนให้กับงานวิจัยอย่างแท้จริง มีความตั้งใจ ความพยายามที่จะทำการค้นคว้าทดลองอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ระยะเริ่มแรกที่เข้ามารับราชการในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นช่วงที่ขาดแคลนข้อมูล และอุปกรณ์ที่จะอำนวยความสะดวกในเรื่องการเรียนการสอน และการวิจัย ทำให้ต้องปฏิบัติงานหลายๆ ด้านพร้อมกัน ทั้งการสอน เขียนตำรา และทำงานวิจัยควบคู่กันไป แต่ก็ยังไม่ได้ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ ได้อุทิศเวลาตลอด 7 วัน ใน 1 สัปดาห์ เพื่อการเรียนการสอนในวันราชการ และออกปฏิบัติการในช่วงวันหยุดราชการ ซึ่งได้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องมาตลอด ผลงานวิจัยที่ปรากฏมีมากมาย และล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อวงวิชาการ ส่วนใหญ่งานวิจัยเป็นงานด้านท้องที่สามารถนำไปปรับใช้ประโยชน์ได้ งานวิจัยมีทั้งที่ทำคนเดียวและทำเป็นทีม ถ้าทำเป็นทีมจะเป็นงานที่ออกท้องที่ โดยร่วมกับนักวิจัยคณะอื่นๆ มี คณะเกษตร คณะวนศาสตร์ อย่างเช่น งานทดลองการวัดการเจริญเติบโตของต้นยางนา งานทดลองเน้นหนักไปทางด้านการตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม งานรวบรวมพันธุ์พืชตระกูลถั่ว งานด้านสิ่งแวดล้อมสะแกราช งานอาสาสมัครโครงการหลวง ฯลฯ
งานอาสาสมัครโครงการหลวง รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี มีส่วนร่วมทำงานในโครงการหลวงมาเป็นเวลานานมาก ก่อนที่จะเริ่มเข้าเป็นอาสาสมัครงานในโครงการหลวงนั้น ทางคณะวนศาสตร์โดยท่านคณบดี เทียม คมกฤส เริ่มงานโครงการต้นน้ำลำธาร มี ศาสตราจารย์ ดร. สง่า สรรพศรี เป็นผู้ทดลองโครงการนี้ จึงเชิญรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี มาร่วมงานด้วย ปรากฏว่าพื้นที่ต้นน้ำลำธารถูกทำลาย ทำไร่เลื่อนลอย มีการปลูกฝิ่นโดยพวกชาวเขา จึงมีแนวคิดให้เลิกการกระทำดังกล่าว วิธีแก้ไขวิธีหนึ่งคือ หาทางปลูกไม้ผลเมืองหนาว จึงได้เชิญ ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี มาร่วมงาน พื้นที่งานวิจัยอยู่บริเวณดอยปุย งานต่อสู้กับการปลูกพืชทดแทนฝิ่นแปลงหนึ่ง ได้รับการตั้งชื่อว่า สวนสองแสน เพราะได้รับเงินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สถานีนี้ได้เป็นสถานีทดลองสถานีหนึ่งสำหรับเกษตรที่สูงในปัจจุบัน นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธียังช่วยในด้านการวัดสภาพอากาศที่ดอยอ่างขาง และดำเนินการเลี้ยงผึ้งให้โครงการหลวงอยู่หลายปี เพราะได้รับการฝึกฝน ฝึกงานจากฟาร์มเลี้ยงผึ้ง ที่มลรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา
รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี นับได้ว่าเป็นผู้อุทิศตนให้กับการเรียนการสอน ทั้งด้านปรับปรุงเนื้อหาวิชา อุปกรณ์การสอน ตำรา และผลงานวิจัยมาถ่ายทอดให้นิสิตและคณาจารย์อยู่ตลอดเวลา อาทิ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทำให้การเรียนการสอนทางพฤกษศาสตร์ก้าวหน้าทันสมัยเป็นรากฐานให้กับการเกษตรด้านพืชศาสตร์อย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุที่อาจารย์เป็นผู้ที่มีผลงานทางวิชาการเป็นที่น่ายกย่อง เป็นผู้ที่มีคุณธรรม เป็นแบบอย่างที่ดีของนักวิจัยรุ่นหลัง สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงมีมติให้ได้รับปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิติมศักดิ์ สาขาพฤกษศาสตร์ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2538
