ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน
หลังจากจบการศึกษา ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้เข้ารับราชการในกรมปศุสัตว์ ที่กองสัตวรักษ์ ต่อมาย้ายไปอยู่ที่กองค้นคว้าทดลอง (กองวัคซีนในปัจจุบัน) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการผลิตวัคซีนป้องกันโรคติดต่อที่ร้ายแรงในขณะนั้น คือ โรครินเดอเปสต์ (Rinderpest) หรือ โรคลงแดงและโรคบาร์โบน (โรคคอบวม หรือ เฮโมราจิคเซฟติซีเมีย) ในโคกระบือ โดย ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน เป็นคนแรกที่ได้ทดลองทำวัคซีนจากไข่สำหรับป้องกันโรคบาร์โบนในกระบือ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน อยู่ช่วยผลิตวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวจนกระทั่งโรคสงบและสามารถกำจัดโรครินเดอรเปสต์ให้หมดไปจากประเทศไทยได้
ต่อมา ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้ย้ายมาอยู่ที่กองวิชาการ และได้รับทุนจาก MSA (Mutual Secretary Agency) ไปดูงานที่สหรัฐอเมริกาทางด้านโรคสัตว์และปรสิต เป็นเวลา 1 ปี ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน เรียนรู้และเสริมสร้างประสบการณ์ จากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกาหลายแห่ง ได้แก่ University of Illinois, Texas A & M University และ University of Florida ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ยังได้แวะเยี่ยมชมศูนย์ชันสูตรโรคสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกาที่ CDC (Communicable Disease Center ณ เมือง Atlanta ในรัฐจอร์เจีย ศูนย์โรคสัตว์ของ Agricultural Research Service (ARS) ที่ Beltsville รัฐมารีแลนด์ ซึ่งความรู้และประสบการณ์ที่ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้รับมีประโยชน์ต่อการพัฒนาวงการสัตวแพทย์ไทยเป็นอย่างมาก มีการปรับปรุงพัฒนากองวิชาการ โดยจัดแบ่งสายงานเป็นฝ่ายต่างๆ เช่น พยาธิวิทยา ปรสิตวิทยา ชีวเคมี จุลชีวะ ไวรัส และอิมมูนวิทยา ตามแบบสากล และเริ่มงานศึกษาค้นคว้าวิจัยทางด้านปรสิตนับเป็นการบุกเบิกงานทางด้านนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย
ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน เริ่มจับงานทางด้านปรสิตหลังกลับจากการดูงานที่สหรัฐอเมริกา โดยเริ่มตรวจหาพยาธิตัวอ่อน microfilaria ในเลือดช้าง และศึกษาความร้ายแรงของพยาธิไส้เดือนในไก่ สำรวจโรคแท้งบลูเซลโลซีส โดยใช้ antigen ที่นำกลับมาจากสหรัฐอเมริกา ทำให้ทราบว่ามีโรคนี้ในประเทศไทย มีการพัฒนาการตรวจวินิจฉัยโรค จนสามารถควบคุมโรคนี้ได้ในเวลาต่อมา ตลอดจนศึกษาวิจัยปรสิตที่สำคัญ ๆ ในสัตว์เลี้ยง เช่น พยาธิใบไม้ในตับ พยาธิใบไม้ในกระแสโลหิต พยาธิในเม็ดเลือดแดง พยาธิเม็ดสาคูของโคกระบือ พยาธิใบไม้ลำไส้ พยาธิเม็ดสาคู พยาธิตัวจี๊ด พยาธิ Toxoplasma gondii พยาธิทริคิเนลล่า สไปราลีส ในสุกร นับเป็นการจุดประกายงานค้นคว้าวิจัยทางสาขาปรสิตอย่างจริงจัง
ผลงานที่สร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและชื่อเสียงให้กับ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน คือการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคทริคิโนซีส ในประเทศไทย ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน มีความสนใจเกี่ยวกับโรคนี้มาตั้งแต่ต้น โดยทำการสำรวจกล้ามเนื้อกระบังลมสุกรทั่วประเทศ ปรากฏว่าไม่พบโรค จนกระทั่งมีการระบาดของโรคนี้ที่ อ. แม่สะเรียง จ. แม่ฮ่องสอน ใน พ.ศ. 2505 ทำให้มีคนป่วยและเสียชีวิตหลายราย ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน จึงเริ่มกลับมาศึกษาอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง โดยสำรวจหาแหล่งโรคในจังหวัดต่างๆในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ และน่าน โดยขึ้นไปสำรวจสุกรของชาวเขาเผ่าต่าง ๆ เช่น ม้ง เย้า ลีซอ ฯลฯ ทำให้พบว่าสุกรของชาวเขาเป็นแหล่งแพร่ระบาดของโรคนี้ การเดินทางขึ้นไปสำรวจสุกรในครั้งนั้นต้องใช้ความอดทนเสียสละอย่างมากเพราะภูมิประเทศต้องใช้การเดินเท้าโดยตลอด บางครั้งต้องขี่ม้าเช่าจากชาวเขา ออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืดกว่าจะจบงานแต่ละวัน บางครั้งถึง 4-5 ทุ่ม
ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้นำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจมาวางแผนการศึกษาวิจัยและหามาตรการในการป้องกันโรคนี้ต่อมา โดยเสนอรัฐบาลให้จัดตั้งหน่วย ทริคิโนซีส ในเขต 8 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อตรวจเนื้อสุกรก่อนที่จะนำไปจำหน่ายให้แก่ประชาชน ทำให้สามารถป้องกันการระบาดของโรคนี้อย่างได้ผล นอกจากนี้ผลงานการค้นคว้าวิจัยโรคนี้ทำให้ได้ข้อมูลทางวิชาการมากมาย เป็นที่ยอมรับในหมู่นักวิจัยทั้งภายในและต่างประเทศ
ใน พ.ศ. 2511 ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้ย้ายมาอยู่ในคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ตามคำชวนของศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีและคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย เนื่องจากทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ขอโอนทรัพย์สินบุคลากรและงบประมาณของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปสังกัดคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงต้องจัดหาบุคลากรทรัพย์สินและงบประมาณเพื่อดำเนินการเรียนการสอนต่อไป ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณบดีใน พ.ศ. 2519 ต่อจากศาสตราจารย์จักร พิชัยรณรงค์สงคราม ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้ใช้ความรู้และประสบการณ์จากการดูงานที่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกามาพัฒนาปรับปรุงระบบการบริหารงานของคณะจนมีความเจริญก้าวหน้าเป็นลำดับ
ในช่วงที่ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ดำรงตำแหน่งเป็นคณบดี เป็นช่วงที่สำคัญของคณะฯ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้นหลายอย่าง ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน เห็นว่าคณะสัตวแพทย์ ที่เกษตรกลางบางเขนนั้น เหมาะสำหรับที่จะให้บริการทางวิชาการแก่สัตว์เลี้ยงประเภทสุนัขและแมวเท่านั้น เพราะตั้งอยู่ในเมือง นับวันจะเจริญมากยิ่งขึ้น สัตว์เศรษฐกิจ เช่น โค กระบือ สุกร เป็ด ไก่ คงจะหมดไปทำให้นิสิตขาดประสบการณ์ทางด้านนี้ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน จึงคิดว่าคณะควรจะขยายงานออกไปสู่ชนบทเพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เอื้อประโยชน์แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ให้มากที่สุด ประกอบกับในช่วงนั้นมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลจัดหาเงินกู้จากธนาคารโลกมาพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีการขยายสถานศึกษาไปตั้งเป็นวิทยาเขตที่อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม อาจารย์จึงได้โอกาสขยายงานไปที่วิทยาเขตแห่งใหม่ด้วย เพราะที่อำเภอกำแพงแสน และท้องที่โดยรอบมีสัตว์เลี้ยงประเภท สุกร และสัตว์ปีกอยู่มากพอสมควร น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน นอกจากจะขยายงานไปที่วิทยาเขตกำแพงแสนแล้ว ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ยังดำริว่าคณะน่าจะมีแหล่งสำหรับการเรียนการสอนและให้บริการทางวิชาการเกี่ยวกับโคนม ขณะนั้นในเขตตำบลหนองโพ จังหวัดราชบุรี มีการส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคนมกันเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม จึงเป็นแหล่งที่มีโคนมมากที่สุดในประเทศไทย แต่ยังขาดหน่วยงานที่จะให้บริการเกี่ยวกับสัตว์ป่วย มีแต่หน่วยผสมเทียมของกรมปศุสัตว์ที่ให้บริการอยู่ ทางคณะฯ จึงได้ติดต่อขอความร่วมมือจากสหกรณ์โคนมหนองโพ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ช่วยจัดสถานที่ให้ ซึ่งก็ได้รับความอนุเคราะห์เป็นอย่างดี โดยสหกรณ์ฯ ได้จัดซื้อที่ประมาณ 15 ไร่ เพื่อให้จัดสร้างโรงพยาบาลสัตว์ สำนักงบประมาณก็เห็นความสำคัญและประโยชน์ที่จะได้รับ จึงสนับสนุนงบประมาณจนการก่อสร้างได้แล้วเสร็จสมบูรณ์ สามารถให้บริการตรวจรักษาสัตว์ป่วยของเกษตรกร และเป็นที่ฝึกงานของนิสิตได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันนอกจากจะเป็นแหล่งให้บริการทางวิชาการและฝึกงานของนิสิตแล้ว โรงพยาบาลสัตว์หนองโพยังเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโคนมในประเทศไทยและเป็นสถานที่ฝึกอบรมเกี่ยวกับโคนมให้แก่เกษตรกร และบุคลากรของกรมปศุสัตว์โดยความร่วมมือของกรมปศุสัตว์
ในช่วงที่ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้ดำรงตำแหน่งคณบดีนั้น งานสัตวแพทยสาธารณสุขยังไม่ค่อยมีบทบาทมากนัก และยังไม่มีหน่วยงานใดดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ท่านมองเห็นว่างานนี้จะมีบทบาทสำคัญในอนาคต จึงได้จัดตั้งภาควิชาสัตวแพทยสาธารณสุข เป็นแห่งแรกและได้สนับสนุนให้กรม ปศุสัตว์จัดตั้งกองสัตวแพทยสาธารณสุข เพื่อเริ่มงานเกี่ยวกับโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนตลอดจนปัญหาสารตกค้างในเนื้อสัตว์ นม และผลิตภัณฑ์สัตว์ต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคซึ่งปัจจุบันได้เป็นปัญหาระดับชาติ มีผลกระทบต่อการส่งออกเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์สัตว์ ตลอดจนอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ ทั้งสัตว์บก และสัตว์น้ำ ทำให้รัฐบาลต้องรีบแก้ไขอยู่ในขณะนี้ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน สามารถมองปัญหาต่างๆ ได้ตั้งแต่ต้น จึงได้วางรากฐานล่วงหน้าไว้เป็นอย่างดี คณะจึงมีความพร้อมในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนการสอนการให้บริการทางวิชาการ ซึ่งมีหน่วยงานรองรับถึง 3 แห่ง ทำให้คณะสามารถผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อมในทุกด้านอย่างสมบูรณ์
ผลงานทั้งหมดที่ ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ได้ทำไว้ นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการศึกษาทางสัตวแพทย์ สังคม และประเทศชาติ ถึงแม้ว่าอาจารย์จะไม่ได้เรียนและทำงานในสาขาวิชาที่อาจารย์มุ่งหวังไว้ตั้งแต่ต้น แต่อาจารย์ก็สามารถสร้างงานได้ผลเป็นอย่างดี โดยอาจารย์ได้ยึดหลักที่ว่า เราอาจจะไม่ได้ทำงานที่เรารัก แต่เราจะต้องรักงานที่เราทำ เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ยกย่อง ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์เกียรติคุณ ใน พ.ศ. 2523 นอกจากนั้นท่านยังได้รับพระราชทานปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน พ.ศ. 2525 และสัตวแพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน พ.ศ. 2527 อีกด้วย
ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน มีความประทับใจใน 3 บูรพาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือ คุณหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ คุณพระช่วงเกษตรศิลปการ และคุณหลวงอิงคศรีกสิการเป็นอย่างยิ่ง ในข้อที่ว่า ทั้ง 3 ท่านต่างมีความรักใคร่นับถือกันเปรียบเสมือนพี่น้องไม่มีการแบ่งแยกหรือขัดแย้ง ทุกท่านเสียสละอย่างมากเพื่อความเจริญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดังนั้นในช่วงที่ ศาสตราจารย์ ดร. รำพึง ดิสสะมาน มาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่านจึงได้พยายามสร้างความรักความสามัคคีในหมู่คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ
หลังจาก ศาสตราจารย์รำพึง ดิสสะมาน เกษียณอายุราชการแล้ว ก็ยังทำหน้าที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒในการ ประเมินผลงานทางวิชาการของอาจารย์ในการขอตำแหน่งทางวิชาการของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และของทบวงมหาวิทยาลัย ตลอดจนเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรมของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นอาจารย์พิเศษคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อยู่จนถึงปัจจุบัน
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รำพึง ดิสสะมาน ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2558 สิริรวมอายุได้ 95 ปี
แหล่งข้อมูล
รำพึง ดิสสะมาน. สมุดประวัติประจำตัวข้าราชการกระทรวงเกษตราธิการ, 2488.