ชีวิตครอบครัว รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี สมรสกับอาจารย์วิภา (โภคาสถิตย์) บุญนิธี อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ มีลูกสาวคนเดียว เรียนอนุบาลที่เกษตรฯ สมัยนั้นเรียกกันว่า โรงเรียนอนุบาลอาจารย์ชวนชมตามชื่ออาจารย์ผู้ก่อตั้งเพื่อให้ลูกสาวที่ได้รับการอบรมตั้งแต่เยาว์วัยก่อนเข้าเรียนที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จนจบชั้น ม. 6 ถือว่าทุกคนในครอบครัวของรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมัยเป็นนิสิตก็ได้อาศัยหอพักของมหาวิทยาลัย นิสิตสมัยก่อนมีไม่มาก ทำให้รู้จักคุ้นเคยกันดีมากทุกชั้นปี เป็นบรรยากาศที่เรียนด้วยความสุข ความเป็นอยู่และการเรียนไม่ก่อให้เกิดความเครียด บริเวณที่ตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่บางเขนเคยเป็นท้องทุ่ง เรียกกันว่าทุ่งบางเขน เมื่อรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีรับราชการก็ได้อาศัยบ้านพักของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีก ทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องการเดินทาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีบุญคุณต่อรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีและครอบครัว ได้ให้ทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นประโยชน์มากมายมหาศาล ตั้งแต่การดำรงชีวิตเติบโต มีครอบครัว ตลอดชีวิตการรับราชการ มีชีวิตสุขสบายจนถึงทุกวันนี้ รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีจึงมุ่งมั่นทำงานให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อย่างเต็มที่ โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย
ความรู้สึกและความคาดหวังกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เห็นมหาวิทยาลัยเติบโตเร็วมากเพียงระยะไม่ถึง 60 ปี มีสถานีทดลองหลายแห่ง วิทยาเขตหลายวิทยาเขต สร้างบุคลากรออกไปทำงานให้ประเทศชาติได้มาก รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีคาดหมายที่จะให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ผลิตนิสิตให้มีความสามารถออกไปดำเนินชีวิตได้ด้วยดีในทุกสาขาวิชา โดยเฉพาะสาขาเกษตรนั้น ตรงกับชื่อของมหาวิทยาลัยด้วย ขณะนี้ก็มีหลายมหาวิทยาลัยที่ผลิตนักเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ควรจะรักษาสถานะการเป็นผู้นำทางด้านนี้ให้ได้ อีกประการหนึ่งอยากเห็นการมีชื่อเสียงด้านการค้นคว้าวิจัยพื้นฐานวิทยาศาสตร์ ซึ่งคงต้องผลักดันด้านนี้อย่างจริงจัง
ถึงแม้ว่ารองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีจะเกษียณอายุราชการแล้ว ก็ยังสนใจในงานทดลอง ค้นคว้า และนำผลงานที่เชื่อถือได้ไปเผยแพร่ มักได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรเล่าประสบการณ์ให้กับผู้สนใจที่หลากหลาย ซึ่งก็ทำให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีบทบาทและชื่อเสียงโดยปริยาย ถึงแม้จะไม่ได้มาช่วยโดยตรงก็ตาม เรื่องหนึ่งที่รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีสนใจคือ การปลูกพืชผักแบบเกษตรธรรมชาติ เหตุผลเพราะเมื่ออายุมากขึ้นควรรับประทานอาหารพวกมีกากมากๆ ได้แก่ พืชผัก แต่เป็นที่ทราบกันว่าพืชผักในท้องตลาดส่วนมากมีสารพิษพวกยาฆ่าแมลงตกค้าง ไม่ปลอดภัย จึงคิดจะปลูกผักรับประทานเอง เมื่อมีโอกาสไปเรียนรู้เรื่องเกษตรธรรมชาติที่เผยแพร่โดยมูลนิธิศาสนาโยเร ที่ชาวญี่ปุ่นเผยแพร่ โดยนำจุลินทรีย์ที่ตั้งชื่อให้ว่า EM มาเผยแพร่ รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีได้ศึกษาและติดตามงานนี้ทำให้ทราบว่าจุลินทรีย์ดังกล่าวมีประโยชน์ต่อมนุษย์สามารถนำมาแก้ปัญหาด้านเกษตรและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี ทำให้รู้จักวิธีการขยายเชื้อและนำไปใช้ประโยชน์ ต่อมาได้ไปฟังการบรรยายของประธานมูลนิธิเกษตรธรรมชาติเกาหลีใต้ชื่อ ฮันคิวโช จัดโดยกรมวิชาการ กระทรวงเกษตรฯ ได้บรรยายเทคนิควิธีการหมักอย่างง่ายๆ โดยใช้น้ำตาลเป็นหลัก หลังจากได้ฟังการบรรยายแล้ว มาปฏิบัติ โดยทดลองหมักเศษพืชผักต่างๆ ประมาณหนึ่งสัปดาห์จะได้น้ำหมักพืชซึ่งมีคุณสมบัติคล้าย EM สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านการเกษตร เพราะจุลินทรีย์มีอยู่ในธรรมชาติทุกท้องที่ เมื่อให้อาหารถูกต้องตามความต้องการจุลินทรีย์ก็ขยายพันธุ์รวดเร็ว รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีใช้เวลาศึกษาและทดลองอยู่ประมาณ 1 ปี มีความมั่นใจว่าเทคนิคเกษตรธรรมชาติโดยใช้จุลินทรีย์สามารถทดแทนวิธีการเทคนิค เกษตรเคมี อันเป็นทางเลือกของเกษตรกรได้ เช่น การปรับปรุงดินด้วยการใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์กับอินทรีย์วัตถุ เป็นต้นว่า เศษพืช เศษหญ้า มูลสัตว์ลงไปในดิน จะเกิดการย่อยสลายเป็นฮิวมัส ทำให้ดินมีสภาพร่วนซุยปลูกต้นไม้เจริญงอกงาม แข็งแรง โรคและแมลงไม่รบกวน จึงนำออกเผยแพร่โดยเปิดอบรมกับประชาชน ใน พ.ศ. 2540 อาจารย์เปิดอบรมมาประมาณ 10 รุ่น โดยช่วงเช้าบรรยายที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภาคบ่ายดูงานการปลูกพืชผัก การอบรมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเกือบทุกภาค การบรรยายมักจะเล่าประสบการณ์ให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจง่ายๆ เช่น การผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์ แสดงให้ดูวิธีหมัก โดยนำเศษผักสด ผลไม้ หรือเศษสัตว์ เศษอาหารในครัวเรือน เติมน้ำตาล หมักปล่อยทิ้งไว้ น้ำสกัดที่ได้เกิดจากการทำงานของจุลินทรีย์ เรียกว่า น้ำสกัดชีวภาพ ซึ่งเป็นหัวเชื้อจุลินทรีย์ รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีได้ตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Bioextract ใช้ชื่อย่อว่า B.E. ได้อธิบายให้เห็นว่าวิธีการนี้เป็นวิธีการฟื้นฟูระบบนิเวศ เมื่อไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง ระบบนิเวศจึงเกิดความสมดุลมีโซ่อาหารธรรมชาติเกิดขึ้น เมื่อมีแมลงมากินพืช ศัตรูแมลงกินพืชเกิดขึ้น รวมทั้งสัตว์กินแมลงด้วย ช่วยให้เราไม่ต้องฆ่าแมลงด้วยยาเคมี จากประสบการณ์ของรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีที่ได้ปลูกพืชในปีแรกหรือระยะแรกผลผลิตจะต่ำ แต่เมื่อปลูกซ้ำหรือการปลูกระยะที่สองผลผลิตจะเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาด อาจจะเป็นเพราะส่วนของพืชที่ปลูกครั้งแรกถูกย่อยสลาย เมื่อใช้น้ำสกัดชีวภาพเข้าช่วย เกิดสภาพการหมักขึ้นในดิน ดินจึงร่วนซุยมากขึ้น
รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีรู้สึกยินดีและภูมิใจอย่างมากว่างานที่ได้เผยแพร่ออกไปมีผู้สนใจนำไปทำ นอกจากเกษตรกรก็มี นักวิชาการ นักธุรกิจ ลูกศิษย์ จนถึงคนตกงาน ฯลฯ แล้วประสบความสำเร็จ ยกตัวอย่าง เช่น
- มีผู้ทำน้ำสกัดชีวภาพ แล้วนำออกจำหน่ายในงานวันเกษตรแห่งชาติ หลายร้าน
- เกษตรกรที่พิษณุโลกปลูกพริกแบบปลอดสารพิษส่งโรงงานทำซอสพริก ก็จะทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง
- ลูกศิษย์ของรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีหลายคนให้ความสนใจโดยลงมือทดลองและค้นคว้าในห้องปฏิบัติการ ได้ผลงานค้นคว้าพร้อมทั้งเผยแพร่ บางคนเป็นหัวหน้าสถานีทดลองได้เปิดอบรมกับเกษตรกร และมีลูกศิษย์ของรองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีคนหนึ่งทำงานที่ กทม. ได้เชิญอาจารย์ไปบรรยายเผยแพร่ให้สำนักรักษาความสะอาดใช้วิธีนี้แก้ไขเรื่องขยะเปียก ซึ่งเป็นปัญหามาก หัวหน้าสำนักได้เห็นประโยชน์ และแนะนำให้ดำเนินการ และตั้งชื่อว่า ขยะหอม
- เมื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดงาน รู้เพื่อรวย รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี ได้จัดเรื่องเกษตรธรรมชาติสนับสนุนโดยกรมส่งเสริมการเกษตร มีการจัดคะแนนนิยมของการจัดร้าน ปรากฏว่าได้คะแนนเป็นที่ 2
รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีได้คาดหมายถึงงานที่ได้เผยแพร่ออกไปเมื่อมีผู้ลงมือทำแล้ว ประสบผลสำเร็จก็เสมือนอาจารย์ได้เพาะเมล็ดพืชลงในดิน ต้นกล้าเกิดขึ้นระยะแรกคงเติบโตช้า ซึ่งเป็นระยะต้นกล้า แต่ต่อไปต้นไม้นั้นก็เติบโตขึ้นได้เองตามแบบในธรรมชาติ อีกประการหนึ่ง ช่วงเวลานี้สภาพเศรษฐกิจตกต่ำ ฉะนั้น การแสวงหาวิธีการลดต้นทุนทางการเกษตร จึงน่าจะเป็นโอกาสให้เทคนิคนี้เติบโตได้ดี ไม่ต้องลงทุนซื้อปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลงก็สามารถทำการเกษตรได้
ชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธีจะเพลิดเพลินกับการปลูกผัก ผลไม้ ในที่ดินส่วนตัวหลายไร่ อยู่แถวรังสิต ทำให้แข็งแรงและมีชีวิตชีวาขึ้น และยังมีผลพลอยได้อีกโดยนำพืชผักไปทำน้ำสกัดชีวภาพ นอกจากปลูกผักทำสวนผลไม้แล้ว ยังทำนาด้วย ที่ทดลองทำนาก็อยากทราบว่าเทคนิคจุลินทรีย์ใช้กับนาข้าวได้หรือไม่ ปรากฏว่าทำนาง่ายกว่าปลูกผัก ลงมือทำครั้งแรกได้ผลพอใช้ได้ ครั้งที่สองได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเท่าตัว ขณะนี้รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี ทำนา 2-3 ไร่ อย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องซื้อข้าวแล้ว ยังเผยแพร่วิธีทำนาให้ประชาชนด้วย
รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดคือ มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.) เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2532
รองศาสตราจารย์อรรถ บุญนิธี ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557 สิริอายุได้ 86 ปี
แหล่งข้อมูล
อรรถ บุญนิธี. สัมภาษณ์, 15 กุมภาพันธ์ 2545.
อรรถ บุญนิธี. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตร, 2497.